แม้จักตายก็ไม่เป็นหนี้

0

Posted by chairojt | Posted in ชีวิต-สังคม | Posted on 09-07-2011

แม้จักตายก็ไม่เป็นหนี้



     คงมีหลายครั้งที่
“เรา” คอยพยายามอธิบายแล้วกลับถูก
“ดูถูกเหยียดหยาม”



     คงมีหลายครั้งที่เราถูก
“ตำหนิและตั้งคำถามกลับ” ในสิ่งที่ “พวกบิดเบือน” ต้องการให้ “เป็น”

 

     คงมีหลายครั้งที่รู้สึก
“ท้อและพอกันที”

 

     คงมีหลายครั้งที
“เราจะต้องอธิบายเรื่องเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก” แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจ!!!

 

     คงมีหลายครั้งที่เมื่อเราพยายามอธิบายแล้วกลับมองเราว่าเป็นพวก
“บ้า-เกิน-ล้น-หัวรุนแรง-ล้าหลัง-คลั่งชาติ”



.      แต่เมื่อผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง “พระมหาชนก” เป็นหนังสือที่ผม
“เพิ่ง” จะได้อ่าน ทั้งๆที่ๆบ้านของผมนั้น มีตั้งแต่ฉบับพิมพ์ครั้งแรก
ปกแข็งเล่มใหญ่ มีเหรียญพระมหาชนกที่หนังสือด้วย

 



 




และเมื่อผมได้อ่านพระราชนิพันธ์เล่มนี้แล้ว



 

 

มีความรู้สึกว่า “ผมอ่านช้าไป ๑๕ ปี”

 


 

 

     จะขอหยิบตอนที่พระมหาชนกว่ายน้ำในความเข้าใจของผม มาเป็นตัวอย่าง





     กาลเมื่อครั้งพระมหาชนกคิดการใหญ่ เพื่อจะกลับไปทวง “พระราชสมบัติ”
ของพระบิดา ก็ได้ขายทองยอง ทรัพย์สินของมารดาที่ติดตัวมาด้วย
ครั้งที่พระอริฎชนก (พ่อ) พระสวามีเข้ารบกับพระโปลชนก (ลุง) จนสิ้นพระชนม์
จนต้องหนีตายจากเมืองมิถิลา

 

 

     ก็ได้ออกเดินทางโดยสำเภา แต่ระหว่างทางนั้นเกิดพายุจน “สำเภาล่ม”
ลูกเรือต่างอ้อนวอนต่อพระเจ้าที่ตนเองนับถือ บ้างก็ร้องโวยวายโกลาหลยิ่งนัก



     แต่พระมหาชนกกับมีสติ และเตรียมพร้อม วิ่งเข้าไปในโรงครัว
นำผ้าชุบน้ำมันเอามานุ่ง และเสวยน้ำตาลกรวดคลุกเนยเข้าไปจนเต็มท้อง

 

 

     ครั้นเมื่อเรือจะล่ม ฝูงเต่าปลาก็มาล้อมเรื่อของพระองค์
เพื่อจับมนุษย์กินเป็นอาหาร แต่พระมหาชนกก็กระโจนออกไปให้ไกลที่สุด
เพื่อให้รอดพ้นจากฝูงเต่า ปลา

 



     
พระมหาชนกว่ายน้ำอยู่ ๗ วัน ในวันที่ ๗ นั้นเอง
นางมณีเมขลาก็ได้ออกตรวจท้องมหาสมุทร
ก็ได้เห็นมนุษย์ว่ายน้ำอยู่จริงได้เข้าไปพูดคุยด้วย



 

      
ด้วยความชาญฉลาดของพระมหาชนก
นางเมขลาจริงชื่นชอบและชวนพระมหาชนกพูดคุยเป็นการใหญ่
เหล่าเทวดาที่ได้ยินก็ต่างพามา “ห้อมล้อม”
และซักถามทั้งๆที่พระมหาชนกก็ยังว่ายน้ำต่อไป

 

 

นางมณีเมขลาได้ถามพระมหาชนกว่า

 



“มหาสมุทรนั้นลึกมาก ท่านไม่สามารถว่ายถึงฝั่งดอก

ท่านต้องตายก่อนแน่ๆ”

 

 

พระมหาชนกกับตรัสว่า

 



 




“ท่านพูดอะไรเช่นนั้น เราทำความพยายาม

 

แม้จักตายก็จักพ้นครหา” 

     ความว่า “บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จักตายก็ไม่เป็นหนี้ คือไม่ถูกติเตียนในระหว่างญาติทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย และพรหมทั้งหลาย”



 

 



และเมื่อครั้งเหล่า “เทวดา” ออกมาทักท้วงบ้าง

 

 


     

“การงานจะต้องพบความลำบาก

ความพยายามในฐานะอันไม่ควร

(ในที่นี้หมายถึงคนอื่นมองเราด้วยความดูถูกว่าจะทำได้หรือ) จะมีประโยชน์อะไร” 

 


 



     หรือ “การทำความพยายามจนตัวตาย ความพยายามนั้น จะมีประโยชน์อะไร”

 

 

แต่พระมหาชนกกับตอบว่า

 

 

 

     “ท่านเมขลา ท่านเทวดาทั้งหลาย ผู้ที่คิดว่าพยายามไปก็ไม่สำเร็จ
รังแต่คิดว่าจะเสียเวลา แล้วโดนปรามาสว่าเป็น ผู้ไม่รักชีวิตตนเอง
แล้วละทิ้งความพยายามนั้น ผู้นั้นคือ ผู้เกียจคร้าน”

 

 

     “ท่านเมขลา ท่านเทวดาทั้งหลาย บางพวกในโลกเห็นเป้าหมายของตน
(ในที่นี้หมายถึง วางเป้าหมายไว้หลายขั้น หลายตอน
แต่ละคนก็มีเป้าหมายของแต่ละคน ที่จะไปให้ถึงขั้นไหน
บางคนอาจเรียกว่าสำเร็จ แต่ที่จุดเดียวกัน บางคนอาจเรียกว่าไม่สำเร็จ)
จึงทำงานนั้นแม้จะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม”

 



 


 

      “ท่านเมขลา ท่านเทวดาทั้งหลาย ท่านก็เห็นแล้วใช่ไหม
ว่าความเพียรพยายามว่ายน้ำของเรา แม้ไม่รู้จักฝั่ง
ทำให้เรานั้นรอดชีวิตจากการเป็นอาหารของเต่า ปลาอยู่คนเดียว
และก็ได้มาเห็นท่านทั้งหลายประจักษ์อยู่เบื้องหน้านี้”

 


 

 



“เรานั้นจะพยายามตามสติกำลัง จักทำความเพียรที่บุรุษควรทำ

ไปให้ถึงฝั่งแห่งมหาสมุทร”

 


 



     พระมหาชนกว่ายน้ำอยู่ ๗ วัน แสดงความเพียรอยู่ ๗ วัน
ทั้งที่ไม่รู้ว่า “ตนเองจะรอดไหม” ไม่รู้ว่า “ฝั่งจะอีกไกลสักเท่าใด”



      และในความเพียรนั้น พระมหาชนกก็ต้องแลกด้วย “เนื้อตัวที่ซีดเผือด”
จากการแช่อยู่ในน้ำเค็มตลอด ๗ วัน

 

 

 

          
รู้เพียงว่า “ตนเองจะต้องเพียรพยายาม” ทำในสิ่งที่ “ถูกต้อง” คือ
“ว่ายต่อไปเรื่อย” ไม่ลอยคออยู่เฉยๆ เพื่อรอให้คนมาช่วย
รังแต่จะเป็นเพียงได้แค่ “อาหารของเหล่าสัตว์ในทะเล”

 

 

 


 



“ขอคนไทยจงทำในสิ่งทีถูกต้อง และเพียรในกิจนั้น

เพื่อบ้านเมืองของเรา
และนั้นก็คือเพื่อตัวของเรา

แต่ถ้าประสงค์เพื่อตัวเอง
มันจะหาใช่เพื่อบ้านเมืองไม่”




 


 



 


 


 





Comments (0)

ขอบคุณที่ช่วยเตือนสติแห่งความเพียรพยายาม :)

สวัสดีค่ะ ได้อ่านข้อความของคุณแล้วรู้สึกดีขึ้นมานิดหนี่ง ตอนนี้มีปัญหาเรื่องงาน โดนเพื่อนร่วมงานเอารัดเอาเปรียบ เขาทำกับเราเหมือนเราไม่ใช่คน แต่เราปฏิบัติกับเขาเช่นนางฟ้านางสวรรค์ คือไม่ได้ขออะไรมากขอแค่ให้เขาเห็นเราเป็นคนเหมือนๆ กันเท่านั้น อ่านแล้วรู้สึกว่าเราต้องพยายามต่อโดยไม่ต้องหวังอะไรมากไปกว่านี้ใช่ไหมค่ะ เหนื่อยใจมากๆ เลยค่ะ อยากร้องไห้ แต่ก็อายุเยอะแล้ว อยู่ต่างบ้านต่างเมืองอีก

The Impossible Dream : Man of La Mancha

To dream … the impossible dream …
To fight … the unbeatable foe …
To bear … with unbearable sorrow …
To run … where the brave dare not go …
To right … the unrightable wrong …
To love … pure and chaste from afar …
To try … when your arms are too weary …
To reach … the unreachable star …

This is my quest, to follow that star …
No matter how hopeless, no matter how far …
To fight for the right, without question or pause …
To be willing to march into Hell, for a Heavenly cause …
And I know if I’ll only be true, to this glorious quest,
That my heart will lie peaceful and calm,
when I’m laid to my rest …
And the world will be better for this:
That one man, scorned and covered with scars,
Still strove, with his last ounce of courage,
To reach … the unreachable star …

ขอบคุณพี่ athenaz คุณนงราค์บีย์ คุณ pol ที่เข้ามาอ่านนะครับ

ในร้านหนังสือมีนิทานที่สอนเด็กให้มีความเพียรน้อยมาก อยากให้มีมากกว่านี้จะหาเอาไว้สอนลูกตั้งแต่เด็กๆ

ถึงอ่านช้าก็ยังมีวันนี้ วันที่ได้ผ่านความเพียรมาถึงวันนี้ ..ว่าไหม เหมือน มหากาพย์ Odysseus
ลอยอยู่ในทะเลโดยไม่ท้อถอยถึง 15 ปีค่ะ

“…The threat of the dream becomes a
dream
Pain rounds the good cape
No voice is lost in the breast of the sky
O deathless sea, tell what you are
whispering
I reach your morning mouth early…”

น้องชัยโรจน์พูดถูกที่สุด ..
ความเพียร ไม่มีวันหยุดตราบใดที่ยังมีลมหายใจ

ดำรงความหวังและเพียรเป็นรางวัลให้ตนเเองค่ะ