Feb 19 2010


♠ มัจจุราชสามขา ♠

Filed under Uncategorized

.

.

 


ในย่านคลองเดโช ถ้าเอ่ยถึงทิดเชียร เป็นต้องรู้จักกันทุกคน เพราะฝีมือในการจับปลา

โดยใช้ “ฉมวก” ซึ่งเป็นเครื่องมือด้ามยาว ๆ ตรงปลายมีเหล็กแหลมคมสามแฉก

อาวุธจับปลาชนิดนี้เป็นของเก่าแก่ สมัยพ่อของเขายังมีชีวิตอยู่เคยใช้มาก่อน

มันได้สังหารชีวิตสัตว์น้อยใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน ทิดเขียรช่ำชองในการใช้ฉมวก

มาตั้งแต่เด็ก ๆ ชาวบ้านต่างชื่นชมและเชิดชูให้ฉายาว่า “เชียรมือฉมวก”

เพราะทุกคราวที่ฉมวกแล่นออกจากมือมักจะไม่เคยพลาดเป้าเลย

 

.




.

.

.

คราวใดที่ประตูน้ำระบายน้ำเสียทิ้ง สัตว์น้ำประเภทกุ้งปลาจะลอยหัวเพราะเมาน้ำ ชาวบ้านจะ
เฮละโลบอกข่าวป่าวร้องต่อกัน บ้างก็เตรียมสวิงบ้างก็เตรียมแห มุ่งสู่คลองชลประทานเพื่อ
จับปลา บ้างก็เอาไปขาย เชียรใช้ฉมวกสามขาคู่ชีพเป็นอุปกรณ์ที่ถนัด เขาไม่ต้องลงไปในน้ำ
เช่นคนอื่น ๆ เพียงยืนอยู่บนฝั่งเลือกพุ่งใส่แต่ตัวโต ๆ ทุกครั้งที่ฉมวกแล่นออกจากมือ
นั่นหมายถึงมีชีวิตของสัตว์สังเวยคมฉมวกอันแม่นยำ





ปลาตัวเขื่อง ๆ ดิ้นเร่า ๆ ด้วยความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาณแสนสาหัส แต่ผู้ล่ากลับสะใจ
พึงพอใจ ทั้งลูกเมียก็พลอยยินดีปรีดากับฝีมือของเขา ช่วยปลดปลาใส่ปี๊บ ใจก็คิดไปว่า
ตัวนี้ต้องเอาไปห่อหมก ตั้วนั้นท้องไข่เอาไว้ทำต้มยำ ที่เหลือชำแหละใส่เกลือทำเค็ม
ไว้กินบ้างขายบ้าง
 


 




ชีวิตครอบครัวนี้อาศัยอาชีพประมงเลี้ยงตัวมาช้านาน เพราะบ้านอยู่ริมน้ำ เหตุการณ์ก็ดำเนินไป
วัน ๆ คืน ๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงกระทั่งหลายเดือนต่อมา ชวนชม ภรรยาของเชียรตั้งครรภ์
ลูกคนที่สองใกล้คลอด เชียรต้องเตรียมหาเงินด้วยการล่าปลามาขายเพื่อจุนเจือครอบครัว
และสมาชิกใหม่ ที่จะเกิดมาร่วมกินร่วมใช้





ปลายเมษายน ลูกสาวคนที่สองของเชียรและชวนชมก็คลอดมาดูโลก ทั้งสองดีใจมาก
เพราะอยากได้ลูกสาว  เชียรให้ชวนชมทำหมันเพื่อจะไม่ต้องมีลูกอีก เขาพอใจแล้ว
ที่ได้ลูกชาย ๑ ลูกสาว ๑ เพราะเขาก็เข้าใจถึงเศรษฐกิจในยุคนี้ ใครมีลูกมากจะยากจน
มีลูกถี่จะหนี้หลาย ตอนนี้ชวนชมต้องพักผ่อนมาก ๆ ยังทำงานหนักไม่ได้

 
 






 

 

 

เชียรทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว ทุกวันเขาจะออกหาปลาตามคลองตั้งแต่เช้าจนเย็น
ได้มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่โอกาส เจ้าแดงลูกชายวัย ๖ ขวบ คอยติดสอยห้อยตาม
ช่วยพ่อหิ้วปี๊บใส่ปลาแทบทุกวันได้เห็นพ่อใช้ฉมวกพุ่งใส่ปลาอย่างแม่นยำ เจ้าแดงลิงโลด
ใจคิดว่าโตขึ้นจะต้องเก่งอย่างพ่อให้ได้





ที่นอกชานบ้านของเขาได้กลายเป็นลานตากปลาแห้งส่งกลิ่นกลิ่นคาวคลุ้ง ใครไปใครมา
จะเห็นแต่ปลาเค็มเต็มหน้าบ้านไม่เคยขาด





ชีวิตของครอบครัวนี้ ยังคงอาศัยการขายปลาสดบ้างปลาแห้งบ้างแลกเงินมาจุนเจือฐานะ
พอเป็นไป ลูกสาวของเขาเริ่มเติบโตเดินเตาะแตะกำลังฉอเลาะน่ารัก





วันนั้นประตูระบายน้ำระบายอีกครั้ง ชาวบ้านบอกข่าวกัน ต่างเตรียมเครื่องมือไปจับปลากัน
เชียรก็เตรียมฉมวกคู่ชีพ ผูกเชือกที่ปลายด้ามเรียบร้อย ชวนชมหิ้วปี๊บ ๒ มือ พร้อมสวิง
ครอบไว้บนหัว ทุกคนรีบเร่งสู่คลองชลประทาน มิลืมที่จะหันมาสั่งเจ้าแดงให้ดูน้องอยู่กับบ้าน
เจ้าแดงอ้อนพ่อแม่อยากไปด้วย แต่ถูกบังคับให้ดูน้อง เจ้าแดงเองก็มีอาการไข้อยู่ด้วย
เมื่อพ่อแม่ไปกันแล้ว แดงก็อุ้มน้องใส่เปลเห่ไกว ใจนั้นอยากไปดูพ่อใช้ฉมวกพุ่งใส่ปลา
แต่ก็ไม่กล้ากลัวถูกตี ถ้าพ่อแม่รู้ว่าทิ้งน้องให้อยูลำพัง แดงลงนอนข้างเปลน้อง
ใช้มือดึงเชือกให้เปลแกว่งไปมา จนหลับไปด้วยกันทั้งสองคน

 
 
 
 
 
 
 




สองชั่วโมงผ่านไป ประตูระบายน้ำก็ปิด ชาวบ้านต่างกลับบ้านสู่ที่พัก ด้วยหน้าตา

ยิ้มแย้มเบิกบาน เพราะต่างคนต่างจับได้จนล้นข้องล้นถัง เชียรกับชวนชมก็ได้ปลา

จนล้นปี๊บ ต้องใส่สวิงหิ้วบ้าง หาบบ้างเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางพวกเขา

ก็คุยกันว่า “ถ้าประตูน้ำเิปิดทุกวันก็ดีนะ พวกเราจะได้รวยเร็ว ๆ ” แต่ความจริงแล้ว

นาน ๆ จึงจะระบายที น้ำไม่เสียประตูน้ำก็ไม่เปิด ใจเขาอยากให้น้ำเสียบ่อย ๆ

ซึ่งเป็นความคิดเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ที่พวกตนจะได้จากการที่ประตูน้ำระบาย

ด้วยการจับกุ้งปลาเท่านั้น มิได้นึกถึงผู้ที่อาศัยอยู่ด้านในของคลองชลประทาน
ที่ต้องทนใช้น้ำเสียเกือบทั้งปี
 

เมื่อถึงบ้านวางปี๊บใส่ปลาลง ด้วยความเมื่อยล้าชวนชมมุ่งหน้าสู่บันไดท่าน้ำ

หมายชำระเมือกโคลนและคาวปลา ที่คละคลุ้งทั่วร่าง ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็น

สิ่งหนึ่งลักษณะคล้ายปลาใหญ่ดิ้นอยู่ใต้น้ำข้างบันได พรายน้ำและฟองอากาศผุดขึ้น

พรั่ง ๆ นางตื่นเต้น ดีใจเรียกให้เชียรเอาฉมวกมาเร็ว ๆ เชียรยังไม่ทันเก็บฉมวก

รีบวิ่งมาดูตามเสียงร้องของภรรยา พลันสายตาของพรานล่าปลาเช่นเขา ก็ได้พบกับ

สิ่งที่ทำให้กระหยิ่มใจ ลักษณะของพรายน้ำเช่นนี้ ต้องเป็นปลาใหญ่แน่ ตาจ้องเขม็ง

มือเกร็งฉมวกยกขึ้นสุดแขน ครั้งนี้จะพลาดไม่ได้ ถ้าพลาดเสียดายแย่

ฉึก…! เพชรฆาตสามขาแหวกน้ำกระจายพุ่งเข้าเป้า คมฉมวกของเขาจะต้องได้เลือด

อีกครั้งอย่างแน่นอน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาอาการดิ้นอย่างนี้ เหยื่อจะต้องถูก

คมอาวุธของเขาเข้าแล้ว สัญชาตญาณของพรานฉมวกอย่างเชียรรู้ดีว่า

ถ้ารีบชักฉมวกขึ้นเหยื่ออาจดิ้นหลุดได้ ยิ่งดิ้นเขายิ่งกดด้ามฉมวกให้เหยื่อจมดินเข้าไว้

นั่นเป็นวิธีที่พรานฉมวกรู้ดี

ชั่วอึดใจต่อมาเหยื่อก็ค่อยอ่อนแรงลง เขียรและชวนชมจิตใจจดจ่อรอดู

ด้วยความตื่นเต้น ว่าเหยื่อของเจ้าสามง่ามรายนี้ จะเป็นปลาอะไรกันแน่  
ทันทีที่ฉมวกถูกดึงขึ้นพ้นน้ำ สิ่งที่สองผัวเมียเห็น
ก็ทำให้ทั้งสองแทบช็อคคาบันได เพราะฉมวกของเขา
ปักลงเสียบทะลุร่างของเด็กหญิงตัวน้อย ๆ 
ซึ่งเป็นลูกสาวของเขานั่นเอง ชวนชมร้องกรี๊ด ! ตะโกนลั่น

อย่างตื่นตระหนกสุดขีด  “ลูก !!” เท่านั้นเองร่างของเธอก็ทรุดฮวบหมดสติ

คาบันไดท่าน้ำนั่นเอง

เลือดสด ๆ สีแดงฉานไหลทะลักจากคมฉมวกทำให้น้ำในคลองนั้นเป็นสีแดงขึ้นเรื่อย ๆ

เชียรหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดโป้ง ๆ ผุดเต็มใบหน้ามือไม้สั่นเทา ทำอะไรไม่ถูก

เมียก็ช็อคหมดสติไปแล้ว เขาจะทำอย่างไรดี เมื่อเรียกสติคืนมา ก่อนอื่น

เขารีบลงไปประคองอุ้มลูกสาวขึ้นมาวางไว้บนท่าน้ำ มัจจุราชสามขายังคงปักคา

ร่างเด็กน้อย จากด้านหลังทะลุหน้าท้อง จะถอนก็ถอนไม่ออก ร่างนั้นไม่ไหวติง

สิ้นชีวิตแน่นิ่งไปแล้ว เชียรน้ำตาไหลพราก หันไปบีบนวดพรรยาซึ่งหมดสติฟุบอยู่

พักใหญ่ ชวนชมก็ได้สติลืมตาเอ่ยปากถามสามีว่า “พี่…ลูกอยู่ไหน ลูกเป็นยังไงบ้าง”

น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากเหมือนเขื่อนที่ไม่มีทำนบกั้น เขาประคองร่างภรรยา

ชวนชมโผเข้าหาลูกน้อยนอนนิ่งคาง่ามฉมวก ปากพร่ำร้อง

“ทำไม่ไม่เอาฉมวกออก”



นางฟูมฟายเหมือนคนบ้า พยายามดึงฉมวกออก แต่ไม่สามารถทำได้ เชียรต้องเข้ามา

ยุดฉุดนางไว้ เพราะถ้าพลังไปนางอาจจะถูกคมของมัจจุราชสามขา

ทำให้ต้องได้รับบาดเจ็บอีกคน

ลูกได้จากนางไปแล้ว ความเศร้าโศกเสียใจ อาลัยอาวรณ์ต่อลูกน้อยสุดจะระงับได้

สองสามีภรรยา ต่างเศร้าสร้อยต่อโศกนาฏกรรม ที่เขาร่วมกันก่อขึ้นครั้งนี้อย่างที่สุด

และในช่วงที่คนทั้งสองกำลังคิดไม่ตกว่าจะจัดการอย่างไรดีกับศพลูกสาว

ชวนชมนึกถึงลูกชายแวบขึ้นมา เจ้าแดง เจ้าแดงไปไหน ? คำถามนั้น ทำให้เชียรเอะใจ

ขึ้นมาทันที เขาได้ตกใจกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า จนลืมเจ้าแดงเสียสนิท จริงสิ เจ้าแดงมันไปไหน ทำไมไม่ดูน้อง ปล่อยให้น้องตกน้ำ เจ้านี่ไว้ใจไม่ได้เลย ให้ดูน้องไม่รู้

หายหัวไปไหน สองผัวเมียผลุนผลันจากบันไดท่าน้ำ ออกตามหาลูกชาย ใจก็คิดว่า

ถ้าพบจะต้องเฆี่ยนให้หลังลาย ทั้งสองมาถึงเปลที่เคยให้ลูกสาวนอน ก็เห็นเจ้าแดง

นอนหลับอยู่ข้าง ๆ ในมือยังถือสายเปลซึ่งพาดอยู่บนหน้าอก ชวนชมรีบเข้าไปปลุก

ทันที่ที่มือสัมผัสตัวลูกชาย นางอุทานอย่างตกใจ “โอ๊ะ ! ตัวร้อนเป็นไฟเลย”
นางหันมาบอกสามี ความคิดที่จะลงโทษลูกชายแต่แรกนั้นอันตรธานหายไปสิ้น

มีแต่ความห่วงใยเข้ามาแทนที่ เขาสูญเสียลูกสาวดังแก้วตาไปหยก ๆ ไหนเลยจ

ะทำร้ายดวงใจซึ่งเหลือเพียงหนึ่งเดียวของเขาได้ ชวนชมอุ้มลูกชายขึ้นมากอด

ซบหน้าร้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง เชียรเองก็สุดจะกลั้นน้ำตาไว้ได้ คงปล่อยให้มัน

ล้นเอ่อเบ้าตาทั้งสองข้างออกมาเช่นกัน

บาปกรรมอะไรของพวกเขาหนอ ถึงต้องมาเป็นเช่นนี้

สองสามีภรรยาก็จัดการกับศพลูกสาว โดยหักด้ามฉมวกออกพาร่างไร้วิญญาณ

ซึ่งมีมัจจุราชสามขาปักคานั้น ไปโรงพยาบาล ให้หมอผ่าเอาฉมวกออก แล้วนำศพ

กลับมาทำพิธีตามจารีตประเพณีต่อไป ส่วนมัจจุราชสามขา ฉมวกเพชฌฆาตที่เขา

สังหารลูกสาวนั้น เขานำมาเผาพร้อมกับศพลูกสาว พร้อมกับปฏิญาณตนว่า




จะเลิกฆ่าสัตว์ตลอดไป…

 

 



คัดลอกมาจาก หน้า ๘ – ๑๒  หนังสือ โทษทันตา

เรื่อง มัจจุราชสามขา.. / โดย.. คนกล้า

สำนักพิมพ์ กลั่นแก่น โทร.. 0-2733-6254

..

ขอบคุณภาพประกอบโดย คุณลมหลวง, ปู่ลิง และบ่าวใหม่ ณโตเกียว..

http://www.212cafe.com/boardvip/list2.php?user=cm99
และภาพจากอินเตอร์เนต..




คำนำ

ศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม ไม่ต้องจุดธูปเทียนบูชาอ้อนวอนขอสิ่งไร ๆ จากเทวดา นางฟ้า

 ต้นไม้ หรือสัตว์รูปร่างประหลาดใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเชื่อ “กรรม” (การกระทำ) เชื่อ “วิบาก”

(ผลของกรรม) อย่างชัดเจนลึกซึ้ง ทุกคนจะได้รับวิบากดีหรือชั่วตามการกระทำของตนจริง ๆ

หลายคนมีคำถามในใจว่า ชาตินี้ตนไม่ได้ไปทำชั่วอะไร เหตุใดจึงประสบพบพานแต่เรื่อง

เดือดร้อนทุกข์แสนสาหัส หรือกลับกันบางคนชาตินี้ก็ไม่ได้ทำดีอะไรนักหนาทำชั่วมากมาย

หลายเรื่องด้วยซ้ำ ทำไมชีวิตเจอแต่เรื่องงดงามเป็นสุข (โลกียสุข) เหลือเกิน

โดยสัจจะแห่งกรรม จะไม่มีใครได้รับผลในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ เพราะกรรมเป็นทรัพย์แท้

ตนเป็นเจ้าของกรรม เพียงแต่ในบางครั้งไม่สามารถสาวหาต้นเหตุพบเนื่องจากการหมุนวน

เกิดแล้วเกิดเล่าในวัฏสงสารอันยาวไกล จึงยากที่จะระบุได้ว่า ไปก่อกรรมทำเข็ญหรือทำบุญ

อย่างไร
กับใครไว้ในอดีตสมัยใด เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า กรรมส่งผลได้ในชาติปัจจุบัน

หรือชาติถัดไป หรือชาติถัด ๆ ไปอีก

ดังนั้นการที่เสวยผลบาปหรือผลบุญในชาตินี้ อาจเป็นเพราะในชาติก่อนโน้นที่ทำบาปหรือ

ทำบุญไว้ยังไม่ส่งผลในชาตินั้น หากแต่ส่งผลในชาติถัด ๆ ไป อันคือชาติปัจจุบันนี้ของตนนั่นเอง

ไม่มีใครอยากเสวยผลบาป แต่อวิชชาเป็นเหตุให้ไปก่อบาปอกุศลนานาประการ ประสบการณ์

จริงของแต่ละท่านใน “โทษทันตา” ซึ่งรวบรวมจากหนังสือ “สารอโศก” ของ

“มูลนิธิธรรมสันติ”
คงจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกท่านได้ตระหนักในกฏแห่งกรรม

และสะดุ้งกลัวต่อผลของบาปยิ่ง ๆ ขึ้น

น้อมมอบเป็นบรรณาการแด่ผู้มีอุปการคุณต่อ หนังสือพิมพ์“เราคิดอะไร” ให้มีโอกาสเผยแพร่

สารสัจจะครบรอบ ๘ ปี และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความยินดีเกื้อหนุนช่วยให้

“โทษทันตา”
สำเร็จลงด้วยดี

ด้วยความปรารถนาดี

 

กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ “เราคิดอะไร”
สำนักพิมพ์กลั่นแก่น





No responses yet




Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.