Mar 13 2010


♠ มรดกของสำลี ♠

Filed under Uncategorized

.

.

.

ท่านสามารถอ่านเรื่องราว กฏแห่งกรรม เหล่านี้ ได้จาก



รวมบทความในหมวด
“.. หนังสือ โทษทันตา”

.จากหนังสือ “โทษทันตา” หน้า 13 – 16



เล่าเรื่องโดย ทัดดาว เงาศรี





——————————————————-*



กรรมที่ตนได้กระทำแล้วนั้น เมื่อมันยังไม่ให้ผล ก็อย่าเพิ่งคิดว่า ผลกรรมนี้ไม่มี


มันอาจจะส่งผลให้ตัวเราทุกข์อย่างชนิดที่นึกไม่ถึงก็ได้


ดังเรื่องที่ฉันจะเล่าให้ท่านทั้งหลายได้ฟังต่อไปนี้

..


 

สำลี เป็นลูกสาวคนเดียวของแม่สุ เธอพิการมาแต่กำเนิด แขนซ้ายลีบใช้การอะไรไม่ได้


ขาข้างซ้ายก็เดินไม่ปกติเท่าไร แถมยังเป็นลมบ้าหมูอยู่บ่อย ๆ

 

 

พออายุได้ ๒ ขวบกว่า ๆ พ่อของเธอก็หนีออกจากบ้าน โดยไม่บอกให้ใครทราบเลยว่าจะไปไหน และก็ไม่เคยกลับมาเยี่ยมลูกเมียเลย สำลียังมีพี่ ๆ ซึ่งเป็นลูกลุงของเธออีก ๔ คน เป็นชายหมด น่าแปลกที่สุดคือ พี่ ๆ ต่างก็ปัญญาอ่อนกันทุกคน ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ของเขา คือ ลุงกับป้าของสำลี ต่างก็สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ที่น่าแปลกอีกอย่างคือ สำลีเธอขาดพ่อ พี่ ๆ ของเธอขาดแม่ ชาวบ้านส่วนใหญ่มักเจะเรียกครอบครัวนี้ว่า “ตระกูลคนบาป หรือตระกูลคนบ้า”

 

 

พี่ ๆ เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ทางโรงเรียนไม่รับ ส่วนตัวเธอก็พอเรียนรู้ได้นิดหน่อย เช่น ก-ฮ แต่พอขึ้นชั้นประถมปีที่ ๓ เธอก็เป็นลมบ้าหมูบ่อยมาก จนครูไม่สามารถรับไว้เรียนได้ จึงให้ออกจากโรงเรียน

ตอนที่เรียนอยู่ชั้น ป.๑-๒ ฉันสงสารเธอมาก เราเรียนอยู่ชั้นเดียวกัน เธอมักจะโดนเพื่อนแกล้งอยู่บ่อย ๆ บางทีถึงกับลงไม้ลงมือโดยเธอไม่มีทางสู้ ทุกครั้งที่เห็น ฉันจะต้องเข้าช่วยเหลือเธอเสมอ จนเพื่อน ๆ รู้สึกหมั่นไส้ฉัน หาว่ามีเพื่อนเป็นคนบ้า ฉันเองไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรหรอก ดีเสียอีกที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคนที่เขาอ่อนแอกว่า ฉันรู้สึกรักและสงสารเธอมาก เราสองคนมักจะมาเล่นด้วยกันเสมอ ๆ วันไหนที่ฉันไม่ได้ไปหาเธอ เธอก็จะเป็นฝ่ายมาหาฉันถึงบ้าน รู้สึกว่าเธอรักฉันมากเหมือนกัน เพราะเธอมีเพื่อนคนเดียว คือ ฉัน

ฉันเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ ของโรงเรียนประจำหมู่บ้านในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ อายุได้ ๑๑ ปี คุณแม่ให้ฉันไปเรียนต่อ โดยให้ไปอยู่กับคุณลุงที่ต่างจังหวัด มีโอกาสได้กลับบ้านเดือนละครั้ง เมื่อกลับมาบ้านฉันต้องไปหาเธอทุกครั้ง พร้อมเอาของอร่อย ๆ ที่เธอชอบไปใ้ห้กินด้วย เราสองคนต่างก็ดีใจมากที่ได้มีโอกาสพบและได้พูดคุยกัน แม่เล่าให้ฟังเสมอ ๆ ว่าเวลาที่ฉันไม่อยู่ เธอจะมาถามหาฉันทุกวันเลย

เมื่อไม่พบ เธอก็จะนั่งรอตรงที่เราเคยนั่งคุยกันประจำ จนค่ำแล้วเธอก็จะเดินกลับบ้าน ซึ่งบ้านเราอยู่ห่างกันพอสมควร บางทีแม่เธอก็จะมารับด้วยความเป็นห่วง เพราะกลัวพวกเด็ก ๆ จะทำร้ายระหว่างทาง

ฉันเองก็มีความสงสัยอยู่บ้างเหมือนกันว่า ทำไมครอบครัวของเธอจึงดูไม่มีความสุขเลย แต่ก็ไม่กล้าถาม และความอยากรู้ของฉันก็ทำให้ทนไม่ได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจถามเรื่องราวต่าง ๆ ในครอบครัวของเธอจากคุณยายของฉันเอง  คุณยายเป็นคนหมู่บ้านนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษฉะนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน คุณยายจึงได้รู้ได้เห็น พร้อมทั้งเก็บเอาเรื่องต่าง ๆ ที่มีประโยชน์มาเล่าให้หลาน ๆ ฟังอยู่เสมอ ๆ ตอนนั้นคุณยายอายุ ๖๐ กว่า ๆ ตอนนี้คุณยายอายุ ๘๙ ปี แต่ความจำยังดีมาก

คุณยายเล่าเรื่องอดีตของคุณตาของสำลีให้ฟังว่า คุณตาของสำลีอายุมากกว่าคุณยาย ๕ ปี   ชื่อ พ่อใหญ่บุญมี  เหตุที่ชื่อบุญมีนั้นเพราะเกิดมาบนกองเงินกองทอง เป็นตระกูลที่มั่งคั่งแถมยังเป็นลูกชายคนเดียวอีกด้วย พ่อแม่รักและตามใจทุกอย่าง พ่อแม่ของพ่อใหญ่บุญมีเป็นคนมีฐานะร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน มีที่ดินกว่า ๒๐๐ ไร่

อยู่มาวันหนึ่ง พระธุดงค์รูปหนึ่งมาปักกลดอยู่ในไร่ของเขา พ่อของพ่อใหญ่บุญมีเกิดความศรัทธา จึงนิมนต์พระท่านให้อยู่เสียที่นี้จะถวายที่ดิน ๒๐ ไร่ และจะสร้างวัดให้จำพรรษา ซึ่งพระท่านก็ไม่ขัดศรัทธา เป็นอัว่าตกลงตามความต้องการของเจ้าของที่ดิน

ดังนั้นพ่อของพ่อใหญ่บุญมีจึงชวนชาวบ้านให้มาช่วยกันสร้างวัดป่าขึ้นเป็นสำนักปฏิบัติธรม มีศาลา กุฏิ ๓-๔ หลัง ต่อมาพ่อใหญ่บุญมีก็แต่งงาน มีลูกด้วยกัน ๓ คน ชายสองหญิงหนึ่ง ลูกหญิงของพ่อใหญ่บุญมีก็คือแม่ของสำลีนั่นเอง

หลายปีที่ผ่านไป วัดป่าแห่งนี้ก็เริ่มมีคนสนใจมากขึ้นตามลำดับ มีคนไปทำบุญฟังธรรมกันมากมาย ต่อมาพ่อของพ่อใหญ่บุญมีก็เสียชีวิตด้วยโรคชรา  และอีกไม่กี่ปีแม่ของพ่อใหญ่บุญมีก็มาเสียชีวิตไปอีกคน ลูก ๆ ทั้งสามของพ่อใหญ่บุญมีก็แต่งงานมีครอบครัวกันไปตามลำดับ  มาตอนนี้เอง พ่อใหญ่บุญมี ก็คิดอยากได้ที่ดินของวัดคืนมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง จึงได้ไปบอกเจ้าอาวาสว่า จะเอาที่ดินแปลงนี้คืนมาทำประโยชน์อย่างอื่น ขอให้ท่านพาลูกวัดไปจำพรรษาที่อื่น  เพราะรำคาญผู้มาทำบุญที่มักเหยียบย่ำพืชไร่เสียหาย

พระท่านก็ให้ก็ให้คำแนะนำสั่งสอนหลายอย่างเช่นว่า มันไม่ดีนะ เพราะที่ดินแปลงนี้พ่อโยมได้ถวายให้เป็นของสงฆ์แล้ว เอาที่ของสงฆ์นั้นมันเป็นบาปนะโยม อีกอย่างชาวบ้านแถวนี้ก็ให้ความสนใจธรรมะกันพอสมควร

พระท่านพูดอย่างไร  พ่อใหญ่บุญมีก็จะเอาคืนให้ได้ จนพระท่านต้องถามว่าที่ดินแปลงนี้โยมจะขายเท่าไหร่ อาตมาจะบอกชาวบ้านให้เขาช่วยกันออกเงินซื้อเอาไว้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ลูกหลานในวันข้างหน้า จะได้มีพระสงฆ์คอยอบรมสั่งสอนต่อไป แต่พ่อใหญ่บุญมีก็ยืนกรานว่า ให้พระท่านออกไปเสียจากที่นี่  มิเช่นนั้นจะให้คนมาทำลายของสงฆ์เมื่อเห็นว่าพระยังไม่ยอมออกไป  วันต่อมาแกก็พาลูกชาย ๒ คนพร้อมเพื่อนบ้าน ๕-๖ คนไปรื้อศาลาทิ้ง เพื่อไม่ให้คนมาทำบุญอีกต่อไป ผลสุดท้ายพระท่านก็ต้องจากไป

วันคืนล่วงเลยไป ๒ ปีกว่า ยายเล่าว่าวันนั้นเป็นวันพระ ฝนตกหนัก ฟ้าร้องเปรี้ยง ๆ จนน่ากลัวตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าก็มีคนไปพบศพของพ่อใหญ่บุญมีถูกฟ้าผ่าตาย อยู่ตรงที่ที่สร้างวัดกลางไร่ของแกนั่นเอง ศพดำเป็นตอตะโก ชาวบ้านต่างก็พากันพูดว่า กรรมของพ่อใหญ่บุญมีที่โกงเอาที่ดินของสงฆ์

หลังจากที่พ่อใหญ่บุญมีตายไปไม่นาน ลูก ๆ ซึ่งตอนนี้ต่างก็มีลูก ๆ กันหมดแล้ว ได้เกิดการแก่งแย่งมรดกกันขึ้น ในที่สุดก็ตกลงขายที่ดินทั้งหมดเอาเงินมาแบ่งกัน อยู่มาไม่นานเงินก็หมด พี่ชายคนโตมีลูกชาย ๒ คน ปัญญาอ่อนทั้งคู่ เมียก็หนีไป ต่อมาไม่นานเมียพี่คนรองซึ่งก็มีลูกชายปัญญาอ่อนทั้งคู่เหมือนกันก็มาหนีไปอีกคน แล้วปีต่อมาสามีน้องคนที่สาม ซึ่งเป็นพ่อของสำลีก็ต้องมาหนีไปอีก คุณยายบอกว่าอาจจะเป็นเวรกรรมเป็นบาปที่พ่อใหญ่บุญมีและลูก ๆ ทั้ง ๓ คนของแกไปแย่งที่วัดนั้นก็ได้ ลูกหลานของเขาจึงต้องเป็นเช่นนี้

ทุกวันนี้ครอบครัวของสำลีไม่มีแม้แต่ที่ดินจะทำนากิน ต้องไปรับจ้างคนอื่นเขาทำนากินไปวัน ๆ และทุก ๆ เช้าก็จะเห็นลุงของสำลีทั้ง ๒ คน มานั่งคอยเอาข้าวที่เหลือจากพระที่วัด เพื่อไปเลี้ยงลูกชายทั้ง ๔ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ส่วนแม่ของสำลีนั้นก็จะออกไปหารับจ้างทำงานทุกวัน เพื่อจะได้เงินมาใช้จ่ายภายในครอบครัวไปวัน ๆ

ตัวของสำลีนั้น เธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๗


เรื่องนี้ ดิฉันไ้ด้ขออนุญาตแม่ของสำลีแล้ว เขาดีใจมากที่เรื่องราวของเขาจะได้ทำให้คนอื่นได้รู้ อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะทำเช่นพ่อของเขา ได้คิดเห็นบาปบุญคุณโทษที่จะตามมาภายหลังบ้าง 


ขอบคุณภาพประกอบจาก บ่าวใหม่ ณ โตเกียว

No responses yet




Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.