Jun 29 2008


..คนเป็นกลาง เป็นอย่างไร ? (ตอนที่ ๑)

 

ทางสายกลาง

คนเป็นกลาง เป็นอย่างไร ?

 

จากหนังสือ ทางสายกลาง

สมณะโพธรักษ์ (จริงใจ ตามภูมิ) เขียน

แจกในงานชุมนุมพันธมิตรต้านระบอบทักษิณ ปี 2549



 

 

 

 

ปีที่พิมพ์  มีนาคม ๒๕๔๙

พิมพ์ที่  บริษัท ฟ้าอภัย จำกัด

๖๔๔ ซ.นวมินทร์ ๔๔ ถ.นวมินทร์ บึงกุ่ม คลองกุ่ม กทม.

๑๐๒๔๐ โทรศัพท์ ๐-๒๓๗๕-๘๕๑๑

http://www.asoke.info/

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพสมณะโพธิรักษ์ ผู้นำชาวกองทัพธรรม(อโศก)

เมื่อครั้งชุมนุมต้านระบอบทักษิณ ปี 2549

(คลิ๊กที่ภาพ ลิงค์ไปชมอัลบั้มภาพชาวอโศก)

 

 



.

 

ในปฐมปัณณาสก์ ทุกกนิบาต อังคุตรนิกาย พระไตรปิฏกเล่ม ๒๐ ข้อ ๒๔๘ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในโลกนี้มีความเพียรซึ่งเกิดได้ยาก ๒ อย่าง คือความเพียรเพื่อแสวงหาปัจจัยสี่ของคฤหัสถ์(เพียรเพื่อโลกธรรม ๘) และ ความเพียรเพื่อละกิเลสทั้งปวงของผู้ที่ออกบวชเป็นบรรพชิต (เพียรเพื่อละโลกธรรม ๘) ความเพียร ๒ อย่างนี้ ความเพียรเพื่อละกิเลสทั้งปวงเป็นเลิศ (ความเพียรของผู้เป็นกลาง)

 

 

การที่จะแสวงหาปัจจัย ๔ มาเลี้ยงตนนั้นเป็นความลำบากป่วยการกล่าวไปไยกับคนหลง ที่ไม่ใช่เพียรหาปัจจัย ๔ มาเลี้ยงตน แต่แสวงหากิเลสคือสิ่งฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นอันแท้จริง

 

 

อันใดที่เราพิจารณาว่าเป็นสิ่งฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นอันแท้จริง ถือว่าเป็นกิเลส ตัดทิ้ง หัดเลิก หัดหยุด หัดลดลงให้ได้ อันนี้มากไป เกินไป ลดลงอีก มักน้อย สันโดษลงมาเรื่อย ๆ น้อยลงอีก น้อยลงขนาดนี้ก็ได้ ได้แล้วจนกระทั่งลงตัวเป็นมัชฌิมาปฏิปทา หรือสัมมาปฏิปทา

 

 

และจะต้องปฏิบัติให้เป็น “สุข” คือสุขาปฏิปทา หมายความว่า คนปฏิบัติธรรมอย่างน้อยจะต้องมีศีล หรือมีกรรมฐาน หรือต้องตั้งสัจจะเป็นข้อปฏิบัติให้แก่ตน แล้วปฏิบัติสังวรสำรวม อยู่ในสภาพฝืดฝืนเพราะต้องฝึกฝนให้ได้ตามข้อปฏิบัตินั้น มันก็ต้องยากต้องลำบาก ไม่ใช่”การปล่อยตัวตามสบาย”(ยถาสุขัง) แน่ ๆ เมื่อเราตั้งใจอบรมฝึกฝนตนเพื่อความเจริญตามข้อปฏิบัตินั้น เราก็อย่าทำความรู้สึกหนักใจกับการปฏิบัติ ต้องทำความรู้สึกไม่ลำบากกับการที่เราต้องฝึกฝืน ทำใจให้สบาย ทำความรู้สึกให้เบิกบานแจ่มใส ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นคือผู้ปฏิบัติอย่างเป็นสุข… สุขาปฏิปทา ผู้ใดทำไม่ได้หรือไม่รู้ว่าจะต้องทำดังกล่าวนี้ ผู้นั้นก็จะปฏิบัติอย่างเป็นทุกข์ ปฏิบัติอย่างลำบากทับถมซ้ำให้แก่ตน…ทุกขาปฏิปทา

 

 

ส่วนยถาสุขังนั้นคือ การปล่อยตัวตามสบาย ปล่อยตัวตามกิเลส ไม่มีข้อปฏิบัติ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า คนที่ยถาสุขัง หรืออยู่ตามสบาย อกุศลธรรมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อม คนที่ตั้งตนอยู่บนความลำบาก หรือมีข้อปฏิบัติขัดเกลาตน ซึ่งต้องสมาทานศีลบ้าง ตั้งตบะบ้าง ตั้งกรรมฐานให้ตนได้ฝึกฝืนอยู่ในขั้นเหมาะสมเท่าที่ตนทนได้ (ทุกขายะ ปนะ เม อัตตานัง ปทหโต) เมื่อเราเริ่มตั้งตนเพื่อความลำบาก อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง (พระไตรปิฏก เล่ม ๑๔ ข้อ ๑๕ )

 

 

มัชฌิมา ตรงกลาง หรือ มัชเฌ คือ ในระหว่างกลาง มัชฌัตตอยู่ตรงกลาง การกระทำกลาง ๆ ไม่ทรมานตน ไม่สุดโต่งไปซ้ายไปขวา อัพยากฤตแล้ว อุเบกขาแล้ว วางเฉยแล้ว นิ่งแล้ว ว่างแล้ว หยุดแล้ว อะไรกระแทกก็ไม่เอียง ไม่หวั่นไหว มันเป็นผล ไม่ใช่เหตุเป็นตัวกลาง เป็นความลงตัว ความพอเหมาะพอควร เป็นธรรมะ

 

 

กรรมกิริยาที่จะต้องมีบทบาทอยู่อย่างนั้นนะ มั่นคงแล้ว แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ของใครของมัน ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันเล่น ๆ เอามาตีกิน ทุกอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น กลายเป็นทิ้งขว้าง ไม่มีฐานอาศัย และยิ่งพูดขยายความว่า ทั้งชั่วทั้งดีอัปรีย์ทั้งนั้น หมดท่าเลยคนเลยไม่รู้ว่า ฐานอาศัยเป็นอย่างไร สิ่งที่จะต้องเป็นจะต้องมี ไม่มีไม่ได้ แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่สันโดษในกุศล คำตรัสที่บอกว่าละบาปทั้งปวง ยังกุศลให้ถึงพร้อม ทำจิตให้บริสุทธิ์ ๓ คำนี้เป็นโลกุตระทั้ง ๓ ตัว เสร็จแล้วตีกิน ไปเอาแต่จิตบริสุทธิ์ นี่จะเห็นว่ามันโต่ง ตัดลัดคำสอนพระพุทธเจ้า ทิ้งคำความอย่างนี้ ก็ไม่สัมพันธ์ ไม่ครบพร้อม เพราะฉะนั้นต้องเก็บมาขยายความให้ลงกัน กลืนกันสอดคล้องกัน สนับสนุนกัน ไม่ค้านแย้งกันให้ได้

 

 

คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ค้านแย้งกัน ยิ่งนัยลึกซึ้งแล้ว ยิ่งจะเห็นชัดเจนเลยว่า ไม่ค้านแย้งกัน แม้ที่สุดบอกว่าพระอรหันต์ไม่หนีไปอยู่ป่า แต่ท่านมีความหลีกเร้นแล้วเป็นที่สุด พระอรหันต์ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง แต่ท่านไม่หนีจากคน โลกุตระอยู่เหนือทุกอย่างเป็นประโยชน์ เป็นความสุข เป็นแก่นสารแก่มหาชน  เป็นความเกื้อกูลโลก เข้าใจความหมายอันนี้ได้แล้วก็เป็นสภาพนั้นจริงให้ได้

 

 

 

 

 

 

 

ศาสนาพุทธมีมนุษยสัมพันธ์กับมนุษยชาติ

 

 

การหลีกเร้น ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง ก็ง่าย ก็เป็นฤาษี เข้าใจหมากรุกชั้นเดียวโต่ง ๆ คนฐานะนั้นมีไหม มี ฐานะที่ต้องพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ ไม่ต้องคลุกคลี วัตถุนี้เราสัมผัสไม่ไหว เราก็ต้องหลีกเร้นทั้งตัว ทั้งกาย วาจา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ไปวุ่นก่อนเพราะสัมผัสเมื่อใด เราก็อ่อนเปียกเป็นม้าได้กลิ่นเสือ ยังไม่เจอตัวเสือเลย ได้กลิ่นเสือเท่านั้นแหละ นอนแผ่ขาอ่อนเลย ไม่ต้องวิ่งต่อแล้ว เพราะมันกลัวเอามาก ๆ เราสู้ไม่ได้ เราก็รู้ตัว รู้ฐานะของตัว หนึก่อน อย่าเพิ่งไปสัมผัสแตะต้อง ธรรมะของพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง ต้องปฏิบัติให้สมส่วน สมฐานะ สมตัว ต้องดูตัวเองเป็นสำคัญ

 

 

ข้อสำคัญ ๑. อย่าดูถูกตัวเอง ๒. อย่าหลงว่าตัวเองแน่จริงแล้วเขาสัมผัสคลุกคลีเกี่ยวข้องทุกขนาด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งวัตถุอย่างนั้น กามอย่างนี้ ตายแน่ ๆ สู้ไม่ไหวหรอก ต้องฝึกฝนวิทยายุทธ์ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถแคล่วคล่องที่จะเรียนรู้เหตุแห่งกิเลส เมื่อสัมผัสเหตุแห่งกิเลส แล้วเราต้องสู้ได้จริง ๆ ไม่ใช่ขาดทุน ต้องมีกำไร ไม่เช่นนั้น ตายอย่างเขียด ตายแน่ ๆ อันนี้เป็นสิ่งยืนยันที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมะของท่านมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มีสมณะ ๔ เหล่า ปฏิบัติแล้วจะได้คุณภาพขนาดโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์

 

 

เราต้องรู้ตัวเอง ไม่หลงตัวเอง ไม่เกิดมานะ รู้ว่าคนอย่างเรานี่นะ ความหมายพื้นฐานแค่ศีล ๕ ตั้งตนอยู่บนความลำบาก ทุกขายะอัตตานัง ปทหติ ยังไม่ค่อยไหวเลย ไม่ให้ฆ่าสัตว์ วันหนึ่ง ๆ ก็ตกร่วงไปตั้งเท่าไหร่ไม่รู้ เผลอ ๆ ไผล ๆ ฆ่าสัตว์ไปตั้งเท่าไหร่ ไม่ได้มีสติสตังอะไรเลย ฆ่ามด ฆ่ายุง ฆ่าปลวก เผลอไปฆ่าตั้งเป็นกอง ๆ แล้ว ยังไม่ค่อยรู้ตัวเลย มันเป็นได้ถึงปานนั้นนะ มนุษย์

 

 

อทินนาทาน ไม่ได้ลักอย่างหยาบ ๆ ก็หยิบของเขามาเสียแล้ว หลอกลวงเอาของเขามาเสียแล้ว ศีลข้อ ๒ กับศีลข้อ ๔ ร่วมกัน ใช้เลศเล่ห์ลวงเขา โกหก หลอกลวงปลิ้นปล้อน เอาของของเขาที่เขาหวงแหน เอาของที่เขาไม่ได้ให้ เอาของเขาโดยที่เขาไม่รู้เท่าทัน มันเป็นการขโมย

 

 

หรือศีลข้อ ๓ ท่านสอนให้อย่าละเมิดใจ นี่อย่าว่าแต่ใจเลย ละเมิดกายอีกด้วย ก็หยาบใหญ่น่ะสิ แม้แต่ศีลแค่ ๕ ข้อ ความหมายต้น ๆ พื้นฐาน อย่าฆ่าสัตว์ อย่าลักทรัพย์ อย่าผิดผัวเขาเมียใคร อย่าพูดปด อย่าดื่มสุรา ก็ปฏิบัติไม่ได้ ไม่ใช่ของง่ายเลย แต่เราเอามาปฏิบัติ มีอธิศีลสิกขา ความหมายของศีล ๕ ศีล ๘ ที่เป็นอธิศีลมีนัยละเอียดสูงขึ้น เป็นความหมายที่ต้องอธิบายหลายขั้นตอน หลายความหมาย เราก็ปฏิบัติได้ มีผลจริง

 

 

แม้แต่เป็นพระก็ต้องมีความเพียรที่จะแสวงหาปัจจัยสี่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย เภสัชบริขาร เป็นบริขารคือสิ่งที่จะต้องอาศัยองค์ประกอบของความเป็นอยู่ ก็จะต้องอาศัยเท่าที่สมณะ เท่าที่นักบวชพึงเพียร พึงกระทำให้แกตนอย่างสมฐานะ สมสภาพ ด้วยอาการที่น่าเลื่อมใส ถ้าเป็นคฤหัสถ์ ก็เป็นคฤหัสถ์ที่มีภูมิธรรมที่จะแสวงหาอย่างดี แสวงหาอย่างสมบูรณ์ หรือแสวงหาอย่างมีทิศทาง มีบทปฏิบัติตามธรรม อย่าโกง อย่าทำทุจริต อกุศล เอาเปรียบเอารัด โดยโลภเป็นเจ้าเรือนโดยโกรธแค้นอาฆาตมาดร้ายเป็นเจ้าเรือน คฤหัสถ์อาจต้องมีทรัพย์ศฤงคารมากกว่า แต่ก็มีคุณธรรม แม้เป็นคฤหัสถ์ก็ลดลงได้ ไม่สะสมเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่ ยารักษาโรค และองค์ประกอบของชีวิต ที่อาศัยสร้างสรรมีชีวิตอยู่ในโลก เกินความจำเป็น แต่มีทิศทางปฏิบัติจนกระทั่งเลื่อนเข้ามาหาวัดเรื่อย ๆ

 

 

มันเป็นความเพียรซึ่งเกิดได้ยากนะ เพียรให้เจริญด้วยธรรม เจริญด้วยกุศล เป็นความเพียรอย่างที่สองที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ความเพียรเพื่อละกิเลสทั้งปวงของผู้ออกบวชเป็นบรรพชิต

 

 

เราต้องปฏิบัติทั้ง ๒ ด้าน จะต้องแสวงหาเครื่องอาศัยที่เป็นปัจจัย ๔ และบริขาร ต้องแสวงหาการละกิเลส ความเพียรทั้ง ๒ อย่างนี้สอดคล้องลงตัว ฆราวาสพวกเราเดินตามทฤษฏีของพระพุทธเจ้าแสวงหาปัจจัย ๔ เครื่องอาศัย เราก็แสวงหาอยู่ บางคนมีมากกว่า สะสมมากกว่า เราก็รู้ว่า ผู้สะสมมากอยู่ยังไม่ใช่ผู้เจริญ ผู้เจริญต้องลดลง ๆ มั่นใจในการไม่สะสม อปจยะ มั่นใจในการมักน้อยสันโดษ ไม่หลงลาภ ยศ สรรเสริญได้จริง ๆ ลดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลงได้จริง ๆ ต้องตั้งตนอยู่ในความลำบาก ทุกขายะ อัตตานัง ปทเหยยันติ

 

 

 

 

 

 


 

จบหน้า 1-6 จากทั้งหมด 24 หน้า

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

http://mblog.manager.co.th/chaba2550/category/th-441/

รวมบล๊อคเพลงอโศก

 

 

 

No responses yet




Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.