Apr 28 2010


ความยิ่งใหญ่แห่งสถาบันกษัตริย์..+*

Filed under Uncategorized

.
.
.
นับจากวันที่ 28 เม.ย.2493 จวบจนวันนี้ ยาวนานมาถึง 60 ปีแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงครองคู่พระบารมี สถิตย์เป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย

ที่มา..
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000057863
 
.
.
.
 
.
.
.

.

6 ทศวรรษ…พระคู่ขวัญแห่งแผ่นดิน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 เมษายน 2553 06:41 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000057863

..

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ

พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขณะทรง

เป็นพระคู่หมั้น ตรัสทักทายเสด็จในกรม

(ขวาสุด) ไม่นานก่อนงานราชาภิเษกสมรส

เสด็จในกรม เสด็จไปทรงรับพระคู่หมั้น

วันที่กลับถึงประเทศไทย พ.ศ.2493

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ

พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ

ส่วนพระองค์มายังวังวิทยุ ภายหลังพระ

ราชพิธีบรมราชาภิเษก

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า

รังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาท

นเรนทร ทรงเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมี

เกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์

ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต

นับจากวันที่ 28 เม.ย.2493 จวบจนวันนี้ ยาวนานมาถึง 60 ปีแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงครองคู่พระบารมี สถิตย์เป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย

       

       เรื่องราวความรักของทั้งสองพระองค์ เป็นที่ทราบดีของปวงชนชาวไทย รวมไปถึงผู้ที่ได้มีโอกาสรับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์มาจนถึงทุกวันนี้

        

       ย้อนกลับไปในวันมหาประชาปีติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 วันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสเหมือนจะประกาศก้องให้คนไทยทั้งแผ่นดิน ได้ร่วมชื่นชมในความรักของพระมิ่งขวัญทั้ง 2 พระองค์

       

       ในช่วงเช้าเมื่อได้เวลาพระฤกษ์เวลา 09.30 น.พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสได้เริ่มขึ้น ณ พระตำหนักของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม เริ่มจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมุดทะเบียนสมรส

       

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย จากนั้นพระคู่หมั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ลงนามในสมุดทะเบียนสมรส โดยมี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระราชปิตุลา และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ลงพระนามและลงนามเป็นราชสักขีพยาน พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในครั้งนั้น นับว่าเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ไทยในยุคประชาธิปไตย ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทยทั่วไป

       

       จากนั้นทั้ง 2 พระองค์ทรงเข้าเฝ้าสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณี จากนั้นทรงให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการลงนามถวายพระพรเฉพาะพระพักตร์ ทรงรับของทูลพระขวัญ แล้วมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานของที่ระลึกตอบแทนเป็นหีบเงินขนาดเล็ก มีตราจักรีคล้องกันอยู่เบื้องกลางระหว่างอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ภ.อ.และอักษร พระนามาภิไธยย่อ ส.ก.

       

       ในวันเดียวกัน ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง ทั้ง 2 พระองค์ประทับคู่กันเหนือพระราชอาสน์ พระราชทานพระราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์เฝ้าฯ โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร (ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์ มีความตอนหนึ่งแสดงความปีติโสมนัสในวันราชาภิเษกสมรส ในการที่ทรงเลือกสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์มาเป็นพระอัครมเหสี ความว่า

       

       “…ได้ทรงพิจารณาเลือกสรรประสบผู้ที่สมควรแก่การสนองพระยุคลบาท ร่วมทุกข์ร่วมสุขแบ่งเบาพระภาระในภายหน้า…”

       

       

       ไม่เพียงแต่กล่าวถวายพระพรชัยมงคลในวาระนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรยังได้รับฉันทานุมัติจากพระบรมวงศานุวงศ์ ให้กล่าวถวายพระพรชัยมงคลในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 อีกด้วย หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิตสมาชิกวุฒิสภาสรรหา ผู้เป็นพระนัดดา เล่าให้ฟังว่า

       

       

       “เสด็จปู่ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) ทรงเป็นพระราชโอรสที่พระชนมายุยืนที่สุด ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และในขณะนั้น (พ.ศ 2493) ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ฝ่ายหน้า (ฝ่ายชาย) พระองค์เดียวที่เหลืออยู่ ทรงเป็นพระราชปิตุลาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถด้วย ทั้งสองพระองค์ทรงสนิทสนมคุ้นเคยกับท่านมากและทรงเรียกว่า “เสด็จลุง” เสด็จปู่ทรงกำพร้าพระมารดาตั้งแต่ชันษา 11 วัน รัชกาลที่ 5 จึงพระราชทานให้สมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงเลี้ยง เสด็จปู่จึงทรงสนิทสนมกับ พระราชโอรสพระราชธิดาในสมเด็จพระพันวัสสาฯ โดยเฉพาะ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

       

       

       หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 พระราชพิธีต่างๆในพระราชสำนักได้ถูกระงับไปเป็นเวลาเกือบ 20 ปี จนผู้ใหญ่ที่เชี่ยวชาญรู้เรื่องพระราชพิธี ก็ได้ล้มหายตายจากไปตามๆ กัน เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเสด็จปู่เป็นประธานผู้สำเร็จราชการฯ และต่อมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่เพียงองค์เดียว เสด็จปู่จึงค่อยๆ รื้อฟื้นพระราชพิธีต่างๆ ที่ได้หยุดประกอบไป อาทิ พระราชพิธีแรกนาขวัญ พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต ตามฤดูกาล เป็นต้น พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงได้เป็นไปตามโบราณราชประเพณีทุกประการ เพราะเสด็จปู่ได้ทรงค้นคว้า และกำกับขั้นตอนของพระราชพิธีด้วยพระองค์เองอย่างละเอียดยิ่ง”

       

       

       นอกจากนี้ คุณหญิงยังเล่าต่อว่า ภายหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังได้เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อเฉลิมฉลองและร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำ กับเสด็จในกรมและหม่อมเอลิซาเบธ รังสิต ณ อยุธยา ที่วังวิทยุ (วังของเสด็จในกรม) อย่างสำราญพระราชหฤทัยยิ่ง

       

       

       จากบทบาทของเสด็จปู่องค์ต้นราชสกุลรังสิต ทำให้ หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา ยังคงปลาบปลื้มในเหตุการณ์ครั้งสำคัญเรื่อยมา แม้เกิดไม่ทัน แต่ในฐานะพสกนิกรชาวไทยคนหนึ่ง และเป็นตัวแทนของราชสกุลรังสิต ที่มีความใกล้ชิดผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในวาระ 60 ปี แห่งพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส คุณหญิงขอถวายพระพรให้ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ และขอให้ทรงได้สบายพระราชหฤทัยโดยเร็วที่สุด เพราะว่าในขณะที่บ้านเมืองของเรามีวิกฤตเช่นนี้ คนไทยกำลังทะเลาะเข่นฆ่ากันเอง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำให้ทรงทุกข์พระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง

       

       จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยทุกคน ร่วมกันสร้างความสงบ สันติสุขให้กลับคืนมาสู่บ้านเมือง เพื่อมอบถวายให้ทั้ง 2 พระองค์ ที่ทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ เพราะตลอดระยะเวลา 60 ปี ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงมาก่อนนี้ เพราะฉะนั้น คนไทยจึงควรตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ โดยให้ทั้ง 2 พระองค์ได้ทรงสบายพระราชหฤทัยโดยเร็ว

       

       “ไม่มีพระมหากษัตริย์และพระราชินีพระองค์ใดในโลก ที่ทรงงานหนัก ทรงทุ่มเทพระวรกาย เพื่อพสกนิกรมากเท่านี้แล้ว ทรงริเริ่มโครงการเพี่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนกว่า 3,000 โครงการ พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักพัฒนา ทรงพัฒนาทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและเพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและมีศักดิ์ศรี สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันคู่ชาติไทยมากว่า 800 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระองค์อยู่เหนือการเมือง ทรงวางรากฐานให้แก่การปกครองระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างดี”

       

       กระทั่งทุกวันนี้ แม้จะมิได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรทั่วทุกภาคเหมือนแต่ก่อน แต่ทั้ง 2 พระองค์ก็ยังคงทรงงานทุกวัน และระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อรักษาพระอาการประชวร สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็ทรงประทับเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ห่าง เคียงคู่พระบารมีตราบจนทุกวันนี้

       

       “อันที่จริง ในวันที่ 28 เม.ย.ที่จะถึงนี้ เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ ที่คนไทยจะได้ร่วมกันฉลองในวาระ 60 ปีราชาภิเษกสมรส แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ เพราะอยู่ในช่วงไม่สงบ จึงอยากขอให้ทุกคนร่วมกันนำความสงบ สันติ คืนมาร่วมกัน เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย”

ขอบคุณข่าวจาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์


.
.
.
.
 
..
 
คลิปวิดิโอที่ในหลวง และพระราชินี ทรงเสด็จไปยังต่างประเทศ ที่ประเทศอังกฤษ
ตามคำบอกเล่าของผู้ที่เคยเข้าเฝ้ารับเสด็จในครั้งนั้น และภาพวิดิโอ
ได้บรรยายให้เห็นพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ ของพวกเราชาวไทย
ที่ทำให้คนต่างประเทศได้ประจักษ์ว่า ประชาชนชาวไทย เป็นประเทศศิวิไลซ์
เป็นผู้มีอารยธรรม ที่ดีงาม ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถือน อย่างที่เขาเข้าใจกันมานาน
 
..
 
สถาบันกษัตริย์ ตั้งแต่ยุค ร.๕ ทรงช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งต่างชาต
สถาบันกษัตริย์ ทรงเสด็จต่างประเทศ เพื่อแสวงหาความช่วยเหลือสนับสนุน
ให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมและ ได้รับความร่วมมือในด้านต่าง ๆ
ทำให้ประเทศเรามีความพัฒนาถาวร เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ
 
 
..
 
อีกทั้งพระราชกรณียกิจคุณูปการต่าง ๆ ที่ในหลวงทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ตลอดมา..
พระองค์ทรงทำตนง่าย ๆ เข้าถึงประชาชน “ไม่มีขบวนเสด็จอย่างเต็มรูปแบบ
ไม่มีพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการ ไม่มีสถานที่ประทับรับรองอันโอ่อ่าสะดวกสบาย
ไม่มีการถวายพระกระยาหารอันเลิศรส ไม่มีการแบ่งพระองค์อย่างทรงอิสริยยศ อิสริยศักดิ์ใด ๆ
ไม่มีแม้กำหนดการที่แน่นอน ทรงให้เกียรติประชาชนทุกระดับ ที่ได้เข้าเฝ้า
ทรงทรุดพระองค์ลงไปประทับกับพื้น กับอาณาประชาราษฏร์ ของพระองค์
การเสด็จจังหวัดยะลา และเกิดเหตุการณ์ระเบิด แต่พระองค์ท่าน(ในหลวง)
ทรงมีสติ ทรงรับสั่งถามว่ามีใครบาดเจ็บบ้าง ทรงเสด็จไปยังที่เกิดเหตุ ทรงให้มีการ
รักษาทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บที่มีเป็นจำนวนมาก ทรงมีพระราชหฤทัยอันกล้าหาญ
ไม่เกรงกลัวภัย ทรงเสด็จในทุกแห่งพร้อมด้วยพระราชวงศ์ฯ ในทุกที่ที่ประชาชน
ได้รับความเดือดร้อนเพื่อดับทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฏร์ของพระองค์
 
ณ วันนี้ เป็นวันสำคัญของประเทศไทย วันที่ในหลวง พระราชินี
และปวงข้าบาทฯ ชาวไทย มีความสุข ตลอดมา 60 ปี
ขอถวายพระพรให้พระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
 
 
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะฯ
 
 
..

No responses yet




Trackback URI | Comments RSS

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.