Sep 20 2008


..คนเป็นกลาง เป็นอย่างไร ? (ตอนจบ)

Filed under Uncategorized

ทางสายกลาง

คนเป็นกลาง เป็นอย่างไร ?

จากหนังสือ ทางสายกลาง

สมณะโพธรักษ์ (จริงใจ ตามภูมิ) เขียน

แจกในงานชุมนุมพันธมิตรต้านระบอบทักษิณ ปี 2549


ปีที่พิมพ์  มีนาคม ๒๕๔๙

พิมพ์ที่ 
บริษัท ฟ้าอภัย จำกัด

๖๔๔ ซ.นวมินทร์ ๔๔ ถ.นวมินทร์ บึงกุ่ม คลองกุ่ม กทม.

๑๐๒๔๐ โทรศัพท์ ๐-๒๓๗๕-๘๕๑๑

http://www.asoke.info/ 

ความเดิมตอนที่แล้ว อ่านได้จากที่นี่ค่ะ..

http://mblog.manager.co.th/chaba2550/category/FMTV/

 

 

 

.

 
 
คนเป็นกลางเป็นอย่างไร ?  
 

 

           “คนเป็นกลาง” แต่..ชี้ระบุคนดี ก็ไม่ได้ หรือชี้คนชั่ว ว่าชั่ว ก็ไม่ได้
         คนแบบนี้ ก็คือ ผู้ไม่มีปัญญารู้ดีรู้ชั่วนั้น ๆ ต่างหาก จึงชี้ไม่ได้ ระบุไม่ได้ นั่นมันก็แค่ คนโง่ธรรมดา ๆ  ไม่ใช่ “คนเป็นกลาง” หรือไม่เช่นนั้นคนผู้นั้นก็อยู่ข้างฝ่ายชั่ว  หรือไม่ก็ ริษยาคนดี  หรือไม่อีกทีก็ รักษาผลประโยชน์ของตน จึงไม่ยอมชี้คนชั่ว ว่าชั่ว ไม่ชี้คนดี ว่าดี
 
 
          แต่ถ้าใครก็ตามที่ไม่อยู่ข้างฝ่ายชั่ว หรือไม่ริษยาคนดี หรือไม่รักษาผลประโยชน์ของตน และเป็นผู้มีภูมิปัญญาจริงย่อมไม่หลงผิด (โมหะ) หรือไม่เข้าใจผิด (มิฉาทิฏฐิ) ผู้นั้นจะต้องส่งเสริมคนดี จะต้องช่วยยกคนดี ช่วยเหลือคนดี อย่างเต็มใจไม่เก้อเขิน และชี้คนชั่วว่าชั่ว 
 
 
          แต่ถ้าหากเป็นคนไม่รู้ หรือไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ว่าใครเป็นคนดี ใครเป็นคนชั่ว อย่างนี้ก็เป็นเรื่องของผู้ที่ยังไม่รู้ชัด ยังไม่รู้ยอด ยังไม่รู้จริง คนเช่นนี้ก็ “เป็นกลาง” ไม่ได้ 
 
 
          ส่วนคนที่รู้อยู่โต้ง ๆ ว่าใครดี-ใครชั่ว แต่มีความเห็นว่า “คนเป็นกลาง” ต้องไม่เข้าข้างคนดี ไม่เข้าข้างคนชั่ว ไม่ชี้ระบุว่าใครคือคนดีและไม่ชี้ระบุว่าใครคือคนชั่ว ไม่ส่งเสริมฝ่ายดี ไม่ส่งเสริมฝ่ายชั่ว และพร้อมกันนั้นก็ไม่ตำหนิทั้งฝ่ายดี-ฝ่ายชั่ว จะพูดก็แต่เนื้อหาของความดี ความชั่วเท่านั้น จะไม่ยอมชี้ระบุไม่ยอมแตะต้องบุคคล โดยหลงยึดถือว่า “นี่คือการวางตัวเป็นกลาง”
 
 
          สังคมใดหากมีแต่คนที่ยึดถือเช่นที่ว่านี้ สังคมนั้นย่อมไม่มีวันพบกับความเจริญ แม้เจริญได้ ก็เจริญแกน ๆ ไปอย่างนั้น และยากสุดแสนยาก แถมเนิ่นช้าที่สุดด้วย
 
 
          ในเมืองไทยมีตัวอย่างความไม่เจริญหรือเจริญช้า เพราะยึดถือผิด ๆ เข้าใจผิด ๆ เช่นที่ว่านี้มากมาย แต่กระนั้นก็ยังหลงนับถือกันว่าปัญญาชนต้องทำเช่นนี้ อยู่นั่นเอง
 
 
          คนโง่ก็ดี คนไม่กล้าก็ดี คนไม่อยากออกเสียงก็ดี คนที่อยู่เฉย ๆ ไม่รู้ไม่ชี้ไม่เข้าข้างไหนสักข้าง “ค่า” ของคนผู้นี้เท่ากับ “ว่างเปล่า” ไม่ใช่ “คนมีค่า” และ ไม่นับว่า “คนเป็นกลาง” 
 
 
 
 
          จริง ๆ แล้ว “คนเป็นกลาง” นั้นจะมีค่าสูง และทำอะไรก็มีน้ำหนักมาก โดยเฉพาะขณะที่ต้องการ “ความเป็นกลาง” หากแม้น “คนเป็นกลาง” ที่เป็นผู้ได้รับความนับถือบูชาของสังคมจริง ๆ เห็นด้วยกับฝ่ายใด หรือเข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะมีน้ำหนักขึ้นมาทันที 
 
 
          อย่างนี้ต่างหากชื่อว่า “ไม่ลำเอียง” แต่ “เป็นกลาง” อย่างมี “คุณค่า” เพราะยืนยันและเติมน้ำหนักแห่ง “สัจจะ”ให้แก่สังคมแท้ ๆ
 
 
          ดังนั้น คนที่ไม่ออกเสียง ก็ดี คนที่ไม่ยอมระบุคนชั่วว่าชั่ว ไม่ตำหนิคนชั่ว ก็ดี คนที่ไม่ระบุคนดี ไม่เข้าข้างคนดีคนถูกต้อง ก็ดี จึงยังเป็นคนไม่มีศักดิ์และไม่มีสิทธิ์ถึงขั้น “คนเป็นกลาง” ด้วยประการฉะนี้ จะเป็นได้ก็แค่ คนอยู่เฉย ๆ หรือคนเปล่าประโยชน์ หรือ คนขี้เกียจ คนเห็นแก่ตัว คนโง่ คนลำเอียง จึงไม่สมควรให้ออกเสียงเข้าข้างฝ่ายใด ขืนให้ออกเสียง นอกจากจะไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว จะไม่ชอบธรรมเอาด้วย
 
 
          ขึ้นชื่อว่า “คนเป็นกลาง” จะทำ “ความเป็นกลาง” ได้ถูกต้องจริงนั้น ก็ต้องเป็น “ผู้มีสัมมาปัญญา” หรือเป็น “ผู้รู้จริงอย่างถูกต้องจริง” เช่น ผู้พิพากษา-ตุลาการ หรือ เป็น “ผู้ใหญ่” จริง จะต้องตัดสินได้ มีภูมิถึงขั้นรู้ผิด-รู้ถูก และต้องเห็นด้วยข้างฝ่ายดี ไม่เห็นด้วยข้างฝ่ายชั่ว ย่อมกล้ายืนยันคนดี-ลงโทษคนชั่ว ไม่เช่นนั้น ผู้นั้นก็ ไม่ใช่”คนเป็นกลาง” แต่คือ “คนเป็นกลัว” ที่ไม่มีความกล้า (ภยาคติ) หรือไม่ก็เป็น “คนไม่รู้-คนโง่ธรรมดา ๆ “ คนชนิดนี้จะไปทำ”ความเป็นกลาง” อะไรกับใครได้ ก็เพราะเป็น “คนรู้ไม่จริง-รู้ไม่จบ-รู้ไม่แจ้งรอบ” จึงไม่แน่ใจ จึงไม่มั่นใจ จึงไม่กล้าออกเสียง จึงยังเรียกคนชนิดนี้ว่า “คนเป็นกลาง” ไม่ได้ 
 
 
          ถ้า “คนเป็นกลาง” คนใด ที่ทั้ง รู้ถูกรู้จริงในดีในชั่วนั้น ๆ และไม่มีชั่วนั้น หรือยิ่งทำดีนั้นได้ด้วย คนผู้นั้นก็จะมีพฤติกรรม มีความเป็น มีการดำเนินไปแบบเดียวกับคนดี-คนถูก “คนเป็นกลาง” จึงมักจะถูกมองว่า เป็น “พวกเดียวกัน” กับคนดี-คนถูก เพราะ”คนเป็นกลาง” ที่แท้จริงนั้น จะยืนหยัดยืนยันอยู่กับความดีความถูกต้อง อย่างมั่นคงเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน ในเรื่องนั้น ๆ เป็นแน่
 
 
          “คนเป็นกลาง” ก็มักจะแดกดันเอาว่า “ดื้อรั้น-ไม่ยอมลดราวาศอก-แข็งกระด้าง” จากการ ไม่ยอมหย่อนยานไม่ยอมลดความมั่นคงของผู้ยืนหยัด นั่นเอง
 
 
          คนที่ขี้เกียจจนเกินการ คนกลัวจนเกินจะกล้า คนขี้ริษยา ใคร ๆ ที่ดีกว่าตน คนลำเอียงเพราะกิเลสในตน และคนที่ไม่รู้จริงหรือแม้จะรู้ แต่ตนยังเป็นตามนั้นไม่ได้ ทำดีตามที่รู้นั้นยังไม่เป็น ส่วนมากของคนแบบนี้ จะไม่กล้าออกเสียงเข้าข้างความดี ความถูกต้อง จะไม่กล้าสนับสนุนคนดี คนถูกต้อง แม้กล้าก็ปิดบังตนแถมยังชอบที่จะหาสำนวนโวหารมาแก้ตัวเสียอีกว่า ธรรมดาของ “คนเป็นกลาง” ที่มีปัญญาฉลาดนั้น จะต้องไม่ไปว่าใครข่มใคร หรือไม่ชี้ใครผิดใครถูก ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านั้นก็เป็นพุทธศาสนิกชน ซึ่งอยู่ภายใต้คำสอนของพระบรมศาสดาองค์เดียวกัน ที่ว่า “นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง” “จงข่มคนชั่ว-ยกคนดี หรือ ข่มคนที่ควรข่ม ยกคนที่ควรยก” เพราะคนที่ควรข่มนั้นก็คือ “คนชั่ว-คนผิด” คนที่ควรยกนั้นก็คือ “คนดี-คนถูก”
 

 
 
 
 
          ข้อควรระวังอย่างสำคัญนั้น ก็คือ ต้องใช้ปัญญา รู้จักประมาณในการข่ม-การยก ให้ดี ๆ จริง ๆ จึงจะช่วยทั้งคนดี ช่วยทั้งคนชั่ว และการข่มในที่นี้ ก็ไม่ใช่การใส่ร้ายคนไม่ใช่ “อุปวาท” หรือไม่ใช่การทำร้ายคน ไม่ใช่ “อุปฆาต” เพราะไม่ใช่พูดหรือทำอย่างเลวร้าย ให้เสียหาย แต่เป็นเพียง “วิธีการ” ช่วยเหลือคนชั่ว โดยเฉพาะการช่วยคนชั่วนั้น ต้องชี้ผิดให้แก่เขา ต้องตำหนิเขา หรือต้องข่มเขาให้จำนนนั่นเอง แต่ต้องกระทำอย่างมีสติสัมปชัญญะ มีสัปปุริสธรรม มีประมาณ และมีศิลปวิทยาอย่างยิ่ง ให้ผู้ถูกตำหนิรู้สึกว่า “คำตำหนิเป็นของควรดื่ม” (เปยยวัชชะ) หรือแม้จะเป็นคำตำหนิ แต่ผู้ตำหนิก็สามารถทำให้ ผู้ถูกตำหนิ รู้สึกหรือเป็นคำพูดคำตำหนินั้นเป็นที่รักที่น่ายินดี (ปิยวาจา)
 
 
           การพูดนิ่ม ๆ พูดหวาน พูดชม คนทั้งหลายเขาก็รักก็ชอบแน่นอนหรือไม่ตำหนิผู้ใด คนก็รักก็ชอบ ความสามารถแค่นี้ ใคร ๆ ก็ทำกันก็เก่งกันได้ จะวิเศษอะไร
 
 
          แต่ถ้ามีความสามารถตำหนิคนหรือข่มคนให้เขารักได้ ด้วยความยินดี และยกย่องภูมิใจในการตำหนิการข่มนั้นว่า มีคุณค่า นั่นต่างหากที่เป็นยอดศิลปวิทยา และเป็นความสามารถที่วิเศษของสัตบุรุษทีเดียว
 
 
          หากใครยังไม่มีภูมิธรรมหรือยังไม่มีฝีมือในการข่มในการตำหนิ จงระวังให้มาก ! คนชั่วนั้น ย่อมตอบโต้ด้วยความชั่วความเลวร้ายแน่ ความเลวร้ายของคนชั่ว ก่อความฉิบหายทั้งตนและผู้อื่นมามากต่อมานักหนาแล้ว
 
 
          อย่างไรก็ดี สังคมก็ยังอาศัยการออกเสียง หรือการวินิจฉัยตัดสินใจ แล้วเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ด้วยจิตใจที่ต้องพยายามทำให้ “เป็นกลาง” ไม่ให้ “อคติ” ไม่ให้มี “ทุคติ” ใด ๆ แม้เราจะยังไม่ถึงขั้นเป็น “สัตบุรุษ” ก็ต้องพยายามตั้งสติใช้สัมปชัญญะปัญญาให้ดีที่สุด ทำหน้าที่ “คนเป็นกลาง” เท่าที่สามารถตามหน้าที่พลเมืองดีแต่ละครั้งคราวที่จะต้อง “ออกเสียง” โดยไม่กลัวว่าตนจะไม่เป็นสุข ไม่กลัวว่าตนจะได้รับคำตำหนิ หรือไม่กลัวว่าตนจะเสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมสรรเสริญ เสียหน้า หรือเพราะขี้เกียจลึก ๆ หรือเพราะริษยาเล็ก ๆ  ก็ตาม
 
 
 
          แต่นั่นแหละ อคติและทุคติเหล่านี้ มันมีอิทธิพลอยู่ในใจคนที่ทำให้คน “กลัว” ซึ่งเป็น “ความกลัว” ที่มันทำงานอยู่ลึก ๆ ในจิตก้นบึ้งของตนให้คน“ไม่กล้า” ชี้ชั่ว แก่กันและกัน หรือ “ไม่กล้า” เข้าข้างคนดีอย่างออกหน้า จนทำให้เนิ่นช้าพัฒนาอะไรก็ไม่ได้ ซึ่งทำให้เสื่อมทั้งตนเองและสังคมประเทศชาติ มายิ่งนักแล้ว
 
 
          “ความเป็นกลาง” จึงลึกซึ้งลึกล้ำยิ่งนัก เห็นให้ชัดเถิดว่า“คนเป็นกลาง” มิใช่จะต้องหยุดตำหนิ หยุดว่า หยุดด่า หยุดข่ม หยุดชม หยุดงาน หยุดกรรมกิริยา แบบเถรตรง พาซื่อ ตื้น ๆ เขิน ๆ ไปเลยแท้จริงนั้นยังตำหนิได้ ยังด่าได้ ยังข่มยังชมยังชอบได้
 
 
          ที่สำคัญต้องหยุดหรือฆ่าเจ้า “กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน” ในตนให้หมดสิ้น เพราะมันเป็น “สมุทัย” (เหตุ) ที่ทำให้จิตใจเรา “ไม่เป็นกลาง” ซึ่งต้องจัดการให้ลดลงจาก “ตัวตนใหญ่”(สักกายะ)ก่อน แล้วก็ลด “ตัวตนในลำดับต่อ ๆ ไปที่มันยังมี “(อัตตา) ให้ได้อีก ก็จะพ้นโลกียะไปเป็นโลกุตระ ไต่ระดับสูงขึ้น ๆ แต่ละขั้น ๆ จนที่สุดฆ่าให้หมดสนิทแม้ “ตัวตนเล็ก” สุดท้าย (อาสวะ) หรืออย่างน้อยก็ต้องระงับเจ้าตัว”สมุทัย” นี้ให้ได้ในขณะที่จะทำหน้าที่ชี้ถูก-ผิดหรือขณะ “ชี้ดี-ชี้ชั่ว” นี่คือนัยที่ทุกคนต้องพยายามทุกคราถ้ายังไม่ใช่ผู้หมดสิ้นกิเลส

 
 
 
 
 
 
 
 
          “ความเป็นกลาง” ของคนที่อยู่ข้างฝ่ายดี เพราะไม่มี “ทุคติ” ไม่มี “อคติ” โดยฆ่า “สมุทัย” ดังกล่าวได้แท้จริงนั้น ย่อมเห็นได้ไม่ยากว่า มีพฤติกรรมยืนหยัดอยู่ข้างฝ่ายดีเหนียวแน่นมั่นคงจึงดูราวกับว่า เป็น “คนติดดียึดดี” อาการหนัก แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นไปตาม “สัจจะ” ที่คนดีจะต้องเป็นอย่างคนดีต่างหาก แม้เขาจะปรุงก็ไม่มีบาป-อกุศล-ทุจริต เป็น “เหตุ” อยู่ในจิต (ปุญญาภิสังขาร)
 
 
          นี่แหละคือ ลักษณะความสะอาดของคนที่สัมบูรณ์ ตาม “โอวาทปาติโมกข์ ๓” ของพระบรมศาสดาที่ว่า
 
 
          ๑. ทำอะไรก็ “ไม่มีบาป-ไม่มีชั่ว” (สัพพปาปัสสะ อกรณัง)
          ๒. มีแต่ดีมีแต่กุศลเพราะยัง”สุคต” ยังดำเนินไปดีอยู่ ยังขวนขวายทำดีให้มีให้ถึงพร้อมอยู่เสมอ (กุสลัสสูปสัมปทา)
          ๓. และเป็นจิตทำให้บริสุทธิ์สะอาดได้จริง กระทั่งไม่มีโลภะ-โทสะ-โมหะ ไม่มีลำเอียงเพราะชอบ-ชัง-หลง-กลัว จึงเป็นจิตที่ตรงแล้วกลางแล้ว ดีแล้ว ถูกแล้ว (สจิตตปริโยทปนัง) 
 
 
          คุณลักษณะทั้ง ๓ ของ “โอวาทปาติโมกข์” มีครบถ้วน
 
          ดังนี้ ชื่อว่า  “โลกุตรจิต” แท้ และเป็นจิต “เหนือโลกธรรม” ไม่ใช่แค่ “หนีโลกธรรม” ทั้งไม่ใช่จิตที่ “สูญไปจากโลกแล้ว” แต่เป็นจิตของ “อาริยบุคคล” ที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีการดำเนินไปของ กาย วาจา ใจ ตามปกติคนเป็น ๆ ยังดำเนินบทบาทพฤติกรรมของ “ความเป็นกลาง” ซึ่งเรียกว่า ” มัชฌิมาปฏิปทา” ที่ดี สูงส่งถึงขั้นสมดุลสัมบูรณ์ตามสัจธรรมนั้นอย่างลงตัว ชนิดที่…. ตัวเองก็เป็นเช่นนั้นอยู่อย่างนั้นเอง (ตถตา) ด้วย
 
 
          “คนเป็นกลาง” ที่สัมบูรณ์ จึงเป็นอยู่หรือดำเนินไป (สุคต) แบบเดียวกันกับฝ่ายถูกฝ่ายดี แม้จะพูดเข้าข้างฝ่ายดี ก็ไม่ใช่ “ความลำเอียง” แต่เป็น “สัจจภาวะ” ที่ต้องมีในสังคม ซึ่งใคร ๆ ไม่ต้องกล่าวหาเสียให้ยาก เพราะคนผู้นี้ย่อมมีชีวิตเป็น ย่อมมีชีวิตอยู่แบบเดียวกับคนฝ่ายดี ชนิดมั่นคงเที่ยงแท้ แน่แน่ว พร้อมกับทำการเผยแพร่ “ความดี” ให้ขยายออกไปให้ยิ่ง ๆ ด้วยอุตสาหะ พยายาม แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ก็รู้ดีว่า ทำไมจึงต้องอุตสาหะพยายาม “คนเป็นกลาง” … เป็นอย่างนี้ ๆ เอง
 
 
          และ“คนไม่เป็นกลาง” หรือคนที่ยังไม่ดีไม่ถูก ก็มีชีวิตเป็นชีวิตอยู่โดยมีอะไร ๆ แบบเดียวกับคนฝ่ายไม่ดีไม่ถูกหรือผิดเช่นกัน ไม่มากก็น้อย ซึ่งแน่นอนว่า คนละอย่างกับ “คนเป็นกลาง” ลองพิจารณาดูดี ๆ สิ มันเป็น “อย่างนั้น” จริง ๆ 

 
 
 
 
          สรุป “คนเป็นกลาง” มี ๔ ประเภท ดังนี้
 
 
          ๑. คนที่ไม่รู้จริง แต่ห่าม ๆ ห้าว ๆ ชอบอวดแต่ดี ก็จะกล้าชี้ถูกชี้ผิดไปตามประสา เดาเอาบ้าง ได้ข้อมูลผิด ๆ หรือได้ไม่ครบก็โมเมเอาบ้าง แล้วก็ตัดสินประหนึ่งผู้รอบรู้
 
          ๒. คนไม่รู้จริงอีกแบบ ได้แก่ พวกไม่ห้าวไม่หาญ ค่อนจะขี้กลัวเอาด้วย ก็จะไม่ชี้ถูกชี้ผิด จะไม่กล้าตัดสินว่าใครดีใครชั่ว แล้วก็คุยว่า”ตนเป็นกลาง” ยืนยันว่า “คนเป็นกลาง” ต้องไม่ว่าข้างใดไม่เข้าข้างใด รักษาตัวรอด
 
          ๓. คนที่รู้จริง จะชี้ถูกชี้ผิด จะกล้าตัดสิน จะยกคนถูก ตำหนิคนผิด แล้วยืนยันว่า “ตนเป็นกลาง”
 
          ๔. คนรู้จริง แต่จะไม่ระบุว่าใครผิดใครถูก เมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอจนรู้ว่าใครถูกใครผิดอย่างแน่ใจนี้ ๑ และแม้รู้ชัดแจ้ง ก็ตาม ท่านอาจจะไม่ชี้ไม่ระบุ ในกรณีที่หากระบุแล้วจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายเสียหายตามมานี่อีก ๑ โดยจริงนั้นตามกาละ เทศะ ฐานะ ที่พอชี้แจงได้ ท่านก็จะกล่าวจะพูดอย่างพอเหมาะด้วยใจจริงไม่เก้อเขิน
 
 
จบสมบูรณ์ที่หน้า ๒๔./
 
 
 
 
  

 

(จาก ปกหลัง)
 
           “คนเป็นกลาง” ที่สัมบูรณ์ จึงเป็นอยู่หรือดำเนินไป (สุคต) แบบเดียวกันกับฝ่ายถูกฝ่ายดี แม้จะพูดเข้าข้างฝ่ายดี ก็ไม่ใช่ “ความลำเอียง” แต่เป็น “สัจจภาวะ” ที่ต้องมีในสังคม ซึ่งใคร ๆ ไม่ต้องกล่าวหาเสียให้ยาก เพราะคนผู้นี้ย่อมมีชีวิตเป็น ย่อมมีชีวิตอยู่แบบเดียวกับคนฝ่ายดี ชนิดมั่นคงเที่ยงแท้ แน่แน่ว พร้อมกับทำการเผยแพร่ “ความดี” ให้ขยายออกไปให้ยิ่ง ๆ ด้วยอุตสาหะ พยายาม แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ก็รู้ดีว่า ทำไมจึงต้องอุตสาหะพยายาม “คนเป็นกลาง” … เป็นอย่างนี้ ๆ เอง 
 
             
 

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่าน..
 
 
 
 
ภาพถ่ายทั้งหมดโดย ชบาแดงสีเหลือง..+*/ 
คลิ๊กที่ภาพชมอัลบั้มทั้งหมดได้ค่ะ.. 
 

เชิญรับชมรายการ “สงคราม สังคม ธรรมะ การเมือง”(คลิ๊กที่โลโก้ FMTV)

โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์

ทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 13.00-15.00 น.โดยประมาณ ทาง FMTV

เทปรายการรีรันอีกครั้งเวลาประมาณ ตี 4 – 6 โมงเช้าวันถัดไป

สามารถส่งคำถาม ติชมรายการได้ทุกวันค่ะ..

 

No responses yet




Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.