Oct 11 2010


รำลึก 2 ปี 7 ตุลาฯ หยาดเลือดและน้ำตาหลังห่ากระสุน

Filed under Uncategorized

.
.
.
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 8 ตุลาคม 2553 23:47 น.
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000141905
.
.
.
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้เหตุการณ์จะล่วงเลยมาถึง 2 ปี แต่เสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดและตื่นกลัว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอบอวล กับควันปืนและเปลวไฟจากห่ากระสุนที่กระหน่ำยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มาชุมนุมด้วยสองมือเปล่ายังคงเป็นภาพซึ่งจารึกอยู่ในความทรงจำของพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทุกคน

       

       แม้เลือดเนื้อและชีวิตที่ต้องสังเวยให้ความโหดเหี้ยมของผู้มีอำนาจซึ่งพร้อมจะเข่นฆ่าประชาชนเพียงเพื่อต้องการรักษาอำนาจนั้นไว้อาจจะไม่สามารถฉุดดึงนักการเมืองชั่ว และ 'นักโทษไร้แผ่นดิน' ออกจากมิจฉาทิฐิ แต่ก็สามารถจุดกระแสความตื่นตัวทางการเมืองให้คนไทยทั้งประเทศลุกขึ้นมาตรวจสอบนักการเมือง และร่วมกันปกป้องประเทศชาติและสถาบัน

.

       จากวันนั้นถึงวันนี้ชีวิตของพี่น้องพันธมิตรฯ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงในวันที่ 7 ตุลาฯ 51 จะเป็นอย่างไร ได้รับการช่วยเหลือดูแลหรือไม่ การดำเนินคดีกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ที่เข่นฆ่าประชาชนคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใด และการปรองดองสมานฉันท์ตามที่หลายฝ่ายพยายามผลักดันนั้น พันธมิตรฯ คิดเห็นเป็นเช่นไร

       

       น้ำใจพันธมิตรฯ 47 ล้าน ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

       

       สำหรับผู้ที่ได้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯนั้น ต้องบอกว่า บรรดาพี่น้องพันธมิตรฯ มิได้ทอดทิ้งกัน ยังคงมีน้ำจิตน้ำใจให้การช่วยเหลือดูแลกันมาตลอด นอกจากจะเยี่ยมเยียนให้กำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บและบรรดาญาติของผู้ที่เสียชีวิตแล้ว ก็ยังร่วมบริจาคปัจจัยชนิดที่เรียกว่าหลังไหลกันเข้ามาไม่ขาดสาย โดยไม่มีการยักยอกหักหัวคิว หากินกับผู้เสียหายเหมือนกับการเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่มที่อ้างตัวว่าชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยแต่แกนนำกลับแย่งชิงส่วนแบ่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย และต่างก็ร่ำรวยอู้ฟู่กันถ้วนหน้า อีกทั้งยังโกงกระทั่งเงินบริจาคของคนตายจนกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่ว

       

       “พิภพ ธงไชย” หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะผู้ดูแลกองทุนช่วยเหลือเพื่อผู้บาดเจ็บและเพื่อผู้เสียชีวิต ในเหตุการณ์การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 193 วัน ได้ให้รายละเอียดในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตตลอดการชุมนุมว่า ที่ผ่านมาได้มีการช่วยเหลือผู้พิการ และผู้บาดเจ็บ ผ่านศูนย์เยียวยาผู้บาดเจ็บ ผู้พิการและผู้เสียชีวิต จำนวนทั้งสิ้น 514 ราย อีกทั้งได้ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเล็กน้อยผ่านทางกองทัพธรรมมูลนิธิ จำนวนทั้งสิ้น 488 ราย

       

       สำหรับยอดเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตตั้งแต่เริ่มรับบริจาคจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2553 มียอดรวมทั้งสิ้น 47,230,800 บาท ขณะที่ยอดการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 46,438,894 บาท และปัจจุบันมียอดเงินคงเหลือ 791,906 บาท

       

       “จากการใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาในการปราบปรามผู้ชุมนุมพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 7 ตุลาฯ 51 รวมถึงกรณีที่มีการยิง M79 เข้ามาเป็นระยะตลอดช่วงการชุมนุม 193 วัน ทำให้มีพี่น้องพันธมิตรฯที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ สูญเสียอวัยวะ แขนขาด ขาขาด ตาบอด จนถึงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางพี่น้องพันธมิตรฯ ก็ได้ให้การช่วยเหลือกันมาโดยตลอด โดยมีการบริจาคเงินช่วยเหลือผ่านกองทุนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บฯ ซึ่งสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบได้มากพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการรักษาอาการบาดเจ็บและผลกระทบต่อเนื่อง เช่น ผลข้างเคียงจากสารเคมีที่ตกค้างในบาดแผล

       

       “แต่ตอนนี้ก็ยังมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและยังอาการหนักอยู่อีก 2 ราย คือคุณรุ่งทิวา ธาตุนิยม ซึ่งแรงระเบิดทำให้กะโหลกศีรษะด้านซ้ายเปิด และสลบมาตั้งแต่วันที่วันที่ 7 ต.ค.51 ปัจจุบันรู้สึกตัวและลืมตาแล้ว เคลื่อนไหวได้บ้างเล็กน้อย ซึ่งนอกจากค่ารักษาในช่วงแรกประมาณ 1 ล้านแล้ว ตอนนี้เราก็ให้การช่วยเหลืออยู่เดือนละ 30,000 บาท ส่วนอีกรายก็คือคุณเสถียร ทับมะลิผล ซึ่งถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณศีรษะด้านซ้าย สมองได้รับการกระทบกระเทือน อาการโคม่า ซึ่งตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกลางเนื่องจากมีอาการติดเชื้อจึงต้องไปรับการ ผ่าตัดใหม่ ซึ่งอาจจะต้องใช้เงินอีก 2- 3 แสนบาท ตอนนี้ได้รับการดูแลในนามของสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นอกจากนั้นเราก็ให้เงินช่วยเหลือแก่ลูกสาวของเขาด้วยเพราะลูกสาวคุณเสถียรต้องออกจากงานมาดูแลพ่อ นอกจากนั้นยังมีมีบางรายที่ต้องกลับมารับการรักษา อย่างเช่น คุณพรรณฉวี สุภัทรพงศ์ ซึ่งเป็นทนายความ รายนี้ถูกระเบิดที่ศีรษะ กะโหลกแตก สมองยุบไปครึ่งหนึ่ง ค่ารักษาตกประมาณล้านกว่าบาท แต่หลังเข้ารับการรักษาแกสามารถกลับมาทำงานได้ แต่ล่าสุดทราบว่ามีอาการปวดหัวก็ต้องดูแลช่วยเหลือต่อไป ซึ่งกองทุนของเรายังต้องให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง”พิภพ ธงไชยระบุ

       

       คนผิดยังลอยนวล

       

       ขณะที่ในส่วนของการฟ้องร้องดำเนินคดีกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งการให้ใช้อาวุธร้ายแรงเข้าปราบปรามประชาชนในสลายการชุมนุม 7 ต.ค.51 ส่งผลให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ ทุพลภาพ และถึงขั้นเสียชีวิตเป็นจำนวนมากนั้น ทางทีมทนายของพันธมิตรฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยในส่วนของคดีอาญานั้น นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายพันธมิตร ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรกการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ช.ป.) ให้พิจารณาความผิดของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง รวม 7 ราย

       

       ทั้งนี้ หลังจากที่ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนพยานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และนิติวิทยาศาสตร์ รวมทั้งพิจารณาสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมการอิสระเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความไม่สงบที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น และได้มีมติตั้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 6 คน ดังนี้

       

       1. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีความผิดทางอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุก1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เช่นกัน 3. พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความผิดในคดีอาญาและผิดวินัยร้ายแรง ให้ปลดออกจากราชการ 4. พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความผิดวินัยร้ายแรง 5. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 มีความผิดทางอาญา และผิดวินัยร้ายแรง ให้ปลดออกจากราชการ6. พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว) มีความผิดทางวินัยและอาญา โดย ป.ป.ช. ได้ยื่นเรื่องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการตามมติดังกล่าว ส่วน พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา จเรตำรวจ (สบ8) นั้น ป.ป.ช.ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมในภายหลัง

       

       แต่หลังที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปยัง ก.ตร. พล.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ก็ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. ซึ่งทาง ก.ตร.ก็กางปีกปกป้องนายตำรวจที่สั่งยิงสั่งฆ่าประชาชน โดยมีมติให้กลับเข้ารับราชการ แต่ขณะนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ได้มีการเซ็นรับกลับเข้ามาแต่อย่างใด เพียงแต่ตั้งตำแหน่งไว้รอเท่านั้น

       

       ทนายสุวัตร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เมื่อ ก.ตร มีมติเช่นนี้ ก็มีปัญหาตามมาว่าเรื่องนี้จะต้องไปสู่การตีความของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ในความเห็นของผม คำสั่ง ป.ป.ช.ย่อมเหนือว่ามติของ ก.ตร.เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่ากฎหมาย ป.ป.ช.มีศักดิ์และศรีสูงกว่ากฎ ก.พ.(คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน)”

       

       ส่วนทางด้านการดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนในสลายการชุมนุม 7 ต.ค.นั้น นิติธร ล้ำเหลือ ทนายพันธมิตร เปิดเผยว่า “ เนื่องจากเป็นการกระทำผิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เราจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เรียกค่าเสียหายรวม 69,972,400 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล”

       

       กล่าวได้ว่า แม้การชุมนุมเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ซึ่งยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยให้พ้นจากน้ำมือของระบบอทักษิณจะยังไม่สามารถขจัดคนชั่วเหล่านี้ให้หมดไปจากแผ่นดินไทยได้ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่สามารถปลุกจิตสำนึกของภาคประชาชนให้หันมาใส่ใจปัญหาบ้านเมืองมากขึ้น

       **********************************************************

       วันนี้ของ 'ตี๋ แซ่เตียว'

       

       2 ปีหลังจากเหตุการณ์ 7 ต.ค.51 'ตี๋ แซ่เตียว' หนึ่งในพันธมิตรฯที่ต้องสูญเสียขาข้างขวาจากแรงระเบิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมยิงเพื่อใช้สลายการชุมนุม มีสภาพร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง วันนี้เขาเดินไปมาไหนได้ด้วยขาเทียม เขาและภรรยามีรายได้เล็กๆน้อยๆจากการขายน้ำสมุนไพร พอเลี้ยงดูครอบครัวและลูกสาววัย 5 ขวบซึ่งยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2

       

       ตี๋บอกว่าเขามีวันนี้ได้ก็ด้วยน้ำใจจากพี่น้องพันธมิตรฯที่นอกจากจะแวะเวียนมาอุดหนุนน้ำสมุนไพรที่ตั้งขายอยู่หน้าศูนย์สุขภาพ ASTVแล้ว ยังเข้ามาพูดคุยให้กำลังใจ ให้เขาลุกขึ้นสู้ และไม่ย่อท้อต่อชะตาชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นดุจน้ำทิพย์ชโลมใจตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

       

       “ ผมต้องขอบคุณป้าเล็ก แม่ยกพันธมิตรที่แนะนำให้ผมมาขายน้ำสมุนไพร แล้วก็ขอบคุณเอเอสทีวีที่เมตตาให้ผมมาตั้งร้านขายน้ำที่นี่ทำให้มีรายได้พอประทังชีวิต เรามีน้อยก็ใช้น้อย ที่ผ่านมาพี่น้องพันธมิตรฯมีน้ำใจกับเรามาก มันเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ (น้ำเสียงสั่นเครือ) ชีวิตผมตอนนี้จะอยู่ได้อีกกี่ปีก็ไม่ทราบ ผมก็พยายามทำความดีเพื่อชาติเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน ถ้ามีการเดินขบวนอีกผมก็ต้องอออกมาอีก เพื่อความเป็นธรรม ต่อให้เขามายิงขาผมอีกข้าง หรือให้ผมตายตรงนี้ผมก็ไม่กลัว ชีวิตผมผ่านมาขนาดนี้แล้ว คนเราเกิดมาเลือกที่ตายไม่ได้ แต่เราก็ภูมิใจที่ามีโอกาสได้ทำเพื่อบ้านเมือง”

       

       'ตี๋ ชิงชัย' กับหัวใจที่แข็งแกร่ง

       

       'ตี๋ ชิงชัย' หรือ ชิงชัย เลิศอุดมกิจ ศิลปินพันธมิตรฯที่ต้องสูญเสียแขนข้างขวา แต่ทว่าหัวใจนั้นกินร้อย วันนี้เขามีใบหน้าที่สดชื่น อิ่มเอิบ แม้เสียงจะแหบแห้งเพราะยังต้องใส่ท่อช่วยหายใจไว้ที่หลอดลม และยังต้องรอการผ่าตัดอีกครั้ง หากแต่แววตาและรอยยิ้มบนมุมปากนั้นช่างดูสดใส และฉายให้เห็นถึงความสุขในทุกเสี้ยวนาทีที่ผ่านไป

       

       “ ผมโชคดีที่มีภรรยาดี คอยให้กำลังใจตลอด ตอนนี้ก็เขียนภาพเก็บไว้แสดงและขายในการแสดงศิลปะต่างๆ แล้วตอนนี้ผมก็เตรียมที่จะแสดงผลงานเดี่ยว ตอนนี้ก็รอจังหวะอยู่ ส่วนการเมืองผมว่าหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าภูมิใจไทยขึ้นมามันจะน่ากลัวกว่ายุคทักษิณอีก เพราะภูมิใจไทยเขากินแบบไม่สนใจใคร แต่ถ้าเขาโกงกินมากประชาชนก็จะออกมาเดินขบวนอีก แต่คราวนี้จะไม่ได้มีเฉพาะเสื้อเหลืองเท่านั้นนะ คนเสื้อแดงก็จะออกมาด้วย รับรองเราไม่เหงาแน่ (หัวเราะร่วน) ตอนนี้นักการเมืองบางคน อย่าง เสธ.หนั่น (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์) หรือ คุณเนวิน (ชิดชอบ) ออกมาเรียกร้องให้ปรองดอง ซึ่งผมว่ามันเป็นไม่ได้ เพราะประชาชนที่ตรวจสอบการทุตริตจะไปจับมือกับนักการเมืองคอร์รัปชั่นได้ยังไง เหมือนกับตำรวจจะไปจับมือกับโจรมันทำไม่ได้ คือผมว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯเนี่ยทำให้สังคมมีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด ”

       

       'เจ๊ก ชุมพร' อุดมการณ์ไม่เคยเปลี่ยน

        

       

       'เจ๊ก ชุมพร' หรือ ธัญญา กุลแก้ว พันธมิตรฯชาวชุมพรที่ทิ้งสวนยางมาร่วมชุมนุมด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ วันที่ 7 ต.ค.51เขาต้องสูญเสียขาข้างซ้ายสังเวยให้แก่ความโหดร้ายของเจ้าหน้าที่รัฐ วันนี้เจ๊กดูอ้วนท้วน ผ่องใส ต่างจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่เขาดูซูบผอมและมีอาการหวาดผวาหลังประสบชะตากรรมในเหตุการณ์ 7 ต.ค. แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคืออุดมการณ์ที่มีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

       

       “ ถามว่า 2 ปีที่ผ่านมาชีวิตเปลี่ยนไปไหม ก็เปลี่ยนนะ เพราะจากเดิมเรามี 2 ขา เดินไปไหนมาไหนได้ แต่หลังเหตุการณ์ 7 ต.ค. เราต้องเสียขาไปสภาพเราก็แย่ลง แต่ครอบครัวก็เป็นกำลังใจให้ ตอนนี้ผมทำขาเทียมแล้ว ก็กำลังหัดเดินอยู่ เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงกลับมาเดินได้ปกติ ถ้าพูดถึงการเมือง ผมว่าตอนนี้บ้านเมืองเราก็แย่นะเพราะผู้นำไม่กล้าตัดสินใจ และถ้าสมัยหน้าภูมิใจไทยได้จัดตั้งรัฐบาล บ้านเมืองเราจะเลวกว่าเก่าเพราะเขาไม่เอาใคร เอาแต่พวกพ้องตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นประชาชนก็ต้องออกมาอีก ผมก็ต้องออกมา ”

.
.
ขอบคุณ :  ข่าวจาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000141905

No responses yet




Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.