11arrowz

attitude is a little thing that makes a big difference

Om Mani Padme Hum

March21

.

 

Photobucket

 

 

. . .

 

“ตำนาน ไม่มีต้นฉบับ…”

 

รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวแก่ข้าพเจ้า เป็นอนุสติ

เมื่อท่านทราบ ข้าพเจ้าที่คร่ำครึ กำลังริจะย่างก้าวเข้าหาบางสิ่ง . . . ที่เรียก

“อุรังคนิทาน” . . .

มหากาพย์แห่งล้านนา ล้านช้าง

และทั่วแผ่นดินอีสาน

 

 . . .



อย่าว่าแต่ กระทั่งยังไม่ทราบ ข้าพเจ้าสมควรเริ่มต้นจากที่ใด

แต่ข้าพเจ้าที่ไม่สู้มีโชค

โดยไม่ต้องซอกซอนไปถึงหอสมุดแห่งชาติ

กลับเสาะพบ “อุรังคธาตุ” ที่พิมพ์ขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2483 . . .

ที่ยอดเยี่ยม คือเขายังเป็นไฟล์ ฟอร์แมท PDF

ควรทราบว่า การสแกนหนังสืออายุกว่า 70 ปี ด้วยสายตา ต้องไม่ใช่เรื่องราวอันน่าเพลิดเพลินเท่าไร

 

จึงด้วยความยินดี

ข้าพเจ้าเร่งเปิดอ่าน . . . ปรากฏเห็น เป็นข้อความเช่นนี้

 

 

Photobucket

 

 

อุรังคธาตุ

(ตำนานพระธาตุพนม)



——

  

ที่ระลึก

ในงานพระราชทานเพลิงศพ

อ.ต. หลวงประชุมบรรณสาร (พิณ เดชะคุปต์)

วันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2483

ณสุสานวัดมกุฏกษัตริยาราม

 

คำนำ

 

นางสาวถนอม  เดชะคุปต์  มาแจ้งความขอให้กรมศิลปากรช่วยเลือก

หาเรื่องที่สมควรพิมพ์เป็นที่ระลึก 

ในงานพระราชทานเพลิงศพ อ.ต. หลวงประชุมบรรณสาร (พิณ เดชะคุปต์) ผู้บิดา

กรมศิลปากรแนะนำให้พิมพ์เรื่อง อุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) 

เป็นหนังสือที่เกี่ยวเนื่องทางพระพุทธศาสนา และตำนานบ้านเมือง ประกอบกัน

นางสาวถนอม  เตชะคุปต์  ก็พอใจตามคำแนะนำ

 

ตำนานพระธาตุพนม เคยพิมพ์มาแล้วครั้งหนึ่ง  แต่เป็นฉะบับสังเขป

ส่วนฉะบับนี้

ได้ความตามท้ายเรื่องว่า อาชญาเจ้าพระอุปราช พร้อมด้วยบุตรภรรยา

ให้จำลองจากฉะบับโบราณ  สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2404 

เป็นหนังสือใบลานอักษรไทยที่เคยใช้แถบเหนือ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม  ได้ฉะบับนั้นมาประทานไว้สำหรับหอสมุดแห่งชาติ

ตั้งแต่ พ.ศ. 2464 

 

กรมศิลปากรให้นายสุด  ศรีสมวงศ์ และนายทองดี  ไชยชาติ เปรียญ  ถ่ายออกจากสำนวนเดิม 

เรียบเรียงพอให้อ่านเข้าใจได้ทั่วไป 

มีข้อความแปลก และพิสดารกว่าฉะบับที่เคยพิมพ์มาแล้วบ้าง 

จึงให้ชื่อฉะบับพิมพ์ครั้งนี้ว่า  อุรังคธาตุ  (ตำนานพระธาตุพนม) 

หวังว่าบรรดาผู้รับ คงยินดีทั่วกัน

 

กรมศิลปากรขอโมทนากุศล 

ที่เจ้าภาพและญาติมิตร  บำเพ็ญอุทิศแด่หลวงประชุมบรรณสาร 

เป็นอนุปทานหวังเพิ่มพูนหิตานุหิตประโยชน์  และสิ่งต้องประสงค์อันปราศจากโทษ 

ในสัมปรายภพทุกประการ

 

กรมศิลปากร

3  เมษายน  2483

 

. . .

 

อุรังคธาตุ

ตำนาน พระธาตุพนม

 

———–


นโม พุทธาย จักกล่าวยังอุรังคธาตุนิทาน  ปาทลักษณนิทาน  ศาสนานครนิทาน

อันพระอรหันต์ทั้ง  5  องค์ แปลไว้ให้แจ้งแก่นักปราชญ์เจ้าทั้งหลาย

นิทานอันนี้  พระพุทธเจ้าทรงทำนายปลายเมือหากก1

บุคคลผู้มีปัญญาจึงค่อยพิจารณาดูอธิบายให้แจ้งเทอญ

 

เมื่อพระพุทธเจ้ายังธรมานอยู่สำราญในเชตะวันอารามยามใกล้รุ่ง

เจ้าอานนทอุปฐากด้วยน้ำและไม้สีฟัน 

เมื่อพระพุทธเจ้าเมี้ยน2กิจชำระแล้ว 

หลิง3เห็นโบราณประเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ ที่เสด็จเข้าสู่พระนิพพานไปแล้ว

ทรงไว้ยังธาตุในดอยกัปปนคีรีอันมีในที่ใกล้เมืองศรีโคตรบอง . . .

   

——————————-

1 ต้น,โคน   2 สำเร็จ   3 เล็ง

 

 

 

ครั้นอ่านถึงตรงนี้

จิตใจข้าพเจ้าพลอยปีติแช่มชื้นขึ้นมาบ้าง

ด้วยบางถ้อยคำภาษาแปลกๆ นั้น ที่แท้ ใช่ภาษาของข้าพเจ้าเอง



คำ . . .

เมือ แปลว่ากลับ

กก แปลว่าเริ่มต้น

เมี้ยน แปลว่า จัดแจง

และ



“ศรีโคตรบอง” ก็ยังไม่ใช่ชื่อบ้านข้าพเจ้าแต่ปางบรรพ์นั่นหรอกหรือ?

 

. . .

  

ยังมีอีกเกือบ 200 หน้า . . .

ท่านผู้ใดนำพาใส่ใจจะค้นคว้า ย่อมสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “อุรังคธาตุ” ได้เอง

ที่ http://www.mediafire.com/?62br068jujrorlu

เรียนตามสัตย์,

ต่อให้ข้าพเจ้านึกอยากคัดลอกมาทั้งหมดทั้งสิ้น

แต่กับบางถ้อยคำในนั้น ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึก ตนเองไม่มีความกล้าหาญเพียงพอ

 

ในส่วนมนตราที่โปรยไว้แต่ต้น

ก็โดยเหตุที่เร่ร่อนสืบเสาะไปในที่ต่างๆ บนโลกไซเบอร์อันไพศาล โดยคำ Buddha . . .

เผอิญพบเรื่องราวเช่นนี้

ผู้ใดจะอ่านสักนิดหรือไม่ ก็สุดแต่หัวใจศรัทธา . . .

 

 

Om Mani Padme Hum . . .

 

. . .

by posted under Uncategorized | 68 Comments »    
68 Comments to

“Om Mani Padme Hum”

  1. July 16th, 2011 at 10:03 am       11arrows Says:


  2. April 2nd, 2011 at 8:20 pm       ana123 Says:

    คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

    So peaceful music ka
    Oh.. new decor wallpaper !!

    :)))


  3. April 2nd, 2011 at 12:32 pm       normally Says:

    ท่าน 11 จำศีลอยู่ !

    พอดี ข้าพเจ้าขโมยจบ พระธาตุอิงฮัง ซะเลย

    ฮาฮาฮา !


  4. April 2nd, 2011 at 11:01 am       athenaz Says:

    48
    ท่านศรคะ นอกจากการขบฉันอาหารในบาตรที่สมถะในผัสสะกอร์ปด้วยความเพียร
    ที่ท่านกลาวถึง … ที่วัดป่าทสุทธาวาส สกลนคร … วัดที่พระอาจารย์มั่นมรณภาพ
    เมื่อปี ๒๔๙๒ ยังแสดงผ้าจีวรที่อาจารย์ได้ปะชุนใช้เองด้วยฝีเย็บชุนที่ละเอียดงดงา
    มแสดงไว้ด้วย
    ได้เห็นแล้วปิติยิ่ง และได้เป็นแบบอย่างพื้นฐานความเพียร ที่นำไปสู่การปฏิบัติใ
    นชีวิตประจำวันโดยแท้ค่ะท่าน

    ขอบคุณข้อความที่ท่านแบ่งปัน

    ส่วนเรื่องภายในใจไม่ชมก็ติ (KFC) ย่อมยังมีและก็ยังดี .. เริ่มจากวาจาเป็นเบื้องแรกสำหรับข้าพเจ้ายังทั้งยาก
    ก็ยังแอบชมท่านทั้งวาจาและใจอยู่นี่ไง..ที่ยินดีในสิ่งควรดังท่านกล่าวถึงการขบฉันอาการ

    ส่วนข้าพเจ้า.. โอยยังไกลความจริงที่ท่านสอนสั่งมา

    ท่านสบายดีในวันหยุดนะคะ ^^


  5. April 1st, 2011 at 1:30 pm       normally Says:

    ท่านสบายดี ?


  6. March 26th, 2011 at 11:10 am       korpai Says:

    ฮ้าดเช้ย..
    ตาถลนเลยหรือ
    แล้วมีเสียงอะไรเห่าหอนหรือเปล่านั่น

    ตากุ้งยิงจะเล่นงานท่านเพราะไปดุรุปในอาราจักแห่งนั้น
    ที่สร้างไว้นานแล้วแต่ขาดการดุแล
    เพราะย้ายที่ใหม่
    ไว้เพื่อเก้บรูปภาพในการประกอบบล็อก

    ความจริงตั้งใจว่าจะเขียนบล้อกไว้บันทึกความทรงจำ
    ในสถานที่ๆจอบหรือน่าจดจำ
    พอมาอ่านแล้วนึกถึง
    เมื่อก่อนนี้มีกระดากับปากกาพาไป

    บางอย่างที่เขียนแล้วเรียงลำดับไม่ค่อยจะถนัด
    เดี๋ยวนี้ดีขึ้นที่จิ้มไปจิ้มมาได้
    แต่เขียนได้ถูกต้องมากกว่าพิมพ์
    แต่พิมพ์นี่เก็บไว้ได้อาจพกพาไปหลายที่
    เขียนที่ไหนก้ได้ ที่เก็บก็ไม่ค่อยเปลืองมาก

    บ่อยครั้งที่เกรงใจคนอ่านจังเลยเพราะพิมพ์ผิด
    สายตาเปลี่ยนไปด้วยนะท่าน

    แว่นตาคุ่กายจำเป็นบ้างตามวันวลา
    แต่เดี๋ยวนี้อ่านได้เยอะกว่าเก่าโดยไม่ต้องใช้แว่น

    แต่ถ้าขับรถแล้วต้องใส่
    ไม่งั้นกะระยะไม่ถูกเลย

    ขอบคุณท่านมากที่แบ่งปันข้อมูลกันบ่อยๆ
    ท่านก็รู้เรื่องโบราณเหมือนแม่เราเลยนะเนี่ย


  7. March 26th, 2011 at 10:07 am       11arrows Says:

    ไม่ใช่เพียงเอาใจมารดา
    ห้ามดรุณีน้อยประมาทกิ่งทับทิม และหรือกรรมวิธีโบราณทำนองนั้น
    ถ้าไร้สาระ
    เรื่องราวไม่มีทางผ่านกาลเวลายาวนานมาจนบัดนี้แน่

    ข้าพเจ้าก็ชมโฟลเดอร์เนปาล
    อื่นๆ ก็เห็นแต่เพียงลางๆ
    ฮาฮาฮา…

    สายตาหนุ่มๆ แถบนั้น ในยามแลมองดรุณีน้อยเป็นอย่างไรหรือ
    วิ้งๆ นี่ ใช่แบบตาถลนๆ หรือเปล่า?
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ขอบคุณดรุณีน้อย – korp@i

    :)))


  8. March 25th, 2011 at 8:42 pm       korpai Says:

    ท่านพุดเหมือนท่านแม่ของข้าน้อยเลย
    แต่ว่าข้าน้อยเป็นคนรุ่นใหม่เลยแอบค้านในใจอยู่นิดหน่อย

    ครั้นเวลาไม่สบายหรือว่าไปงานสพ
    แม่จะต้องเอากิ่งทับทิมมาให้ก่อนเสมอ
    บางครั้งเตรียมไว้ให้พรมบนศรีษะ

    ไม่ว่าอะไรก้ตามการกระทำที่ทำให้แม่สบายใจเราก็ควรทำมิใช่หรือ

    อ้าว..ท่านได้รุปรุปเกลี้ยงแล้วซิ
    โห..ดมยาดมด้วยหรือเปล่าท่าน
    ฮาฮา
    เพราะเนปาลสูงมากเลย

    เห็นหมาสุดที่รักของที่บ้านด้วยละซิ
    เขาชื่อจุงเฟรา
    เพิ่งจากบ้านเราไป
    เขาเป้นดวงใจ
    ของใครๆหลายคน

    เห็นหนุ่มๆๆวิ้งๆที่เนปาลเปล่าท่าน
    เหอๆๆ


  9. March 25th, 2011 at 6:43 pm       11arrows Says:

    #54

    ทารกใหญ่แบบนี้
    มีไว้สำหรับรักใคร่เอ็นดูโดยเฉพาะขอรับ ท่านพี่ lady
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ความจริง, หลังจากบิดาล่วงลับแล้ว เด็กๆ คล้ายต่างยึดถือข้าพเจ้าเป็นบิดาขึ้นมาแทน
    ทอดเป็นภาระหนักอึ้งไว้บนหลังไหล่ข้าพเจ้า
    ถ้ามารดาข้าพเจ้าเป็นไต้เท้าเปา(บุ้นจิ้น) ข้าพเจ้าย่อมเป็นกงซุน-ที่ปรึกษา
    แต่ข้าพเจ้าอยากเป็นองครักษ์จั่นมากกว่า
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ขอบคุณมากขอรับท่านพี่ lady

    :)))


  10. March 25th, 2011 at 6:25 pm       11arrows Says:

    พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนอิม)

    #55

    ดรุณีน้อย…
    ถ้าในพิธีกรรม ข้าพเจ้าภาวนาอีกต่างหาก หลายบทอยู่แล้ว
    แต่ที่ภาวนาเป็นประจำ ก็มีหัวข้อและเรื่องราวในนั้นเป็นการส่วนตัวโดยเฉพาะ

    ส่วนว่าจิตใจข้าพเจ้าสงบดีอยู่หรือไม่
    ขณะชื่นชมรูปภาพหญิงไผ่
    ข้าพเจ้าก็ว่าสงบดีอยู่นะ
    ฮาฮาฮาฮาฮา…
    หรือว่าจะต้องบันดาลโทสะสักเล็กน้อย จึงจะใช้การได้
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    เมรุฮินดูนั่นไม่ขึ้นมาก็ประเสริฐแล้ว
    ข้าพเจ้ากลัวปิศาจหลอกหลอน

    ยังมีความเชื่อว่า คนตายส่งกลิ่นอายกระจายออกมารอบๆ…
    บางคนไร้ภูมิต่อต้าน
    ถึงกับทำโรคเฉพาะตนกำเริบขึ้นมาก็มาก
    ตาหน้า ท่านไปเนปาล เพียงชมดูอยู่ห่างๆ ก็พอ
    ท่านก็ไม่คิดจะไปมุง รอเอาส่วนแบ่งอันใดอยู่แล้วกระมัง
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    :)))


  11. March 25th, 2011 at 6:07 pm       11arrows Says:

    http://cprinda.hi5.com/friend/photos/displayPhotoUser.do?photoId=1475953689&ownerId=211702960&albumId=165690089

    อันแบบนี้ ไม่ใช่ URL ของรูปภาพ แต่เป็นลิงก์เว็บไซต์กอไผ่ – ดรุณีน้อย
    ดีแล้วหละ
    ข้าพเจ้าได้ชมทั้งอัลบัมมาเลย
    ฮาฮาฮาฮาฮา…
    ถ่ายกันได้สุดยอด กล้องและเลนส์ต้องไม่สามัญธรรมดาเป็นแน่

    ขอบคุณหญิงไผ่มากนะขอรับ

    :)))


  12. March 25th, 2011 at 4:54 pm       korpai Says:

    ขออภัยนะท่านภาพยังไม่ยอมมา
    เดี๋ยวถามมันก่อนนะว่าจะมาตอนไหน
    แม่ว่ากันนะพยายามแล้วง่ะ
    มันดื้อ
    เดี๋ยวตีตายเลย


  13. March 25th, 2011 at 4:50 pm       korpai Says:

    รุปไม่ขึ้นนี่ท่าน
    ลองใหม่นะ

    ภาพนี้ให้เห้นบรรยากาคนชม


  14. March 25th, 2011 at 4:44 pm       korpai Says:

    ท่านมีบทสวดนี้ที่บ้านหรือเปล่า
    ถ้ายัง..ควรหามาไว้รังบุปผาอันงดงามยิ่ง
    ไม่แน่อาจจะทำให้ท่านใจสงบกว่านี้
    หากยังเพลิดเพลินกับการมองภาพสาวๆที่ท่านทำเป้นประจำ
    ฮาฮาฮา

    วันนี้แวะเอาเมรุชาวฮินดูมาให้ท่านดู
    เมรุนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามโดยมีแม่นำปักวาตีกั้นขวงเจ้าค่ะ
    ถ้าเราไม่ใช่ฮินดูเค้าไม่ให้เข้าใกล้ฝั่งเขาเลยต้องมาดูที่ฝั่งตรงข้ามนี่แหละคะ

    ชาวฮินดูเอาฟืนมาสุมกองอย่างนี้
    และเอาคนตายที่นอนอยุ่มัดเป็นห่อแล้วนำมาวางบนกองนี้
    เผากันสดๆก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

    ใครที่ใกล้จะเสียชีวิตจะมีห้องไว้ให้นอนรอเวลา
    เมื่อลมหายใจหมดไปจะได้เผากันทันใจ
    เตรียมการได้ทันท่วงที

    จำได้ว่าเราได้มองขั้นตอนการเผาศพตั้งแต่แรกเริ่ม
    จนกระทั่งการเก็บกระดูกเสร็จสิ้น
    ทั้งกลิ่นต่างๆคราบที่เหลือไว้หลังความตาย
    ทำให้ปลดปลงได้มากเลยเจ้าค่ะ

    เห็นภาพชัดเจนว่า
    ชีวิตใครก้ตาม
    ไม่ว่าจะเกิดมาในวรรณะใด
    ที่สุดท้ายต้องมานอนเรียงคิวให้กองฟืนที่นี่กันตามคิว

    กลับมาถึงบ้านป่วยเลยค่ะ
    ตาเจ็บด้วยนะเจ้าคะ
    แม่บอกว่าเพราะไปดูสิ่งนี้มา
    แม่คงพูดเพราะว่าเป็นห่วงมากกว่า

    ส่วนตนป่วยอาจเพราะกลางคืนหนาวจัด
    กลางวันตากแดดตลอดทั้งวัน
    มีฝุ่นให้กินทุกวันแทนข้าวได้กระมัง

    บางวันเนปาลมีสามฤดู

    แต่เอาเรื่องหนุ่มเนปาลที่ทำตาวิ้งๆมาให้แม่ได้ฟังด้วย
    เล่นเอาฮากันทั้งบ้านเลย
    อาหารที่นั่น
    ก่อนทานต้องทำใจค่ะ
    เพระทั้งกลิ่นและความสะอาดหามิได้เลยเสียเวลาหา

    คงดีถ้าอยู่หลายวัน
    แตที่ไม่ดีคืออาจติดเชื้อบางอย่างกลับมาที่นี่ได้
    หรือไม่ก้กลายเป้นคนไม่อยากอาบน้ำเหมือนชาวเนปาลีก็เป็นได้
    แล้วแต่ใครจะโปรด

    หห้องน้ำที่สสนามบินตรีภุวัน
    กลิ่นพัฒนากว่าที่เมืองจีนอยู่บ้างแหละท่าน
    ฮาฮาฮา


  15. March 25th, 2011 at 1:23 pm       lady007 Says:

    ตำนานรักฯ ไม่เคยชมขอรับ
    มีแต่มารดาข้าพเจ้า
    เห็นบางทีชมจนน้ำตาหลั่งไหล
    (แต่ลูกชาย เห็นแล้วหัวเราะ)
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ลูกชายแบบนี้ มีไว้….
    แบบว่า….
    ประมาณว่า…
    หรือว่า …

    ฮา ฮา ฮา


  16. March 25th, 2011 at 10:33 am       11arrows Says:

    #50

    ขอบคุณท่านรุ่งมากขอรับ
    ท่าน, นอกจากแวะมา ยังกรุณาทิ้งร่องรอยเอาไว้เป็นที่ซาบซึ้งแก่ข้าพเจ้า

    :)))


  17. March 25th, 2011 at 10:26 am       11arrows Says:

    ขอบคุณมากขอรับ ท่าน tanya…
    มีคำกล่าว…
    “การเขียน คือการทิ้งร่องรอยอันทรงคุณค่าของมนุษย์ ไว้บนโลก”

    ข้าพเจ้ารักความหมายอะไรแบบนี้จังเลย
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    :)))


  18. March 25th, 2011 at 12:54 am       rapeseed Says:

    Warm greetings to Tan 11 ka xx

    Image and video hosting by TinyPic


  19. March 24th, 2011 at 11:20 pm       normally Says:

    โอ….

    ฟังการสนทนาของท่าน ๆ ซะเพลิน


  20. March 24th, 2011 at 11:09 pm       11arrows Says:

    #46

    ท่าน athenaz มีแง่มุมแตกต่างแน่นอน
    ข้าพเจ้าขอรอคอย “พระธาตุพนม” …
    โดย athenaz

    :)))


  21. March 24th, 2011 at 11:05 pm       11arrows Says:

    ข้าพเจ้ายังนึกถึง
    พระอาจารย์มั่น…ในยามขบฉันอาหารในบาตรใบเดียวเป็นวัตร
    ก็หักห้ามความรู้สึกต่อรสชาติ…ทั้งไม่ให้รู้สึกอร่อย
    ทั้งไม่ให้รู้สึกไม่อร่อย…

    คล้ายๆ ง่ายดาย
    แต่นี่คือการฝึกใจ ต่อต้านกิเลสอย่างยากลำบากเพียงใดแล้ว

    ข้าพเจ้าแวะ KFC เมื่อไร
    ภายในใจ ไม่ชม ก็ติ
    ฮาฮาฮาฮาฮา…ฝุ่นเกรอะกรัง

    :)))


  22. March 24th, 2011 at 10:39 pm       athenaz Says:

    ฝุ่นบนกระจกของท่านช่างเฉียบคม ..
    ผู้ถ่อมตนอย่างแท้จริงเช่น ฮุ่ยเล้งอาจมีทั่วไป
    ที่เรามองเห็นไม่ชัดนักจนกว่าจะได้สนทนา

    ธรรมะคือธรรมชาติที่แท้จริงขั้นสูงทีเดียว ที่ไม่ต้องการการบอกกล่าวมากไปกว่าการกระทำ
    และการมองให้เห็นในสิ่งเดียวกันที่อาจไม่มีใครมองเห็น หรือแม้แต่มองไม่เห็น(เป็นสำคัญ
    )ในสิ่งที่โลกยุคนี้ห็นว่าสำคัญ ..

    เช่นนี้ข้าพเจ้าต้องขอบคุณท่าน ชึ้ให้เห็นธุลีอันไม่มีที่เกาะ..


  23. March 24th, 2011 at 10:15 pm       athenaz Says:

    เรื่องเรียงร้อยเรื่องราวพระธาตุพนมคงยากค่ะท่าน ..
    หมายถึงยากที่จะกล่าวอ้าง เพราะประวัติมีมายาวดังที่ท่านกล่าวถึง
    อาจได้แค่เล่าเรื่องชมภาพ ตามรอยอเธนาส์
    เพราะความลึกซึ้งและพื้นฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์มีเพียงน้อยนิดค่ะท่าน แฮ่ๆ


  24. March 24th, 2011 at 10:12 pm       11arrows Says:

    #43

    ท่าน athenaz…ขอบคุณท่านต่างหาก
    Heart Sutra ทำข้าพเจ้านึกถึง “เว่ยหลาง” กับโศลกอันลือเลื่อง…

    ฝุ่นบนกระจก

    โศลก 2 บท
    ในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่ถูกอ้างถึง
    และส่งผลสะเทือนต่อโลกทัศน์ของคนจำนวนมาก ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา
    ก็คือ โศลกว่าด้วยละอองฝุ่นบนกระจกของ
    เว่ยหลาง หรือ ฮุ่ยเล้ง สังฆปริณายกองค์ที่ 6 กับ เซ่งสิ่ว

    เรื่องมีอยู่เช่นนี้…

    เมื่อท่านฮ่งยิ่ม พระสังฆปริณายกองค์ที่ 5
    จะหาผู้สืบทอดธรรมะและฐานะสังฆปริณายกองค์ที่ 6 นั้น
    ท่านสั่งให้ศิษย์เขียนโศลกขึ้นบทหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องตัดสิน
    เซ่งสิ่วจรดความ 4 บรรทัดไว้ที่ผนังช่องทางเดินด้านทิศใต้ของอารามว่า

    กายนี้อุปมาเหมือนดั่งต้นโพธิ์
    ใจนี้อุปมาเหมือนดังกระจกเงาใส
    จงหมั่นเช็ดถูอยู่ทุก-ทุกกาลเวลา
    อย่าให้ฝุ่นละอองเข้าจับคลุมได้

    เมื่อฮุ่ยเล้ง คนป่าบ้านนอก ไร้การศึกษา อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
    เป็นคนหางแถวประจำอาราม
    วันๆ ทำหน้าที่อยู่แต่ในห้องครัว ได้ยินคนท่องบ่น
    ก็วานคนให้เขียนความ 4 บรรทัดไว้ที่ผนังว่า

    ต้นโพธิ์เดิมหามีไม่
    ทั้งไม่มีกระจกเงาอันใส
    มูลเดิมไม่มีอะไรสักอย่าง
    แล้วฝุ่นจะจับลงอะไร

    ท่านฮ่งยิ่ม กล่าวว่า เซ่งสิ่วไปถึงแค่ปากธรณีประตูธรรม
    ขณะที่ฮุ่ยเล้งล่วงประตูนั้นไปแล้ว

    :)))


  25. March 24th, 2011 at 9:47 pm       11arrows Says:

    #42

    สิ่งที่ท่านรักอยู่ที่ใด
    ใจของท่านอยู่ที่นั่น…เหตุนี้ ตัวท่านแม้ขณะกราบกรานอุรังคธาตุพนม
    ใจท่าน athenaz อยู่ฟุกุโอกะ
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    คำอธิษฐานของท่านเป็นอะไรก็ตาม ดูจะมีสัมฤทธิผลโดยดีนะขอรับ แบบนี้
    ฮาฮาฮา…

    อือมมม…คลับคล้ายคลับคลึง ข้าพเจ้าเคยเห็นภาพหลานขี้ริ้ว
    ไม่แน่ใจ
    แต่ว่า ธรรมเนียม มีข้อห้ามชมเชยลูกหลานเราท่านงดงาม
    แถบนี้ จึงได้แต่เรียกว่า หลานเราขี้ริ้ว น่าชังเหลือประมาณ จึงจะใช้การได้
    ฮาฮาฮาฮาฮา…
    ท่าน athenaz เข้าใจเหตุผลของ tabu เรื่องนี้อยู่กระมังขอรับ

    :)))


  26. March 24th, 2011 at 9:36 pm       athenaz Says:

    ขอบคุณท่านศรอย่างยิ่งที่นำ ปรัชญาปารามิตาหฤทัยสูตร ที่แปลโดย Astro Neemo
    (พระสูตรว่าด้วย แก่นแท้แห่งมหาปัญญาสู่ความรู้แจ้ง)
    เพิ่งมีโอกาสเห็นคำแปลไทยค่ะท่าน

    แค่ได้อ่านก็เป็นบุญ รอแต่เมือใดจะได้ตระหนักรู้อย่างลึกซึ้ง
    ก็เมื่อโอกาสดีมีมา.. ฮา ฮา ^^

    ร่วมอนุโมทนานำพาสิ่งดีมาเสมนอให้เพื่อนค่ะ :))


  27. March 24th, 2011 at 9:12 pm       athenaz Says:

    ตกลงหลานจะขี้ริ้ว หรือขี้เหล่เน๊ะ ก็ย่อมเป็นที่ยินดีของผู้ทีห่วงใยเธอ
    น่าแปลกค่ะ เธอเองก็คงไม่รู้ละเอียดว่าเมื่อไปกราบพระธาตุ ได้อธิษฐานสิ่งใด ..

    ข้าพเจ้าไม่ได้ขยั้นขยอให้เธอกลับ เพราะเมืองที่เธอไปอยู่ นับเป็นหนึ่งในน้อยเมืองในโชนปลอดภัยห่างจาก Tky 1200 กม. แผ่นดิน fukuoka ไม่ได้ต่อกับแผ่นดินใหญ่ เธอมีเหตุผลดีที่ต้องรับฟัง ..

    ..ข้อมูลที่นำไปวางให้หลานขึ้ริ้วพิจารณาจึงวางไว้ ว่า ถ้า..ถ้า.. และรอเวลา หากเครื่องไม่หยุดบินเสียก่อน ..

    เล่ามาใท่านห้ศรฟังยาว เพื่อจะบอกว่า เมื่อกราบพระธาตุพนมเสร็จไม่นาน ลุกขึ้นมา ก็ได้รับโทรศัพท์ว่า ตกลงจะกลับแล้วละแม่ ..
    คุณแม่เลยไม่เป็นอันไม่มีสมาธิกราบพระปฏิบัติธรรมะ ได้แต่ติดต่อเรื่องตั๋วและสารพันที่จะเกี่ยวข้อง

    อย่างนี้ก็เลยไม่ต่อยขี้ริ้วค่ะท่าน ^^^


  28. March 24th, 2011 at 7:35 pm       11arrows Says:

    #34

    เร็วๆ นี้ ข้าพเจ้าก็ไปที่พระธาตุพนม
    แม้จะพลบค่ำไปแล้ว ก็ถ่ายภาพมาไม่น้อย
    แต่เรียนท่าน athenaz ข้าพเจ้าไม่ใช่เคยศึกษาประวัติพระธาตุพนมโดยละเอียดมาก่อนเลย
    ช่วงนี้ ถือเป็นโอกาสดี
    แม้จะได้เรื่องที่ไม่ปะติดปะต่อกันเท่าใดนัก
    เพราะพระธาตุพนมนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเคยถูกทอดทิ้งไว้รกร้าง ไม่มีใครสนใจไยดีอยู่นาน
    และคงเป็นอยู่เช่นนั้น นานหลายชั่วอายุคน จนความสำคัญแทบจะลบเลือนหายไปจนหมดสิ้น
    กระทั่ง พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล และ “ศิษย์” ของท่านมาถึง…
    (ศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่ว่านี้ ก็คือพระอริยสงฆ์สำคัญที่สุดองค์หนึ่ง…
    พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ, พระอาจารย์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน นั่นเอง)
    ความละเอียด ปรากฏในลิงก์ข้างบนแล้วขอรับ

    ขออวยพรให้ท่าน athenaz สามารถเรียงร้อยร่องรอยพระธาตุพนม
    เป็นเรื่องราวทรงคุณค่าเรื่องหนึ่งนะขอรับ

    บัดนี้ หลานขี้ริ้วผู้นั้น กลับจากญี่ปุ่น ถึงบ้านแล้วกระมังขอรับ?

    :)))


  29. March 24th, 2011 at 6:56 pm       11arrows Says:

    #35

    กระดาษแบบนี้ อย่างน้อย, เป็นกระดาษที่เลอเลิศที่สุด
    เท่าที่ข้าพเจ้าเคยใช้ เมื่อยังเล็ก
    ฮาฮาฮาฮาฮา…นอกนั้น จะเป็นกระดาษสมุด เล่มละ 50 สตางค์
    ฮาฮาฮา…
    แน่นอนว่า บาง…ขาวแบบไม่มีน้ำมีนวล
    และสากมือมากขอรับ
    ฮาฮาฮา…เจเจ้ – alphabet ย่อมมีแต่ใช้สอยที่ดีกว่านั้นแน่ๆ

    ข้าพเจ้าถูกเลือก ให้ถือกำเนิดมาเป็นคาทอลิก
    เมื่อโตขึ้น ก็พอได้ศึกษาปรัชญาต่างๆ มาตามมีตามเกิด
    ที่เหลือ…เจเจ้กล่าวถูกต้องแล้วขอรับ
    แฮ่ๆ…

    ขอบคุณเจเจ้

    :)))


  30. March 24th, 2011 at 6:44 pm       11arrows Says:

    #36

    ข้าพเจ้า, หลังจากปลาบปลื้มกับสิ่งที่ nilavani กระทำ ก็ไม่ได้กลับไปติดตามชมเธออีก
    จึงเพิ่งได้เห็นถ้อยคำลึกซึ้งจับใจ จากท่าน @lemuriavi ผู้นั้น

    ขอบพระคุณท่านมากขอรับ ท่าน athenaz…

    :)))


  31. March 24th, 2011 at 6:33 pm       11arrows Says:

    ปรัชญาปารามิตาหฤทัยสูตร
    (พระสูตรว่าด้วย แก่นแท้แห่งมหาปัญญาสู่ความรู้แจ้ง)

    ผู้แปล Astro Neemo

    หมายเหตุผู้แปล : เนื่องจากพระสูตรนี้ นับเป็นหัวใจ และแก่แท้ของปรมัตถ์ธรรมขั้นสูงยิ่ง
    เป็นปัญญาญาณขั้นปรมัตถ์ เข้ากันได้ทั้งฝ่ายมหายานและเถรวาท
    และมีหลายๆ สำนวนแปล ที่เคยแปลมาก่อนหน้านี้
    แต่สำนวนของผมเป็นสำนวนแปลตามความเข้าใจ และความรู้สึกของผมเอง
    โดยเน้นแปลที่อรรถะตามความหมายที่เข้าใจ
    และบางครั้งไม่แปลตามพยัญชนะ ตัวอักษรทั้งหมด
    ดังนั้น มิควรนำสำนวนแปลนี้ไปเปรียบเทียบกับท่านอื่นๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ ที่แปลได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม สามารถนำไปเผยแพร่ได้ตามความเหมาะสม และไม่สงวนสิทธิ์ใดใด
    ขอแต่เพียงแจ้งว่า สำนวนที่แปลนี้ เป็นการแปลตามความเข้าใจ
    และความต้องการอยากแปลให้เข้าใจง่ายเท่านั้น ทั้งนี้ย่อมมีข้อผิดพลาดมากอยู่

    อริยาวโลกิเตศวาโร โพธิสัตตโว คัมภีรํ ปรัชญาปารมิตา จารยํ
    จารมโน วยาวโลกยาติ สมา ปัญจะ สกันธัส (ขันธะ) ตัมส จะ สว ภว ศุนยํ
    观自在菩萨 行深般若波罗蜜多时, 照见五蕴皆空 度一切苦厄
    ในสมัยหนึ่งพระพุทธองค์ประทานเทศนาแด่พระสารีบุตร
    กล่าวถึงการบำเพ็ญธรรมของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ดังนี้ว่า

    “ พระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์(กวนอิม)
    ขณะบำเพ็ญวิปัสนาญาณแล้วบังเกิดปัญญาญาณอันยิ่ง
    เพ่งพิจารณาในขันธ์ ๕ ทั้งปวงแล้วรู้ชัดด้วยปัญญาญาณว่า
    ขันธ์ ๕ ทั้งหลาย ล้วนคือความว่าง คืออนัตตา คือความเป็นศูนย์
    หากสรรพสัตว์ทั้งหลายมีปัญญาเห็นตามดังนี้
    ย่อมข้ามพ้นซึ่งทุกข์ทั้งปวง”

    ปัศยาติ สมา อิหา ศารีปุตระ รูปํ ศุนยตา วะ รูปํ รูปํ นะ ปฤถัก
    ศุนยตา ศุนยตายะ นะ ปฤทัก รูปํ ยัท รูปํ สะ ศุนยตา ยะ ศูนยตายะ สะ รูปํ
    เอวัม เอวะ เวทนท สังชญา (สัญญา) สังสการา (สังขาร) วิชญานัม (วิญญาณ)
    舍利子,色不异空 空不异色,色即是空 空即是色,受想行识 亦复如是
    ดูกร! สารีบุตร รูปไม่ต่างจากความว่าง
    ความว่างไม่ต่างจากรูป
    รูปคือความว่าง ความว่างคือรูป
    แม้ที่สุด
    เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ล้วนว่างเปล่า

    อิหา ศารีปุตระ สารวะ ธารมะ ศุนยตา ลักษณะ อนุตปัณณะ อนิรุทธะ อวิมาละ อนูนะ อปาฤปูฤณะ ตัสมา ศารีปุตร ศุนยตายํ
    舍利子,是诸法空相 不生不灭,不垢不净 不增不减,

    ดูกร สารีบุตร
    ธรรมทั้งปวงล้วนว่างเปล่า
    ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มัวหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่มีเพิ่ม ไม่มีลด

    นะ รูปํ นะ เวทานา นะ สังชญา นะ สังสการ
    นะ วิญญาณ นะ จักษุ โสรตัม นะ ฆราน ชิว กาย มน นะ
    รูป ศัพท คันธ รส ศปิสตาวยา ธารมา นะ จักษุ ธาตุ ยะ วัน นะ มโน วิชญาณัม ธาตุ
    是故空中无色 无受想行识,无眼耳鼻舌身意 ,无色声香味触法
    无眼界 乃至无意识界

    ดังนั้นด้วยเหตุนี้
    ในความว่าง
    ย่อมไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ
    และย่อมไม่มีการสัมผัสรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
    จึงไม่มีรูป ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง ไม่มีการรับรู้ทางสัมผัส และธรรมารมณ์
    ย่อมไม่เกิดจักษุวิญญาณ ฯลฯ
    จนกระทั่งที่สุด ย่อมไม่มีมโนวิญญาณ (เกิดขึ้น)

    นะ วิทยา นะ วิทยา กศโย ยะ วัน ชรามรณัม
    นะ ชรามรณัม กศโย นะ ทุกข สมุทย นิโรธ มฤคาชณ
    นะ ชญานัม นะ ปราปติ นะ ภิศมายะ ตัสมา นะ ปราปติ
    无无明 亦无无明尽
    乃至无老死 亦无老死尽
    无苦集灭道 无智亦无得 以无所得故

    ไร้ซึ่งอวิชชา และไร้ซึ่งที่สุดแห่งอวิชชา (วิชชา)
    ไร้แม้กระทั่ง ชาติ ชรา มรณะ และที่สุดแห่งชาติ ชรา มรณะ
    ไร้ความทุกข์ (ทุกข์) ไร้เหตุแห่งทุกข์(สมุทัย) ไร้การดับทุกข์(นิโรธะ)
    ไร้หนทางที่ดำเนินไปสู่ทางดับทุกข์ (มรรค)
    ไร้ปัญญา ไร้การบรรลุ
    เพราะไม่มีอะไร(จะ)ให้บรรลุ

    ตวัท โพธิสัตตวะ ปรัชญาปารมิตา อศฤตยา วิหาระ ตยา จิตตา วรโน
    นะ สิทธิตวัท อตรัสโต วิปา ฤยส ติ กรานโตนิ สถา นิรวานะ ตยา ธยา วยาว สถิตา
    สาระ พุทธา ปรัชญาปารมิตัม อศฤตยาอนุตตรํ สัมยักสัมโพธิง อภิสัมพุทธา
    菩提萨陲 依般若波罗蜜多故,心无罣碍 , 无罣碍故,
    无有恐怖,远离颠倒梦想 究竟涅盘,三世诸佛 依般若波罗蜜多故
    得阿耨多罗三藐三菩提

    พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
    ด้วยเหตุที่ได้ดำเนินตามมหาปัญญาอันเป็นปรมัตถ์นี้ (ปรัชญาปารามิตา)
    จิตย่อมไม่วิตก(กังวล) เพราะจิตไม่วิตกกังวล(สับสนมืดมัว) จิตจึงมี(ความตั้งมั่น)ไม่หวาดหวั่น (ย่อมเป็นผู้)ห่างไกลจากมิจฉาทิฐิทั้งปวง มีพระนิพพานเป็นที่สุด
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย แม้ในอดีต ปัจจุบัน และจักมีในอนาคต
    ล้วนอาศัยเหตุของการดำเนินตาม และพิจารณาด้วยปัญญาอันยิ่งนี้ (ปรัชญาปารามิตา)
    ด้วยความเห็นตรงเยี่ยงนี้ (สัมมาทิฐิ ) (ตามข้างต้นนี้แล้ว)
    จึงได้บรรลุสู่ญาณแห่งความรู้แจ้งอันสูงสุด
    ซึ่งไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า (อนุตรสัมมาสัมโพธิญาน)

    ตา สมา ชญตา วยัม ปรัชญาปารมิตา มหามันตรัม มหาวิทยามันตรัม
    อนุตตรมันตรัม อสมสมา มันตรัม สารว ทุกขา ปรสามานัม สัตยํ อมิตยัทวัท
    ปรัชญาปารมิตายัม อุทโท มันตรา ตัทยาถา
    故知般若波罗蜜多 ,是大神咒 是大明咒 是无上咒 ,是无等等咒 能除一切苦 真实不虚, 故说般若波罗蜜多咒,即说咒曰 :

    (ด้วยเหตุนี้ๆ) จงทราบไว้ว่า
    “ปรัชญาปารามิตา”เป็นมหาศักดาธารณี(มนต์) เป็นมหาวิทยาธารณี(มนต์) เป็นอนุตรธารณี (มนต์)เป็นอสมธารณี(มนต์) สามารถดับสรรพทุกข์ทั้งหลายให้หมดสิ้นไปได้
    ด้วยสัตยาทิษฐาน(สัจจะอันไม่เป็นเท็จ)นี้
    ฉะนั้นจึงได้ประกาศ “ปรัชญาปารามิตามหาธารณีมนต์” ดังนี้

    คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โพธิ สวาหา
    揭谛揭谛 波罗揭谛,波罗僧揭谛 ,菩提娑婆诃
    (ไป ไป ไปสู่ฝั่งโน้น ฝั่งแห่งพุทธะ ฝั่งพระนิพพาน สวาหา)

    Astro Neemo
    ๑๘ เมษา ๒๕๕๒ เวลา๑๐.๑๘ น.

    – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

    The Heart Sutra…’หฤทัยสูตร
    ช่างล้ำลึกนะขอรับท่าน athenaz…

    ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ไปแล้ว ยังรู้สึกว่า ได้กล่าวถึงอย่างผิวเผินเต็มที
    อะไรจะลึกลงไปได้
    ก็เห็นมีแต่ต้องลงมือปฏิบัติเท่านั้น…

    ขอบคุณ ท่าน Astro Neemo
    ผู้แปล ปารามิตาหฤทัยสูตร
    จากเว็บไซต์ที่อ้างแล้ว ข้างบนนี้

    ขอบคุณท่าน athenaz
    ผู้ซึ่งกรุณานำพาความหมายของ The Heart Sutra โดย Edward Conze มาสถิตย์ไว้ ณ ที่นี้

    บรรดาท่าน นับว่าได้บริจาคธรรมทาน,
    อันที่เป็นบุญกุศล
    ก็ขอเผื่อแผ่กุศลนั้น แด่ผู้ที่ท่านรำลึกนึกถึง สืบๆ ไป

    ขอ…อนุโมทนา

    :)))


  32. March 24th, 2011 at 3:36 pm       athenaz Says:

    อันนี้มีคำแปลใน VCD
    ที่คัดมาวางด้านล่างก็ใกล้เคียงกันมาก
    แปลมาจากภาาษสันสกฤติใน VCD เดียวกัน

    The Heart Sutra.
    Translation by Edward Conze

    Homage to the Perfection of Wisdom, the Lovely, the Holy!

    Avalokita, The Holy Lord and Bodhisattva,
    was moving in the deep course of the Wisdom which has gone beyond.
    He looked down from on high, He beheld but five heaps,
    and he saw that in their own-being they were empty.

    Here, Sariputra, form is emptiness and the very emptiness is form;
    emptiness does not differ from form, form does not differ from emptiness; whatever is form, that is emptiness,
    whatever is emptiness, that is form, the same is true of feelings,
    perceptions, impulses and consciousness.

    Here, Sariputra, all dharmas are marked with emptiness;
    they are not produced or stopped, not defiled or immaculate,
    not deficient or complete.

    Therefore, Sariputra, in emptiness there is no form, nor feeling,
    nor perception, nor impulse, nor consciousness; No eye, ear, nose, tongue, body, mind;
    No forms, sounds, smells, tastes, touchables or objects of mind; No sight-organ element,
    and so forth, until we come to: No mind-consciousness element;
    There is no ignorance, no extinction of ignorance, and so forth, until we come to: there is no decay and death, no extinction of decay and death.
    There is no suffering, no origination, no stopping, no path.
    There is no cognition, no attainment and non-attainment.

    Therefore, Sariputra, it is because of his non-attainment that a Bodhisattva,
    through having relied on the Perfection of Wisdom, dwells without thought-coverings.
    In the absence of thought-coverings he has not been made to tremble,
    he has overcome what can upset, and in the end he attains to Nirvana.

    All those who appear as Buddhas in the three periods of time fully awake to the utmost,
    right and perfect Enlightenment because they have relied on the Perfection of Wisdom.
    Therefore one should know the prajnaparamita as the great spell, the spell of great knowledge,
    the utmost spell, the unequalled spell, allayer of all suffering, in truth – for what could go wrong?
    By the prajnaparamita has this spell been delivered. It runs like this:

    Gone, gone, gone beyond, gone altogether beyond, O what an awakening,
    all-hail!


  33. March 24th, 2011 at 3:20 pm       athenaz Says:

    กลับเข้าไปอ่าน คอมเมนท์ที่คุยกันหลังจาก nilavani โพสต์ขึ้นมา
    ท่านตงได้อ่านแล้ว ขอนำมาฝากไว้แบ่งปันความเห็นดีงามค่ะ

    whatever your religion, beliefs, background, creed, race nationality etc…you have a common ground with the rest of the people in the world, and that is that you are human. do not try to find answers outside, but within yourself… embrace nature, be kind to the planet and all that given to us by it. Love and let be loved.

    That is the true teaching and answer to fulfilment and happiness. love and peace
    [@lemuriavi – 3 days ago /]

    อนุโมทนา สาธุค่ะ :))


  34. March 24th, 2011 at 2:54 pm       alphabet Says:

    อ๊ะ ท่านเปลี่ยนกล่องข้อความใหม่แล้ว :)
    อันนี้ก็ชอบเหมือนกันเจ้าค่ะ

    เข้าใจว่าท่านนับถือศาสนาคริสต์
    แต่มีความสนใจในพุทธด้วย
    เข้าใจถูกหรือเปล่า
    หากเข้าใจอะไรพลาดก็ขออภัยเจ้าค่ะ

    มาทักทาย :)


  35. March 24th, 2011 at 2:25 pm       athenaz Says:

    ท่านศรอัพบล็อกนี้วันที่ข้าพเจ้าเพิ่งกลับจากไปกราบพระธาตุพนม
    ข้ามภูพานกลับมาได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ วันนั้นได้แต่เพียงอธิษฐาน
    ให้ลูกสาวกลับจากญี่ปุ่นก่อนสิ่งอื่นใด

    ขอบคุณเรื่องราวที่น่าสืบค้นต่อและตำนานธาตุพนม “อุรังคธาตุ”

    แม้ข้าพเจ้าจะเขียนเรื่องคามรอยพระธาตุฯ ตามที่น้องสาวเจ้าปัญญาขอมา
    ยังอาจต้อง อ้างอิงอุรังคธาตุแห่งพระธาตุที่ยังไม่ทราบมาก่อนค่ะท่านศร


  36. March 23rd, 2011 at 6:47 pm       11arrows Says:

    #24

    ธรรมเนียมประเพณีที่ครอบงำ ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบอิตถีเพศ
    ในตะวันออกกลาง และเอเชียใต้
    ช่างเป็นอะไรที่น่าสมเพชเวทนา…
    คนขององค์กรสิทธิมนุษย์ชนโลก หรือเป็นใบ้เป็นบอดกันจนหมดสิ้นแล้ว

    ฟังหญิงไผ่เล่า
    แม้บรรดาชายบนเชิงหิมาลัย คล้ายโชคดีอยู่ปานนั้น
    ข้าพเจ้าก็ยังพอใจเจริญชีวิตในป่าละเมาะแถบทางด้านนี้สืบไป
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ขอบคุณดรุณีน้อย…

    :)))


  37. March 23rd, 2011 at 6:36 pm       11arrows Says:

    #25

    บล็อกอาภัพของหลวงจีนซอมซ่อ ดูมีคุณค่ามากขึ้นเพียงใดหนอ…
    เมื่อมีบางภาพจากแผ่นดินเนปาลอยู่ตรงนี้แล้ว
    ขอบคุณดรุณีน้อยกอไผ่ สำหรับบรรดาภาพสดใสงดงาม

    :)))


  38. March 23rd, 2011 at 6:32 pm       11arrows Says:

    ขอเมตตาแด่ชาวอาทิตย์อุทัย
    จาก มณีบนดอกบัว…Om Mani Padme Hum…

    ขอบคุณท่าน tanya
    #26 คงใช่ แคฝรั่ง – Gliricidia sepium

    :)))


  39. March 23rd, 2011 at 6:14 pm       11arrows Says:

    #27

    BG ที่กล่องคอมเม้นท์แบบนี้
    อาจจะยิ่งดูแห้งๆ แต่น่าจะสบายตากว่าเล็กน้อยกระมังขอรับ
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ยิ่งมา คงจะยิ่งมากมาย สำหรับการที่จะมีผู้คน กล่าวอ้างอิงถึง “ตำนานอุรังคธาตุ”
    หรือ “อุรังคธาตุนิทาน”
    แต่จะมีสักกี่คน ตั้งใจอ่านเรื่องนี้จริงๆ ทั้งเล่ม…จนเข้าใจกระจ่าง
    ถ้าจะมีเพิ่มอีกคนหนึ่ง…คนนั้น, ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าจะเป็น ท่านรุ่ง นี่เอง
    แม้ตำนานจะไม่ใช่ประวัติศาสตร์
    แต่ก็ต้องเป็นร่องรอยเดียว ที่กระจ่างชัดที่สุด
    สำหรับบางเงื่อนงำ ของสิ่งสาบสูญไปจนหมดสิ้นแล้ว…
    ทั้งนี้ ต่อให้ไม่ใช่ต้นฉบับ
    ก็ยังทรงคุณค่า ต่อการสืบสาว

    ข้าพเจ้าน้อมเรียนท่านยืดยาวปานนี้ ก็หวังท่านช่วยอ่านเท่านั้นแหละขอรับ
    บางที…
    พวกเราอาจเสาะพบเบื้องหลังการก่อสร้างพระธาตุอิงฮัง ไปในโอกาสเดียวกันนี้ด้วยซ้ำ
    อีกประการหนึ่ง เมื่อ “อุรังคธาตุ” ปรากฎมีถ้อยคำสำเนียงเป็นภาษาลาวอยู่มากปานนี้
    ผู้ใดสำควรจะอ่านเข้าใจที่สุด
    ถ้าไม่ใช่ท่านรุ่ง…?
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ท่านรุ่งปราดเปรื่อง, ข้าพเจ้าหากอ่านคำโบราณ แล้วเกิดติดขัดในความหมาย
    จะขอเรียนปรึกษาท่าน
    คาดว่าท่านคงอิดออด เอ้ย! ยินยอม เอ๊ย! คาดว่าท่านคงยินดี
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ท่านเมื่อมีข้าพเจ้าเป็นสหายในทางธรรม
    ย่อมอยู่ไม่ค่อยจะเป็นสุขนักอยู่แล้ว
    ฮาฮาฮา…
    มีธุระให้ทำเยอะ
    ฮาฮาฮา…

    :)))


  40. March 23rd, 2011 at 5:51 pm       11arrows Says:

    เรียน ดรุณีน้อยกอไผ่ และดรุณีใหญ่ tanya
    ท่านรุ่ง จ – normally มีคำชม
    และข้าพเจ้าเห็นด้วยขอรับ

    :)))


  41. March 23rd, 2011 at 1:04 pm       Says:

    ฝากถึงท่านไผ่ + ทันย่า

    ภาพสวยขอรับ

    ขอบคุณทั้งสองท่านเลย….


  42. March 23rd, 2011 at 1:01 pm       Says:

    แม้ !……..

    จากกล่องกระดาษลูกฟูก คราวนี้เปลี่ยนเป็นกระดาษสมุด ป.5….เท่อีกแบบ

    #17 ท่าน 11 ขอรับ…
    อันเก่ายังแปลมิเสร็จสิ้น ท่านก็จะล่อให้อ่านอีกเล่มแล้ว ? แต่ก็ดียิ่งแล้ว หากได้อ่านน่ะนะ เลยขอขอบพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้
    และสำหรับคำว่า ” เมือ ” นั้น ทางอีสานบ้านข้าพเจ้า ร้อยเอ็ด มหาสารคาม บัวใหญ่ ปากช่อง ฯ หมายถึง กลับ เมือบ้าน ก็ กลับบ้าน เมือเฮือน ก็ กลับเรือน อีสานบางที่ก็อาจออกเสียงเป็น ” เมีย ” เช่น เมียเฮียนเดี๋ยวนี้ – กลับบ้านเดี๋ยวนี้ !
    แต่ดึก ๆ หรือ เดิก ๆ อย่างที่ท่านว่า ข้าพเจ้าก็ยังต้อง ” เฮ็ดเวียก ” ทำงานอยู่นั่นล่ะ
    อยากนอนแต่ ” หัวเว็น ” – หัวค่ำ เนาะท่านเนาะ….

    ท่านสบายดี ?


  43. March 23rd, 2011 at 3:11 am       rapeseed Says:

    Let’s pray for a better tomorrow.

    Image and video hosting by TinyPic


  44. March 22nd, 2011 at 6:01 pm       korpai Says:

    โอว..พระเจ้าความพยายามในการส่งรุปสัมฤทธิ์ผล
    เป็นการเผื่อแผ่เพื่อนๆให้เห็นภาพเนปาลที่ข้าพเจ้าได้ไปเยือนมา
    ถ้าทำได้อีกจะส่งมาให้เจ้าค่ะ
    Enter ค้างเจ้าค่ะเลยมีวรรคเยอะเลย ภาพห่างๆเข้าใจเรานะท่าน
    เพราะเรารีบด้วยกลัวว่าช้าแล้วพิมพืได้ไม่เหมือนเดิม

    หากมีความสุขีที่ได้ไปเยือนที่ไหน
    ถ้าสามารถทำได้อยากเอามาให้เอาแบ่งปัน
    ชีวิตคนเรานั้นสั้น
    ไม่เคยห่วงสิ่งที่ฉันได้ไปเจอมา

    จตุรัสปาทัน ดูบาร์

    วิหารพระศิวะ1

    ที่เห็นนั้นเป็นแม่น้ำที่ผู้คนมาอาบกันด้วยนะท่าน


  45. March 22nd, 2011 at 5:52 pm       korpai Says:

    ทุกครั้งที่เห็นสีสันสวยงาม
    ดอกไม้งดงามสดใส สีสันแต้มเติมหน้า และขอบตา
    หญิงสาวที่นั่น ชวนให้ข้าพเจ้าหันมองตาม

    แต่รู้สึกขอบคุณโชคชะตาเป็นที่สุดที่ ไม่ได้จุติที่นั่น
    หลายสิ่งระหว่างทางยังคง
    เย้ายวนดวงใจให้อยากไปอีกครั้ง
    หากยังมีลมหายใจ และแรงขาสองข้างที่ใช้ก้าวเดิน

    สำหรับภาพที่เห็นทุกวันที่นั่น..
    เพียงพอที่จะปลดปลงหัวใจวางไว้แบบอึ้ง
    และนึกไม่ถึงต่อภาพตรงหน้าหลายๆภาพ..

    ความอดอยาก หิวโหย เสื้อผ้ามอมแมม
    หากมีอะไรในมือพร้อมจะให้โดยไม่ขัดข้อง
    แต่ถ้าให้เงินแล้วจะเดินตาม
    จนนึกว่าเราทำผิดอะไร เช่นนั้น
    ถึงได้เดินตามอย่างไม่ลดละ
    แต่คงยากเหลือเกินกว่าจะนึกเลยค่ะท่าน

    ภาพผู้หญิงที่เอาลูกเต้าเข้ากระเอว
    อีกมือหนึ่งถืออุปกรณ์ใส่น้ำเพื่อรอน้ำอันศักดิ์สิทธิ์
    ที่เชื่อว่าไหลลงมาจากที่ไหนไม่รู้
    ตามที่นับถือกันมา
    แต่ละคนทำงานหนัก หาเลี้ยงคู่ตุนาหงัน
    ตามประเพณี

    โชคดีไม่รุ้ว่ามีกี่เท่าไม่รู้ว่าจะคูณกับตัวเลขอันใดที่ไม่ไปจุติที่เนปาล
    ชายหนุ่มมักจะตาหยาดเยิ้มนั่งกันตามจตุรัสต่างๆที่มีอยู่ทั่วเมือง
    สูบฝิ่นกันทั้งน้านเลย

    เพลงนี้ยังแว่วมาตลอดยามที่ข้าพเจ้าเข้าสมาธิ
    ดูจากรูปที่ไปค้นมาประกอบให้ คือที่กฤษณมัณฑีร์

    รูปที่ 2 จตุรัสกาฐมัณฑุ ดูบาร์
    ที่นี่มีของขายอย่างที่เห็น เป็นเสน่หืแบบที่หายากยิ่ง
    ต่างกับที่เจอในญี่ปุ่นราวฟ้ากับเหว

    กำลังลุ้นว่ารุปจะออกมาแนวไหน ฟิ้ว..

    KorP@i


  46. March 22nd, 2011 at 2:43 pm       11arrows Says:

    หากยึดถือคติทางพระพุทธศาสนา
    เกิดทันไม่ทัน ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องนับขอรับ ท่านพี่ lady เราต่างเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ
    ฮาฮาฮา…
    ว่าแต่เรื่องนี้ก็ช่างเก่าแก่จริงๆ ขอรับ
    ภาษาในหนังสืออุรังคธาตุ แม้จะดูงดงาม แต่ก็รัดกุมจนเคร่งเครียด

    ตำนานรักฯ ไม่เคยชมขอรับ
    มีแต่มารดาข้าพเจ้า
    เห็นบางทีชมจนน้ำตาหลั่งไหล
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ขอบคุณท่านพี่ lady

    :)))


  47. March 22nd, 2011 at 2:32 pm       lady007 Says:

    ท่านศร คะ

    เกิดทันมั้ย
    3 เมษายน 2483

    รักตำนานอันเนิ่นนาน เคยเหลียวหลังหันกลับไปดูตำนานรักดอกเหม๋ยบ้างหรือเปล่า
    ฮา ฮา ฮา


  48. March 22nd, 2011 at 2:32 pm       11arrows Says:

    #18

    คารวะหญิงไผ่,
    ท่านก็เล่าจนข้าพเจ้าต้องแอบนึกริษยา
    ฮาฮาฮาฮาฮา…
    ท่านช่างสบโอกาสเดินทางไปในโลกกว้าง…
    แม้บางสถานที่ ยังคล้ายๆ ไม่มีสิ่งใดคู่ควรให้ไยดีเหลือบแล
    แต่มันต้องมีวาสนาผูกพัน ท่านจึงไปยืนอยู่ตรงนั้นได้
    อย่าว่าแต่ นั่น,
    ทำให้ท่านรู้จัก “มณี มนตรา” มาเนิ่นนานแล้ว

    ขอบคุณ…ดรุณีน้อย

    :)))


  49. March 22nd, 2011 at 2:10 pm       11arrows Says:

    ขอบคุณมากขอรับ ท่าน sidabhai
    ข้าพเจ้า ความจริงก็นึกจะเขียนอีกแบบหนึ่ง ก็เกรงจะยืดเยื้อเรื้อรังเกินความเป็นบล็อกไปไกล
    พอเขียนให้สั้น ไฉนกลับกลายเป็นเรื่องราวอันกระท่อนกระแท่นเช่นนี้ไปได้
    ฮาฮาฮา…
    ความจริง, ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม ผู้อาวุโส…เอตทัคคะในทางโบราณคดี และมานุษยวิทยา
    แม้จะเพียงแค่ห่างๆ…ก็ยังจำต้องอุปการะดูแลสิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังจะกระทำ
    และเรื่องนี้ จะเลี่ยงไปจากการอ่าน ตำนานอุรังคธาตุไม่ได้

    อาจารย์ท่านก็เตือนว่า “ตำนาน ไม่มีต้นฉบับ” คาดว่าท่านคงหมายถึง
    ข้าพเจ้าจะต้องไม่ยึดถือว่าตำนาน เสมือนเป็นประวัติศาสตร์…
    เช่นนี้ ข้อเท็จจริง กับศรัทธา ในใจข้าพเจ้า อาจจำต้องปะทะกัน อย่างน้อยก็ชั่วคราว
    กรณีนี้ “มณี มนตรา”…
    ก็อาจจะทำงานอยู่ในบรรยากาศแบบนั้น
    ดีที่อาจารย์ยังมีอีกคำแนะนำ…”จงไปที่นั่น ด้วยสมองที่ว่างเปล่า…”
    ข้าพเจ้าก็ยินดีเลย เพราะมันว่างอยู่แต่แรกแล้ว
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ขอบคุณที่ท่านให้กำลังใจนะขอรับ

    :)))


  50. March 22nd, 2011 at 12:07 pm       sidabhai Says:

    ดีจัง สำหรับสื่อสิ่งดีมาเผยแพร่
    ของดีก่อนเราเกิด โดยเฉพาะศัพท์เดิม ฯ
    กล่าวคำใต้ว่า”ถูกรัดดวง(ได้ดังใจ)”… ขอขอบคุณ


  51. March 22nd, 2011 at 11:01 am       korpai Says:

    ครั้งหนึ่งในชีวิต เคยไปเดินเตะฝุ่น
    ฟังเสียงแตรรถยนต์ ที่ทาเมล เนปาล
    ที่นั่นใช้แตรรถตลอดทาง รถยนต์วิ่งฝุ่นตลบ เห็นคนจนที่มีเยอะมากว่าเราหลายเท่าตัว
    กลับมาบ้านแล้วเห็นว่าเมืองไทยดีที่สุดแล้ว

    เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของปี 2551
    กลางวันแดดแจ๋ กลางคืนหนาวสะบัดขนเชียวเจ้าค่ะ
    ร้านรวงที่ขายซีดีเล่นเพลงนี้
    จนเราอดใจไม่ไหวต้องช่วยซื้อ

    มีหนุ่มๆส่งสายตาวิ้งๆตลอดเวลา
    เอ้อ..คงเป็นแบบนี้ทั้งเมือง
    โชคดีมีกดืที่ไม่วิ้งและสุภาพมาก
    พูดภาอังกฤษได้ เราก็พอรู้เรื่องแบบ
    ใครนินทาแล้วตาขวางใส่เป้นพอกล้อมแกล้ม
    กระแอมใจ

    ภาษามือที่เรามีก้เยี่ยมยอดเลยได้รู้ว่าที่เนปาลนั้น
    มีวันที่ต้องมีพิธีกรรมเยอะมั่กเลยท่าน

    ที่วักโพธินาถที่มีดวงตาสวรรค์นั้น สวยงาม จนขนลุก
    ประทับใจนะไม่ได้กลัวผี สาง หรือว่า นางไม้
    อาหาร ทานยากมากเพราะไม่มีสุขลักษระอะไรชวนให้ใช้สตางคืแม้แต่บาทเดียว
    พอดีไปกับทัวรืที่ขายเมล้ดพันธุ์เจ้าค่ะ
    ส้มหล่น ท่านบุพการีปฏิเสธเลยเสร็จเรา

    เล่นเพลงนี้ทำให้เรามีความสุขมาเมื่อเดินรอบๆไปในวัดโพธินาถ
    ท่านต้องชอบใจที่เห็นหิมาลัยสวยล้ำราวกับอยู่บนสวรรค์เลยกระนั้นเชียว
    มีความสุขวันทำงานนะท่าน

    KorP@i


  52. March 22nd, 2011 at 2:22 am       11arrows Says:

    “ตำนานอุรังคธาตุ” ทั้งเล่ม อยู่ในลิงค์แล้วนะขอรับท่านรุ่ง จ normally – the zorro
    ถ้ามีใครสักคนที่ข้าพเจ้าปรารถนาให้ช่วยอ่านมากที่สุด
    คนนั้นคือท่านรุ่ง!
    นั่นเพราะเหตุว่าท่านก็กำลังแปล “พระธาตุอิงฮัง” ของศรีโคตรบองอยู่ไม่ใช่หรือขอรับ?
    น้านนนน!…ฮาฮาฮา…

    แหม~…!
    แจ๋วอะไรได้เล่าท่าน ก็อันนั้นน่ะ ฟังดูธรรมดาจนเกินไปหรอก…
    แล้ว “เมือ” นี่ ทางด้านท่านแปลว่าอะไรขอรับ
    ฮาฮาฮา…

    ขอบคุณท่านรุ่ง
    เออ…นี่ ท่านก็อยู่ดึกยังกะ รปภ.เหมือนกันเนาะ
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    :)))


  53. March 22nd, 2011 at 2:02 am       normally Says:

    พวมม่วน….กำลังสนุก ขอรับ

    โอ…ท่านก็จัดเจนภาษาลาว แจ๋ว ๆ ๆ ๆ


  54. March 22nd, 2011 at 1:27 am       11arrows Says:

    หว่า!!!…
    วันเสาร์ ข้าพเจ้าว่าจะไปสบตาถ้วยยูโรเปี้ยนคัพสักหน่อยหนึ่ง พอเป็นพิธี
    Kitaro จึงรอไว้ตาหน้าก่อนนะนางไม้
    ฮาฮาฮาฮาฮา…ถ้าเขามาอีกน่ะนะ

    ข้าพเจ้าก็กะไว้แบบนั้นแหละ
    มีหรือ นางไม้แห่งพัทยาท่านนี้ จะออกงานแต่โดยลำพัง
    ขนาดเข้าป่าแท้ๆ นางไม้ยังต้องมีคนประคองเลย
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    แหม! ถ้าความฝัน เราตั้งหัวข้อเรื่องเองได้
    ข้าพเจ้า, ท่าทางจะต้องนอนหลับให้มากไว้ จริงๆ (อิอิ)
    ฮาฮาฮา…

    ขอบคุณท่าน siwaya…นางไม้แห่งพัทยา

    :)))


  55. March 22nd, 2011 at 12:48 am       siwaya2517 Says:

    ค่ะ ข้าพเจ้าทราบว่าท่านนะ เป็นสาวกฯ… ก็เลย ชวนเสียเลย…ค่ะ…วันเสาร์นี้จะมีคอนเสริต์ของเขาค่ะ…ข้าพเจ้าสนใจเพลงบรรเลงมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพลงที่ท่าน Up เกือบทุกเพลงข้าพเจ้าชอบมาก ๆ …หวังว่าคงได้เจอท่านที่พัทยา หากมีความประสงค์จะมาฟังค่ะ..ก็เรียนท่านตามตรงว่า ข้าพเจ้าไปฟังกับคนรู้ใจค่ะ…หวังว่าความนุ่มนวลของเพลงที่ได้ฟังจะทำให้อารมณ์ตีสของเขาน้อยลงค่ะ…ราตรีสวัสดิ์ค่ะท่าน ข้าพเจ้าต้องตื่นเช้าไปทำงานค่ะ…สวดมนตร์เสร็จแล้วค่ะ…หลับฝันดีค่ะ(เจอนางไม้ในฝันตามแบบของท่านนะ ข้าพเจ้าไม่เกี่ยว)


  56. March 22nd, 2011 at 12:32 am       11arrows Says:

    #11

    นี่นี่ นางไม้,
    ท่านหัวร่อ 555…เหอ ๆ ๆ นี่
    ที่จริงนึกจะลองสิงต้นองุ่นจริงๆ ละสิ
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    อ้อ! ข้าพเจ้าก็สาวก kitaro นะ
    แฮ่!!!

    :)))


  57. March 22nd, 2011 at 12:28 am       11arrows Says:

    #8

    อือมมม…แต่ถ้าโลกเกิดไม่แตกล่ะตุ๊กตา
    ฮาฮาฮาฮาฮา…
    มันก็คงจะแตกเป็นแห่งๆ เท่านั้นละมั้ง~!
    ฮาฮาฮา…ข้าพเจ้าทำทีเหงาสืบไปอีกสักหน่อยดีกว่า บางทีคนเขาจะได้เข้าใจว่าสำรวมกิริยา
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ความจริง
    เพียงแต่เขียน OM MANI PADME HUM…
    โอม…มณีบนดอกบัว…
    แม่ชีบัวของข้าพเจ้า ก็ย่อมสืบทราบความหมายได้มากมายเองแล้ว

    :)))


  58. March 22nd, 2011 at 12:24 am       siwaya2517 Says:

    555…เหอ ๆ ๆ


  59. March 22nd, 2011 at 12:19 am       11arrows Says:

    Kitaro – Heaven and Earth ก็ไพเราะอย่างยิ่ง
    เพียงแต่นี่เป็นเพลงมนตร์ ภาษาธิเบต
    ฟังว่าท่องมนตร์ 6 คำนี้ รำลึกนึกถึงมณีบนดอกบัว…
    จะถึงกับกำเนิดคุณวิเศษแก่ใจ
    นี่เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าจะเขียน แต่เขียนไม่ได้ขอรับ
    ฮาฮาฮา…

    อ้าว!!! ไร่องุ่นที่ไหน เมื่อไรกันหละนางไม้?
    ห๋า! อะไรหวังผล!???
    ข้าพเจ้าไม่มีหรอก ท่านต่างหาก ที่ว่ามีองุ่น
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ขอบคุณนางไม้แห่งพัทยา
    ว่าแต่นางไม้ก็เคยสิงต้นองุ่นด้วยหรือ
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    :)))


  60. March 21st, 2011 at 10:15 pm       siwaya2517 Says:

    เป็นอะไรไปหรือเปล่าน่า…ข้าน้อยไม่ได้ว่าผู้ใดนะ…เพียงแต่แวะมาสะดุดเสียงเพลงที่บังเอิญ…ฟังคล้ายๆ กับที่ข้าน้อยฟังอยู่ …..เออ..คือ…ว่า…คือว่า….ท่านเจ้าของบ้านนี้ ชอบฟังเพลงบรรเลง ของ KITARO หรือเปล่าค่ะ..ข้าน้อยกำลังจะชวนไปฟังด้วยกัน.. ที่ไร่องุ่นพัทยานะค่ะ(ชวนแบบไม่หวังผลแต่ประการใด ขออภัยถ้ารบกวน…)


  61. March 21st, 2011 at 9:19 pm       nelumbo Says:

    จะเหงาไปทำไมคะ คุณพี่ ไหน ๆ ก็ไปอาบแสงจันทร์มาแล้ว
    เฮฮา กันดีกว่าเจ้าค่ะ ให้สมกะที่โลกกำลังจะแตก กิกิ ..

    ไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่นะเจ้าคะ
    แต่ว่า มณีบนดอกบัว นี่ จะไปจบที่ไหนเนาะ อยากรู้ ๆๆ

    ไปนั่งรอ อย่างสงบเสงี่ยมก่อนล่ะเจ้าค่ะ ฮ่าฮ่า


  62. March 21st, 2011 at 9:11 pm       11arrows Says:

    คือถ้ามีเชียร์ลีดเดอร์
    ข้าพเจ้าย่อมสนใจเชียร์ลีดเดอร์ มากยิ่งกว่า
    ฮาฮาฮา…

    ขอบคุณตุ๊กตา

    ;)))


  63. March 21st, 2011 at 9:09 pm       11arrows Says:

    โอม…มณีบนดอกบัว…

    คาดว่าอีกสัก 3 ชั่วยาม จึงจะเสร็จสิ้นการอารัมภบท!
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    ให้ข้าพเจ้าเขียนไปเหงาไปตามสะดวกเถอะนะ
    ฮาฮาฮา…

    :)))


  64. March 21st, 2011 at 9:05 pm       nelumbo Says:

    อีกนานไหมเอ่ย น้องไปดูละครย้อนหลังก่อนนะคะ
    เดี๋ยวจะเข้ามาให้กำลังจิตใหม่ .. ท่าจะอีกเยอะ ..

    ฮ่าฮ่า .. ^_^


  65. March 21st, 2011 at 9:03 pm       nelumbo Says:

    โห .. ขนาดกำลังเขียนยังเหงาได้ขนาดนี้
    ถ้าไม่ได้เขียนจะเหงาขนาดไหนคะ คุณพี่ ..

    รออ่านจนเมื่อยแระ .. ก็เลยต้องให้กำลังใจซักนิ้ดนุงค่ะ
    ฮ่าฮ่า .. จอมคร่ำครวญ คนใหม่หรือเจ้าคะ ..


  66. March 21st, 2011 at 8:24 pm       11arrows Says:

    อ้าว!!! ฮาฮาฮา…
    ไปโดยไม่ฟ้าอีร้าค่าอีรม!
    ฮาฮาฮา…sept’ เอ๋ย sept’!!!

    :)))


  67. March 21st, 2011 at 7:58 pm       septimus Says:

    โอ แนวนี้ แม่นางถนัด
    ข้าเจ้าไปตามดีก่า บัยค่ะ….


  68. March 21st, 2011 at 7:52 pm       11arrows Says:


You must be logged in to post a comment.