Jul 20 2008


..คนเป็นกลาง เป็นอย่างไร ? (ตอนที่ ๒)

ทางสายกลาง

คนเป็นกลาง เป็นอย่างไร ?

 

จากหนังสือ ทางสายกลาง

สมณะโพธรักษ์ (จริงใจ ตามภูมิ) เขียน

แจกในงานชุมนุมพันธมิตรต้านระบอบทักษิณ ปี 2549


ปีที่พิมพ์  มีนาคม ๒๕๔๙

พิมพ์ที่ 
บริษัท ฟ้าอภัย จำกัด

๖๔๔ ซ.นวมินทร์ ๔๔ ถ.นวมินทร์ บึงกุ่ม คลองกุ่ม กทม.

๑๐๒๔๐ โทรศัพท์ ๐-๒๓๗๕-๘๕๑๑

http://www.asoke.info/ 

ความเดิมตอนที่แล้ว อ่านได้จากที่นี่ค่ะ..

http://mblog.manager.co.th/chaba2550/th-19229/

..คนเป็นกลาง เป็นอย่างไร ? (ตอนที่ ๑)

 

 

 

.

 

 

ขอบคุณบ่าวใหม่ ณ โตเกียว เอื้อเฟื้อภาพประกอบ คลิ๊กที่ภาพ ยังมีให้ชมอีกมากมาย

 

มัชฌิมาปฏิปทาเป็นการปฏิบัติด้วยความลำบาก
 

 

         ชาวอโศกทำสอดคล้องทั้งสองอย่าง ตั้งตนอยู่ในความลำบากเห็นอยู่ชัด ๆ มาเหน็ดมาเหนื่อย มาเมื่อย มาทำทำไม ทำฟรีด้วยมันค้านแย้งกับโลกเขา มาทำเพื่อยืนยันว่าคนทำงานฟรีได้โดยไม่ต้องอยากได้อะไร นี่เป็นรูปง่าย ๆ ถ้าจะบอกว่าถูกหลอกมาใช้ฟรี ก็คุณฉลาดหรือโง่เล่า ถ้าคุณโง่ คุณก็ถูกหลอก แต่ถ้าคุณฉลาดคุณก็ไม่ถูกหลอก พอใจจะทำเอง มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา จะสบายเป็นสุขาปฏิปทา ส่วนจะขิปปาภิญญาหรือทันธาภิญญา ขิปปาแปลว่าเร็ว ทันธาแปลว่าช้า จะบรรลุช้าจะนานหรือได้เร็วนั้นอยู่ที่บุคคล มีบารมีมาก มีความเฉลียวฉลาดมาก มีความเพียรมากก็เร็ว มีบารมีน้อย กิเลสก็เยอะ ยังแถมขี้เกียจเสียอีก และความเพียรก็น้อย ก็ช้าสิ จะได้เรื่องอะไรเล่า คนทุกคนอยากได้เร็ว แต่ถ้ามีบารมีน้อย เราก็เพียรให้มาก ๆ จะเฉลียวฉลาดได้แค่ไหน ก็พยายามฉลาด ความฉลาดของคนบังคับกันไม่ได้ สั่งสมเอาก็แล้วกัน ก็ได้เท่าที่ตัวเองสามารถ เท่าที่ตัวเองมีเหตุปัจจัย มีบารมีที่แท้จริง หลักที่ทำได้มากก็คือความเพียร ความเพียรเป็นตัวเอก จะมีบารมีน้อยฉลาดน้อย เราสั่งสมมาเท่านี้ วัดไอคิวได้เท่านี้จริง ๆ เกิดมาก็มีเท่านี้ จะเอาอะไรมาเติม เอาอะไหล่อะไรมาให้ก็ไม่ได้ ไม่มีอะไหล่ ฉลาดได้เท่านี้ก็เท่านี้ แล้วเราก็เพียรปฏิบัติให้สัมมาต่อไป เพื่อให้ฉลาดยิ่งขึ้น ก็จะได้เสริมบารมีเราขึ้นไป จะเกิดผลเร็วหรือช้าอยู่ที่ความเพียรเป็นหลักใหญ่มากที่สุด
 

 

         ทีนี้ปฏิบัติอย่างไรจะพอเหมาะที่สุด เป็นปโหติ ท่านบอกว่าตามชอบตามควรไปตามสัมมามรรค มหาจัตตารีสกสูตร (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๒-๒๘๑) แปล ปโหติ ว่า พอเหมาะ เมื่อปฏิบัติเป็น “สัมมา” มรรคแต่ละองค์ก็จพอเหมาะ มรรคทุกองค์จะ “พอเหมาะได้” คือ ปโหติ นั้นจะต้องปฏิบัติอย่างถูกถ้วนทั้งนั้น คือสัมมาและจะต้องพากเพียรเคร่งครัด ไม่ใช่ปล่อยตัวตามสบาย การปฏิบัตินั้นต้องฝึกฝืนตั้งตนอยู่ในความลำบาก ระวังอย่าให้ค้านแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า สัมมาที่จะเกิดผลอย่างพอเหมาะได้นั้นต้องสอดคล้องกันกับคำสอนที่ว่า ทุกขายะ ปนะเม อัตตานัง ปทหโต กุศลธรรมจึงจะเจริญยิ่ง ไม่ใช่ยถาสุขัง โข เมวิหรโต ยถาสุขัง กุศลธรรมเจริญไม่ได้ ยถาสุขัง คือปล่อยตัวตามสบาย ตามที่ตนชอบ ตามใจตัว ใจตัวยังมีกิเลส ยิ่งมีกิเลสมาก ยิ่งเข้าข้างกิเลสมาก กิเลสยิ่งมีฤทธิ์แรง แล้วบอก นี่พอดีของเราแล้วไม่ได้ คนมีกิเลสมากต้องฝืนให้มาก ต้องสู้ให้หนัก ๆ แน่นอน คุณต้องแบกหนักกว่าเขา คุณกิเลสมาก ก็ต้องทุกขายะ อัตตานัง ต้องตั้งตนอยู่ในความลำบากมากกว่า ส่วนผู้ที่ท่านปฏิบัติเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีไปแล้ว ท่านก็ไม่ลำบากแล้ว ท่านทุกข์น้อย กิเลสมันตายมากแล้ว มันเหลือน้อย กิเลสหมดฤทธิ์ การตั้งตนในความลำบากก็ง่ายเพราะฤทธิ์ท่านมาก ความสามารถท่านมาก ท่านมีวิมุติเยอะ พลังท่านก็มาก ยิ่งกว่านักกำลังภายใน
 
 
        ผู้ที่มีความสามารถ มีวิทยายุทธ์คือกำลังภายในและกระบวนท่าข้างนอก กำลังภายในก็คือคุณธรรมทางเจโตและปัญญา กำลังภายนอกก็คือกรรมทั้งหลาย ลีลา องค์ประกอบทั้งหลาย เราก็ทำได้ดี ชำนาญ ผู้ใดทำได้มาก มีกำลังภายในมาก มีกระบวนท่าหรือกรรมที่เป็นกุศลได้มาก ก็ได้อาศัย ความลำบากคือที่จะต้องเคร่ง ก็ทำได้ง่าย สบาย แม้จะเป็นผู้ที่สูงแล้ว เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีแล้ว เหลือเศษอะไรที่จะทำให้ถืออรหันต์เท่านั้น ท่านก็ต้องเคร่งของท่าน  เป็นข้อปฏิบัติของท่าน เราจะไปเอาอย่างพระอนาคามีไม่ได้มันคนละชั้น เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง ท่านดูง่าย ดูสบาย แต่เราไม่ใช่ท่านนะ อย่าหลงตัวหลงตน เรามันเสือปลา เราแค่กระต่ายน้อยไม่ใช่ช้างใหญ่ อย่าไปทำเป็นช้างใหญ่ หลงตัวเป็นช้างใหญ่กับเขา ดังนั้นตั้งตนบนความลำบาก ก็สูงต่ำตามชั้นฐานะ
 
 
        มัชฌิมาปฏิปทาหรือสัมมาปฏิปทา สัมมาปฏิบัติ ไม่ได้หมายความว่า ปฏิบัติสบาย ๆ ไม่ให้ตัวเองลำบาก คือเดินสายกลางพูดกันเต็มบ้านเต็มเมือง ปฏิบัติอย่างอโศกเคร่งเกินไป บอกแล้วว่า เราเริ่มเป็นกระต่ายน้อย ต้องเคร่ง มันเผลอง่าย สติตก สังวรระวังไม่ค่อยได้ เพราะเรายังไม่คล่องในสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ ยังไม่ถึงขั้นมีอินทรีย์ ๕ เพียงพอ จึงต้องมีอิทธิบาท ๔ คือมีความอุตสาหะบากบั่น อดทนพยายามหนักมาก ต้องเคร่งต้องฝืนอยู่มาก จนกว่าจะมีอินทรีย์ ๕ ในมรรคผลเจริญสูงเพียงพออิทธิบาท ๔ จึงจะไม่หนัก ไม่ต้องโถมความอุตสาหะ เพราะฉันทะความยินดีก็จะเป็นจริง ใจมันยินดีเอง ไม่ต้องฝืนยินดี วิริยะความเพียรก็จะเป็นความจริง เราจะเพียรเอง โดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับตนให้เพียร จิตตะ ความเอาใจใส่ก็จะเป็นจริง ใจของเราจะมีสิ่งนั้นจะอยู่กับสิ่งนั้น มันจะอยู่ในใจของเรา โดยเราไม่ต้องฝืนไม่ต้องบังคับตนให้เอาใจใส่ วิมังสา การพิจารณาไตร่ตรองตรวจสอบ ก็จะไม่ต้องพิจารณาหนัก ไม่ต้องไตร่ตรองตรวจสอบกันมากอีก เพราะชัดเจนในเนื้อหายิ่งขึ้น ๆ แล้ว เพราะเกิดมรรคผลที่เป็นจริงปรากฏให้ตนแล้ว
 
 
        เพราะฉะนั้นปฏิบัติธรรม อย่าให้เป็นยถาสุขัง อย่าปล่อยตนตามสบาย ต้องตั้งตนอยู่ในความลำบาก ตามฐานะของเรา ต้องลำบาก ขึ้นเรื่อย ๆ แม้ที่สุดเป็นพระอรหันต์ก็ยังต้องลำบาก ยิ่งเป็นพระโพธิสัตว์ ยิ่งจะต้องรับน้ำหนักสูงกว่าพระอรหันต์ธรรมดา จะต้องมีจิตฉันทะ มีอิทธิบาทมาก มีฤทธิ์มาก ยิ่งตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์ต้องมีฤทธิ์มากกว่าอรหัตผลที่บรรลุแล้วนั้น ๆ ขึ้นไปอีก เพราะจะต้องช่วยรื้อขนสัตว์ ช่วยเหลือ สร้างสรร รับผิดชอบศาสนา ผู้มีอรหัตผลแต่ละขั้นที่ไม่ตั้งจิตโพธิสัตว์ ก็จะไม่หนักเท่าโพธิสัตว์
 
 
        พระโพธิสัตว์ไม่มีฐานอาศัยไม่ได้ ต้องมีฐานอาศัย มีทุนก่อนมีเนื้อ มีสาระ เหมือนอรหันต์ก็ต้องมีมรรคมีผล แต่พระอรหันต์ไม่ได้มุ่งจิตมุ่งใจจะช่วยใครมากมายนัก จึงมีฤทธิ์แรงต่างจากพระโพธิสัตว์ ที่จริงพระอรหันต์ก็ไม่เฉื่อย ท่านมีบุญกิริยาวัตถุ มีเวยยาววัจมัย ขวนขวาย นอบน้อม สร้างสรร มีโลกานุกัมปายะ มีพหุชนหิตายะ ไม่เห็นแก่ตัวแล้วจริง ๆ ขวนขวายตามฤทธิ์ตามแรงของท่าน พระอรหันต์บางท่านทำแรงเท่าพระโพธิสัตว์ แต่ท่านก็ตัดรอบว่า ถึงจะทำแรงเท่าพระโพธิสัตว์ ท่านก็ไม่ต่อภพไม่ต่อภูมิ เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน บางท่านไม่แรงเหมือนพระโพธิสัตว์ อันนั้นก็เป็นธรรมดาท่านไม่มุ่งมาดมุ่งหมาย ไม่โถมน้ำหนักฉันทะ ความมุ่งมาดปรารถนามาก พระอรหันต์ท่านโถมน้ำหนักอิทธิบาทไม่เท่าเทียมกัน มีจริตไม่เหมือนกัน แต่โดยค่าเฉลี่ยแล้ว พระโพธิสัตว์จะมีอิทธิบาทแรงเป็นน้ำหนัก เป็นคุณธรรมของพระโพธิสัตว์จะมีอิทธิบาทแรงเป็นน้ำหนัก เป็นคุณธรรมของพระโพธิสัตว์
 
 
        ที่นี้เราจะทำอย่างไรให้มีอิทธิบาทตลอดเวลา เพราะอิทธิบาทเป็นเครื่องแสดงความเป็นสมณะ แม้กิเลสจะหมดแล้วหรือยังไม่หมดก็ต้องมีอิทธิบาท ๔ เป็นเครื่องแสดงยืนยัน ยิ่งกิเลสไม่หมดจะประมาทได้หรือ ต้องเพียรหนัก ตั้งตนอยู่บนความลำบาก สังวร ระวัง สร้างสรร ดำเนินมรรค ๘ ดำเนินโพธิปักขิยธรรมอย่างดี คุณลักษณะทั้ง ๔ ของอิทธิบาทเป็นอาการน่าเลื่อมใส และอยู่ในฐานะที่เห็นได้ง่ายว่าท่านยังไม่แคล่วคล่องเท่าไหร่หรอกสำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรมดูขลุก ๆ ขลัก ๆ ดูหนักหนาอยู่ ยิ่งมีอิทธิบาทยังไม่สมบูรณ์ ก็ยิ่งเห็นได้ว่ายว่า ท่านยังต้องพากเพียร ต่อสู้ เมื่อท่านเจริญธรรม บรรลุธรรม ท่านจึงจะมีอิทธิบาทสมบูรณ์ มีอิทธิบาทอันแคล่วคล่องได้เหมือนคนชำนาญ ดูง่าย เห็นง่ายว่า มีลักษณะยินดี มีความเพียรอุตสาหะ มุ่งมั่นเอาใจใส่ แล้วมีวิมังสา พิจารณาไตร่ตรอง รอบรู้อยู่ในชีวิตที่ยัง “มีอายุ” บาลีก็ว่า “อายูหติ” มีอิทธิบาทเป็นเครื่องแสดงสำหรับความเป็นผู้บรรลุอรหัตผลซึ่งเป็นปาสาทิโก เป็นอาการที่น่าเลื่อมใสของคนผู้มีคุณสมบัตินั้นในตน
 
 
        มีอายุในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ายังหายใจ ยังกินข้าว ยังมีลาภยศมาก ๆ มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยความสุขแบบโลกียสุข ไม่ใช่ ยิ่งแปลว่าผู้มีอายุคือคนแก่ ก็ไม่ใช่อีก อย่างนั้นมันตื้นเขิน ผู้มีอายุ อายุกะ อยูหกะ คือผู้มีชีวิตอย่างเบิกบาน ร่าเริง ยินดี มีฉันทะ มีความเพียร มุมานะ ขวนขวาย อุตสาหะ อดทน เอาใจใส่ต่อกุศล สร้างสรร ยังกุศลให้ถึงพร้อม นี่คือผู้มีอายุ ก็คือมีอิทธิบาทปรากฏในตัวผู้นั้น เป็นคนทีมีสุขาปฏิปทา มีความพอใจยินดี เป็นสุข ส่วนคุณจะวางสุข หรือเป็นวูปสโมสุขเพราะไม่มีกิเลส คุณก็เป็นตัวคุณ สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น จะเรียกว่าสุขโดยภาษาโวหารจำลองเท่านั้นเอง ถ้าคุณปฏิบัติได้จริงว่าไม่มีอัสสาทะ มันก็ไม่มี มีแต่ความยินดี
 
 
        ลักษณะที่เรียกโดยพยัญชนะ มันแตกต่างกันบ้างมากน้อยต่างกันก็ได้ ขอให้รู้อาการอย่างนั้นให้ถูกก็แล้วกัน อาการของปีติอาการของฉันทะ ความยินดีนี่มีภาษาตั้งเยอะตั้งแยะ แม้ที่สุดแปลเป็นกิเลสด้วยซ้ำ คำว่า รติ รโต ก็เป็นความยินดี แล้วก็แปลว่าความต้องการด้วย ความอยาก ความปรารถนา ก็ยังได้ เป็นความยินดีถึงขนาดนั้น เป็นกิเลสด้วยซ้ำไป ถ้าเรารู้ความหมายแล้วว่า เราไม่ได้ยินดีเอามาเสพ ไม่ยินดีมาให้ตัวเอง เอามาบำเรอตน เราก็อย่าไปยึดไปติดมัน หรือว่าอย่าทำความยินดีเกินขนาด คนที่มีภาวะซับซ้อนตีกลับ หรือมีปฏินิสสัคคะจะทำความยินดีที่มากก็ได้โดยไม่หลงติดความยินดี เราจะปรุงขึ้นมาเดี๋ยวนี้ แล้วก็วางเดี๋ยวนี้ เราก็วางได้ ปรุงได้เร็ว วางได้เร็ว ปรุงได้แรง ก็ได้อาศัยแรง ปรุงได้น้อย ๆ ก็ได้อาศัยแรงน้อย ๆ อ่อน ๆ คุณยังอินทรีย์พละอ่อนก็ปรุงมากไม่ได้
 
 
        คนใดปรุงหรือสังขาร บุญญาภิสังขาร แล้วยึดติด สู้ไม่ได้ อย่าเพิ่งปรุง คุณสังขารแล้วคุณแย่ ก็อย่าปรุง แต่ถ้าคนนี้ปรุงได้ ปรุงอย่างยิ่ง อภิสังขาร ขนาดนี้แหละ มีความยิ่ง มีอภิ มีความสามารถมีความเก่ง ปรุงอย่างนี้ก็ได้ ปรุงโดยอาศัยเท่านั้นเอง ปรุงสร้างสรรไม่ได้ปรุงเสพ ไม่ได้เสพในสังขาร ไม่ได้เสพในรส ไม่ได้มีอัสสาทะก็เป็นวิสังขาร สังขารที่ไม่มีกิเลส เป็นปุญญาภิสังขาร สังขารที่เพิ่มบุญ เพราะฉะนั้นวิสังขารจึงไม่ได้หมายความว่าไม่มีสังขาร แปลว่าสังขารอย่างยิ่ง ปรุงเพื่อให้เป็นการขัดเกลา เป็นการชำระล้าง ให้คนอื่นอาศัย ส่วนเราเองปรุงแล้วก็วาง ไม่ได้แอบเสพรส เหมือนแม่ครัวพ่อครัวมีปัญญาทำกับข้าวให้คนอื่นกิน ก็ชิมรส โอ้ รสอย่างนี้ชื่อว่าอร่อย รู้รส เข้าใจว่าอร่อย ปรุงอาหารอร่อย ๆ ให้เขากิน รู้ว่ารสอย่างนี้ให้ฝรั่งกิน รสอย่างนี้ให้ลาวกิน รสอย่างนี้ให้จีนกิน รู้จักสังขาร รู้จักปรุง คนอย่างนี้ หมู่กลุ่มอย่างนี้ ฐานะอย่างนี้ รู้จักบุคคลรู้จักกลุ่มชน รู้ประมาณ รู้รส ปรุงให้เขาแล้วก็ชิมรส รู้รสอย่างดี อย่างนี้อร่อยหรือไม่อร่อยขนาดไหน แต่ตัวเองไม่ได้เสพ ไม่ได้ติด ปรุงให้เขากินแล้ว ตัวเองกินข้าวกับถั่วงาสบาย ๆ พอใจแล้ว เป็นสุขแล้วไม่ต้องกินอย่างนั้นก็ได้ แต่จะให้กินอย่างนั้นก็ได้
 
 
        เหมือนพระพุทธเจ้า จะนอนบรรจถรณ์ก็ได้ จะนอนพื้นดินก็ได้ จะว่าสุขก็ไม่ จะว่าทุกข์ก็ไม่ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งสองสถานที่แต่เรื่องอะไรจะนอนบรรจถรณ์ให้เปลืองเล่า ไม่ต้องเปลืองก็ดีกว่า เราก็วูปสมสุขแล้ว เราก็สมบูรณ์แล้ว พอแล้ว ไม่ต้องเฟ้อ ๆ อย่างนั้นก็ได้ เป็นตัวอย่างอันดี พระพุทธเจ้าจึงนอนดินนอนพื้น ไม่นอนบรรจถรณ์ ผู้ที่กินอย่างดีอย่างสูงได้ กินอย่างไม่ปรุงก็ได้ กินอย่างปรุงก็ได้ ก็จะไม่กินอาหารที่ปรุงมาก ๆ รสจัด ๆ เป็นภัยต่อสุขภาพจะป่วยจะตายไว
 
 
 
… จบหน้าที่ ๑๓ จากจำนวน ๒๔ หน้า
โปรดติดตามครั้งต่อไปครั้งหน้า …
ว่าด้วยเรื่อง.. สัมมาปฏิปทาคือการปฏิบัติมรรคองค์ ๘
 
 
ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่าน..

เชิญรับชมรายการ “สงคราม สังคม ธรรมะ การเมือง”(คลิ๊กที่โลโก้ FMTV)

โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์

ทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 13.00-15.00 น.โดยประมาณ ทาง FMTV

เทปรายการรีรันอีกครั้งเวลาประมาณ ตี 4 – 6 โมงเช้าวันถัดไป

สามารถส่งคำถาม ติชมรายการได้ทุกวันค่ะ..

 

 

ภาพนี้ทางเชียงรายเรียก ดอกเอื้องต๋าเหิน จากบ้านแม่ ฝีมือชบาถ่ายเองค่ะ

 

เพลง .. ดอกฟ้าที่หมาวัดต้องเอื้อม
 
ครูรัก    รักพงษ์      คำร้อง/ ทำนอง
สุเทพ    วงศ์กำแหง    ขับร้อง
 
 
 
จะหอมอะไรในฟ้าดิน เหนือกลิ่นดอกฟ้า
เปรียบเราเท่าหมา ก็จะคว้ามาให้ได้ จะไม่ย่อท้อ
ตะเกียกตะกาย จะป่ายจะปีน ปานใดจะขอ
จะตายไปก็ จะต่อตามจอง เอื้อมครองชื่นเชย
 
ในเมื่อดอกฟ้า ผลเจ้าคือ ซื่อ สละ ขยัน สรรสร้าง อดออม
ส่งกลิ่นหอม ทวนกระแส แค่ฟังเฉลย
ก็เกินกลิ่น กว่าดอกดินใด ไม่เทียบเปรียบเปรย
.. โอ้ดอกศีลเอ๋ย .. เจ้าชื่อ ดอกฟ้า ที่หมาวัดควรปอง
 
 
03 ดอกฟ้าฯ(สุเทพ)….

No responses yet




Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.