Sep 05 2010


♠ เหินฟ้าไปคว้าบาป ♠

Filed under Uncategorized

.

.

.

ท่านสามารถอ่านเรื่องราว กฏแห่งกรรม เหล่านี้ ได้จาก



รวมบทความในหมวด
“.. หนังสือ โทษทันตา”

จากหนังสือ “โทษทันตา” หน้า 139 – 144



เล่าเรื่องโดย นายสม





——————————————————-*



 เพราะความโลภ อวิชชาครอบงำชั่วขณะ ทำให้ผมซึ่งเคยบวชเรียน เทศน์ธรรมะสั่งสอนญาติโยม กลายมาเป็นคนที่ใช้ผ้าเหลืองบังหน้าใช้ศาสนาหากิน  และผลที่ได้รับก็คือความทุกข์อย่างสาหัสสากรรจ์ จนแทบจะตั้งตัวไม่ได้ ผมจึงอยากจะถ่ายทอดเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แก่ทุกคน  กรรมที่ผมทำ ได้รับผลในชาตินี้ทันที
.
.
.
 

..
 
ขอบคุณภาพประกอบจากปู่ลิง .. สุนทรีย์วจีทิพย์เวปบอร์ด
 
http://www.212cafe.com/boardvip/list2.php?user=cm99
.
และอีกหลายภาพจากอินเตอร์เนต
.

.

.

ผมทำงานที่สนามบินดอนเมือง เป็นพนักงานรับส่งคนโดยสารขึ้นเครื่องบิน  รายได้เดือนละหมื่นกว่าบาท มีภรรยาและลูกสาว ๑ คน ชีวิตก็ไม่เดือดร้อนอะไร ต่อมาได้รู้จักกับลุงคนหนึ่ง สมมุติชื่อ ลุงคง อายุประมาณ ๖๐ ปี  ลุงคงจะเดินทางประจำโดยสารการบินสวิสแอร์ ผมก็ได้ไถ่ถามว่าลุงไปไหนบ่อย ๆ ลุงก็เขียนสถานที่ให้ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งในสิงคโปร์
.
.
..
ต่อมาผมได้ไปทำงานที่สิงคโปร์ช่วงปี ๒๕๓๗-๒๕๓๘ ไปเป็นคนงาน วันหนึ่งได้ไปทาสีในโรงแรมที่ลุงคงพักอยู่ ก็แปลกใจเพราะเห็นลุงคงกลายเป็นพระห่มผ้าเหลืองไปแล้ว ผมก็เอ๊ะ… อยู่เมืองไทยแกไม่ได้เป็นพระนะ เจอที่ดอนเมืองแต่งตัวเป้นฆราวาสธรรมดา เมื่อซักถามจึงทราบว่า ลุงคงมานุ่งห่มครองผ้าเป็นพระปลอม เพราะรายได้ดีทำอย่างนี้มาหลายปีแล้ว เนื่องจากชาวสิงคโปร์ไม่ได้ใสบาตรเป็นอาหารแต่ใส่เป็นเงิน  แต่ละเดือนลุงคงมีรายได้ไม่ต่ำกว่า ๒ แสนบาท
..
นึกถึงรายได้ของผม วันละประมาณ ๒๐ เหรียณ ราว ๕๐๐-๖๐๐ บาท แต่ลุงคงไปยืนเฉย ๆ ได้วันละ ๓๐๐-๔๐๐ เหรียญ ถ้าเป็นวันพิเศษ เช่น วันเกิดเจ้าแม่กวนอิม วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา จะมีรายได้วันละ ๗๐๐-๘๐๐ เหรียญ หรือถึง ๑,๐๐๐ เหรียญ ทีเดียว  เพราะชาวสิงคโปร์ศรัทธาศาสนาพุทธ ๗๐% เป็นพุทธ แต่เป็นพุทธคนละนิกายกับเมืองไทย  ที่สิงคโปร์มีวัดไทยเกือบ ๒๐ วัด ลักษณะวัดเป็นอพาร์ตเม้นท์เล็ก ๆ หรือเช่าห้องอยู่ไม่ได้มีบริเวณกว้างขวาง แต่ก็มีวัดไทยที่มีบริเวณกว้างอยู่จำนวนไม่น้อยเหมือนกัน
.
.
.
..
เมื่อเปรียบเทียบรายได้ต่อวันของผมกับลุงคงมันห่างไกลกันเหลือเกิน ความโลภกระโดดเข้าสู่หัวใจผมทันที  ผมถามว่า ผมเคยบวชมาผมทำอย่างนี้ได้ไหม  ลุงคงตอบว่า ยิ่งง่ายเลย เพราะแกไม่เคบบวชยังทำได้ ผมถามว่าตำรวจไม่จับหรือ ลุงคงบอกว่าจับได้ก็ส่งกลับ ไม่มีอะไร แต่ผม ไม่อยากถูกตำรวจจับ จึงถามว่าจะทำอย่างอื่นได้ไหม  ลุงคงจึงให้มาทำหน้าที่เป็นนการ์ด คือ ดูต้นทางให้ว่าตำรวจมาเมื่อไหร่ จะได้หลบทัน โดยเข้าห้องน้ำบ้าง ขึ้นไปอยู่บนตึกบ้าง ตำรวจมาแป๊บเดียวก็กลับแล้ว
..
ผมกลับไปหาเถ้าแก่ โกหกว่าพ่อแม่ไม่สบายให้กลับบ้าน เถ้าแก่ให้พาสปอร์ตคืน ผมบินกลับเมืองไทย เปลี่ยนพาสปอร์ตเป็นพวกนักท่องเที่ยวแล้วไปทำงานที่สิงคโปร์ เป็นการ์ดให้ลุงคง หรือ พระ(ปลอม)คง แกให้วันละ ๑๐๐ เหรียญ คิดเป็นเงินไทยราว ๆ ๒,๔๐๐-๒,๕๐๐ บาท ผมเป็นการ์ดนาน ๓-๔ ปี เก็บเงินได้ ๓-๔ ล้านบาท ก็เลิกแต่ยังไม่เลิกสนิทเด็ดขาดเสียทีเดียว เพียงแต่เพลา ๆ การเป็นการ์ดลง เพราะมีเหตุการณ์ทำให้ผมสะเทือนใจทำให้ไม่อยากเป็นการ์ด
..
วันหนึ่งผมไปยืนเป็นการ์ด เห็นคนแก่คนหนึ่งเป็นคนพม่าหรือคนมอญไม่แน่ใจ เขามากราบพระ (ปลอม) ที่ยืนถือบาตรรอคนใส่เงินอยู่ เขากราบแบบทิเบต  คือ เหยียดแขนไปสุดเหนือศีรษะ เรียกว่ากราบสุดเศียรสุดเกล้า  ฝนก็ตกปรอย ๆ แกลุกขึ้นมาเสื้อเปรอะหมดเลย ผมนึกในใจว่า ไม่เอาละวะ  เขากราบด้วยศรัทธา แต่เราทำหลอก ๆ มันก็สะท้อนใจ
..
แต่ดังที่กล่าวแล้ว ยังไม่เลิกสนิท  แต่เพลาการเป็นการ์ดลงมากแล้ว หลังจากนั้นผมก็มาเล่นการพนัน ไพ่ ไฮโล จากคนเล่นไม่เป็นก็เล่นเป็น  จากคนเล่นเป็นธรรมดาก็กลายเป็นเซียนได้ ผมเล่นจากตาละสิบบาทยี่สิบบาท เป็นร้อยสองร้อย ถึงกับลงตาละเป็นแสน ผมเคยเล่นเสียคืนหนึ่งสามสี่แสนบาท เป็นล้านก็มี แต่ก็เคยเล่นได้มากที่สุด ๘ แสน คำว่าเสียไม่ใช่เงินเราพกไปจากบ้านเสีย  มันก็คือเงินที่เราเล่นได้นั่นแหละ มันเสียคืนไป คนพกเงินจากบ้านไม่เกิน ๒๐๐ เหรียญ หรือไม่เกิด ๔,๐๐๐ บาท เพื่อเอาไปโชว์ ตม. เพราะถ้าเขาถามว่ามาทำไม  เราตอบว่ามาเที่ยว มีเงินเท่าไหร่มาเที่ยว  ก็ควักเงินให้เขาดู ถ้าไม่มีเงินเลยเขาก็จะถามว่า มาเที่ยวยังไงไม่มีเงิน เขาส่งเรากลับได้
..
ผมเล่นการพนันแล้วก็ติด ไม่รู้จักเลิก ได้แล้วอยากได้เพิ่ม เคยเล่นติดต่อกัน ๑๔ วัน แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน นักพนันจะอยู่ทนไม่เหมือนการทำงาน ทำงานไม่อดนอนได้ทนเหมือนนั่งเล่นการพนัน ระหว่างนี้ผมก็เดินทางไปมาระหว่างเมืองไทยกับสิงคโปร์
..
การที่ได้เงินมาโดยไม่สุจริต ทั้งเป็นการ์ด และเล่นการพนัน วิบากอกุศลก็เริ่มส่งผล
..
.
.
.
ผมให้พ่อของภรรยาไปเลื่อยไม้ไว้ให้ เป็นไม้ของเราเอง เพื่อจะทำบ้าน เลื่อยไปเกือบหมดแล้ว เหลือแผ่นสุดท้าย ตำรวจมาพอดี เพราะใช้เลื่อยเครื่อง ซึ่งผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะผมไม่ยอมเสียค่าปรับตรงนั้น ผมสู้คดีให้ศาลปรับ ตกลงศาลปรับรวมทั้งหมด ๘๐,๐๐๐ บาท
 
 
.
.
.
..
ผมสร้างบ้าน นอกจากมีไม้ของเราเอง ก็ยังมีไม้ตีนภูเขาที่จ้างออกมารวมแล้วก็ได้ไม้พอสมควร ราคาหลายแสน ที่จะสร้างบ้านสวย ๆ ได้ ๒ หลัง  วันหนึ่งพี่ชายของภรรยา แกไปเห็นมดที่ขึ้นไม้ ด้วยความหวังดีแกก็เอาฟางไปจุดไล่มด ตอนนั้นประมาณบ่าย ๒ โมง พอไล่มดหมดแล้ว แกก็เข้าบ้านไป แต่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เสียงตะโกนบอกกันว่าไฟใหม้ ๆ ไม้กองอยู่ที่เถียงนา ห่างจากบ้านเป็นกิโล กว่าจะวิ่งมาถึง แล้วจะเอาน้ำที่ไหนดับ ผมก็บอกไม่ต้องดับ เพราะมันไหม้เกียรมหมดแล้ว คนโบราณถือ ไม่เอาไม้ไหม้ไฟมาสร้างบ้าน เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย ลุงแกก็ว่า ดับไปหมดแล้วมันก็เลยลุกลาม เพราะอากาศก็ร้อน ทำให้ไฟลุกไหม้ได้ดี เหตุการณ์ไฟใหม้ ทำให้ผมคิดถึงคำที่พระท่านสอนไว้ว่า เงินที่ได้มาไม่ดี มันไม่ได้ไหม้แค่ตัวเอง มันไหม้หมด ไหม้ครอบครัว ไหม้พ่อแม่พี่น้อง ใครมีส่วนเอาเงินไม่ดีนี้ไปใช้ มันก็ตามไหม้จนหมด ไหม้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
.
.
.
..
อย่างไรก็ตามผมยังไม่หยุด ยังไปสิงคโปร์อยู่ ไปเล่นการพนันที่ผมติดมาก เล่นคราวนี้ผมได้เงินกลับมา ๑ แสนบาท เอามาถวายวัดสร้างโบสถ์หมด คิดในใจว่าทำชั่วมาหลายปีแล้ว แต่ปกติผมก็ทำบุญทุกปีปีละแสนกว่าบาท จัดผ้าป่าทุกปี ๑๐ กว่าปีไม่เคยขาด คราวนี้ก็ทำอีก พาพี่น้องเอาเงินไปถวายวัด แล้วก็ทำบุญบ้านตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้บ้านก็ยังสร้างไม่เสร็จ
..
ทำบุญแล้ว ก็พาภรรยากลับมากรุงเทพฯ มาได้ ๗ วัน วันที่ ๘ ภรรยาถูกจับเรื่องยาเสพติด ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่อัยการอุทธรณ์ จึงทำให้ผมคิดถึงเรื่องบาป-บุญยิ่งขึ้น เพราะภรรยาผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาบ้า แต่นั่งรถคันเดียวกับผู้ที่จำหน่ายยาบ้า จึงโดนจับไปด้วย ทุกวันนี้ยังติดคุกอยู่
.
.
.
..
ตอนแรกที่ภรรยาถูกจับนั้นผมโกรธแค้นมากแทบคลั่ง นึกจะยิงตำรวจทิ้ง แต่พอเห็นลูกสาวเขาเข้ามาหาพ่อ ลูกเขาคงอายุเท่า ๆ กับลูกผม ผมสองจิตสองใจ พกปืนไปชักแล้วชักอีก สุดท้ายก็ไม่ได้ยิง ผมคิดจบง่าย ๆ ว่า ผมยิงตำรวจ ตำรวจก็คงยิงผม มันจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไป แต่เมือกาลเวลาผ่านไป ความเข้มข้นของความแค้นก็ลดลง  ผมเลิกคิดที่จะแก้แค้น แม้ในใจยังมีความแค้นอยู่บ้าง แต่ผมก็จะไม่แก้แค้น
..
ผมนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต  ทุกวันนี้เงินเป็นล้านก็ไม่เหลือ และผมก็ไม่อยากให้มันเหลือ อยากให้มันหมด ๆ ไป ไม่อยากเหลืออะไรที่เป็นผลมาจากเงินส่วนนั้น จะเริ่มหาเงินใหม่ด้วยหยาดเหงื่อของตัวเอง ผมนึกทบทวนแล้วละอายใจตัวเอง เราทำชั่วได้ขนาดนี้ได้อย่างไร
 
 
 
 
..
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมทุกข์ที่สุด ทุกข์จริง ๆ ถ้าไม่ได้ธรรมะเป็นที่พึ่ง ผมเป็นบ้าไปแล้ว ผมชัดเจนแล้วว่า นี่คือกรรม เงินที่เราได้มาทุกคนที่ใช้ รับผลร่วมกันหมด ภรรยาติดคุก ลูกสาวอยู่โรงเรียนก็เป็นเด็กซึมเศร้า  บ้านเรือนก็สร้างไม่เสร็จ นี่คือผลที่เอาผ้าเหลืองบังหน้า เอาศาสนาไปหากิน  เรี่ยไรโดยเอาธงชัยของพระศาสนาเป็นเครื่องมือ ผ้าเหลืองเอาไปห่มตอ ห่มโคนไม้ คนเขากราบไหว้ พอดีเอามาห่มคนซึ่งไม่มีจิตสำนึก จึงกลายเป็นการย่ำยีศาสนา  เอาศาสนาไปย่ำยี เพราะผมร่วมอยู่ในขบวนการนี้ด้วย
..
ผมว่ากรรมที่ผมทำ ชาตินี้ได้รับเลย ชาติหน้าไม่รู้ว่าจะได้เกิดเป็นคนหรือเปล่า แต่ผมคิดว่ายังไม่สายเกินไปที่จะทำความดี เรารีบทำวันนี้ดีกว่าไม่ทำเลย.. ๐
……………

No responses yet




Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.