ARTYHOUSE

ศิลปะ ดนตรี บทกวี และความอบอุ่น

ทำไมคนไทยไม่อ่านหนังสือ



พูดถึงเรื่องหนังสือต่อ


สาเหตุที่คนไทยไม่อ่านหนังสือ ( หรืออ่านหนังสือกันน้อย )

๑. คนไทยไม่มีวัฒนธรรมในการอ่านหนังสือ ตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด โบร่ำโบราณ

สังคมไทยเป็นสังคม "มุขปาฐะ" มากแต่ไหน ๆ คือ ถนัดในการพูด การเล่า การร้อง การเล่น

มากกว่าจะเป็น "การอ่าน" การอ่านการเขียนจำกัดเฉพาะผู้รู้หนังสือเท่านั้น ประชาชนทั่วไป หรือที่เรียกว่า "ไพร่" นั้น อ่านหนังสือกันน้อย

อีกประการหนึ่ง คือ ชนชั้นมีวิชานั้น "หวงวิชา" การถ่ายทอดเป็นตำรับตำราจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น

เราก็ถ่ายทอดกัน "ปากต่อปาก"

จึงเกิดสังคมที่มีลักษณะ "เชื่อข่าวลือ" มากกว่าจะเป็นสังคมของการ "วิจัย" หรือวินิจฉัย

นอกจากนี้ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีการผลิตหนังสือก็ทำให้หนังสือ "มีน้อย" หรือแทบจะไม่มีเลย ไม่เชื่อไปนับดู "สมุดไทย" ในหอสมุดหรือพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ อ้างว่าตัวเองเจริญมาหลายร้อยปี แต่มีหนังสือยู่ไม่กี่สิบเล่ม

นอกจากนี้สมัยโบราณ มีการรบทัพจับศึกกันบ่อย ทั้งมีการ "เข้าเดือนออกเดือน" และการทำมาหาเลี้ยงชีพ อีกสารพัด ทำให้ไม่มีเวลาในการ "อ่านหนังสือ"

สรุปก็คือ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และสังคม ในสมัยโบราณนั้น ไม่เอื้อและไม่ส่งเสริม ให้เกิดการอ่านแม้แต่น้อย ยังผลให้เกิดเป็นกระแสถ่ายทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ทำให้ลูกหลานกลายเป็นคน "ไม่อ่านหนังสือ" จวบจนปัจจุบัน

วิธีแก้ปัญหาข้อนี้คือทำอย่างไร

เราต้อง "สร้าง" วัฒนธรรมการอ่าน ขึ้นมาเสียก่อน มันอาจจะต้องใช้เวลา อาจจะสิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี ร้อยปี หรือห้าร้อยปี เราบอกไม่ได้ แต่เราต้องสร้าง ให้มันเป็นวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง มีนิสัยรักการอ่านกันจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่แค่ชั่วครั้งชั่วคราวหรือ ชั่ววูบชั่ววาบ เพื่อเลียแข้งเลียขา "นโยบาย"

ทั้งนี้มันต้องควบคู่ไปกับ การผลิตหนังสือ และการรณรงค์ต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการอ่านขึ้นมา

ซึ่งในปัจจุบันก็นับว่า เดินกันมาถูกทาง เหลือแต่ ผู้ร่วมเดินทางเท่านั้น ว่าจะเดินกันไปถึงไหนหรือไม่

๒. สิ่งอื่นน่าสนใจกว่าการอ่านหนังสือ นี่แน่นอนที่สุด ในสังคมบ้าเห่อ และไม่มีรากหรือจุดยืนเป็นของตัวเองอย่างมั่นคง เช่นสังคมไทยนี้ อะไรมาใหม่ก็เห่อตามเขาไปหมด โดยเฉพาะในปัจจุบัน การสื่อสารทะลุทะลวงอะไรต่อมิอะไรได้อย่างสบาย สิ่งเย้ายวนใจต่าง ๆ เยอะมาก ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งกลยุทธ์การทำตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ สื่ออื่น ๆ เอาไปกินเรียบ เหลือแต่หนังสือ ที่เป็นง่อยอยู่

และสิ่งทั้งหลายอย่างอื่นก็ เสพง่าย เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย แตกต่างกันสิ้นเชิงกับ หนังสือ ที่ เสพยาก เข้าถึงยาก และ เข้าใจยาก จะอ่านหนังสือทีต้องไปซื้อมาจากร้านหนังสือ หรือห้องสมุด ไม่เหมือนดูทีวี กดปั๊บ มาทันใจ แต่สื่ออินเตอร์เน็ตเดี๋ยวนี้ทำให้หนังสือเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น ทั้งอีบุค อีเบย์ (เกี่ยวมั้ย...อันนี้ไม่เกี่ยว ) อะไรต่าง ๆ แต่นั่นแหละ มันก็ยังแพ้ "คลิป" อยู่ดี แล้วใครจะมาสนใจอ่านหนังสือกันล่ะทีนี้

๓. เศรษฐกิจ อันนี้สำคัญ ถ้าปากท้องมันไม่อิ่ม แล้วมันจะอยากทำอย่างอื่นมั้ย ยากจนข้นแค้น ข้าวสารจะกรอกหม้อยังไม่มี แล้วจะมีเงินที่ไหนไปซื้อหนังสือ หรือจะมีเวลาที่ไหนไปอ่านหนังสือ
ปัญหานี้แก้ง่ายนิดเดียว
แจกเงินคนละสองพันให้ไปซื้อหนังสือโลด (ฮา)

๔. ชาติที่แล้วไม่เคยอ่านหนังสือ หรือไม่ชอบอ่าน หรืออ่านมาน้อย ทำให้ชาตินี้เกิดมาไม่มีสัญญาสั่งสมมาในเรื่องของการอ่าน อาจจะด้วยเหตุว่า ชาติที่แล้วเกิดเป็นไพร่ เป็นทาส เป็นชนชั้นสำราญ การงานไม่ทำเที่ยวระยำหยำฉ่า อาไรเทือกนี้ ทำให้จิตนั้นไม่มี การอ่าน สั่งสมในสันดานหรือในตัวจิต ชาตินี้เกิดมา ก็เลยไม่คุ้นชินกับการอ่าน ก็เลยไม่อ่าน

การแก้ปัญหาข้อนี้ คงไม่แนะนำให้ไปเกิดใหม่ แต่แนะนำ สร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นจะดีกว่า
จะได้เป็นนิสัยสันดาน (ที่ดี) สืบต่อไปในอนาคตกาลเทอญ สาธุ

อ้าว

พูดไปพูดมาชักจะเลอะเทอะ

เอวังแต่เท่านี้เถอะพี่น้อง

555

ธัชชัย ธัญญาวัลย
๒๑/๑๐/๒๕๕๒

คัดมาจาก  http://artyhouse.blogspot.com/2009/10/blog-post_21.html 



Tag:

เขียนโดย artyhouse ที่ 2009-10-21 04:55:22 น. general,ศิลปะ-วรรณกรรม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

Final Destination โกงตายทะลุตาย

Final Destination  การรู้จักความหมาย  ความตาย  และความหวัง

 


เพิ่งได้ไปดูหนังเรื่องนี้เมื่อวานนี้ ( 09/09/09 )


ความจริงตอนแรกว่าจะไปดู 5 แพร่ง


( ความจริงอีกก็คือว่า ไม่ได้อยากดูหรอก 5 แพร่ง


เพราะเห็นหลายคนรีวิวแล้ว ไม่น่าจะน่าดูซักเท่าไหร่


แต่มีคนชวนไปก็ไปเฉย ๆ และในที่สุดก็ไม่ได้ดู อิอิ )




Final Destination นั้นเป็นหนังน่าดูมาแต่ไหนแต่ไร


แม้ว่าเราจะรู้พล็อตเรื่องแล้ว ( หากใครที่เป็นแฟนมาแล้ว 3 ภาค )


ในภาคนี้การตายจะต่างออกไป


คนคิดหนังก็เข้าใจคิด


ดูเสร็จทำให้เรานึกขึ้นมาได้ว่า


แท้จริงแล้ว เราก็ไม่สามารถจะฝืนความตายไปได้


คือยังไง ๆ ก็ต้องตาย เป็นสัจธรรมอยู่วันยังค่ำ


ขึ้นอยู่กับว่าจะตายตอนไหนอย่างไร เท่านั้นเอง




หนังเรื่องนี้ถ้าดูดี ๆ จะพบว่า มันก็เป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดา ๆ


ที่สามารถเกิดขึ้นที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไรก็ได้ เท่านั้นเอง


( เพียงแต่ในหนังมันเอามายำรวมกันไว้และผูกเรื่องให้ต่อกัน )


ฉากแรกนั้นคล้ายกรณี ซานติก้า มาก


ประทับใจกับความ ช่างคิด แบบเป็นห่วงโซ่ของการเกิดอุบัติเหตุ ที่ทำออกมาได้ดี


แต่มันดูเว่อร์ไปหน่อย แต่ก็ให้อภัยได้ เพราะมันเป็นหนังแนวนี้




ฉากน่าคิดสำหรับเรื่องนี้เห็นจะเป็น ฉากที่แม่ของเด็กสองคนที่เข้าไปร้านทำผม


ต้องรอลุ้นว่า เธอ จะ ตาย อย่างไร


 

และมีความโล่งอกเล็กน้อยที่เธอไม่ได้ตาย ในร้านทำผมด้วยอุปกรณ์ทำผมทั้งหลาย



ด้วยการคล้าย ๆ ว่าจะเป็นเพราะการช่วยเหลือโดยบังเอิญของลูก ๆ แสนซนของเธอ



แต่กลับตายด้วย ก้อนหิน ( ที่ลูกชายทั้งสองของเธอโยนเล่นตั้งแต่แรกนั่นเอง )



เป็นการหักมุมที่ดีทีเดียว และสามารถคิดต่อเล่น ๆ ได้ว่า



ก็ "ลูก" นั่นแหละช่วยเหลือเธอ และก็ "ลูก" อีกนั่นแหละที่ทำให้เธอตาย





นอกจากนี้เรื่องนี้ยังนำเสนอแง่คิดที่ว่า



ถ้าถึงคราวตายทำยังไงมันก็ไม่ตาย แต่ถ้าถึงคราว



เดินคุยกันไปเฉย ๆ ก็ตายได้ ( ในกรณีของจอร์จ ชายผิวดำ



ที่พยายามฆ่าตัวตาย แต่ไม่ตาย กลับมาตายเพราะโดนรถชนอย่างไม่คาดฝัน



ดังนั้นจงดำรงชีพอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด :) )




แม้เรื่องนี้จะมีการตายที่เว่อร์มากและสยองมาก



ถึงขนาดกับจัดเรท 18+



แต่ในเรื่องก็ยังมีอารมณ์ผ่อนคลายอยู่บ้าง



และยังให้ความหวังสำหรับการมีชีวิต



และคุณค่าของชีวิตอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว



ทั้งคำพูดและการกระทำของตัวละครนั้นไม่เป็นการยัดเยียดคำพูดใส่ปากตัวละคร ( ต่างจากหนังบางเรื่อง เช่นหนังไทยเรื่อง ฝันโคตร ๆ ที่มีการหยิบเอาคำ ( ที่คิดว่า ) คมเหลือเกินไปใส่ให้ตัวละครพูด จนเกือบจะกลายเป็นเทศนา ซึ่งความจริงแล้ว มันทำให้ดูขัดหูและแปร่งอารมณ์ยังไงก็ไม่ทราบ )



อีกประการหนึ่งที่อยากกล่าวถึงก็คือ



เรื่องของโชคลางก็ยังเป็นที่ทันสมัยและถูกกล่าวถึงในหนัง



ไม่ว่าจะเป็น เหรียญนำโชค, เลข 13 หรืออื่น ๆ



แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อยังไงก็เป็นความเชื่อวันยังค่ำ





นอกจากนี้ยังมีเสียดสีสังคมแบบอเริกันเล็ก ๆ แทรกอยู่หลายจุด



ไม่เว้นแม้กระทั่งประเด็นการ เหยียดสีผิว



ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกสะใจที่พวกเหยียดสีผิวต้องตายกันก่อน 555+





รวมถึงการเสียดสีผู้ชายในแง่ที่ว่า ถ้าพรุ่งนี้คุณจะตาย คุณจะไปทำอะไร



คำตอบก็คือ ไป "เอา" ผู้หญิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวละครหนึ่งในนั้นทำ



จุดนี้แสดงให้เห็นความร้ายกาจของแนวความคิดที่ว่า "เกิดหนเดียวตายหนเดียว"



การสำนึกในศีลธรรมนั้นจะด้อยลงไปมาก





สรุปแล้วเรื่องนี้โดยแก่นเรื่องนี้นั้นถือว่า ดี



โครงเรื่องดี



และ



การตายก็...โอเวอร์ดีครับ




จะดูเอามันหรือดูเอาเรื่องก็ได้ทั้งนั้น




สำหรับผู้ไม่คุ้นชิน ไม่แนะนำให้ดู 3D เพราะจะสยองและคลื่นเหียนมากเกินไป


 

ARTY


10/09/2552



Tag: หนัง

เขียนโดย artyhouse ที่ 2009-09-10 16:11:45 น. general,ศิลปะ-วรรณกรรม,บันเทิง 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

[1/1]