Jul 12 2010


กล้วยไม้เขาพระวิหาร หลักฐานทางธรณีวิทยาและสิ่งแวดล้อม (ภาพ-คลิป)..+*

Filed under Uncategorized

.
.
.
 
มีคลิปภาพยนต์ ที่ อ.วีรพันธุ์ มาไลยพันธุ์ อดีตคณะบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร

ท่านได้รวบรวมและจัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องหลักฐานทางธรณีวิทยา

และสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเขาพระวิหาร ได้มีเรื่องราวประวัติศาสตร์

การรุกรานดินแดนล่าเมืองขึ้นโดยฝรั่งเศส ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕
 
 
 


..

..

 
หลักฐานทางสิ่งแวดล้อมภูมิประเทศ สันปันน้ำเทือกเขาพนมดงรัก

ที่แบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยแนวหน้าผา”มออีแดง”

เกิดเป็นฝั่งเขมรสูง(ของไทย) และเขมรต่ำ(ด้านล่างของหน้าผา)

เป็นฝั่งของประเทศกัมพูชา
.
บทความนี้อยู่ในหมวด..  8. ทวงคืนเขาพระวิหาร << คลิก 
เชิญคลิกอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง ย้อนหลังได้ด้านบนค่ะ.

.
.

.

.
.
..
 
คลิปจากรายการสภาท่าพระอาทิตย์ เสาร์ที่ 3 ก.ค.2553

ดำเนินรายการโดย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ผู้ร่วมรายการ
อ.วีรพันธ์ มาไลยพันธุ์ อดีตคณะบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
..
.
..
.
เขาพระวิหาร หลักฐานธรณีวิทยาและสิ่งแวดล้อม

จัดทำโดย อ.วีรพันธุ์ มาไลยพันธุ์

SEATO SCHOLAR
 
..
 
ที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ บนอุทยานแห่งชาติ มีต้นและดอกกล้วยไม้ป่าไทยได้ชื่อตามสถานที่มาแต่สมัยโบราณว่า “เขาพระวิหาร” ดอกกล้วยไม้ที่ชื่อ เขาพระวิหาร บนแผ่นดินนี้
สีเหลืองกับสีแดงเคยอยู่ร่วมกันมา เฉกเช่นเดียวกันกับสีกลีบดอกไม้ประจำท้องถิ่น
บนแผ่นดินไทย ณ บริเวณเขาพระวิหาร ตลอดมาและตลอดไป
 
 
วีรพันธุ์-วันวิสาข์ มาไลยพันธุ์
บันทึกเมื่อ 19 พ.ค. 2553
 
 
..
ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สภาพแนวเขตแดนไทย-กัมพูชามีความยาวประมาณ 798 กม.
ที่ชายแดนไทยบริเวณเขาพระวิหาร ภาพจากดาวเทียมจะเห็นแนวสันปันน้ำได้อย่างชัดเจน
เช่นของ google หรือของ Point Asia ซึ่งต่างก็ได้รับความเชื่อถือไปทั่วโลก ไทยมีแผนที่ 1:50,000 ระหว่าง L7017 สำหรับเพื่อใช้กิจการภายในประเทศ มีแนวเส้นสันปันน้ำส่วนใหญ่
ถูกต้องตรงกันกับระบบสากล มีความคลาดเคลื่อนบ้างเฉพาะบางแห่ง เช่นที่ปลายสัน-
เขาพระวิหารด้านตะวันออก ซึ่งวกอ้อมออกนอกแนวสันปันน้ำไปตามแนวรั้ว
 
 
 
เกิดจากมติคณะรัฐมนตรี ภายหลังคำตัดสินของศาลโลก แต่ได้เกิดข้อพิพาทขึ้น
สาเหตุจากฝ่ายกัมพูชาใช้แผนที่ 1:200,000 ซึ่งสร้างทำโดยทหารฝรั่งเศส
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ใช้กำลังรุกรานบังคับให้ยกดินแดนชดใช้ความเสียหายทางทหาร
แล้วสร้างทำแผนที่ฉ้อฉลดินแดนออกนอกแนวสันปันน้ำธรรมชาติ โดยฝ่ายไทย
ไม่ยอมเกี่ยวข้องกับแผนที่นี้ และฝ่ายไทยไม่เคยรับรองแผนที่ชุดนี้เลย แผนที่นี้จึงเป็น
กิจการภายในของฝรั่งเศสบนแหลมอินโดจีน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่น ทางกัมพูชา
ที่ไทยยกให้เป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสได้รับการปลดปล่อย กลับยึดถือเอาแผนที่นี้ไปใช้
เป็นหลักฐานเท็จฟ้องศาลโลก ขอปราสาท แล้วใช้วิธีล๊อบบี้ผู้พิพากษาจนชนะคดี
มีคำตัดสินอัปยศ ที่แย้งทั้งตัวบทสนธิสัญญา และแย้งทั้งข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์
เปรียบเทียบเส้นเขตแดนบนแผนที่ระหว่างไทยกับกัมพูชา พื้นที่สีแดงแสดงว่า
ฝ่ายกัมพูชาได้เปรียบ สีน้ำเงินหมายถึงฝ่ายไทยได้เปรียบ ประเมินความเสียหาย
ตลอดแนวชายแดน เป็นพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร
 
 
จากความเจริญทางวิทยาศาตร์ในโลกปัจจุบัน ทำให้ผู้สนใจสภาพทางภูมิศาสตร์ทั่วโลก
สามารถตรวจสอบแนวสันปันน้ำได้และยังสามารถตรวจพิสูจน์การทำแผนที่ฉ้อฉลที่ฝรั่งเศส
ทำไว้ในอดีตแล้วประจานไปทั่วโลก ถึงวิธีการหลอกลวง โดยทำร่องน้ำปลอม แล้วสร้าง
เส้นสันปันน้ำเท็จขึ้นมา ซึ่งประเทศด้อยพัฒนาไม่มีทางโต้แย้งได้ในอดีต
แม้ไทยจะมีกรมแผนที่อยู่แล้วก็ตาม ก็ต้องหลีกเลี่ยงมิให้เกิดข้อพิพาท ที่ฝรั่งเศส
คอยหาโอกาส เป็นสาเหตุใช้ทำสงคราม 
 
 
ภาพตัดขวางและแผนผังตัวปราสาทพระวิหาร  ภาพจากหนังสือที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศส
ชื่อ “Le Camboge” แสดงที่ตั้งตัวปราสาท อยู่บนยอดสูงสุด และทางขึ้นจากฝั่งไทย
ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ ภาพแสดงเส้นสันปันน้ำจากหนังสือ โดยโปรเฟสเซอร์ จอง บัวซีเยร์
ผู้เชี่ยวชาญศิลปเขมรชาวฝรั่งเศส ได้ปันเอาพื้นที่ตัวปราสาททั้งหมดให้อยู่ทางฝั่งไทย
แนวเทือกเขาพนมดงรักซึ่งเป็นกำแพงตามธรรมชาติ แผ่นดินฝั่งทิศใต้มีชื่อเรียก
มาแต่โบราณว่า ฝั่งเขมรต่ำ
 
 
 
 
มีถนนลูกรังทอดยาวจากหมู่บ้านโกมุยทางฝั่งกัมพูชา มองจากหน้าผามออีแดง จะแลเห็น
ชั้นหินทรายเป็นหน้าผาสูงชันอันเป็นลักษณะเด่นของชายแดนแถบนี้ มีแผ่นดินข้างบน
ที่ถูกแบ่งแยกภูมิประเทศมาแต่สมัยโบราณว่า  ฝั่งเขมรสูง ปัจจุบันคือประเทศไทย
ที่ตั้งอยู่สูงสุด คือ ปราสาทเขาพระวิหาร แลเห็น ฝั่งเขมรต่ำข้างล่างคือกัมพูชาในปัจจุบัน
ข้างบนนี้ฝั่งเขมรสูง ของเราชาวไทย
 
 


บันทึกโดยพระยาศรีสหเทพ
ข้าหลวงผู้แทนพระองค์รัชกาลที่ ๕
ไปเจรจาแลกคืนเมืองจันทบุรีและเมืองตราด

..
(ถอดเนื้อความจากคลิปโดย chaba2550)
 
..
 
 


..

 
'
'
สีแดงเหลือง เรืองวิไลในดวงดอก

เป็นสื่อบอกเรื่องราวแต่คราวหลัง

“เขาพระวิหาร” ชื่อกล้วยไม้ไทย โด่งดัง

รูปงามจังอยู่คู่ป่ามานานนม…
 
..
ถึงเวลาเหลือง-แดง เลิกแข่งเขื่อง

จับมือกันร่วมสู้เรื่องน่าขื่นขม

ต้องป้องแดนให้ได้ไกลระทม

เพื่อพ่อหลวงจะชื่นชมสามัคคี..
 
..
 
 
ขอเชิญชวนคนไทยทุกฝ่ายทุกสีเสื้อร่วมกันติดตามข่าวความคืบหน้า

การปกป้องแผ่นดินจากการรุกรานของเขมรค่ะ แล้วคอยดูว่าแต่ละคน

จะช่วยกันร่วมมือร่วมใจสนับสนุนกันในด้านใดกันได้บ้างก็ขอให้ร่วมช่วยกันค่ะ

เพื่อในหลวงของเรา
 
 
 
 

 


..
 
..



 


กล้วยไม้เขาพระวิหาร จัดเป็นกล้วยไม้พันธุ์แท้ในสกุล Vandopsis มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vandopsis Lissochiloides (Gaud.) Pfitz ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นกล้วยไม้เฉพาะถิ่นและเป็นพืชเด่นประจำอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเอื้องระฟ้า พบมากบนเขาหินปูนในพื้นที่ป่าบริเวณเขาพระวิหารโดยเฉพาะในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และตามตะเข็บชายแดนติดต่อระหว่างไทย-กัมพูชา มักขึ้นอยู่บนที่ราบ สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 200 – 500 เมตร พบได้ในที่โล่งแจ้งระหว่างโขดหินผาที่ร้อนระอุด้วยแสงแดดจนเกือบจะหาสิ่งปกคลุมได้ยาก กล้วยไม้เขาพระวิหารก็สามารถทนอยู่ได้ กล้วยไม้สกุลนี้มีแหล่งกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กระจายพันธุ์อยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่น พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดจีน จนถึงปาปัวนิวกินี ในประเทศไทยพบ 2 ชนิด คือ

1) พระยาฉัททันต์ ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไป

2) เขาพระวิหาร จะเป็นชนิดประจำถิ่นเฉพาะภาคอีสานตอนล่างเท่านั้น

ลักษณะการเจริญเติบโต พบการเจริญเติบโต ตามก้อนหิน บนรอยแยกลานหิน ที่มีซากอินทรีย์วัตถุทับถม มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนทั้งธาตุอาหารและน้ำ โดยจะมีลำต้นและรากที่ใหญ่สะสมอาหารไว้เพื่อความอยู่รอด รูปแบบการเจริญเติบโตแบบโมโนโพเดียล (
monopodial) โดยจะเจริญเติบโตที่ปลายยอดไปได้เรื่อย ๆ มีการแตกตาที่โคนต้นบ้าง แต่ไม่แตกกอลำต้นเป็นแบบลำเดียว ขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 -2 นิ้ว ใบหนาแข็งขนาดใหญ่ รูปตัววีแคบ สีเขียวอ่อนถ้าอยู่ที่กลางที่โล่งแจ้งจะมีสีเขียวอมเหลือง ใบจะเรียงสลับตรงข้าม ตามแนวตั้ง ระนาบเดียวกัน (distichous)
 

ช่อดอกแบบกระจะ
(raceme)
คือ ช่อดอกที่ดอกย่อยมีก้านดอกแยกจากแกนกลาง ก้านดอกย่อยแต่ละดอกจะมีความยาวใกล้เคียงกัน ออกที่ข้างลำต้น ตั้งตรง ช่อดอกยาวได้ถึง 2 เมตร หนึ่งต้นให้มีช่อดอกได้ 4 – 5 ช่อต่อปี ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น แต่ละช่อจะทิ้งช่วงเวลาออกช่อค่อนข้างห่าง หนึ่งช่อประกอบด้วยดอก 10-15 ดอก ขนาดดอกกว้าง 5 เซนติเมตร ทรงกลม กลีบในและกลีบนอกคู่ล่างชิดซ้อนกัน กลีบนอกทั้ง 3 กลีบปลายรูปสามเหลี่ยมป้อม หน้างุ้มเข้าสู่ส่วนกลางของเกสร เนื้อกลีบดอกหนามาก สีดอกด้านหน้าพื้นสีเหลือง มีลายจุดสีม่วงปนน้ำตาล ถึงสีม่วงปนแดง ระบบรากเป็นระบบรากอากาศขนาดใหญ่แข็งแรง พันธุ์ที่พบในประเทศไทยและเขมร ด้านหลังดอกสีขาว ส่วนพันธุ์ที่พบในฟิลิปปินส์ ด้านหลังดอกสีชมพู ช่วงเวลาออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม ถึง มิถุนายน ของทุกปี

การปลูก นิยมปลูกลงในกระถางขนาดใหญ่ ใช้วัสดุปลูกเปลือกมะพร้าว หรือรากเฟินสีดา ถ่านดำ ปุ๋ยชนิดละลายช้าสูตร 16 – 16 – 16

การเลี้ยง ควรให้อยู่ในที่ร่มชอบความชื้นสูง พรางแสงประมาณ 50 %

กล้วยไม้เขาพระวิหาร เป็นกล้วยไม้ป่าชนิดหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ในความนิยมของผู้ปลูกกล้วยไม้เพื่อการสะสม ทำให้เกิดการลักลอบนำกล้วยไม้ออกจากป่าเพื่อการค้า เนื่องจากการขยายพันธุ์ของกล้วยไม้เขาพระวิหาร เกิดขึ้นได้ยากในสภาพธรรมชาติ ประกอบกับเป็นที่ต้องการของนักสะสม ทำให้เกิดการลักลอบนำออกจากป่าเพื่อการค้าและมีการบุกรุกป่าเพื่อทำไร่ ทำให้กล้วยไม้ชนิดนี้ลดปริมาณลงเป็นอย่างมาก จึงถือเป็นกล้วยไม้ป่าที่จำเป็น ต้องทำการอนุรักษ์ ก่อนที่จะเกิดสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ



บรรณานุกรม 

ประชิด วามานนท์. 2552. เขาพระวิหาร หนังสือที่ระลึกงานกล้วยไม้ช้างชนช้างครั้งที่ 3 . หน้า 37-43. 

ระพี สาคริก. กล้วยไม้สกุลแวนดอพซิส 

http://kukr.lib.ku.ac.th/Fulltext/KU0057448c3.pdf 

http://www.benorchid.com/genera/vandopsis.htm 

http://www.agri.ubu.ac.th/horticulture/pdf/Conservative_Plants.pdf 

http://www.cpflower.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=207382&Ntype=2 

http://orchids21.tripod.com/Html/Vandopsis.html 

http://kantalak.blogspot.com/2007/02/150-28-30.html 

http://www.panmai.com/Flower/Flower.shtml


 

ขอขอบคุณ
ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต และ
ข้อมูลดอกกล้วยไม้ “เขาพระวิหาร” โดย ..
คุณเสาวนี เขตสกุล

นักวิชาการเกษตรชำนาญการ

ผู้รวบรวมและเรียบเรียง 

จาก..

http://sisakethort.blogspot.com/2010/05/blog-post.html

No responses yet




Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.