Apr 04 2010


♠ เปิดคุกหัวใจ ♠

Filed under Uncategorized

ท่านสามารถอ่านเรื่องราว กฏแห่งกรรม เหล่านี้ ได้จาก



รวมบทความในหมวด
“.. หนังสือ โทษทันตา”

จากหนังสือ “โทษทันตา” หน้า 129 – 133



เล่าเรื่องโดย ดินดง





——————————————————-*



แม้กาลเวลาจะเนิ่นนานผ่านพ้นไปได้ ๕ ปีกว่าแล้ว แม้ฉันจะได้จากหมู่กลุ่มที่แสวงหา
การทำลายล้างเพื่อนมนุษย์ เป็นเครื่องผ่อนคลายอารมณ์มาแล้ว  แต่ผลกรรมชั่วร้าย
นั้นยังหาได้ทิ้งห่างไปจากตัวฉันไม่ มันยังคงตามล้างผลาญทุกย่างก้าว
เสมือนตัวเห็บที่เกาะกินใจอันยากจะไถ่ถอนได้ แม้เวลาหลับตานอน

.

มันก็ยังไม่ยอมลดละ บางครั้งฝันร้ายว่าต่อสู้กับศัตรู ชกและเตะข้างฝาเสียงดัง
โครมคราม บางครั้งละเมอออกมาเป็นเสียบริภาษ เป็นที่รบกวนของเพื่อนข้างห้อง
ยิ่งนัก ฉันต้องพยายามดิ้นรนเพื่อจะหาที่หลบซ่อนตัว เพื่อหลีกหนีเจ้ากรรม
อันชั่วร้ายให้พ้น
 
 
ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้หัวใจฉันเต้นแรง จิตใจฟุ้งซ่าน ปั่นป่วน อกุศลกรรมเข้า

ครอบงำจิตอย่างสิ้นเชิง ดวงตามองเห็นแต่ภาพในอดีตที่ผุดขึ้นมาก่อกวนความสงบสุขเสมือนอย่างภาพที่ปรากฏในจอโทรทัศน์ ที่ผลัดเปลี่ยนตามหลอกหลอนนับสิบภาพร้อยภาพอยู่ตลอดมา ทุกภาพบ่งบอกถึงความทารุณโหดร้าย ที่ไม่น่าจะมีจิตใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเลย เหตุการณ์ทุกอย่างตราไว้ในความทรงจำ มันช่างมีพลัง

เหมือนกับว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวานอย่างยากจะลืมเลือน
 
 
“…เฮ้ย! เอามันให้ตาย ! เอ้า “
 
 
๒๔.๐๐ น. โดยประมาณ ณ ปากซอยวัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรี มนุษย์ ๕ คน

กำลังกรูกันเข้ามาทางฉันและเพื่อน ด้วยท่าทางประสงค์ร้าย ไม้แปหน้าสามยาวเท่า

ช่วงแขน คืออาวุธที่กำลังเงื้อง่าวิ่งเข้ามา เสี้ยววินาทีนั้นนั่นเอง  ที่ฉันสองคน

กับเพื่อนต่างตัดสินใจเหมือนกับว่า “สู้”
 
 
“โอย ! ช่วยด้วย….”

“ตุ๊บ ๆๆๆ”

“เอามันให้ตาย”

เสียงเพื่อนเรียกให้ฉันช่วยด้วย ดังจับจิต

เสียงไม้ทุบลงบนร่างเพื่อนและฉัน ครั้งแล้วครั้งเล่า
 
 
ภาพที่เพื่อนทรุดกายลงกองดินต่อหน้าต่อตา ทำให้จิตใจฉันฮึกเหิมพอที่จะ

ไม่กลัวตาย  เพื่อนรัก… ฉันจะไม่ทิ้งเพื่อนหรอก  ฉันกัดฟันทน เจ็บปวดทั้ง

กายและจิตใจอย่างที่สุด  ใช้พลังอย่างสุดแรงง้างขาโต๊ะเก่าได้ท่อนหนึ่ง 

แล้วสองมือที่กำแน่นก็หวดซ้าย-ขวา เพื่อคุ้มครองร่างเพื่อนที่กองบนดิน
 
 
“… โอ  นี่  อะไรกัน…  นี่ เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ  ?”
 
 
นี่น่ะหรือคือการต่อสู้ของมนุษย์  มนุษย์ที่ว่าประเสริฐนัก  ไม่ต่างอะไรกับสัตว์

ที่ฉันเคยเห็นมันต่อสู้ในรายการสารคดีโทรทัศน์เลย
 
 
 
“วันนั้น  ฉันกับสัตว์ต่างกันตรงไหนหนอ”  และแล้วสองสามวันผ่านมา ฉันก็

ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็นตั้งแต่เกิดมา ภาพน้ำตาที่คลอเบ้าอันพอสังเกตได้ปรากฏ

อยู่ในดวงตาทั้งสองของพ่อแม่ ผู้ไม่เคยอ่อนแอต่อการงานแม้หนักเพียงใด ผู้เอา

หยาดเหงื่อแลกกับเงินตราเพื่อส่งเสียให้ฉันได้เข้ามาเรียนในเมืองหลวง
 
 
 
ภาพน้ำตาที่เอ่อล้นอาบแก้มทั้งสองของแม่ พี่ และน้อง ทุกคนร้องไห้…
 
 
“ลูกเอ๊ย.. ลูกพอจะมีความอดทนบ้างไหม

ลูกพอที่จะลืมเคราะห์กรรมที่ผ่านพ้นไปนั้นได้ไหม

ตั้งสติให้ดีนะลูก แม้ลูกจะผิดพลาดเสมอมา พ่อไม่ซ้ำเติมลูกหรอก

พ่อจะให้โอกาสลูกตั้งใจเรียน ไปกับพ่อเถอะลูก อย่าอยู่กับเพื่อนพวกนี้อีกเลย”
 
 
เสียงอันหนักแน่นของพ่อที่ให้อาหารใจ ให้โอกาส ชี้ทางให้ฉัน ไม่ถือโทษแม้ฉันจะทำผิดอย่างมหันต์  ประพฤติเกเร ดื่มเหล้าจัด คบอันธพาล  ทำให้ฉันนึกถึง

เพื่อนรักคนหนึ่งที่จบ ป.๔ เคยฆ่าคน  เคยปล้นร้านทอง  อีกคนหนึ่งจบ ป.๒

เคยฆ่าคน เคยปล้น สำหรับฉันแม้ไม่เคยทำปานนั้น แต่เราก็อยู่ร่วมกันด้วย

ความรักและซื่อสัตย์ต่อกันเสมอมา
 
 
 
นี่น่ะหรือ ร่างกายสมองของฉัน ที่พ่อแม่ชมเชยว่าเรียนเก่งหนักหนาท่านคงไม่รู้หรอกว่า  สมองก้อนนี้มีแต่เนื้อร้าย  ที่บัดนี้คอยคิดแต่การทำลายล้าง ด้วยแรง

อาฆาตพยาบาท ต่างกับพ่อ ร่างกายของพ่อดูจะพิการอยู่บ้าง  เพราะต้องตรำ

งานหนัก จนข้อต่อกระดูกสันหลังเคลื่อนเดินคดไปคดมา ต้องหยุดพักกายทุกระยะ

ทางประมาณ ๑๐๐ เมตร แต่จิตใจของพ่อหาได้พิการไปด้วยเลย  จิตใจของพ่อ

กลับเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา อันมีต่อลูกอย่างหาประมาณไม่ได้  แม้จะมี

บางครั้งที่ฉันสามารถเห็นดวงตาพ่อที่ฉายแววแห่งความทุกข์เป็นอย่างมาก

พ่อยังสู้อดทนเพื่อทำทุกอย่าง ที่จะให้โอกาสลูกได้กลับตน
 
 
 
ฉันเห็นโลกใบใหม่แล้ว ฉันเก็บเสื้อผ้าสิ่งของเท่าที่จำเป็น  ล่ำลาเพื่อนอย่าง

สุดอาลัย เดินตามเส้นทางใหม่ที่พ่อชี้ทางให้
 
 
 
 
“… เพื่อนเอ๋ย หากการฆ่าฟันทำลายล้าง เป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนสงบ เป็นสิ่ง

อันเป็นบุญสำหรับเพื่อนแล้วละก็  ขอให้ผลบุญนั้นจงคุ้มครองเพื่อนให้พ้นภัยพิบัติ

ด้วยเถิด  ฉันเดินร่วมทางกับเพื่อนไม่ได้เสียแล้ว เพราะมองเห็นความพินาศ

ของชีวิตกำลังก้าวย่างเข้ามาทุกขณะ”
 
 
ฉันอยากบอกทุกคนที่ฉันเคยก่อกรรมชั่วร้ายกับเขาว่า
 
 
เธอไม่ต้องมาล้างแค้นฉันหรอก เพราะทุกวันนี้ ฉันก็ถูกกรรมอันชั่วร้ายนั้น

ตามมาล้างเผาผลาญทางจิตสำนึกอย่างแสนสาหัสที่สุด ฉันเจ็บปวด ฉันเสียใจ

วันแล้ววันเล่าที่ฉันต้องหนีหัวซุกหัวซุน แต่ฉันไม่เคยหลบพ้นเจ้ามารร้ายที่มัน

แฝงอยู่ในใจฉันได้เลย
 
 
 
ฉันกลายเป็นคนคิดมาก โทสะแรง ใจน้อย มักชอบเพ่งโทษผู้อื่น
 
 
แต่ฉันได้พบพระสุปฏิปันโนแล้ว ท่านได้สอนไม่ให้ฉันหลบซ่อนเจ้ามารร้าย แต่

ท่านได้สอนขั้นตอนการต่อสู้กับเจ้ามารร้ายอย่างมีขั้นตอนอันสุขุม เยือกเย็น

ฉันรู้สึกว่า เกมการต่อสู้นั้นเป็นที่น่าสนุกสนานมาก
 
 
“โยมเคยคิดจะฆ่าคนไหม”

“เคยครับ”

“ด้วยปืนหรือมีด”

“ด้วยไม้ครับ”
 
 
“โยมไม่ควรโกรธใคร เพราะความโกรธจำทำลายตัวเรา และผู้อยู่รอบด้าน
เมื่อเราผิดมีคนมาตำหนิ เราควรขอบคุณที่เขาชี้แนะ หากเราไม่ผิดแต่เขามาตำหนิเรา 
ก็ควรสบายใจได้ ที่ไม่ต้องแก้ไขสิ่งใดและไม่ต้องโกรธเขาให้เป็นภัยแก่ตัว

และคนรอบด้าน”
 
 
 
 
อือ..ม..วิเศษจริง ๆ วิเศษแท้…วิเศษเกินกว่าที่จะพูด  เกมการต่อสู้นี้

กับมารร้ายอย่างนี้ฉันกล้าที่จะเขียนลงในนี้ว่า ฉันไม่เคยจดจำมาจากใครเลย

มีแต่คนสอนให้ฉันปล่อยวางอย่างขาดปัญญาฉันจึงทำไม่ได้
 
 
แต่ยังหรอก ฉันยังไม่ใช่ผู้ชนะที่เด็ดขาด เพราะยังมีบางครั้งที่ฉันตกหลุมพราง

เจ้ามารร้าย ผู้มีความชาญฉลาดอย่างเฉโกอยู่ เกมการต่อสู้อันน่าสนุกสนานนี้

จะต้องดำเนินต่อไป ฉันจะพยายามกำชัยชนะที่เด็ดขาดให้จงได้ แม้จะนาน

สักเพียงใด
 
 
เสียงเท็ปคาถาธรรม ชุดที่ ๙ ของพ่อท่าน ดังขึ้น
 
 
“เวรไม่เคยระงับเพราะเวรเลย หากแต่เวรทั้งหลายย่อมระงับไป
เพราะการไม่จองเวรต่อกัน”
 
 
แต่ก่อน ฉันมักใช้เวรเข้าแลกเปลี่ยนฟาดฟันกับเวร  จนฉันเกือบจะเป็นคนวิปริต

แต่คำสอนประโยคนี้ ทำไมช่างพิสดารจับใจอะไรอย่างนี้
 
 
ฉันอยากจะบอกกับพวกเขาทั้งหลายว่า  “ขอกรรมทั้งหลายที่เราเคยล่วงเกิน

ต่อกันและกัน จงเป็นอโหสิกรรมต่อกันด้วยเถิด  ขอเธอทั้งหลายจงเปี่ยมล้น

ด้วยธรรมอันเมตตา และสงสารต่อกันด้วยเถิด”
 
 
ฉันพบแล้ว  พบกุญแจที่จะไขโซ่ตรวน 
ที่พันธนาการความเป็นนักโทษของฉันแล้ว ๐
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

No responses yet




Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.