บันทึกเลือด 7 ตุลา กลางเสียงปืน และแก๊สน้ำตา (สามแยกพิชัย ถึง สี่แยกการเรือน)

0

Posted by chairojt | Posted in การเมือง | Posted on 02-03-2009

     พี่ผมออกแล้วนะ ไม่ไหวแล้ว ไปเจอกันที่โน้นเลยนะ พี่ไปถึงแล้วโทรหาผมนะ

     “ตำรวจชั่ว” เล่นพวกเราตั้งแต่เช้า แต่ก็ทำใจเย็น ในใจก็ภาวนาว่า “คงไม่มีอะไร” และก็รับฟังวิทยุตลอดเวลา

     แต่อีกใจหนึ่งก็ “กลัว” เป็นอย่างมาก ถึงแม้จะผ่านสถานะการณ์ “ระเบิดแก๊สน้ำตา” ที่หน้า บช.น. มาแล้วครั้งหนึ่ง

กล้วว่า “ถ้าตนเองไปแล้ว จะเกิดอันตรายกับตนเอง”



 

.     แต่แล้วผมก็ตัดสินใจออกไป ผมทิ้ง “พวกเรา” ไม่ได้ มากน้อยยังไงก็ต้องไปช่วยกัน

     “พี่!! ผมขอกลับก่อน ผมปวดหัว” นั้นคือคำขอลาป่วยออกที่ทำงานของผม จากนั้นก็ผมวิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว

     ระหว่างทางออกจากที่ทำงาน เพื่อนที่ทำงานทักเป็นรายทาง

“ไปพันธมิตรฯ เหรอ” ผมเงียบไม่ตอบ

     พอผมจอดรถได้ ก็รีบเดินตรงไปที่หน้ารัฐสภาทันที ระหว่างทางเดินบริเวณลานพระรูป ผมเก็บน้ำขวด ข้าวเหนียว ส้มพอเก็บกินเป็นอาหารกลางวัน และเก็บไว้เป็นเสบียงนิดหน่อย เพราะจากประสบการณ์แล้ว คงต้องอยู่ยันเย็นแน่

     ผ่านหน้ารัฐสภาเห็นสภาพของ สส. ที่เดินเหยียบย่ำ “คราบเลือด” ของพี่น้่องประชาชน เข้าไปอ่านแถลงนโยบาย “บ้องตื้น” นโยบายชุ่ยๆของพวกมัน ดู “พวกมันช่างทุรนทุราย” เหลือเกิน

     เดินไปตาม ถ.อู่ทองใน ซ้ายมือเป็นรัฐสภา ขวามือจะเป็นสวนสัตว์ดุสิต และที่สะดุดตา คือ กรงขังของ “ฉลาด วรฉัตร” ที่ขังตนเองไว้ โดยอ้างว่า “ต่อต้านเผด็จการ”

     วันใดถ้า “ฉลาด” เกิด “ฉลาด” ขึ้นมาจริงๆ แกคงด่าตัวเองไปจนตายว่า “กูน่าฉลาดมาตั้งนานแล้ว ไม่น่าเอาตัวไปอยู่ในกรงให้หมด “ฉลาด” เลย

……………………………………………………………….

     เดินจนสุด ถ.อู่ทองใน จะตัดกับ ถ.ราชวิถีคือ “สามแยกอู่ทองใน” ผมหันไปทางซ้ายมือ เป็นแผง ดำทะมึนเลย มันเป็นแผงของ “ตำรวจปราบจราจล” ตั้งแถวเตรียมพร้อม

แถวของตำรวจปราบจราจล

     ดูแล้วไม่น่ามีอะไร ได้ยินว่า “มัน” ตั้งแถวอยู่ตั้งนานแล้ว ผมอยากไปดูตรงแยกพิชัยมากกว่า จากนั้นก็แบนหน้าไปทางซ้ายมือ มุ่งหน้าไปที่ “แยกพิชัย”

    ตรงกับ “ทางสามแพ่ง” (ทางสามแพ่งคือทางผีผ่าน สัตว์นรกให้เดินทาง) ของ “สามแยกพิชัย” คือ “ประตูปราสาทเทวริทธิ์” ที่เหล่า “สัตว์นรก” ใช้เดินเข้าไปใน “รัฐสภา” เมื่อช่วงเช้า

“ประตูปราสาทเทวริทธิ์”



     พี่น้องของเราชุมนุมและฟังปราศรัยกันอยู่ตรงนี้ ผู้คนดูบางตา (อีกแล้วคนบางตรงไหน มีผมอยู่ตรงนั้นทุกที)
ผมไปหยุดฟังปราศรัย และตั้งใจที่จะอยู่ตรงนี้ เพื่อให้คนดูแน่นๆเข้าไว้่ แถมยังอยู่เป็นกำลังใจกันอีกด้วย ทั้งๆที่ในใจก็กลัวมันจะยิงมาอีก

 



     “นี่พวกเราอยู่ตรงตำแหน่งที่พี่น้องเราถูกทำร้ายเมื่อเช้า อย่างไม่หวาดกลัวอะไรเลยได้อย่างไร”

     กลิ่นแก๊สน้ำตาไม่ยอมจากเลยแม้แต่น้อย พี่น้่องเราต้องเอาผ้าพลาสติกปิดรูท่อระบายน้ำ เพื่อบรรเทาไม่ให้แก๊สมันละเหยออกมามาก เพราะตอนเช้าตำรวจมันหย่อนระเบิดลงไปในท่อระบายน้ำด้วย ทำให้แก๊สน้ำตากระจายออกมาเรื่อยๆ

สเปรย์น้ำในอากาศ บรรเทาแก๊สน้ำตา

     หันหลังกลับไปทางแยกพิชัย ชายร่างท้วมตัวใหญ่ เดินมาข้างหลังผม คนนั้นคือ อาจารย์ของผมเองที่เจอกันในที่ชุมนุมหลายครั้ง ครั้งหนึ่งอาจารย์ได้ช่วย ชายชราที่เป็นลมกลางที่ชุมนุม

     อาจารย์เล่าว่าเพิ่งเลิกจากคุมสอบ นศ. ก็ออกมาเลย รู้แค่ตอนเช้าที่พวกเราโดนยิง ผมก็เลยเล่าเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นให้อาจารย์ฟัง

“……………………..”



     แฟนผมคุยกับแม่ที่อยู่ชุมพรได้เล่าว่า “พี่เจ็กเพิ่งจะไปถึงที่ทำเนียบฯ ตอนเช้าเองและก็ไปโดนที่หน้ารัฐสภา” ตรงกันกับที่พี่ปองเคยเล่าให้ฟัง

(ค้นกระทู้เก่าๆ ที่มันด่าพี่เจ็ก ถึงเวลาผ่านไปนานแล้วก็ยังรับไม่ได้

กับไอ้พวกมั่ว มักง่าย “พวกเด็ดหัวขี้ แล้วก็เสพจากที่ขี้ที่ตนเองเด็ด”)

…………………………………………

     ประมาณ 15.00น ผู้ปราศรัยตรงแยกพิชัย แจ้งให้พี่น้องทราบว่า เดี๋ยว “งานเข้า” แน่ เพราะคาดว่ามันจะเปิดทางให้ “สส. สัตว์นรก” ออกจากรัฐสภา ขอให้พี่น้องไปช่วยกันที่ “แยกการเรือน” เพราะ “มัน” ตั้งขบวนกันแล้ว ไอ้ที่อยู่ตรง “แยกอู่ทองใน” นะ “ลวง”

พี่น้องไม่มีกลัวกันเลย เดินหน้าทยอยกันไปเรื่อยๆ

ข้างหน้าเราคือ “แยกการเรือน” พวก “มัน” ตั้งขบวนอยู่อีกฝังของรถบัส

รถบัสคันนี้พี่ๆสหภาพ บขส. ขับมาเพื่อร่วมกับพวกเรา

และขวางรถไว้ป้องกันพี่น้อง

บริเวณแยกการเรือน

ไอ้พวก “ฝั่งโน้น” มันขยับแล้ว

คุณ Hanzen เล่าว่าอยู่ตรงนี้ช่วยเขา “ดันรถ”

ส่วนผมเก็บขยะ เศษอาหาร ใส่ถุงมัดให้เรียบร้อย

แล้วก็โยนใส่ไปในรถ

“ทิ้งให้เป็นที่เป็นทาง”

มันจะไ้ด้ไม่เลอะถนน

บึ้ม…บึ้ม



     เวลาประมาณ 16.00น มันเริ่มเปิดฉากยิงระเบิดแก๊สน้ำตา มาจากอีกฝั่งของแยกการเรือน มันระดมยิงเพื่อเปิดทางให้ “สัตว์นรก” ออกจากรัฐสภา

“แยกการเรือน” 16.19น.

“แยกการเรือน” 16.35น.

“มัน” ยิงพวกเราไม่ยั้ง จนพวกเราถอยร่นมาเรื่อยๆ

พื้นถนนเปียกไปด้วยน้ำที่พวกเรา “ขว้างใส่” กลุ่มระเบิดแก๊สน้ำตา

พี่น้องถอยร่นมา “สามแยกพิชัย”

จนถึงหน้ารัฐสภา “มัน” ก็ยังยิงระเบิดอย่างต่อเนื่อง

“มัน” ยิงแม้กระทั้ง ทหารเสนารักษ์ของ “พระราชินี”

หน่วยพยาบาลอาสาของพวกเรา “จะไปเหลือเหรอ” มันยิ่งยิงไม่ยั้งเลย

“มัน” ยิงเราไม่ยั้ง แม้คุณตั้มจะขอแค่ ไปช่วยคนเจ็บ!!!

ขวดน้ำที่พวกเราใช้ต่อสู้กับพวก “มัน”

     ฟ้าเริ่มมืดและพวก “สัตว์นรก” ก็สามารถออกไปได้ “สัตว์นรก” บางตัวยัง สบถว่า “ดี ฆ่ามันเลย” “ฆ่ามันให้หมด” สมแล้วที่เป็น “สัตว์นรก” ได้มาตรฐาน “สัตว์นรก” จริงๆ ไม่ผิดกับ “นายมัน”

     พวกเราก็ตัดสินใจถอนออกจากหน้ารัฐสภากับไปทำเนียบฯ

เพื่อความปลอดภัย





พี่น้องต่างก็ช่วยกันขนน้ำกับไปที่ทำเนียบฯ

ผมคนเดียว 3 แพ็ค ไม่รู้ขนกลับได้ไง



     พวกเราเดินมาถึง “สี่แยกลานพระรูปฯ” เพื่อไปสมทบกับรถปราศัยกลุ่ม Young PAD มีพี่อำนาจ อยู่บนรถปราศรัย พวกเราจะเคลื่อนตัวกันปราศรัยเพื่อเรียกร้อง “ความเป็นธรรม” ความถูกต้องให้กับพี่น้องของเราที่ “เสียขา” ที่ “บาดเจ็บ” ในช่วงเช้า

แต่ “มัน” ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง “มัน” แสดงความ “ป่าเถื่อน” อีกครั้ง

ตรงนี้ คือ “น้องโบว์ อังคนา”

ตรงนี้ คือ “พี่ตี๋ ชิงชัย”



ตรงนี้ คือ “พี่ตี๋ แซ่เตียว”

ตรงนี้ คือ “………”

7 ตุลาคม 2551 “หน้า บช.น.”, 18.54น.



7 ตุลาคม 2551 “หน้า บช.น.”, 18.55น.

ใน “รถพยาบาล” คง “เป็นใครสักคน” ที่โดน “ตำรวจชั่ว” ทำร้าย

     ที่บ้านโทรมาถามสถานะการณ์ตลอดเวลา เราก็ว่า “ผมไม่เป็นไร” แต่มันร้ายกาจมาก มันโหดร้ายมาก มันยิ่งไม่ยั้งเลย

“มันฆ่าประชาชน”

     สุดสัปดาห์นั้น ผมกลับบ้านที่ต่างจังหว้ด เตี่ยกับแม่เล่าว่า ในวันนั้น (7 ตุลา 51) แม่ไหว้พระ สวดมนต์ตลอดทั้งวัน นั้งเฝ้าหน้าจอ ส่งกำลังใจให้ผม และพี่น้องทุกคนที่ “ร่วมต่อสู้” กับ “สัตว์นรก”

     แม่ผมบอกว่า “เนี่ยแม่มือบวมเลย แม่ตกบันได” พลางก็ชูมือให้ดูมือที่บวมเบ่ง ผมก็นวดมือแม่

     แม่เล่าว่าช่วงเย็นมีพันธมิตรฯ ในระแวกบ้าน มาบอกว่า “จะเอาขนน้ำไปช่วยที่หน้ารัฐสภา” แม่ยังช่วยเขาไป 10 แพ็คเลย

ผมได้ใช้ “น้ำขวด” ของแม่ ต่อสู้กับ “สัตว์นรก”

ที่มันเข็นฆ่า “ประชาชน”

 

 

 

 

 

 


๗ ตุลา ๕๑ โดย ประทีป ขจัดพาล

 

Comments (0)

7 ตุลาฯ จะเป็นธรรม

โดย ชัยสิริ สมุทวณิช 18 มีนาคม 2552 15:13 น.

ในที่สุดเรื่องราวที่น่าสลดใจกรณี 7 ตุลาฯ ที่นองเลือดก็เดินมาถึงจุดจบในขั้นตอนที่ทางคณะ ป.ป.ช.หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่สอบหาเหตุและได้ทำการไต่สวนคดีที่เจ้าพนักงานและตำรวจรวมทั้ง นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ได้ใช้อำนาจสั่งให้ใช้อาวุธร้ายแรงทำร้ายประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบหน้ารัฐสภา โดยเหตุเกิดเมื่อ 7 ต.ค.2551

เหตุการณ์ที่ว่านี้มีคนตายและผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

หลังเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องได้ร่วมกันป้ายสีโดยบิดเบือนข้อเท็จ จริง รวมทั้งโกหกชนิดที่แม้มีหลักฐานจับได้ก็ยังหน้าด้านยืนยันความเท็จ

บุคคลที่ ป.ป.ช.เห็นว่ามีความผิดและต้องถูกลงโทษตามกรรมที่ก่อประกอบไปด้วย อดีตนายกฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในขณะมีอำนาจและได้ใช้อำนาจอยู่ขณะนั้น นายสมชายเป็นคนสั่งประชุมครม.นัดพิเศษ และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้หาทางเปิดสภาให้จงได้ทุกวิถีทาง (แม้ต้องใช้ความรุนแรง)

อดีตนายกฯ สมชายได้มอบภารกิจนี้ให้กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นรองนายกฯ เวลานั้นสั่งการตามสมควร แต่มีอำนาจเต็มแทนตน

ขณะที่เข้าสลายการชุมนุมที่ดำเนินอยู่อย่างสงบนั้น มีการใช้อาวุธร้ายแรง รวมทั้งปาระเบิดทำให้ผู้คนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

นายกรัฐมนตรี จึงเป็นจำเลยต้องคดีคนแรกที่ทำผิดทางอาญา

คนต่อมาก็คือบิ๊กจิ๋ว ในฐานะผู้รับมอบอำนาจสั่งใช้ระเบิดแก๊สน้ำตายิงใส่เข้าไปในที่ชุมนุม แม้จะลาออกไป แต่ก็มีส่วนต้องรับผิดด้วย

ส่วน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ผิดทางวินัย เพราะว่าแม้จะมอบงานให้ลูกน้องไปปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม แต่ตนเองเป็นคนลงนามเองแต่งตั้งลูกน้องก็ต้องรับผิดชอบโดยตรง

พล.ต.อ.พัชรวาท มีความผิดทางวินัย

พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.มอบงานให้ตำรวจจาก ผบ.ชน.ไปปฏิบัติงาน แต่ก็รับนโยบายมาแถมควบคุมการสลายม็อบด้วยมีความผิดทางวินัยเช่นกัน

คนต่อมาก็ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบ.ชน.ในเวลานั้นเป็นผู้บัญชาการ โดยใช้แผนที่เรียกว่ากรกฎ 48 อยู่คุมสถานการณ์ที่เกิดการปะทะกันแต่ไม่หยุดยั้งเหตุการณ์จนบานปลาย

ความผิดนี้ส่งความเสียหายและผิดทั้งทางวินัยและโดนคดีอาญาไปพร้อมกัน

พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบ.ชน.ผิดทั้งวินัยและอาญา

พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา ผิดทั้งวินัยและอาญา

นี่คือนายตำรวจที่โดนโทษ มีนายตำรวจบางคนพ้นผิดเพราะว่าติดงานศพบิดา

ปลายเดือนนี้บุคคลทั้งหมดก็จะต้องรับทราบข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ

แม้ว่าเหตุการณ์จะล่วงเลยมานาน

แต่ พล.ต.อ.พัชรวาทยังระเบิดอารมณ์และกล้าดีออกมาบอกสื่อมวลชนว่าทางตำรวจนั้น ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง และถูกกฎหมายด้วย อีกทั้งผู้ใต้บังคับบัญชานั้นก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายและคำสั่ง

เขากล้าพูดเต็มปากว่า “ตำรวจเจตนาดี”

แต่เป็นเจตนาที่คนตายและบาดเจ็บนี่หรือ “ดี” มันชั่วมากกว่า

สำนึกของคนทำร้ายประชาชนแบบนี้ไม่มีเกียรติพอที่จะร้องเพลงมาร์ชกรมตำรวจที่ ว่า “เกียรติตำรวจไทย เกียรติวินัยทหารมั่นคง” แต่ประการใด

พล.ต.อ.พัชรวาท นั้นรีบออกตัวโดยเร็วเกี่ยวกับตำแหน่งที่เขาเป็น ผบ.ตร.อยู่ โดยพูดว่าเขาจะยังคงเป็น ผบ.ตร.ต่อไป ไม่มีวันลาออกแน่

ครับ…ไร้ศักดิ์ศรี, ไร้เกียรติยศไปหมดแล้ว

อยู่ไปให้เกิดความอัปยศถึงชาติตระกูลเปล่าๆ

แน่นอนว่าทางพันธมิตรฯ นั้น ใช่ว่าจะพอใจเสียไปหมด เพราะเห็นว่านายตำรวจบางคนควรโดนคดีด้วย

สุริยใส กตะศิลา ระบุว่าไม่ใช่แค่นายเท่านั้นยังมีนายตำรวจอีกหลายคนเกี่ยวพันด้วย ถึงไม่อยู่ในเหตุการณ์ก็เถอะ เพราะว่ามีบทบาทสนับสนุนนโยบายนี้

บางคนยังบังอาจเอาตำแหน่งหน้าที่ให้ร้ายผู้ตายโดยกล่าวเท็จด้วยการบิดเบือน และปั้นเรื่องขึ้นมาโดยไม่ให้เกียรติกับผู้ตาย

อย่าง พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ซึ่งไม่ผิด เพราะไปงานศพพ่อ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็ยังมาให้สัมภาษณ์ว่าคนตายหรือคนเจ็บไม่ได้โดนแก๊สน้ำตา

แถมยังใส่ความอย่างไร้มารยาทหรือให้ร้ายแบบโกหกเพื่อป้ายสีต่อศพน้องโบว์โดยบอกว่าน้องโบว์พกระเบิดมาเอง

นอกจากผู้พูดซึ่งเป็นถึงนายตำรวจและไม่อยู่ในที่เกิดเหตุมีพฤติกรรมให้ร้ายผู้หญิงชัดเจนอันเป็นวิธี “หน้าตัวเมีย” เช่นนี้

แค่นี้ก็ควรต้องลงโทษอย่างสาสมแล้ว

ทางพันธมิตรฯ เห็นว่าเรื่องนี้จะต้องดำเนินการต่อ

เพราะแม้ ป.ป.ช.จะชี้มูลอย่างนี้

แต่พันธมิตรฯ ก็คงต้องไปฟ้องศาลเอาเอง

ความยุติธรรมควรสิ้นสุดที่ศาล และจะต้องเอาผิดตั้งแต่นายตำรวจระดับ ผบ.ตร.ไปจนถึงผู้

ปฏิบัติการที่มีหลายคน เฉพาะอย่างยิ่งไอ้พวกขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาและพวกไล่ทุบตี ไล่กระทืบประชาชน

คนพวกนี้ปล่อยไว้ได้อย่างไร

ควรถูกประจานให้หมด

พันธมิตรฯ นั้นมีทั้งหลักฐานและมีพยานมากพอที่จะลากคอผู้ที่กระทำผิดขึ้นศาลเพื่อรับโทษ

แน่นอนว่านี่หาใช่การล้างแค้น

แต่เป็นการหาความยุติธรรมให้กับผู้ที่เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสในวันนั้น

ครับ… ผมต้องบันทึกชื่อนายตำรวจ, เล่าเหตุการณ์ซ้ำอีก

ก็เพื่อให้เป็นเอกสารหรือข้อเขียนอีกชิ้นหนึ่งที่จะมาตอกย้ำความยุติธรรมใช่ว่าจะเกิดขึ้นเอง

แต่เราต้องดิ้นรนหาให้ได้

เพื่อให้ฆาตกรเผยโฉมออกมา!

คนตายพูดไม่ได้จริงหรือ?

โดย อัญชะลี ไพรีรัก 18 มีนาคม 2552 15:17 น.

หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อหากับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรีจากรัฐบาลชุดเดียวกัน ในความผิดทางอาญา ตามมาตรา 157 ต่อเหตุการณ์กรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ด้านหน้าอาคารรัฐสภา ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาลนายสมชายก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังแจ้งข้อกล่าวหาความผิดทางวินัยแก่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และพล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผบ.ตร.ด้วย

ส่วนนายตำรวจอีก 3 นายอันได้แก่ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบ.ชน. – พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบ.ชน. และ พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบ.ชน. นั้นถูกแจ้งข้อกล่าวหามีความผิดทางวินัย และทางอาญา ฐานกระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

แรงกระเพื่อมที่ตามมาหลังการแจ้งข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช. ในส่วนของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สามีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนักโทษชายจากคดีที่ดินรัชดาฯ นั้นยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

มีแต่อาการหงุดหงิดฟาดงวงฟาดงาเล็กๆ น้อยๆ จากนางเยาวเรศ ชินวัตร ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ที่ฟูมฟายผ่านสื่อมวลชนว่า “ตระกูลชินวัตรถูกทำลายอย่างไม่เป็นธรรม”

ขอโทษรายนี้ก่อนพูด คงลืมไปว่า ตัวของตัวเองยังติดกึกอยู่กับคดี “คาร์ปาร์ค” อยู่เลย

ขอโทษอีกหน เพราะอยากถามคุณเยาวเรศกลับไปว่า คนอย่างคุณรู้จักคำว่า ธรรมะ และยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน

ถ้า รู้จักคำตอบดีแล้วก็บอกกับตัวเอง ไม่ต้องส่งมา ไม่มีของรางวัลอะไรจะให้ เพราะสมบัติที่มีอยู่น้อยนิด ถูกโจรหน้าเหลี่ยมมันปล้นสะดมไปหมดแล้ว

ทางด้านพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ดูเหมือนว่า จะมีสีหน้าและอารมณ์ “มึนงง” กับข้อกล่าวหามากทีเดียว

อาการหน้าซื่อตาใสของ “บิ๊กจิ๋ว” ทำให้เหล่าพันธมิตรฯ กลับเป็นฝ่าย “มึนงงยิ่งกว่า” เหมือนถูกไล่ยิงด้วยกระสุนแก๊สน้ำตาจากน้ำมือ “ตำรวจชั่ว” กลุ่มเดิมซ้ำสอง

ฟากตำรวจนั้นเล่าก็พาเหรดกันออกมาปกป้องตัวเองเป็นพัลวันอย่างน่าอดสู

เริ่มตั้งแต่ “พัชรวาท” น้องน้อยผู้น่ารักน่าสงสารของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่กลับเข้ามานั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.ได้อีกหนท่ามกลางเสียงซุบซิบเซ็งแซ่ว่า “บารมีพี่ชาย”

นายตำรวจใหญ่ผู้นี้ เรียกคะแนนสงสารให้พวกเดียวกันว่า “เห็นใจตำรวจที่ทำงานจะเสียขวัญและกำลังใจ”

แปลว่า อะไร … แปลว่า งานนี้ประชาชนต้องเสียสละอวัยวะ และชีวิตเพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจให้ตำรวจที่ไล่ฆ่าประชาชนอย่างนั้นใช่ไหม คุณพัชรวาท

ถัดมา พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา ได้ “น้องตูมตาม” วศิน มีปรีชาวัย 24 ปี ลูกชายที่เกิดจากนักแสดงสาวใหญ่ “พิราวรรณ ประสพศาสตร์” โพสต์ขอความเป็นธรรมและเห็นใจให้บิดาผ่านทางเว็บไซต์ เพราะต้องมาเข้าเวรแทนเพื่อน คือ “พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมโน” ซึ่งติดจัดงานศพให้กับบิดาอยู่ที่ จ.สงขลา โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอันใดในวันที่ 7 ตุลาด้วยเลย

น้อมตูมตามเนี่ยกตัญญูกับบิดาประหนึ่งลูกไม้ไกลต้นเสียจริงๆ ขอให้น้องเจริญๆ เรียนจบจากนิวยอร์กไวๆ นะ เมื่อกลับมาแล้วก็อย่าลืมมาร่วมขบวนพันธมิตรฯ กับคุณลุงสนธิล่ะ น้องจะได้รู้ความจริงเสียทีว่า ตำรวจชั่วมันไล่ล่าและไล่ฆ่าประชาชนตาดำๆ ด้วยความป่าเถื่อนเช่นไร

เมื่อรู้ข้อมูลถูกต้องแล้ว น้องตูมตามจะโพสต์อะไรก็เชิญเถิด ขออย่างเดียวอย่าโพสต์ “ด่าพ่อ” บาปกรรม

นี่เป็นบางส่วนจากปฏิกิริยาของนักการเมือง และนายตำรวจบางคน หลัง คณะกรรมการ ป.ป.ช.แจ้งข้อหา ทั้งอาญา และวินัย

ส่วนพันธมิตรฯ ผู้บาดเจ็บ – ผู้สูญเสีย และญาติของผู้จากไปนั้นเล่า จะมีใครหน้าไหนทั้งในซีกรัฐบาลหรือฝ่ายค้านที่จะมาเห็นใจ หรือฟังเสียงน้ำตาของพวกเขาไหม

จะมีก็นี่…นักการเมือง ปากเสียใจทรามคนหนึ่ง ที่สาดน้ำลายสกปรกราดรดหัวใจ “คนถือธงธรรม”

“เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ” ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย กล่าวหาน้องโบว์เพื่อปกป้องสมชายและบิ๊กจิ๋ว ว่า

“อังคณาไม่ได้ตายจากเหตุที่เกี่ยวข้องกัน แค่ผ่านไป บชน.ซึ่งพวกเสื้อเหลืองกำลังกดดันทุกวิถีทาง และเหตุการณ์กำลังตึงเครียด ตำรวจต้องปกป้อง บชน.ขณะที่พวกเสื้อเหลืองตะโกนว่า ฆ่ามันๆๆๆ”

ได้ยินอย่างนี้ “คุณพ่อจินดา ระดับปัญญาวุฒิ” บิดาของน้องโบว์-อังคณา ตอบโต้สั้นๆ ด้วยเสียงดุดันว่า

“ฟังคุณเชาวรินพูดแล้ว ผมพูดอะไรไม่ออกอีกเลย คิดไม่ถึงว่าเขาจะกล่าวหาลูกสาวผมที่เสียไปแล้วด้วยถ้อยคำต่ำๆ เช่นนี้”

“น้องโบว์ตายไปแล้ว น้องโบว์มาเถียงอะไรไม่ได้แล้ว มีแต่ผม กับแม่ และน้องๆของเขาที่จะต้องทำหน้าที่นี้แทน เราต้องรักษาเกียรติยศให้กับลูกสาวของเรา” พ่อผู้สูญเสียกล่าวด้วยความอัดอั้น และถึงนาทีนี้ อะไรๆ ก็หยุดหัวใจปวดร้าวของผู้เป็นพ่อไว้ไม่อยู่

“คนอย่างพวกเรา คนทำมาหากิน เราไม่อยากยุ่งกับผู้มีอำนาจวาสนา แต่ถ้าคุณมายุ่งกับเรา มาดูถูกลูก และเมียของผม ผมก็ไม่ยอมคุณเหมือนกัน เป็นไงก็เป็นกันสิ” พ่อใจดีเลือดเดือดแล้ว

ความเดียวกันนี้เองเชาวรินยังพูดจา “หมาไม่แดก” ล่วงเกินไปถึง “สารวัตรจ๊าบ-เมธี” ที่ตายเพราะกระสุนปืนลึกลับที่ซัดโครมเข้ามายังรถจี๊ปที่จอดหน้าพรรคชาติไทย ในวันที่ 7 ตุลาคม ว่า

“สารวัตรเมธีขนระเบิดมา และเกิดระเบิดขึ้นก่อนที่จะถูกนำมาใช้ที่หน้ารัฐสภา” งานนี้เชาวรินพูดจากะล่อนไปๆ มาๆ คล้ายให้ผู้ฟังคิดตามไปว่า สารวัตรจ๊าบถูกใช้ให้ขนระเบิดมาวางหน้ารัฐสภาเพื่อสังหารหมู่

เรื่องร้อนหูจากปากเชาวรินทำให้ “พี่น้อย ชาติมนตรี” เมียสารวัตรจ๊าบและเป็นน้องสาวคนเล็กของ “การุณ ใสงาม” สวมวิญญาณแม่ม่ายผัวตายลูกสองผู้กล้าหาญ สาดกระสุนวาจาใส่เชาวรินชนิด “ไม่อั้น”

“เขาพูดมาจากอะไร ใช้อะไรพูด ปากหรือนั่น” พี่น้อยเริ่มต้นเสียงสั่นเหมือนกลั้นน้ำตา เมื่อมีคนบ้ามาด่าผัวรัก และใส่ต่อไปเหมือนสลุตว่า “อย่ามาดูถูก อย่ามาใส่ร้าย อย่าคิดว่าเราจนตรอกไม่มีทางสู้ แม่ม่ายผัวตายคนนี้ไม่เคยกลัวใคร” เธอประกาศท้าทายและพูดต่ออย่างเอาเป็นเอาตายว่า

“เมื่อพี่จ๊าบยอมเสียชีพเพื่อชาติและราชบัลลังก์ได้ ฉันก็ยอมตายได้เพื่อรักษาเกียรติสามีของฉันที่ตายไปเพราะถูกลอบกัดได้เหมือน กัน”

“อย่าคิดนะว่าพี่จ๊าบไม่อยู่แล้ว ใครมันจะพูดอะไรได้ตามใจปากอย่างไม่ถูกต้อง ไม่มีทาง เมื่อเราบริสุทธิ์เราจะสู้ และฉันจะฟ้องร้องเชาวรินให้ถึงที่สุดให้เข็ดหลาบเลย” พี่น้อยพูดจบก็ปล่อยโฮด้วยความเจ็บใจ ที่คนตายถูกฆ่าให้ตายอีกหนด้วยลมปากของนักการเมืองที่เห็นทรราชดีกว่าประเทศ ชาติ

เสียงดูแคลนของเชาวรินจุดชนวนความโกรธขึ้งในใจพันธมิตรฯ ผู้บาดเจ็บและสูญเสียมากมาย ท่ามกลางการเปิดฉาก “สงครามประชาชน” ที่โหมโรงด้วยการโฟนอิน เข้าถึงรากหญ้าของ “ทักษิณ ชินวัตร” ตามด้วยอันธพาลกองทัพเสื้อแดงที่จ้องล้อมหน้าล้อมหลังสร้างความรำคาญเหมือน “ยุง” ตอมหูรัฐบาลเทพประทาน ถัดมาด้วยเกมล้ม “อภิสิทธิ์” ด้วยศึกอภิปรายเหลวไหลไร้ราคา และการชุมนุมใหญ่ของคนใจแดงที่กำลังไหลมากะปริดกะปรอยไม่ต่างอะไรไปจากประจำ เดือนสาวใหญ่วัยกำลังใกล้หมดระดู

ก่อนสงครามประชาชนจะเกิด ก่อนที่เลือดจะนองท้องช้างไปดูอีกชีวิตหนึ่งที่กำลังรวยรินอยู่บนชั้น 2 อาคารธนาคารกรุงเทพ โรงพยาบาลจุฬาฯ ด้วยกัน

ที่นั่นจะได้เห็นอาการบาดเจ็บปางตายของ “พี่รุ่งทิวา” พันธมิตรฯ ปากช่องวัย 47 ปีของเราที่ถูกกระสุนแก๊สน้ำตาหมดอายุจากเมืองจีน ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมจนถึงบัดนี้ พี่รุ่งทิวายังไม่ลุกขึ้นมาเลย หมอบอกว่า สมองข้างหนึ่งยุบอีกข้างหนึ่งบวม เลือดท่วมแกนสมองแล้ว ทั้งยังตาบอดข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งมองไปไร้จุดหมาย เนื้อตัว แขน ขา ที่ปวกเปียกเต็มไปด้วยบาดแผลสะเก็ดระเบิด

เธอนอนเหมือนอยู่ และอยู่เหมือนจากไป เห็นแล้วสะท้อนสะเทือนใจ พยานปากสุดท้ายยังรวยริน

ย้อนกลับไปในวันที่พี่รุ่งทิวามาเป็นพันธมิตรฯ เพราะทนคนชาติชั่วไร้ยางอายไม่จ่ายภาษี แถมจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันสูงสุดไม่ไหว เธอจึงมาเป็นพันธมิตรฯ กับพรรคพวกบ้านหนองสาหร่าย

วันที่สมชายดึงดันจะแถลงนโยบายที่รัฐสภาให้จงได้ พี่รุ่งทิวาก็อยู่แถวๆ นั้น ขณะที่เธอกำลังยกมือท่วมหัวถวายสักการะ “พระบรมรูปทรงม้า” อยู่นั้น ก็มีระเบิดเวรตะไลมาจากไหน-ของใครไม่รู้ได้…หล่นโครมตรงหน้า

“บึ้มมมมมมม” …..แรงระเบิดเป็นผลให้พันธมิตรฯ หลายคนบาดเจ็บและล้มตาย หนึ่งในนั้นคือ พี่รุ่งทิวา ที่อาการสาหัส และน้องโบว์ –อังคณา เสียชีวิตคาที่

เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ เรื่อยมาถึงตอนกลางวัน และลามมาถึงยามค่ำคืน นี่คือโศกนาฏกรรมของวันที่ 7 ตุลาคม 2551

วันนั้นทั้งวัน…ตำรวจนับร้อยๆ คนหมดกระสุนแก๊สน้ำตาไปหลายร้อยนัด และ พันธมิตรฯ ผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บ – ล้มตายดุจใบไม้ร่วง ไม่มากไม่น้อย แค่นับร้อยชีวิตเท่านั้นเอง

เลือดและน้ำตา คละเคล้าปนเปแยกกันไม่ออก

คนเจ็บยังมีปากเสียงเถียงได้ ส่วนคนตายใครมาขึ้นเสียงเถียงแทนให้

พวกมันถึงได้กล้าโกหกและกล้าแม้แต่จะตลบศพคนตายขึ้นมาย่ำยีอีกหนด้วยปากโสโครกของนักการเมืองโสมม ถ้าจะกล้าต้องกล้ากันให้ตลอด

เพราะพันธมิตรฯ ทั้งผองเป็นพี่น้องกัน คนหนึ่งไป คนหนึ่งเจ็บ คนที่เหลือย่อมอาดูร และท่ามกลางความสูญเสียพันธมิตรฯ จะไม่มีวันยอมให้อ้าย – อีหน้าไหน มาสาดโคลนใส่ร้ายได้อีกต่อไป

ต่อแต่นี้ไป…พวกเราจงมาสัญญา มาสาบาน มาเปิดประจัญบานกับมันทุกผู้ทุกนามที่ “ใส่ร้าย” เพื่อนของเราที่ไปเจ็บ-ไปตายให้กับแผ่นดิน และพระเจ้าของแผ่นดิน

ต่อแต่นี้ไป…พวกเราจงจำไว้ แม้เพียงปลายก้อย ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ใหญ่โตแค่ไหน หากมันดูถูก “ประชาชน” จงหยุดพวกมันเสีย อย่าปล่อยให้ได้ผุดได้เกิดไปลอยหน้าลอยตาหาผลประโยชน์เหมือน “หมาบ้า” ตัวนั้นที่กำลังน้ำลายฟูมปากจากการโฟนอินรากหญ้า

ต่อแต่นี้ไป… ต้องประจันหน้า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ให้มันรู้กันไป…ว่า ธรรมะจะพ่ายแพ้แก่อธรรมและต้องคุกเข่าก้มหน้าให้กับคนใจพาลสันดานหยาบช้า

ก็ ให้มันรู้กันไปว่า หลังมติ ป.ป.ช.แจ้งข้อหาแล้ว ประชาชนจะต้องเป็นผู้พ่ายแพ้ และคุกมีไว้ขังหมากับประชาชนเท่านั้น… ก็ให้มันรู้กันไป.

คดี ๗ ตุลา.ทำไม”ลูกน้องตาย-เจ้านายรอด”?

* เปลว สีเงิน

17 มีนาคม 2552 – 00:00

ท่าน มีความคิดเห็นตอบสนองต่อมติ ป.ป.ช.ที่ตั้งข้อกล่าวหา ๗ บิ๊กตำรวจ-บิ๊กนักการเมือง ในคดี “ตำรวจฆ่าประชาชน” ในเหตุการณ์ ๗ ตุลา.๕๑ ที่หน้ารัฐสภาอย่างไรบ้างครับ? สำหรับผม ขอชื่นชมการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.โดยเฉพาะท่าน “วิชา มหาคุณ” ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีนี้ และท่าน “สุรสีห์ โกศลนาวิน” คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในฐานะประธานอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนคดีสู่ ป.ป.ช.ในที่สุด ก็ขอบันทึกไว้เพื่อเป็นเกียรติประวัติ และกำลังใจของคณะ “องค์กรอิสระ” ที่เป็น ๑ ในแกนดุลยธรรมพิทักษ์ “สังคมเป็นธรรม” ขณะนี้

ผมคิดว่า ท่านคงไม่สมาธิสั้นจนลืมไปแล้วนะครับว่า เมื่อ ๗ ตุลา.๕๑ ในยุครัฐบาลสมชาย “น้องเขยทักษิณ” ที่หน้ารัฐสภา และบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เกิดอะไรขึ้น จนกลายเป็น “ประวัติศาสตร์ทราม” ของสังคมชาติตลอดไป โดยตำรวจยอมเป็นเครื่องมือให้นักการเมือง “ระบอบทักษิณ” ใช้ฆ่าประชาชน?

ก็ตำรวจในยุค “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” คนปัจจุบันนี้แหละ ซึ่งเป็น ผบ.ตร.ที่อดีตนายกฯ สมัคร “ยัดสารพัดข้อหา” ผบ.ตร.ขณะนั้น คือ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” เพื่อใช้เป็นเหตุย้ายออกไป แล้วตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาทคนนี้ขึ้นมาแทน ท่านจำฝังใจกันได้ดีอยู่ใช่มั้ย?

และ “พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว” ผบช.น. “เพื่อนร่วมรุ่นทักษิณ” ที่กลายเป็น “เพื่อนร่วมรักเนวิน” ไปใหญ่อยู่ในอีสานขณะนี้ เขาคือผู้บัญชาการใหญ่ในยุทธการ “ฆ่าปราบประชาชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ในวันนั้น จนบาดเจ็บ-พิการตลอดชีพ และล้มตายไปกลาดเกลื่อน

วานนี้ (๑๖ มี.ค.๕๒) นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษก ป.ป.ช.นำมติที่ประชุม ป.ป.ช.มาแถลงให้ทราบกันไปแล้วนะครับว่า ได้ตั้งข้อกล่าวหาใครบ้าง ที่เกี่ยวข้องในการสั่งสลายการชุมนุมจนเป็นเป็นเหตุนำไปสู่การ “ฆ่าปราบประชาชน” เสียชีวิตไปถึง ๗ ศพ แต่ก่อนจะนำรายชื่อแต่ละท่านมาบันทึกไว้ตรงนี้ ผมขอแทรกนิดครับ

คือกราบขออภัยท่านอาจารย์ “สนธิ สารธรรม” และผู้อ่านทุกท่าน เมื่อวันเสาร์-ขนาดผมลอกข้อความจากแฟกซ์ของอาจารย์สนธิมาลงกรณี “ฟ.ฮีแลร์” ก็ยังป้ำๆ เป๋อๆ ลอกแล้วยังลอกผิด อภัยคนแก่ที่ชอบคิดอะไรในเวลาเดียวกันหลายๆ เรื่องที่เรียกว่า “ฟุ้งซ่าน” ไม่สร่างเถอะ ขออนุญาตทำความคลาดเคลื่อนกลับมาให้ตรงดังนี้นะครับ

คืออักษร ฟ.นั้น ย่อมาจากคำฝรั่งเศส Frere อ่านว่าแฟร์ (เรอ) ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Brother เมื่อมาใช้เป็นภาษไทยก็ตรงกับศัพท์ว่า ภราดา=เจษฎาจารย์

ตรงว่า “เจษฎาจารย์” นี่แหละครับ ผมก็ตั้งใจพิมพ์เจษฎาจารย์แหละ แต่คิดอะไรไปพร้อมๆ กันหลายเรื่องหลายราวก็ไม่ทราบ ผีคอมพ์ปัดนิ้วจิ้มแป้นไปเป็น “เจษฎาภรณ์” ซะนี่ ท่านอาจารย์สนธิเลยต้องแฟกซ์ให้ผมทราบเพื่อ “แก้ไขในสิ่งผิด” ก็โปรดเข้าใจตามนี้นะครับ “เจษฎาจารย์ฮีแลร์” ไม่ใช่ “เจษฎากรณ์”

“เจษฎา” ที่แปลว่า ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ตอนนี้ที่ได้ยินกันอยู่ก็คือ “เจษฎาจารย์ ประทีป มาร์ติน โกมลมาศ แห่งอัสสัมชัญ” นั่นแหละ

ก็เปลื้องความผิดไปข้อหนึ่ง มาถึงข้อที่สอง คือการเขียนศัพท์ภาษาฝรั่งเศส Frere ที่มีขีดอยู่บนตัว e ตัวแรก ผมเขียนไปว่า Fre’re อาจารย์สนธิติงว่า ไม่ใช่ -re’ อย่างที่ผมเขียน ข้อนี้ยอมรับว่าผม “ผิดโดยสุจริต” ครับ

เข้าใจครับว่า ‘ นั้น ต้องไปขีดเฉียงซ้ายอยู่ข้างบน e ไม่ใช่ไปใส่ไว้ข้างๆ แต่ผมพยายามจนตาเหล่แล้วก็ไม่สามารถพิมพ์ขีดนั้นให้ตรงตามหลักอักษรศาสตร์ ของฝรั่งเศสได้ ผมก็เลยมั่วไปด้วยคิดว่า ท่านผู้รู้ภาษาฝรั่งเศสคงจะอนุโลมด้วยเข้าใจผมน่ะ และท่านใดมีความรู้ช่วยสอนทีเถอะว่า ในแป้นคอมพ์นั้น เขากดเครื่องหมายอะไรถึงจะพิมพ์ไอ้ขีดๆ แบบฝรั่งเศสได้ถูกที่-ถูกทาง

ก็กลับมาเรื่องเดิมต่อ ทั้ง ๗ คนที่ถูก ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาทั้งความผิดทางอาญา และความผิดทางวินัยก็มีดังนี้
๑.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ และมีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมในวันที่ ๗ ตุลา.๕๑ จนมีผู้บาดเจ็บ แต่ก็มิได้ยับยั้งมิให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีก จึงแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดทางอาญา ตามกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗

๒.พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกฯ และได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้เป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ และสั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินทุกวิถีทางในอันที่จะผลักดันกลุ่ม ผู้ชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตา แม้ลาออกจากตำแหน่งในเวลา ๐๙.๐๐ น.ก็ถือว่ามีส่วนรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดทางอาญา ตามกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗

๓.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในฐานะ ผบ.ตร.ซึ่งรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ แม้ได้ความว่ามีการมอบหมายให้มีผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน และแต่งตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ให้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง แต่ก็ต้องให้ความสำคัญติดตามความเคลื่อนไหวในการชุมนุมอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดเหตุรุนแรง ขาขาด แขนขาด ก็ต้องยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามต่อไป จึงแจ้งข้อกล่าวหาทางวินัย ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความอุตสาหะ เอาใจใส่ระมัดระวัง รักษาผลประโยชน์ทางราชการ ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ

๔.พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.ได้รับมอบหมายหน้าที่จาก ผบ.ตร.ให้สั่ง และปฏิบัติราชการแทน ได้รับทราบนโยบายและควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในการสลายฝูง ชน จึงแจ้งข้อกล่าวหาความผิดทางวินัย เหมือน ผบ.ตร.

๕.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ตามแผนกรกฎ ๔๘ เป็นผู้ควบคุมสั่งการทุกเหตุการณ์ที่มีการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ฝูงชนจนเกิดการบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตาย และละเว้นไม่หยุดยั้งการกระทำอันรุนแรงที่เกิดขึ้น จึงแจ้งข้อกล่าวหาทั้งทางวินัย และทางอาญา ฐานกระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง

๖.พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น.ได้รับมอบหมายให้มีภารกิจเปิดทางให้สมาชิกสภาเข้าประชุมด้านในประตู ปราสาทเทวฤทธิ์ โดยเป็นผู้รับผิดชอบในการสลายฝูงชนจนเกิดความรุนแรง แจ้งข้อกล่าวหาทั้งทางวินัยและทางอาญา

๗.พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น.ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์แทน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ซึ่งขอลาไปงานศพบิดา ในวันที่ ๗ ต.ค.โดยสั่งให้มีการสลายฝูงชนในเวลา ๑๖.๐๐-๑๗.๐๐ น.จนมีผู้เสียชีวิต จึงแจ้งข้อกล่าวหาทั้งทางวินัยและอาญา

สำหรับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ยังไม่พบว่าเป็นผู้ร่วมสั่งการ หรือเกี่ยวข้องกับการสลายฝูงชน เนื่องจากมีการเปลี่ยนเวรกับ พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา แม้เป็นผู้แถลงข่าวในวันที่ ๘ ต.ค.ว่าผู้ร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บมิได้เกิดจากการใช้แก๊สน้ำตาสลายการ ชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติยังไม่ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมทีหลัง!
นี่แหละครับ การประกาศผลสอบคดี ๗ ตุลา.ก็มีติดบอร์ด “ถูกแจ้งข้อกล่าวหา” ๗ ราย ต้องเข้าใจด้วยนะครับ อยู่ในขั้นแจ้งข้อกล่าวหา ป.ป.ช.ยังไม่ได้ชี้มูลใครบ้างจะตกเป็นผู้ต้องหา หรือพ้นไป ในขั้นตอนนี้ อยู่ในขั้นตอนทั้ง ๗ รายต้องไปยื่นแก้ข้อกล่าวหากับทาง ป.ป.ช.ตามกำหนด รอดก็รอด ใครไม่รอดก็จะต้องตกเป็นผู้ต้องหาไปขึ้นโรง-ขึ้นศาลกันละตานี้

ในความเห็นผม ทั้ง ๗ รายนั้น ไม่มีความเห็นเป็นอื่น ยกเว้นราย พล.ต.อ.พัชรวาท ที่ถูกข้อกล่าวหาทางวินัย ประมาทเลินเล่ออยู่คนเดียว โทษตามข้อหาอย่างนี้ เรียกมาเขกเข่า ๓ ทีก็แล้วกันไป ผมไม่เห็นดัวยกับมติของ ป.ป.ช.ครับ

จะอ้างว่ามอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติหน้าที่แทน แต่งตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์รับผิดชอบแทนแล้ว ฉะนั้น ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทางอาญาด้วย ผมว่ามันขัดต่ออำนาจหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะ “นายใหญ่ตำรวจ” และขัดทั้งมโนธรรมสำนึกของ “ผู้บังคับบัญชา” ที่จะรับแต่ชอบอย่างเดียว ส่วนความผิดโยนให้ลูกน้อง!

ต้องดูอย่าง “บรรณาธิการหนังสือพิมพ์” ซิครับ กฎหมายไม่เคยยกเว้นให้ในทำนองนี้เลยว่า บก.มอบหมายให้ผู้อื่นรับผิดชอบภายในแล้ว บก.ไม่เกี่ยว หรือ บก.ตั้งผู้บัญชาการข่าวประจำวันแทนแล้ว มีอะไรเกิดขึ้น บก.ไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย เห็นขึ้นศาลทีไร บก.ติดคุกทุกที

ถ้าอย่างกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท ผิดแค่วินัย ฐานประมาทเลินเล่อ อย่างนี้ก็สบายซีครับ ต่อไป ใครเป็น ผบ.ตร. เป็นอธิบดี หรือใครเป็นหัวหน้าใหญ่ พอมีเรื่องอะไรก็ตั้งลูกน้องให้เป็น “ผู้บัญชาการเหตุการณ์” รับผิดชอบแทน ตัวเองก็สบายไป ถ้างานนั้นเป็นผลดี มีความดีความชอบ ตัวเองรับเงินเดือน รับเครื่องราชย์ แต่พอเป็นผลร้าย “กูไม่เกี่ยว…มอบให้ลูกน้องมันทำไปแล้ว”

ผมว่าอย่างนี้ไม่เข้าท่า อย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท ถ้าลูกน้องผิด ตัวเองในฐานะผู้บังคับบัญชา จะต้องรับโทษผิด “หนักเป็น ๒ เท่าด้วยซ้ำ” ไม่ใช่ปล่อยให้สบาย หน้านวลแค่ประมาทเลินเล่อ ส่วนลูกน้องเจออาญา เผลอๆ ถูกพัก ถูกออกจากราชการ หรือไม่ก็เข้าคุก เข้าตะรางในความผิดฐาน “ทำงานแทนนาย”

สำหรับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน นั้น ผมชื่นชมความยุติธรรมของ ป.ป.ช.ตรงนี้ ผมว่าชอบด้วยธรรม ชอบด้วยความเป็นจริงแล้วครับที่ไม่ตั้งข้อหาใดๆ พล.ต.ต.อำนวย สมมุติว่าตั้ง ก็มีข้อหาเดียวที่จะตั้งกับ พล.ต.ต.อำนวยได้คือ ข้อหา “เฉาฉุ่ย-เหม็นขี้หน้า”!

สายลับของผมในนครบาลมาบอกแต่แรกแล้วว่า รายการนี้ “ผีคุณพ่อท่านช่วยลูกไว้ฉิวเฉียด” คือ บิดาของท่านที่สงขลาเสียชีวิตก่อนวันที่ ๗ ตุลา.พอทราบข่าว พล.ต.ต.อำนวยท่านก็รีบจ้างรถตู้บึ่งจากกรุงเทพฯ กลับไปสงขลาทันที ก็อย่างที่ ป.ป.ช.ระบุนั่นแหละว่า ท่านลาราชการในวันที่ ๗ ตุลา.และ พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา มาเข้าเวรทำหน้าที่แทน

กลับมาแล้ว พล.ต.ต.อำนวยยังเดินคุยโขมงทั่ว บชน.ว่า “คุณพ่อช่วยอั๊วไว้โว้ย” ฉะนั้น ที่ ป.ป.ช.ไม่ตั้งข้อหา ถือว่าไม่ใช้ความชอบ-ไม่ชอบส่วนตัวเข้าไปปะปนกับการวินิจฉัยบนข้อเท็จจริงใน งาน นับเป็นจุดแข็งที่น่ายกย่องของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถึงแม้ว่า พล.ต.ต.อำนวยจะเป็นโฆษก “แกว่งปากหาเสี้ยน” จนน่าหมั่นไส้หลังจากนั้นก็ตาม

แต่ข้อหา “ฆ่าคนด้วยปาก” ไม่มี พล.ต.ต.อำนวยจึงได้รับความเป็นธรรมจาก ป.ป.ช.ไปในวันนี้ (แต่วันหน้าไม่รู้นะ)

เอาละครับ..วันนี้ไม่ได้คุยเป็นชิ้น-เป็นอัน เพราะมีหลายเรื่องสารพันจนทำงานไม่ตรงกับเวลา งัดรายชื่อท่านที่ร่วมซ่อม-สร้างโบสถ์วัดพญาไม้ ราชบุรี มากางรอท่าจะ “ตอบรับ” ก็ได้แต่กางไว้ก่อน ยอดรวมร่วม ๒,๓๐๐,๐๐๐ บาทแล้วครับ ขยับไปขยับมากว่าจะสิ้นเดือน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ครบทั้งค่าหลังคาและค่าฝ้าเพดานจนได้ พรุ่งนี้ค่อยมาจาระไนต่อนะครับ.

ขอบคุณพี่ henggy ครับ

mblog.manager.co.th

ดูเพื่อนชาวบล็อคทางจอเหลืองเมื่อสักพักนี้ น่ารักทุกคนเลย

แต่อ่านเรื่องนี้แล้วน้ำตาซึมเลยนะ มีเตี่ยมีแม่เหมือนกัน ถ้าลูกไปอยู่แบบนั้น ท่านเป็นห่วงมากๆเนอะ

สู้ๆค่ะ

สวัสดีครับ คุณชวินโรจน์

mblog.manager.co.th

สวัสดีครับ คุณเก้า

ขอบคุณมากเลยครับ

mblog.manager.co.th

สวัสดีครับ คุณ วารี

ยินดีมากเป็นอย่างยิ่งครับ

mblog.manager.co.th

ขอคารวะจิตใจ พี่น้องพันธมิตรทุกท่าน วันที่ 7 ตุลา ผมเองไม่ได้ไปหลอก ส่ง แฟนไป กับพี่ๆที่ระยอง
ผมทำงานอย่างไม่เป็นสุข โทรเช็คข่าวตลอด
ไม่รู้ว่าคนสั่งฆ่าพี่น้องพันธมิตรเรา ใจมันทำด้วยอะไร
แล้วยังมีหน้ามาออกข่าวว่าเราพกระเบิดไปกันเอง
ไอ้พวกตำรวจเลวๆอย่างนี้ต้องตัดสินให้สาสมที่สุด

พธม.หน้าจออย่างนี้อ่านแล้วยังอดน้ำตาไหลทุกทีไม่ได้กับเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลา ขอคารวะจิตใจพันธมิตรทุกท่าน ทุกเมื่อเชื่อวัน… คห.5มันก้อเหมือนพวกหางแดงทั้งหลายมันคิดอย่างไรกับพันธมิตร ความอัปยศ จะสนองมันกลับเป็นร้อยเท่าพันทวี ยังมี พธม.อีกมากที่ไม่มีโอกาสอยู่เคียงข้างท่านในเหตุการณ์ต่างๆ แต่ให้รับรู้ไว้พวกเขาสวดมนต์คุ้มครองท่านอยู่ตลอด แต่เมื่อไหร่ต้องการพลังเราจะพยายามไปให้ถึง ทุกท่านที่อยู๋ใน 7 ตุลา เป็นฮีโร่ในใจคนไทยที่รักชาติทุกคน.

คุณชัยโรจน์

ทุกครั้งที่อ่านเรื่องของวันที่ 7 ตุลา ดิฉันจะมีความรู้สึกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ มากระแทกที่ใจ

ดิฉันอยูที่แยกพิชัย ตั้งแต่คืนวันที่ 6 จนถึงเช้าวันที่เจ็ด มีแผลจากสะเก็ดแก๊สน้ำตาที่หลังสองแผล ที่แขนสาม ที่ขาห้า แต่เป็นแผลที่ไม่มากมาย อักเสบอยู่แค่ห้าวัน แล้วก็หาย ทิ้งไว้แต่รอยดำ ๆ น่าเกลียดตามแขนขา เสื้อเหลืองข้างหลังขาดเป็นรูโหว่ นิ้วโป้งยัดเข้าไปได้ ดิฉันยังเก็บไว้เป็นที่ระลึก กลับบ้านไปเอาแรงตอนสาย บ่ายกลับมาก็โดนแก๊สอีก แต่ไม่มากเท่าตอนเช้า

ดิฉันเขียนบันทึกเหตุการณ์วันนั้นไว้ยาวสามหน้ากระดาษ A4 ตั้งแต่เช้าวันรุ่งขึ้น แต่เขียนส่งไปให้บล็อคของคุณบอนกาฬสินธ์ ปกติจะอ่านอย่างเดียวไม่ค่อยเข้าไปเม้นท์ใคร วันนี้เห็นคุณ Chairojt เขียนมาทวนความหลัง เลยขอมาแจมบ้าง ไม่ว่ากันนะคะ

วารี

นั่งอยู่ที่นั่นตั้งแต่คืนวันที 6 ต.ค.
จนถึงช่วงบ่ายๆของวันที่ 7
(มีคนมาลากตัวอไป)

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค.2551
ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาปนระเบิด
มันยิงโดยไม่มีการเตือน
ยิงกราดดดดดดดดดดด
แต่ประชาชนไม่มีใครหนีหรือกลัว
จึงไม่มีใคร..เหยียบกันตาย..ตามข่าวมั่วนั่น
ทุกคนยังคงอยู่ตรงนั้น
ได้ชิมแก๊สน้ำตา (ที่มาจากภาษีเรา)ไปเมื่อเช้า
โดนแค่หาง ยังเจ็บ..แสบ…
คนทีโดนเต็มๆก็จะ ได้ผลเช่น ….
บุตรสาวผอ.สภากาชาดนิ้วขาด ไม่สามารถนำมาต่อได้ นิวเท้าและแผลที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากการแรงระเบิด ซึ่งหลังการผ่าตัดคงเสียการทรงตัวไปบ้าง
นักข่าว จส.100 บาดเจ็บจากเหตุตำรวจสลายม็อบหน้าสภา
ยิงขาแพทย์ พยาบาลประจำหน่วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
… หน่วยแพทย์พระราชทานสมเด็จฯ มันก็ยิง
ใครกันแน่..กบฎ ?
ห้ามรถพยาบาลเข้ารับคนเจ็บ

ไม่ใช่แค่เปิดทางเข้า ออกสภา
แต่เป็นเจตนาฆ่าให้ตาย

นายกฯตั้งณัฐวุฒิโฆษกรัฐบาลระบุเสียใจเหตุสลายม็อบ
……………………………..
ทรราชย์และพวก
ยังมีหน้าเอา..
หน้าด้านๆ
ปากเน่าๆ
เห่าหอนความเท็จผ่านสื่ออีกหรือ
สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ผู้มีอำนาจสั่งการตำรวจ
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.
พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.
ตำรวจหน่วยปราบฯ ตำรวจ ตชด.ที่เกณฑ์มา
และ อ้ายเจ้าไม่มีศาล

ตลอดวันมัน
สร้างสถานการณ์
ใช้แก๊สน้ำตา ปืน
ในอีกหลายที่บริเวณนั้น
ให้ห่วงหน้าพะวงหลัง
ทั้งรัฐสภา ทำเนียบ มัฆวาน
จึงต้องจัดกำลังและเฝ้าระวังเข้มข้น

ตอนนี้ยังมีหน้าโยนความผิ ดให้คนตาย
ยังชัวได้อีกใช่ไหม ?

ขอบคุณคุณ correct ที่แจ้งข่าวตรับ

ไม่เป็นไรจ้ะ ยินดี
.
มีเรื่องฝากบอกต่อๆกันด้วยนะจ๊ะ ตัวข้าพเจ้าอยู่ไกล ไม่สามารถจัดการได้เอง
ขอแสดงความขอบคุณ

ฝากบอกต่อๆกันว่….
ที่อุโบสถในวัดพระศรีมหาธาตุ ซึ่งเป็นวัดประจำเมืองเพชรบุรี
ลวดลายที่ฐานชุกชี เป็นช่างสมัยใหม่ นำลวดลายดัดแปลงเป็นรูปรัฐมนตรีในแต่ละสม้ย และ….(ไม่กล้าเขียน)

พันธมิตรเมืองเพชรบุรีช่วยเป็นหูเป็นตาและไปจัดการทุบทิ้งด้วย
นี่เป็นกรณีเดียวกันกับวัดบางละมุง เมืองชลบุรี ที่คุณสนธิเคยนำมาเล่าให้ฟัง
.
.
อย่าลืม…ในวัดพระศรีมหาธาตุ วัดประจำเมืองเพชรบุรี
มีการทำไสยศาสตร์ด้วยรูปปูนปั้นต่างๆดังกล่าว

รบกวนฝากประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

โอ้…ผิดหลายที่เลย

ขอบคุณ correct มากครับ

จะแก้ไขเดี๋ยวนี้หล่ะครับ

mblog.manager.co.th

สส. ที่เดินเหยียบย่ำ ไม่ใช่ ย้ำ
หย่อนระเบิด ไม่ใช่ ย่อน
สเปรย์ ไม่ใช่ สเปร์
เดินหน้าทยอย ไม่ใช่ ถยอย
กลับไปทำเนียบฯ ไม่ใช่ กับ
พลางก็ชูมือให้ดูมือที่บวม ไม่ใช่ พร่าง
ในละแวกบ้าน ไม่ใช่ ระแวก

ขอบคุณ คุณอภิชาที่เข้ามาเยี่ยมเยือนครับ

mblog.manager.co.th

พธม อยู่193วันตาย10แขนขาขาดตาบอดพิการหลาย10โดน * ัพวกตรโจรละเมิดสิทธิหลาย100ท่ีต้องเข้าโรงพยาบาลกว่าจะยึดทำเนียบ สนามบิน ใช้พวกร่วมอุดมการณ์หลายล้านคนสูญเสียทรัพสินส่วนตัวรวมกันเป็นหมื่นล้าน ไม่ได้โกงชาติขายชาติเอาเงินภาษีมาสร้างความวุ่นวายเพื่อเจ้ามูลแม้วคนเดียว ม๊อบเม็นมาแค่200ตร ก็ปล่อยให้ปีนร้ัวทำเนียบเอาหินทุบรถนักโกงเมืองแล้ว สรุป * พวกหางแดง ม้อบเม็นมา * เสแดง กับ * กทมและตร มันก็พวกเดียวกันมันทำไมไม่ใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาเหมือนกันวะ เสือกบอว่ามีมาตรฐานเดียวกัน * ฟาย

จากคุณ :อภิชา (2009-03-03 20:57:08 )

ขอบคุณพี่ pijika ครับ

mblog.manager.co.th

ค่อยๆ ทะยอยอัพมาแล้ว…
นักสู้ตัวจริง…
ดีใจนะคะ ที่รอดมาได้ จนมาเจอกันได้หลายๆ รอบ…

ณ ที่แห่งนั้น เราอาจเดินสวนกันไป สวนกันมา โดยไม่รู้จักกัน

mblog.manager.co.th

สวัสดี คุณ warintirak ครับ

เราจะเป็นกำลังใจให้กันและกันนะครับ

mblog.manager.co.th

สวัสดีคุณ zz ครับ

mblog.manager.co.th

สวัสดีคุณ เซ็งเป็ด ครับ

mblog.manager.co.th

สวัสดี คุณ เจ้ามูลควาย@ประจำเดือน ครับ

mblog.manager.co.th

ขอบคุณ คุณ สาว PAD BKK ที่ติดตามครับ

mblog.manager.co.th

สวัสดีคุณ ม็อบประจำเดือน ครับ

mblog.manager.co.th

สวัสดีคุณ ignorant thai ครับ

mblog.manager.co.th

สวัสดีคุณ Bumz ครับ

mblog.manager.co.th

คุณ คห.5 เข้ามาเยี่ยมกันบ่อยนะ

เผื่อ “อาการ” จะดีขึ้นนะครับ

ผมก็เชื่อว่าไม่ใช่พี่ kathatyai

อ่านเรื่องราว 7 ต.ค. ทีไรน้ำตาใหลทุกที
ภาพและเสียงในวันนั้นยังติดตา ติดใจและก้องอยู่ในหูไม่มิวันลืมเลือน
ขอบคุณที่ลงให้อ่านกันอีกครั้ง เสมิอนตอกและย้ำ ให้จดจำเรื่องราวประวัติศาสตร์ได้อย่างดี(แม้ไม่ตอกย้ำเชื่อว่าหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นลืมไมลงแน่ๆ)

เราก็อยู่ที่รัฐสภาตั้งแต่คืนวันที่6ตุลาฯยันเช้า จนเที่ยง จนกระทั่งระเบิด แก๊สน้ำตาลูกสุดท้ายจากบชน.และแยกกลับไปพักผ่อนเที่ยงคืนเพราะร่างกายล้าจนจะร่วง ด้วยฤทธิ์แก็สน้ำตา

และขอบอกว่าไม่เคยเสียใจที่เป็นพันธมิตร
แต่ภูมิใจที่เป็นพันธมิตร..ที่สุด

ผมนอนเฝ้าที่แยกพิชัยคืนนั้น…เช้ามาก็โดนเลย….วงผู้จัดกวนยังเล่นเพลงไม่จบเลย

ไอ้ คห ที่ 5
มึงไม่รู้ตัวอีกเหรอว่า พวกมึงนั้นน่าขยะแขยงมาก ไอ้พวกสังคมรังเกียจ ตรงใหนมีสิ่งดีๆ ตรงใหนมีคนดีๆ พวกมึงก็ไปป่วน ไปทำลาย มีแผ่นดินก็ไม่รักแผ่นดิน มีในหลวงก็ไม่รักในหลวง ระยำ ยังเสือกมาลอยหน้า ลอยตาอาศัยในผืนแผ่นดินนี้อีก นี่แหละผลพวงจากการสำส่อนทางการเมืองของไอ้แม้ว จึงมีลูกระยำอย่างพวกมึงไง…. กลับไปชำละล้างสิ่งสกปรกที่มันเกาะกินอยู่ในสันดานให้หมดสิ้นเสียก่อน เมื่อความน่าขยะแขยงหมดไปแล้ว คิดว่าสังคมไทยคงต้อนรับและให้อภัย…ขอร้องไปซะ

คห.5 มันไม่ใช่พี่ Kathatyai หรอกครับ

มันแอบอ้าง

ไอ้พวกนี้ขี้ขลาดจะตาย

ขี้ขลาดเหมือนพ่อมัน ไอ้เจ้ามูลควาย “ดีแต่ปาก แต่หางจุกตูด”

ชอบอ่านเรื่องของคุณชัยโรจน์ เคยอ่านเรื่อง รูป 1 นิ้วกับเรื่องสุวิทย์ อ่านในเวปนี้นะระหว่างพวกเรายังชุมนุมกันอยู่ จำได้ว่า น้ำตาคลอทั้ง 2 เรื่อง

คุณชัยโรจน์เป็นนักเขียนได้ ข้อความของคุณจะกินใจ
คำสองคำ อ่านแล้วบางครั้งทำเราอึ้งไปนาน

ขอบคุณในความในความรักชาติและเสียสละ กราบขอให้คุณพ่อคุณแม่ท่านมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ

จะตั้งตาคอยอ่านบล๊อกของคุณอีก

ความเห็นที่ ๕ นี้บ่งบอกระดับจริยธรรม
ของตัวเอง และ ผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดู
ออกมาแสดงความคิดประจานบุพการีตัวเองอย่างน่าสมเพช

แต่ก็ต้องขอบคุณที่มาแสดงตัวให้เราได้รู้ว่า
ความชั่ว และเลวทราม ไม่ได้มีแต่ในตำราคุณคือ มนุษย์สเปโต คือ ร่างเป็นมนุษย์ จิตใจเป็นเปรต

พธม คือ มนุษย์สเทโว คือร่างเป็นมนุษย์ จิตใจเป็นเทวดา พวกนี้อยากให้คนอื่นมีความสุข แม้ตัวเองจะมีความทุกข์ก็ตาม

พ่อไม่ได้ตาย แต่พ่อ คห.5 มันไม่มีแผ่นดินอยู่ ได้แต่คราง หงิงๆ โฟนอินเข้าตามหมู่บ้าน

คห 5

กลับไปเรียนภาษาไทย ป.1 มาใหม่นะ
จะได้พิมพ์ถูกๆ

นี่แหละที่เค้าว่าพวกหางแดง มีแต่…ควาย

พ่อมึงตายข้างถนนวันนั้นหรือ

ถึงมาครวณครางแบบนี้ว่ะ…ไอ้สัด พธม.

ขอบคุณ พี่ Chaba2550

ขอบคุณ คุณ prypilas

หยก คราวหน้า signin เข้ามาด้วย รูปมันจะได้ติด

mblog.manager.co.th

อ่านแล้ว เห็นภาพ ขนลุก เลยอ่ะเฮีย
ตอนจบ ซึ้ง กินใจมาก ประทับใจครับ

สำหรับไอ้พวกหางแดงที่วันนี้พูดกันแต่ว่า
“ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”
ประชาธิปไตยบ้านเมืองไหนทำกับประชาชนแบบนี้ (วะ)

ขอบคุณบันทึกประวัติศาสตร์หน้านี้ที่ท่านชัยโรจน์เรียบเรียง
ขึ้นมาอีกครั้งจากประสบการ์ตรง

ประวัติศาสตร์ .. ที่ไอ้พวกหมาวัดพยายามจะบิดเบือน

คลิกลิงค์ข้างบน ไปชม..
# 3 คลิปนาทีวิกฤติ (7 ตุลาเลือด 51) 4 โมงเย็นหน้ารัฐสภา ..+*

วันที่ 7 ตุลาคม พี่อัดคลิปอยู่ที่บ้าน ด้วยความเป็นห่วง
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ชุดนี้เป็นคลิปในจำนวนหลาย
คลิปที่พี่อัดและตัดเผยแพร่แล้ว

บล๊อคนี้คาดว่าชัยโรจน์ คงใช้เวลาเขียน เรียบเรียงภาพ
อัพโหลดคลิปอยู่นานหลายวันทีเดียว ขอบคุณน้ำใจ
ของน้องชาย ที่ตั้งใจบันทึกประวัติศาสตร์ในวันนั้น
ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้อย่างครบครัน ทั้งเรื่องราว ภาพถ่าย
และคลิปวิดิโอ..

แต่ที่สุดของที่สุดนั้น คือ ผู้เล่าเรื่อง อยู่ในเหตุการณ์จริง
เป็นผู้ถ่าย ผู้ทำ(คลิป) และผู้เขียน

ขอคารวะทุกท่านในที่นั้น..
ด้วยจิตคารวะ..

พี่ชบา./