Buon Giorno Italy บทที่ ๒ : จากไทยสู่อิตาลี

0

Posted by chairojt | Posted in ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว | Posted on 11-06-2009

หลังจากที่พวกเราเซ็นสัญญากับบริษัทใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เลยแต่รอเวลาว่าพวกเราจะได้ไปกันเมื่อไหร่ ระหว่างนั้นพวกเราก็ทำเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในการไปทำงานและตรวจสุขภาพ ตามระเบียบของการไปทำงานต่างประเทศ



มื้อบนเครื่องที่แสนนานของพวกเรา

.

     พวกเราทั้ง ๑๑ คน กระวนกระวายเป็นอย่างมาก บางคนที่รู้จักกันก็โทรศัพท์คุยปรึกษากัน ว่าบริษัทจะเอาอย่างไรกับพวกเรา พวกเราต่างก็เซ็นสัญญากับบริษัทเป็นที่เรียบร้อย

 

 

     ครั้งก่อนว่าจะให้พวกเราไปกันตอนเดือนมกราคม แต่ก็เลือนไปและที่สำคัญ “ทุกคนลาออก” จากงานเก่าเพื่อมาทำที่บริษัทใหม่กันหมดแล้ว

     กลายเป็นลูกครึ่ง “ครึ่งบก ครึ่งน้ำ” เหมือนมีงานทำ แต่ไม่ได้ทำงาน พวกเราโทรศัพท์ไปพูดคุยเรื่องเงินเดือนของพวกเราว่าจะเอากันอย่างไร

 

 

     ได้คำตอบว่าให้ไปรับที่อิตาลี ทุกคนเสียโอกาสกันทุกคน เฉพาะตัวผมนั้น เสียโอกาสที่จะดีรับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพฯ พร้อมกับเพื่อนๆในตอนเรียน

 

 

     โดยการพระราชทานในปีของผมนั้นเลื่อนกำหนดการมาจากเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ มาเป็นช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ และที่ “เจ็บใจ” คือ ผมไปทำเรื่องขอเลื่อนการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรไปปีการศึกษาหน้าแล้ว


 

 

 

Venezia

ออกเดินทาง

     ๑๓ มิ.ย.๒๕๔๘ เวลา ๐๓.๓๕น. ออกจากสนามบินดอนเมือง มุ่งหน้าไปสนามบินที่เมือง Roma (โรมในภาษาอังกฤษ) ประเทศอิตาลี ใช้เวลาเดินทาง ๑๐ชม. ๑๐นาที

 

 

     พวกเราต้องต่อสายการบินท้องถิ่นเวลา ๑๖.๓๐น. เพื่อไป Venezia (เวนิสในภาษาอังกฤษ)

 

 

     ถึงตอนนี้จะต้องผ่านตรวจคนเข้าเมือง มีเรื่องตื่นเต้นคือ ต.ม. เรียกพวกเราไปนั่ง และซักถามว่าพวกเราจะไปไหนกัน ด้วยท่าทีที่ขึงขังเป็นอย่างมาก



นั่งเครียดกันใหญ่เลย เพราะฟังภาษาอิตาเลี่ยนไม่รู้เรื่อง !!!

     พวกอิตาเลี่ยนมันคงงงว่า “คนไทยมันมากันทำไมเยอะแยะ” แต่ละคนภาษาก็พอไปได้ มากบ้างน้อยบ้างแต่เราก็ดัน “เอ๋” กับ “หนุ่ม” ซึ่งแข็งแรงกว่าเพื่อน แล้วดูท่าทางจะเป็นงานเรื่องพวกนี้มากกว่าเพื่อน ให้ไปเป็นคนเจรจา

 

 

     ไอ้ที่นั่งรอ ก็ส่งยิ้ม ส่งสายตาให้กับเจ้าหน้าที่ผู้หญิง ดันโดนสวนกลับมาว่า “คุณจะยิ้มทำไม”

 

 

     “เฮ้ย…อะไรว่ะ บ้านมึงเนี่ย คนไทยห้ามยิ้มหรือไง” หน้าแหกกันไปตามๆกันซิครับ

 



 

 

หลุดออกมาจาก ต.ม.ได้ก็หน้าบานกันเลย

     พวกเราใช้เวลาเจรจากันอยู่ราวๆครึ่งชั่วโมงก็หลุดออกมาได้ หาที่นั่งพักผ่อนกัน พวกเราก็ผลัดกันเฝ้ากระเป๋า แล้วแบ่งกันไปเดินเล่นในสนามบิน โดยไม่กล้ายิ้ม ไม่กล้าสบตากับ “ไอ้เลี่ยน” สักเท่าไร

 

เก๊กกันใหญ่เชียว….ยังไม่สลด !!!

เดินเล่นกันจนเหนื่อย ก็เป็นสภาพอย่างที่เห็นนี่แหล่ะครับ

(เวลาในรูปที่เห็นเป็นเวลาในเมืองไทยนะครับ เจ้าของลืมแก้)

ได้เวลาขึ้นเครื่องไป Venezia

     พวกเราถึงเวนิส ๑๗.๓๐น. ออกจากสนามบินได้ พวกเราก็พบกับ Gino คนของบริษัท ที่มารับเราโดยเอารถตู้คันโตมารับพวกเราที่สนามบิน


 

ด้านนอกของสนามบิน Venezia

   

 

รถตู้ที่มารับเราไป Udine ครับ

     ระหว่างทาง Gino พูดภาษาอังกฤษกับพวกเรา ผมงี้สยองเลย “เพราะฟังไม่รู้เรื่องสักประโยค” กังวลถึงขนาดพูดกับเพื่อนว่า “กูจะอยู่รอดไหมว่ะเนี่ย ฟังมันพูดไม่รู้เรื่องเลย”

 

 

     แต่มาเฉลยเอาว่า Ginoก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนกัน ที่อ่านวันนั้นนะ เป็น “ภาษาอังกฤษแบบ karaoke ที่เป็นภาษาอิตาเลี่ยน”


 

     เราถึงที่พักที่เมืองอูดิเน่ประมาณ ๒๐.๐๐น. ก็ไปทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นชาวเวียดนาม เพื่อนเวียดนามก็แนะนำเราว่า



ที่นอนของพวกเรา…Udine หนาวมาก

“วันนี้ซัดบะหมี่ถ้วยในตู้ไปก่อนนะ

มื้อเช้าด้วยเหมือนกัน ส่วนพรุ่งนี้ไปที่ทำงาน

เราจะไปทานกลางวันกับเย็นที่โรงอาหารของบริษัท

ตอนเช้าเจอกัน ๐๗.๐๐น. เพื่อขึ้นรถเมล์ไปออฟฟิต”


 

 

ในห้องพักของพวกเรา…เราอยู่ก้น ๔ ห้อง

ป้ายหน้าปากซอยของพวกเรา 

Via Stabernao 7a 2 floor room chiave 206

มื้อเย็นในโรงอาหารของบริษัทครับ ก๊วนนี้กินจุกันทุกคน

นี่ก็เพียบ!!!

เงิน advance ก้อนแรกของพวกเรา



สบายๆ หน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เปิดวันอาทิตย์

     ร้านค้าส่วนใหญ่มักจะไม่เปิดขายในวันอาทิตย์ และการค้าขายของที่นี่ จะเปิดๆปิดๆ เป็นช่วงเวลา ตอนช่วงเช้าจะเปิดประมาณ ๐๗.๓๐-๑๑.๐๐น และไปเปิดอีกทีประมาณ ๑๓.๐๐-๑๘.๐๐น.

     และร้านที่เราสามารถพึ่งได้เป็นประจำก็คือร้านขายของชำของชาวจีน จะเปิดเต่เช้า แล้วไปปิดเอาเกือบห้าทุ่ม และยังเป็นแหล่งที่เราไปซื้อการ์ดโทรศัพท์กลับบ้านอีกด้วย

พวกเราได้ข่าวจากร้านค้าว่ามีสมาคม “คนไทย” อยู่ระแวกนี้

จากเจ้าของร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พวกเราเลยออกสำรวจ

รู้ตัวอีกทีก็ไม่รู้ว่าพวกเราเดินกันมาได้ยังไง !!!

ย่านการค้าในต้วเมือง Udine  ตรงนี้เรียกว่า Castello

ด้านหลังอาคารจะมีทางขึ้นไปด้านบน เพื่อชมทิวทัศน์ของเมือง Udine

เป็นน้ำที่ไหลออกมาตลอดเวลา ที่โรมจะมีให้เห็นตลอดทาง

เพราะเป็นน้ำที่สามารถดื่มได้ แต่ที่นี่พวกเราไม่กล้าดื่ม

เพราะไม่เห็นมีใครมาดื่มเลย พวกเราเห็นแต่นกพิราบเท่านั้นที่มาดื่ม

เราเดินขึ้นไปด้านบนของ Castello

ถึงแล้ว…

อีกมุมชัดๆ เทือกเขาที่เห็นคือ เทือกเขาเอลป์นะครับ

เห็นนั่งเหงาอยู่คนเดียว เลยรอจังหวะสวยๆแอบถ่ายมาครับ



ขาลงแล้ว…

สบายๆ หลังตลาด

ในย่านการค้านะเนี่ย ไม่มีคนเลยเพราะร้านค้ายังไม่เปิดกัน

 

สิงโตมีปีกเป็นสัญลักษณ์ของแคว้นฟริอูลี-เวเนเซีย จูเลีย

(Friuli-Venezia Guilia) ซึ่งอูดิเน่อยู่ในแคว้นนี้ครับ





จัตุรัสในตัวเมืองครับ

 

 


ร้านอาหารจีนที่พวกเรามาฝากท้องกันทุกเสาร์-อาทิตย์ครับ


ยามร้านค้ายังไม่เปิด





ผมมาส่งความคิดถึงที่นี่หล่ะครับ

แจ็คเก็ตแดงนะตัวหลอก แต่จริงๆอยากถ่ายสามคนหลังมากกว่า



สาวๆอิตาเลี่ยน

พวกเราเข้าใจกันว่าเป็นห้องสมุดนะ..

ด้านในห้องสมุดถ่ายออกข้างนอก เห็นพี่ล่ำยื่นตากแดดอยู่

ป้ายระวัง “โดนฉุด” ไม่ใช่…ระวังนักเรียน

รู้นะ…หลายคนอยาก “โดนฉุด”





ขวามือเป็นสวนสาธารณะ

มื้อเย็นกับผู้บริหารและซีอีโอผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าของประโยค

“มีใครเอาปืนไปจ่อหัวคุณให้มาที่นี่หรือเปล่า”

…………………………………………………..



ย้อนหลัง

Buon Giorno Italy

Comments (0)

This is great chairojt !

สวัสดีครับคุณ henggy

ช่วงที่อยู่ที่นั้นนะครับ กดดันมาก รู้สึกว่าสามารถเกิดอาการบ้าครั่งได้ง่ายๆเลย

ผมว่า ผมเนี่ยเข้าใจถึง “คนหมดหนทาง” เป็นอย่างไรเลยครับ

ขอบคุณที่ติดตามนะครับ

สวัสดีพี่ Chaba

เรื่องผมเยอะมากๆ มีเรื่องได้ตลอดครับ เดี๋ยวขอเรียบเรียงนิดหนึ่งนะครับ

คอยติดตามนะพี่

ดูภาพ จุใจเลย สวยและพลอยลุ้นตามๆไปด้วย แล้วไงต่อ ทีละช๊อตๆ

มือบอนมีทุกที่ แม้นเป็นเมืองที่เจริญแล้ว ก็ไม่วายเนอะ

ช่วงเวลนั้นคงคิดถึงพ่อแม่พี่น้องแย่เลย เพราะอยู่ต่างแดน

รออ่านต่อค่ะ

พี่เพิ่งได้มาอ่านค่ะ ภาพสวย เรื่องราวจากชีวิตจริงนี่
มันทำให้รู้สึกถึงความขมขื่น ทุกข์ยากจนพี่ไม่อยากเจอ
แม้จะได้ไปอยู่ในบ้านเมืองที่สวยงามดูเป็นระเบียบแค่ไหน
ถ้าหากที่แห่งนั้น มีความไม่เป็นธรรม กดขี่เอาเปรียบ
ก็เป็นบ้านเมืองที่ไม่น่าอยู่เอาซะเลยค่ะ..

ขอบคุณที่ถ่ายทอดเรื่องราว และประสบการณ์ต่างแดน
ให้คนที่ฝันถึงเมืองนอกอันงดงาม
ได้รู้ซึ้งว่า จะต้องแลกมาด้วยอะไรบ้างนะคะ..

:)

สวัสดีครับคุณ อยากไปเที่ยว

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ

สวัสดีครับพี่ pijika

โรมกับเวนิส ผมมีเรื่องเล่าเยอะ รอเดี๋ยวนะครับ

เวนิสนี่ไปสองรอบเลย รับรองพี่ซอกแวกได้ไม่เท่าผมแน่

เห็นแล้วอิจฉาครับยอมรับ อยากไปเที่ยวบ้างไม่รู้จะมีโอกาศได้ไปเที่ยวรึเปล่าเพราะไม่มีตัง แต่เคยคิดว่าอยากไปทำงานในยุโรปเหมือนกัน

พี่เคยไปเที่ยวโรม / เวนิซ ที่อิตาลี
รับประกัน “การเดิน” ค่ะ
เดินๆๆๆๆ เดินแมร่ง!!! มันตลอด
บ้านเมืองก็เป็นเนินขึ้นๆ ลงๆ เหนื่อยมาก
เดินจนเจ็บเท้า จนต้องแวะซื้อรองเท้าหลวมๆ เปลี่ยนเลยแหละ
แต่ดีที่ไม่ร้อน และตึกรามบ้านช่อง รูปปั้น รูปแกะสลักสวยงาม จนลืมตัว ลืมปวดขา
มารู้สึกตัวอีกที ที่โรงแรม เท้าพองไปเลย

แต่ไม่เข็ดนะคะ ยังฝันอยากไปอีก…

รออ่านนะ ว่าศิษย์พี่ผู้น้องของเราจะ “เข็ด” ไหม…
ฮ่าๆ คริ คริ…

สวัสดีครับคุณ varitlim

ผมก็มีไปเที่ยวบ้างนะ…เดี๋ยวผมพาเที่ยวแบบเพลินๆ

เพลินแน่ๆครับ รับลอง เพลินแบบ backpacker ชาวเอเชียนะครับ

รออ่านอยู่ฮับ … ภาพเต็มอิ่มจริงๆ อยากไปมั่ง แต่ไปเที่ยวนะ แหะแหะ 😛

สวัสดีครับคุณ teesila

ดีใจครับที่ชอบ

ขอบคุณมากๆครับ

สวัสดีคุณ joylyt ครับ

ใช่เแล้วครัีบ ทีแรกได้ไปลองเอสเพรสโซ่ก็ตกใจเลยครับ

แก้วนิดเดียว จะได้อะไรไหมเนี่ย….

อีกอย่างครับคนอิตาเลี่ยน สามารถเอาทุกอย่างมาทำเป็นไอติมได้หมดครับ

สวัสดีครับคุณ gibsii

ตอนที่ถ่านรูปมา แล้วเห็นถนนว่างๆเนี่ย มันเป็นช่วงที่ร้านค้ายังไม่เปิดนะครับ

พอร้านเปิด ก็มีคนเยอะแยะไม่หมดเลยครับ

ไปเลยครับคุณ “ต้น”

ลุยเลย…รับรองมันแน่ แต่เตรียมตั้งค์ไปเยอะๆหน่อยนะครับ

สวัสดีค่ะคุณ chairojt
ตามมาชมภาพอิตาลีค่ะ
เยอะดีจัง ไม่ผิดหวัง

ชอบไปเที่ยวอิตาลี่เหมือนกันค่ะ แม้ไม่รู้ภาษาอิตอเลี่ยน คนอิตาลี่ก็พูดอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่ก็ชอบไปเที่ยวค่ะ เวเนเซียยังไม่ได้ไปเลยค่ะ อาหารขึ้นชื่อและชอบที่สุดกาแฟค่ะ (คอกาแฟเอกเพรสโซ่ ลาเต้)และ ริชซ๊อสโต้ค่ะ แล้วได้รับเงินเดือนหรือยังค่ะ ปล. พวกเลี่ยนก็ลื่นแบบปลาไหลเหมือนกันนะคะ

บ้านเมืองเขาสะอาดมากเลยนะคะ ไม่ค่อยเห็นผู้คนเลย
ทุกรูปสวยมาก

อูดิเน่ นี่ มีสโมสรฟุตบอล ชื่อ อูดิเนเซ่ ใช่ป่าวครับ อยู่ในถิ่นฟิอูลี่ อยากไปเที่ยว- ดูบอลเลี่ยนบ้างจัง อยากไปอิตาลีนะ แต่เบื่ออย่างเดียวพวกเลี่ยนเขาไม่ยอมพูดภาษาไทย เลยยังตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะไปดีหรือไม่ดีอ่ะ อิอิ

รออยู่ค่ะ อยากอ่านต่อมากๆ วันนี้ไม่เสียเที่ยวที่แวะเข้ามาเช็ค แถมเรื่องราวกับภาพก็เต็มอิ่มสมการรอคอยจริงๆค่ะน้อง

ชอบอ่านเรื่องราวประสบการณ์ทำนองเนี่ย

ขอบคุณมากค่ะ

สวัสดีพี่ prypilas

รูปเรารวมกันทั้งหมด ได้เป็น DVD 4 แผ่นเองพี่

นิดหน่อยเอง ^_^

สวัสดีพี่ athenaz ครับ

ไปกัน 11 คน เหลือรอดกลับมาได้ 8 คนครับ

สวัสดีคุณ Kenjionline ครับ

– เรื่องเงินเดือนเป็นอีกเรืองหนึ่งที่ต้องเล่าให้ฟังนะครับ เป็นเรืองเป็นราวเลยทีเดียว

– อาหารจีน “จืด” ครับ “เซ็ง” ด้วย

– ผมไปที่โรม ก็เห็นมันพ่นอย่างนี้เหมือนกันครับ หรือว่ามันจะเหมือนกันหมดทั้งโลก

– CEO คนที่ยืนนะครับ

แก้คำผิดแล้วนะครับ เดี๋ยวกลับมาตอบนะครับ

ผมชอบรูปขาวดำรูปนั้นมากๆ เลยอ่ะครับ
คลาสสิคมากๆ เข้ากรอบน่าจะสวยน่าดู
:)

คราวนี้มีภาพให้ดูกันจุใจ
พวกนี่ไม่ค่อยพูดภาษอังกฤาษ หรือพูดได้ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง..

น้องๆน่ารัก ทุกคนกลับพร้อมกันไหมคะ..

Thanks for a memory of Italy !

P athenaz :)

– แล้วบริษัทเขาจ่ายเงินตั้งแต่มกราคมให้หรือเปล่าครับนี่
– รสชาติร้านอาหารจีนเป็นไงบ้างครับ
– เห็นการพ่นสเปรย์ของพวกมือบอนแล้ว มันพ่นได้อย่างไร้รสนิยมมาก
นึกว่าเมืองแฟชั่น จะทำอะไรเก๋กว่านี้ซะอีก
– บางภาพทำให้นึกถึงแถวกระทรวงกลาโหมครับ
– CEO นี่เป็นทายาทเจ้าพ่อตระกูล คอร์เลโอเน ในเรื่อง godfather หรือเปล่านี่
– ประโยคสุดท้ายนี่ชวนให้ติดตามต่อจริงๆ

ป.ล. แก้คำผิดครับ
มื้อเย็นในโรงอาหารของบริษัทครับ “ก๊วน”นี้กินจุกันทุกคน
ร้านขายของชำของชาวจีน จะเปิด”แต่เช้า”

โอโฮ้…..อย่างไวเลยพี่ Hanzen

รูปเยอะโคตรครับ กว่าจะโหลดเสร็จ…. อยากไปเทียวมั่งแฮะ