แสงดาวแห่งศรัทธา

0

Posted by chairojt | Posted in การเมือง, ครอบครัว | Posted on 14-10-2008

แสงดาวแห่งศรัทธา
พร่างพรายแสง ดวงดาวน้อยสกาว

ส่องฟากฟ้า เด่นพราวไกลแสนไกล

ดั่งโคมทอง ส่องเรืองรุ่งในหทัย

เหมือนธงชัย ส่องนำจากห้วงทุกข์ทน

พายุฟ้า ครืนข่มคุกคาม

เดือนลับยาม แผ่นดินมืดมน

ดาวศรัทธา ยังส่องแสงเบื้องบน

ปลุกหัวใจ ปลุกคนอยู่มิวาย

ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ

คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย

แม้นผืนฟ้า มืดดับเดือนลับละลาย

ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน

ดาวยังพราย อยู่จนฟ้ารุ่งราง

นส.อังคนา ระดับปัญญาวุฒิ

ภาพจาก www.manager.co.th

.







    วันนี้(13 ตค. 2551) พี่ไม่ได้ไปร่วมงานศพน้องโบว์ที่วัดศรีประวัตินะ แต่ก่อนหน้านี้ทราบแต่เพียงว่า น้องโบว์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งจากแม่หลวงของเรา พระราชทานเพลิงศพ

    ตกเที่ยงก็ได้รับข่าวว่าแม่หลวงทรงเสด็จฯพร้อมองค์ฟ้าหญิง ยอดนักวิทยาศาสตร์ของเรา

    นับเป็นเกรียติสูงที่สุด แก่วงศ์ตระกูล “ระดับปัญญาวุฒิ” แล้ว เป็นเกรียติประวัติสูงสุดแกสามัญชนคนธรรมดา่จะได้รับ

    ตกเย็นหลังเลิกงาน ผมก็ได้ไปที่ชุมนุมเพื่อไปรับหนังสือ “ตำรวจ ฆ่า ประชาชน” เพื่อนำมาแจกจ่ายต่อ

    ขากลับก็แวะไปที่บริเวณหน้าลานพระรูปฯ เหมือนทุกครั้งที่ผมจะกลับ (เพื่อไปกลับรถหน้าลานพระรูปฯ) และก็รำลึกนึกวันที่ผมวิ่งหลบระเบิด บริเวณที่ระเบิดตกลงบนกองขวดน้ำ บริเวณที่ผมขว้างน้ำใส่กลุ่มควันแก็ส บริเวณที่ระเบิดลอยตกตรงหน้าผม บริเวณที่ผมวิ่งฝ่าควัน บริเวณที่ผมเทน้ำล้างหน้าคุณน้าคนหนึ่งที่มอบลงกับพื้น และมองเข้าไปกวาดสายตาเข้าไปตรงหน้า บช.น. ตรงที่น้องโบว์เสียชีวิต



    พี่รีบจอดรถหยิบคว้าธูปที่มีอยู่ในรถมากำหนึ่ง ใส่ถุงเพื่อไปแบ่งให้พี่น้องที่ไม่ได้เตรียมมาด้วย คว้ากล้อง รีบเดินไปตรงตำแหน่งที่

 

“น้้องโบว์อยู่กับเราวินาทีสุดท้าย

     บริเวณโดยรอบของน้องถูกกั้นไว้เป็นสัดส่วน ด้านหน้าเป็นลานพระรูปฯ ซึ่งเสด็จพ่อ ร.5 ทรงทอดพระเนตรเหตุการณ์ในวันนั้นตลอดเวลา ทรงทราบทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้น ทรงเข้าใจดีว่าพวกเราทำอะไร เพื่ออะไร

    และด้านหลังของน้องก็เป็น บช.น.
แนวป้องกัน แนงลวดหนาม แนวยางเก่าที่ลุงสอนให้เราตั้งไว้


    เปลวเทียน ควันธูปลอยทั่วบริเวณ มีพี่น้องการ์ดอาสา คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ พี่เดินไปจุดเทียน จุดธูปเพื่อเคารพน้องโบว์นะ

พี่บอกกับน้องว่า

    “ขอให้น้องไปสู่สุขคติ พวกเราที่อยู่ข้างหลังจะสานต่อปณิทานของน้องโบว์ ขอให้น้องโบว์เป็นกำลังให้พวกเราด้วยนะ”

    พี่เก็บภาพโดยรอบตัวพี่ เห็นพี่น้องของเราเอาผ้าโพกหัว สิ่งของที่พวกเราใช้ในวันนั้น แว่นตา ผ้าปิดจมูก ผ้าขนหนู แขวนไว้เพื่อระลึกถึงวันมหาวิปโยค 7 ตค. 2551 ในวันนั้น

    พี่ก็เดินไปจะหาของที่ระลึกมาให้น้องบ้าง และอาจจะช่วยเตือนใจพี่น้องเราที่มาเคารพน้องโบว์ได้บ้าง

    พอพี่เดินออกมาจากอาณาบริเวณของน้องโบว์ พี่รู้สึกคับแค้น แน่นในอก น้ำตาคลอเกือบร้องไห้ออกมา แต่ก็ต้องกลั้นไว้

     พี่รีบเดินไปที่รถ เปิดประตูหลัง คว้าเสื้อตัวเล็กที่ติดไว้ท้ายรถ พี่ติดไว้ไม่เคยเอาออกเลย มันเลยดูมอมๆ อยู่กับพี่ตลอดเวลา หลังจากที่พวกเราได้รับชัยชนะแบบ “ฉี่ไม่สุด” ในปี 49

“พี่ให้โบว์นะ เราไม่เคยเจอกัน เราไม่เคยคุยกัน

เราไม่รู้จักกันเลย แต่เราก็เป็นพี่น้องร่วมอุดมการณ์”




    เก็บภาพอีกครั้งหนึ่ง ถอยหลังกลับ “พี่กลับก่อนนะน้องโบว์ แล้วพี่จะมาเยี่ยมอีก”



    ผมเช็คความรู้สึกผมอีกครั้ง เป็นความรู้สึกเดิมที่กลับมาอีกครั้งเมื่อผมก้าวพ้นแนวกรวยยาง คับแค้น แน่นอก น้ำตาคลอ ผิดกลับตอนที่ผมอยู่ในบริเวณของน้องโบว์

“นิ่งสงบ มีกำลังใจในการต่อสู้ รู้สึกถึงการต่อสู้เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

“เราจะสู้เพื่อในหลวง”

 

 

 



Comments (0)

คนปลายซอย

8 ตุลาคม 2551 กองบรรณาธิการ

๗ ตุลา”สมชาย”ฆ่าประชาชน

ผมพลิกปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๑ ของท่านอาจารย์ “เทพ สาริกบุตร” ดู บอกว่า วันพุธที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ พระอาทิตย์ขึ้น ๐๖.๐๘ น. ตก ๑๘.๐๓ น. ดาวจันทร์เกาะปุรพษาฒนักษัตรที่ ๒๐ สิ้นสุดเวลา ๐๔.๒๘ น. เปลี่ยนเข้าเกาะอุตราษาฒนักษัตรที่ ๒๑ ฉินทฤกษ์ (โจโร)

อืมมม..ฤกษ์โจร ในอุตราษาฒนักษัตรที่ ๒๐ นี่ มีพระอัคคีเป็นเทพประจำฤกษ์ใช่หรือเปล่า ผมก็ไม่เจนจบในคัมภีร์ จึงตอบไม่ได้ แต่พอจะบอกได้ว่า ดาวจันทร์เกาะในฤกษ์นี้

มากโทษ-น้อยคุณ!

ยิ่งพรุ่งนี้ วันที่ ๙ ตุลา พระจันทร์ขึ้น ๑๐ ค่ำ ร่วมราหูทำมุมกับดาวอังคาร ดาวมฤตยู ดาวเสาร์ ดาวอาทิตย์ ตรีโกณพุธ ต้องตั้งสติกันให้มั่นแต่เช้ามืด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่รวมกันเป็นมวลชนชุมนุม

ตั้งนะโมให้มั่นนะครับ เพราะเป็นวันโลกาวินาศ จันทร์ร่วมราหู อาจเป็นได้ว่าชาวประชาสามัญต่ำศักดิ์ อาจถูกหักหาญจากชายชาญชาตินักรบ ตำราท่านว่า อย่าดูแคลน!

ด้วยสังคมยุค “สื่อสารครองโลก” ท่านคงทราบเหตุทรามจากน้ำมือ “ทรราช” ผู้สั่งฆ่าประชาชนด้วยรอยยิ้มไปแล้วนะครับ เพราะเซ็งแซ่จากทุกสื่อแพร่ภาพ-แพร่ข่าวตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ ๗ ตุลาคม

จาก ๖ ตุลา ๑๙ นานเนิ่นปานนั้น บ้านเมืองผ่านสู่อีกยุคหนึ่งแล้ว ใครก็ไม่คิดว่า เมื่อผ่านมาอีก ๓๒ ปี ถึงวันนี้ เชื้ออสูรร้ายจะคลอด “ทายาทอสูรตัวใหม่” ขึ้นในประเทศไทยได้อีก

๗ ตุลา ๕๑ รัฐบาลนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ สั่งตำรวจปราบประชาชน กระหน่ำยิงแก๊สน้ำตาใส่พันธมิตรฯ ตั้งแต่เช้ามืดยันค่ำ ประชาชนล้มคว่ำ คลำคลานสาดเลือดฉานพื้น

มันเพียงหวังจะเข้าไปกางกระดาษอ่านตัวหนังสือที่เรียกว่า “นโยบายรัฐบาล” กรอกไมค์ ก็ไม่รู้ว่าให้หมู-หมา-กา-ไก่ ที่ไหนฟังในรัฐสภา เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น!

มันสั่งฆ่าประชาชนได้ เพียงแลกกับการเข้าไปประกอบทรามกรรมพิธี

นี่แหละพี่น้อง..

มันคือ “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์” นายกฯ ผู้สืบต่อสันดานทรราชอสูรย์ทักษิณตัวจริง!

ฟังสิ..ฟังเสียงยิงแก๊สน้ำตาดังตูมสนั่น..ตูม..ตูม..นัดแล้วนัดเล่า ควันขาวคละคลุ้งตลบคลุมเมือง ขณะฟ้ามะลำเมลืองใกล้ค่ำ ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ฝูงชนพันธมิตรฯ ฮือกระจายเหมือนผึ้งถูกไฟรม เสียงร้องกรีดฟ้าระส่ำดังไปไกลแสนไกล ฟุบคว่ำคลำคลานไถลตามพื้นทุรนทุรายน่าเวทนายิ่งนัก

มันย่างสามขุมเป็นเงาตะคุ่มคืบคลานเข้าไป มันเป็นตำรวจหน่วยปราบน่าเกรงขามยิ่งนัก มันสวมเครื่องแบบจากเงินเดือน ประชาชน มันถือปืนยิงแก๊สน้ำตาจากภาษีประชาชน มันย่ำเข้าไป..ย่ำเข้าไป..ด้วยไอ้โอ๊ปจากเงินเดือนประชาชน

ตูม..ตูม..!!

แล้วมันก็ฆ่าประชาชน!!!

ผมเบือนหน้าจากจอช่อง UBC ที่ถ่ายทอดสดขณะตำรวจ-พันธมิตรฯ ประจันหน้า มีลวดหนามเป็นพรมแดนกั้นใน “ศึกชิงแดน” หน้า บช.น.

แล้วตำรวจก็เป็นฝ่ายเปิดฉากถล่มพันธมิตรฯ ผู้มีแค่ก้อนอิฐ ก้อนหิน “สู้ปืน” แก๊สน้ำตาที่มันซื้อมาจากเงินประชาชน…แล้วก็ได้เหนี่ยวไกฆ่าประชาชน “หนำใจ” มันจริงๆ

โอ้..อนิจจา!

๖ ตุลา ๑๙ ตำรวจก็เป็นมือฆ่าประชาชนบูชาทรราช
แล้วนี่ ๗ ตุลา ๕๑ ตำรวจยังเป็นมือฆ่าประชาชนให้ทรราชเหมือนเดิมอีกหรือ?

พี่น้องประชาชนพันธมิตรฯ มีสิทธิ์ทำผิดได้ ทำถูกได้ แต่ตำรวจไม่มีสิทธิ์ทำผิดด้วยการ “ประหัต-ประหาร” ประชาชน!

ถูก-ผิด ของพี่น้องพันธมิตรฯ เป็นผิด-ถูก เพื่อขจัดรากเหง้าอสูรร้ายให้แผ่นดิน

แต่ผิดของตำรวจหน่วยปราบฯ ตำรวจ ตชด.ที่เกณฑ์มา เป็น “ผิด” เพื่อพิทักษ์โคตรวงศ์พงศาทรราชอสูรร้าย

โทษนี้ “สมควรตาย”!!

สมควรตายตั้งแต่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ผู้มีอำนาจสั่งการตำรวจ

สมควรตายตั้งแต่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้เป็น ผบ.ตร.

สมควรตายตั้งแต่ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้เป็น ผบช.น. “แม่ทัพปราบปรามประชาชนกู้ชาติ”!

และใคร..คนไหนที่อยู่เบื้องหลัง และสั่งการบดขยี้บีฑาประชาชนครั้งนี้ สังคมคุณธรรมสืบสาวราวเรื่อง “รู้ตัว” มันคนนั้นเมื่อไหร่

โทษมัน “สมควรตาย” เช่นกันด้วย!

๑๔ ตุลา ผมก็พบพาน ๖ ตุลา ผมก็ผ่านมา กระทั่งพฤษภาทมิฬ ผมก็นอนกินอยู่กลางราชดำเนิน ประจักษ์ว่านาทีวิกฤติร้าย “เกิด” และ “ดับ” ไปในช่วงสั้นๆ

แต่ครั้งนี้ ๗ ตุลา มันโหดร้าย ป่าเถื่อน เป็นความจงใจของทรราชทายาทอสูรเลือดเย็น ปฏิเสธที่ไหนไม่ได้ว่า ที่สั่งฆ่าเพราะมัน “บกพร่องโดยสุจริต”

เพราะการใช้ “อำนาจรัฐ” สั่งการพิฆาตประชาชนมือเปล่า มันจงใจ “สั่งให้ฆ่า” ตั้งแต่เช้า ตกบ่ายยังกระหายเลือดพันธมิตรฯ ตามติดพิฆาตประชาชนอีกด้วยปืนแก๊สน้ำตา

จากภาพที่เผยแพร่ มันเจตนาฆ่าให้ตาย ไม่ใช่หวังเพียงแค่เปิดทางให้ ส.ส.เข้าประชุมสภาฯ หรือว่าเปิดทางให้ออกเท่านั้น

และการให้ตำรวจหน่วยปราบฯ เดินเรียงหน้ากระดานไล่พิฆาตประชาชนที่หน้า บช.น.ซึ่งไม่ห่างจากพระบรมราชานุสาวรีย์ “พระบรมรูปทรงม้า” ในตอนพลบค่ำ นั่นคือพฤติกรรมตอกย้ำว่า

ที่ทำมาแต่เช้า “ถูกแล้ว” จึงเป็นแนวให้การ “ฆ่าประชาชน” เป็นสิ่งที่ตำรวจหน่วยปราบฯ ทำได้..สมชายชอบ!

ทั้งหมดนี้ ประชาชนอย่าหลงไปโกรธ “ตำรวจท้องที่” เพราะตำรวจตามโรงพักไม่เกี่ยว และไม่มีเอี่ยวในการพิฆาตประชาชน

ความชอบจากทรราช “พล.ต.ท.สุชาติ” ได้รับมากเท่าไหร่ ก็จงรับความชังไปจากประชาชนมากจากนั้นขึ้นไปอีก ๒ เท่า!

การที่ “พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ” ลาออกในทันทีที่การพิฆาตประชาชนเกิดขึ้น ก็ต้องชื่นชมกับสปิริต และการลาออกจาก “รองนายกฯ” นี้ เป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่า การปราบปรามประชาชนทั้งหมดนี้

มาจาก “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” นายกฯ น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง!

เพราะก่อนหน้านี้ นายสมชายมอบ “ความรับผิดชอบ” เรื่องมวลชนพันธมิตรฯ ให้พลเอกชวลิตเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ในเมื่อพลเอกชวลิตไม่ได้สั่งปราบพันธมิตรฯ และไม่รู้เรื่องกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ก็แสดงชัดว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ “มีเบื้องหลัง” นายกฯ สมชาย “หักหลัง-หักอำนาจ” บิ๊กจิ๋ว นั่นเพราะใครสั่งมา?

มวลพี่น้องพันธมิตรฯ ทั้งหลายเอ๋ย ทั้งเหนือ ทั้งใต้ ทั้งออก ทั้งตก ทั้งอีสาน และทั้งมวลพี่น้องพันธมิตรฯ พื้นที่เจ้าของบ้านคือ กทม.

กระทั่ง ๔+๓ แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมผองเพื่อนผู้หยัดอยู่สู้ทรราชเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน ผมอยากจะบอกว่า

เราไม่ได้สู้เพื่อแพ้!

เดิมพันศึกนี้ แค่ยุบสภาฯ แค่ลาออก มันไม่สาสมกับความชั่วร้าย “นายสมชายสั่งฆ่าประชาชน”

เราไม่ได้ทำเพราะโกรธ เราไม่ได้ทำเพราะเพราะแค้น แต่เราต้องทำเพราะต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดินสู่ศตวรรษใหม่ สังคมบ้านเมืองต่อจากนี้ไป ต้องล้างไม่ให้เชื้อชั่วอสูรร้ายระบอบทักษิณเกาะกินประเทศไทยได้อีก

“สมชาย” เชื้อชั่วที่เพาะชั่วสืบตัวต่อทางการเมือง..ต้องออกไป!

โทษที่มันสั่งพิฆาต เข่นฆ่าประชาชน เป็นโทษระดับฆาตกร ไม่แค่ลาออกและคุก

แต่สมควรต้องเฉดหัวให้มัน “ออกไป” จากแผ่นดินไทยด้วย!

สำหรับ พล.ต.อ.พัชรวาท พล.ต.ท.สุชาติ ถ้าไม่สารภาพว่า “หน้าไหนออกคำสั่งให้ตำรวจฆ่าประชาชน?”

ยังจะปล่อยให้ลอยหน้าอยู่ได้ แล้วพี่น้องพันธมิตรฯ ของเราที่ต้องตายไป วิญญาณจะสู่สุคติได้อย่างล่ะ..พี่น้องเอ๋ย!

เคลื่อนไหลเหมือนสายน้ำกระหน่ำภูผามาถึงจุดนี้แล้ว ไม่มีอะไรที่จะตัดสายน้ำได้ขาดหรอกมิตรสหายเอ๋ย

๔ แกนนำต้องกุมสติ-ตั้งทิศเป็นรูปธรรมเป็นหางเสือให้แน่วแน่ สายน้ำเมื่อไหล มันหยุดไม่ได้แล้ว

มันมาถึงจุดที่ “เขาอยู่” หรือ “เราอยู่”?

ไม่ต้องแลก…

แต่เราต้อง “เลือกเอา” นักการเมืองมันอ้างว่า “ประชาชนเลือกผมมา” เราต้องตะโกนใส่หน้าให้เหล่ามันได้สำนึกในความจริงเสียทีว่า

“กูนี่แหละคือประชาชนที่เลือกพวกมึงมา ฉะนั้น พวกมึงอย่าเสือกทำเหนือประชาชน”

พิพากษาไหนจะสู้ “พิพากษาประชาชน” ได้ล่ะ?

วันนี้..ถึงนาทีที่มวลหมู่ประชาชนพันธมิตรฯ จะต้อง “พิพากษา” การเมืองในระบอบประชาชนเลือกมา พิพากษาให้เหล่ามันได้รู้ซะบ้างว่า

กูเลือกพวกมึงมา ให้ทำหน้าที่ เพื่อประชาชน-ของประชาชน และโดยประชาชน

ไม่ใช่ให้กำเนิดพวกมึงมาทำหน้าที่ เพื่อระบอบทักษิณ-ของระบอบทักษิณ และโดยโคตรวงศ์พงศาทักษิณ!

มือเปล่าประชาชน ไม่ใช่มือว่างเปล่า

มือเปล่าประชาชน คือมือขาวคุณธรรมปราบมือดำทรราชแผ่นดิน!

ไป..จงเดินไปข้างหน้า ภารกิจประชาชนเพื่อสังคมคุณธรรมยังไม่สุด ถ้าหยุดจะสะดุดตัวเอง ไป..เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “อำนาจชอบธรรม” ไม่ใช่แค่ใครไปยืนอ่านกระดาษเฮงซวยในสภาฯ แล้วจะมาอ้างว่า “เป็นรัฐบาลสมบูรณ์แล้ว” อำนาจสมบูรณ์ ต้องมาจากประชาชนสมบูรณ์เท่านั้น และประชาชนสมบูรณ์วันนี้คือ..ประชาชนพันธมิตรฯ เพื่อชีวิต “การเมืองใหม่” เท่านั้น.

น้องโบว์ไปสวรรค์กับพี่จ๊าบนะลูก ช่วยกันดูแลกันและกัน พี่จ๊าบเข็มแข็งดูแลหนูได้

ผมลบ ความคิดเห็นที่กวนใจน้องโบว์ออกแล้วนะครับ อ่านความคิดเห็นที่ไม่ลบแล้วอาจตกๆหล่นไม่ประติดประต่นะครับ

ด้วยจิตคารวะ

ขอให้พี่โบว์ (ผมอายุ 25 พี่เขาอายุ 27) ไปสู่สุคติสุขเถิดนะครับ เรื่องทางโลกปล่อยให้พวกเราชาวพันธมิตรฯและประชาชนที่รักความเ็ป็นธรรมได้สารฝันต่อไป ไม่ต้องกังวลไปว่าสิ่งที่พี่โบว์ฝันจะไม่เป็นจริง มันจะเป็นจริงได้แน่นอนหากยังมีพวกเราอยู่บนผืนแผ่นดินประเทศไทยที่มีพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีปกครองประเทศ

และหากพี่อยู่สบายปราศจากการเวียรว่ายตายเกิดแล้วก็ขอให้พี่โบว์และสารวัตรจ๊าบช่วยพันธมิตรฯให้ได้รับชัยชนะและได้การเืมืองใหม่เพื่อเปลี่ยนวิถีการเมืองไปในทาาาางที่ดีด้วยนะครับ

บล็อกนี้ทำเราร้องไห้อีกแล้ว…

ชีวิตนี้จะไม่ลืมวันนั้น
ไม่ลืมน้องโบว์…
ไม่ลืมสารวัตรจ๊าบ

ไม่ลืมพวกเราอีก 400 กว่าคน ที่เจ็บ!!! และสูญเสียอวัยวะ…

คนไทย (ทั่วไป) อาจลืมง่าย
แต่ชาวพันธมิตร ไม่มีวันลืม เราเป็นพวกความจำดีเยี่ยม ลืมยาก…

พวกมันจะต้องชดใช้!!!

แด่ ดอกไม้พันธมิตร เธอสถิตอยู่ในใจตราบเท่านาน
หลับเถิดคนดี มีเพื่อนเราปกป้องสถาบันอยู่ มีตัวตายตัวแทน อย่ากังวลไปเลยคนดี พวกพี่ยังอยู่เพื่อสานภาระหน้าที่ของน้อง หลับเถิดคนดี

คห.ที่ 21 ถ้าจะตอบกระทู้แบบนี้คุณไปตอบที่อื่นเถอะ เพราะคนเขากำลังเสียใจ เดี๋ยวจะเสียคน..ไอ้กร๊วกเอ้ย….

ขอคาราวะในความดีของหนูโบว์มา ณ ที่นี้ …

เสด็จพ่อ ร.5 ทรงทอดพระเนตรเหตุการณ์ในวันนั้นตลอดเวลา ทรงทราบทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้น ทรงเข้าใจดีว่าพวกเราทำอะไร เพื่ออะไร => กล้าเขียนมากนะครับ ทำอะไรก็ให้มันพอควร มาอ้างว่าท่านเข้าใจการกระทำของพวก พธม คุณรู้ได้อย่างไร? ขอเตือนไว้ว่าอย่าดึงฟ้าต่ำ อ้างท่านเพื่อเข้าข้างการกระทำของตัวเอง น่าละอายใจมาก แล้วยังเรียกตัวเองว่าจงรักภักดี….

ขอให้น้องสาวหลับให้สบาย ไม่ต้องห่วงทางนี้ พวกเราจะขอสู้ต่อไปจนกว่า…จะได้รับชัยชนะ

ขออาลัยแด่ผู้เสียสละให้แผ่นดิน เราจะสืบสานเจตนารมย์ด้วยความกล้าหาญเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป

เธอคือเทพธิดาแห่งมัฆวาณ

หลับเถิดหญิงกล้า.. ขอให้หมดห่วง…พี่น้องพันธมิตร..จะสานฝัน..ต่อให้จบ..ไม่ชนะ.ไม่เลิก.แล้วสักวัน.จะได้เห็นกัน

สุดยอดแล้ว วีรสตรีผู้กล้าหาญแห่งพันธมิตร ขอให้พี่โบว์ไปสู่สุขคติ ….. พวกเราทุกคนจะสู้เพื่อในหลวง

ในวันนั้น พี่นอน ประมาณตี3 ตื่นเช้ามา มีเพื่อนคนหนึ่งโทรมาถามว่าพี่อยู่ไหน พี่ก็ตกใจและรีบเปิด เอเอสทีวี
และทราบว่าตำรวจทำร้ายพวกเราพันธมิตร พี่ก็ตัดสินใจลางาน และออกจากบ้าน ถึงประมาณ 10 โมงเช้า
พี่ได้ร่วมเดินทางไปหน้ารัฐสภา เพื่อเพิ่มกำลังของพวกเรา แต่ประมาณ บ่าย 3 โมงครึ่ง พี่ได้เดินออกมาจากรัฐสภา เพื่อทำธุระ และเมื่อเสร็จธุรประมาณ สี่โมงกว่าก็กำลังเดินกลับไปหน้ารัฐสภา แต่หน้า บชน .ได้เรียกคน
เพื่อตั้งกำลังป้องกัน เพราะมีตำรวจมาตั้งแนวบริเวณนั้น
พี่ได้เดินไปร่วมด้วย พี่ยืนอยู่บริเวณหลังต้นไม้เอนต้นนั้นกลางเกาะถนน ไม่ไกลจากที่น้องโบว์ พี่ยื่นอยู่บริเวณนั้นประมาณเกือบสองชั่วโมง และก็อีกครั้งที่พี่เดินออกมาจากที่แห่งนั้น เพราะเพียงพี่คิดทำธุระส่วนตัว
ประมาณ ยี่สิบกว่านาที่ ได้รับข่าวว่าตำรวจมันยิงอีกแล้ว
พี่มีความจำเป็นที่ต้องกลับบ้าน ทั้งที่พี่ยังไม่อยากกลับ
พี่มีความรู้สึกผิดเสมอว่าพี่ทิ้งพวกเราออกมาก่อนเกิดเหตุ พี่เสียใจที่พี่ไม่ได้อยู่ช่วยเหลือพวกเราถึงที่สุด ไม่มีโอกาสช่วยเหลือใครเลย พี่รู้สึกว่าเราอาจปลอดภัยแต่ เหมือนเราทิ้งพวกเค้ามา นี่คือที่พี่รู้สึก และกังวลเสมอกับน้องโบว์ พี่กังวลว่าน้องโบว์จะวนเวียนบริเวณนั้น เพื่อดูแลปกป้องพวกเรา ภาพที่พี่รู้สึก เห็นแบบนี้และเสียใจ พี่ขอให้น้องโบว์ไปสู่สุขคติ สู่สรวงสวรรค์อย่าได้กังวล และพี่ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ช่วยเหลือพวกเรา น้องโบว์เป็นผู้กล้า ที่พวกเราชื่นชม ใจพันธมิตรรับรู้ว่าหากพวกเราประสบอันตราย พวกเราจะมาร่วมใจกันมากขึ้น ๆ เพราะเรารักในหลวง รักความถูกต้อง ไปดีนะน้องโบว์
พวกเราจะสู้ต่อ

ขอให้น้องโบว์ไปอย่างสบายและขอให้พันธมิตร
ยื่นสู้ต่อไปเพื่อชัยชนะที่สวยงาม
และขอให้คนที่ทำจงชิบหายไม่มีวันได้ดี

เรื่องบนเตียงของพันธมิตรกับตำรวจ

เสียงไซเรน ณ โรงพยาบาลวชิระ ในคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นสัญญาณบอกถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองฟ้าอมร กรุงเทพมหานคร หมอและพยาบาลในชุดขาว ต่างทำหน้าที่กันอย่างหนักเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บที่ร่างกายล้วนนองเลือด โดยไม่สนใจว่าคนๆนั้นจะใส่ชุดสีกากี หรือ สีเหลือง บุรุษในเสื้อสีเหลือง ร้องโอดโอยจากการมีรอยแผลลึกที่หน้าแข้ง และ ตามตัวหลายแห่ง ขณะที่ตำรวจซึ่งใส่ชุดสีกากีนั้น หมดสติไปแล้วจากการถูกของของแข็งบางอย่างฟาดเข้าตามร่างกาย

หลังจากเข้าทำการรักษาในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน พยาบาลได้เปลี่ยนชุดทั้งคู่เป็นชุดของโรงพยาบาล และ พาเข้าพักฟื้นในห้องเดียวกัน ในห้องมีครอบครัวของทั้ง 2 ฝ่ายมาเยี่ยมตามคาด แต่ต่างไม่ได้คุยกันด้วยไม่รู้จักกันมาก่อน มีเพียงม่านบางๆกั้นระหว่างความเป็นส่วนตัวของครอบครัวทั้ง 2

“พ่อเป็นไงบ้าง เจ็บไหม?” เสียงเล็กๆที่บริสุทธิ์ดังมาจากฝั่งหนึ่งของห้อง

“เจ็บนิดหน่อยลูก” เสียงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในชุดของโรงพยาบาล พยายามพูดเพื่อปลอบใจลูกรัก

“หนูไม่อยากให้พ่อออกไปทำงานอีกแล้ว ทำไมเขาถึงต้องตีพ่อด้วย” เสียงเล็กๆยังถามต่อไปด้วยความไม่ประสีประสาเรื่องของผู้ใหญ่

“มันเป็นงานนะลูก ….พ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย หัวหน้าสั่งก็ต้องทำ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นกฎ ”

คำสนทนาเหล่านี้ดังเพียงพอที่จะทำให้เพื่อนร่วมห้องของเขาต้องเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ

“ถึงพ่อไม่ชอบพ่อก็ต้องทำเหรอ”

“พ่อไม่อยากจะทะเลาะกับคนไทยด้วยกันเลยลูก บ้านเราก็ไม่ได้ชอบรัฐบาลนี่ ”

“แล้วพ่อจะออกไป ให้เขาทำร้ายแบบนี้ทำไม” เสียงเล็กๆเริ่มสั่นเครือ เพราะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อของเธอพยายามจะอธิบาย

บรรยากาศในห้องเริ่มผู้ป่วยเริ่มเงียบงัน มีเพียงเสียงโทรทัศน์ที่บรรดานักวิจารณ์ ต่างพร่ำบอกกับสังคมว่า ตำรวจรังแกประชาชน ประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิต ตรงกันข้ามกับภาพที่เด็กน้อยเห็นเบื้องหน้า เธอกับพ่อของเธอต่างหากที่ถูกทำร้าย

เสียงเล็กๆในห้อง กำลังร่ำไห้บอกกับโทรทัศน์ บอกกับคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นว่า แล้วพ่อหนูล่ะ ….พ่อหนูอยู่ที่นี่ นอนอยู่ตรงนี้ บอกหน่อยได้มั้ยว่า แล้วพ่อหนู ไม่ใช่คนไทยหรือไง ใครทำพ่อของหนู???

ทันใดนั้นม่านบางๆซึ่งกั้นระหว่างเตียงของ บุรุษผู้รักชาติและผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ได้ถูกเปิดขึ้น

“คุณตำรวจ….ผมขอโทษ” คำพูดสั้นๆคำแรกที่บรรยายความรู้สึกนับพัน หลุดออกมาจากความรู้สึกของชายมีอายุผู้รักชาติคนนั้น

นายตำรวจในชุดผู้ป่วย แปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะได้ยิน ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา กับการต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรทุกวี่วัน เขาเคยชินซะแล้วกับคำพูดถากถางต่างๆ จากฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือ เป็นฝ่ายรักชาติอะไรก็ตามแต่

“คุณลุงเป็นใครคะ ?” เสียงใสๆถามด้วยความสงสัย

“ลุงก็อยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ทำให้พ่อหนู เข้าโรงบาลนั่นแหละ” เสียงชายสูงอายุพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“แล้วเพื่อนคุณลุงทำร้ายพ่อหนู ทำไม?” เสียงเล็กๆเริ่มถามอย่างคาดคั้น

“บางครั้งหนูก็ไม่เข้าใจ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่กับความถูกต้อง วันหน้าหนูจะได้อยู่ในสังคมที่ดีนะหนูนะ”

“แล้วลุงไม่คิดเหรอคะว่า ถ้าพ่อหนูตาย …ลุงได้สังคมทีดี แล้วหนูต้องเป็นเด็กกำพร้า…..หนูทำผิดอะไร ?” เด็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากให้น้ำตา แทนคำพูดที่เหลือทุกๆอย่าง

“บางครั้งเมื่อลุงอยู่กับเพื่อน ลุงอยู่กับคนคิดเหมือนกัน …ลุงเห็นคนข้างหน้าคือศัตรู ที่ต้องจัดการ ลุงเห็นคนใส่เสื้อไม่เหมือนลุงคิดไม่เหมือนลุง เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น…..พอวันนี้เราใส่เสื้อเหมือนกัน …..ได้ฟังหนูกับพ่อคุยกัน ลุงว่า….ลุงเหมือนพึ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ลุงต้องขอโทษหนูจริงๆ…” เสียงกับแววตาของชายสูงอายุ มีท่าทีสำนึกต่อเสียงเล็กๆนั้น

“ผมก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกัน ถ้าทำอะไรให้ประชาชนอย่างคุณโกรธ หรือ เข้าใจผิด…หลายวันที่ผ่านมานี้ ผมโดนเสียดสีและยั่วโมโหจากผู้คนและสังคมมากมาย เหมือนผมไม่ใช่คน เหมือนเป็นสัตว์ร้ายอะไรสักอย่าง ผมเสียใจจริงๆ ผมไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร ผมก็มีลูกเมีย ผมอยากกลับบ้าน อยากพาลูกเมียไปเที่ยว ผมก็ไม่ได้ทำ ผมต้องออกมาทำงานทุกวันในรอบ 1 เดือนมานี้ ผมคิดถึงลูกเมียผมมาก ภาวนาว่าขอให้เรื่องนี้มันจบๆเสียทีจะได้กลับไปเห็นหน้าลูกเมีย พึ่งจะเห็นหน้าลูกครั้งแรกก็ตอนที่ลูกต้องมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาล….แต่ถ้าคุณเข้าใจผม ผมคิดว่านาทีนี้ ตรงนี้มันคุ้มค่ามาก ” เสียงคุณตำรวจ พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี

วันนั้นภายในพื้นที่เล็กๆของห้องพักฟื้นสี่เหลี่ยม หัวใจของชาย 2 คนทำให้ห้องนี้ดูกว้างขวางขึ้น อย่างน้อยก็ดูกว้างกว่าที่ทำเนียบ หรือ รัฐสภา กรอบที่พันธนาการคนทั้งคู่ไว้ด้วยหัวโขนที่แต่ละคนใส่อยู่ด้วยความโกรธและเกลียด ถูกทำลายลงหลังจากที่ได้มีการพูดคุย และตระหนักต่อความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ด้วยกัน … ใช่แล้ว!!!เรายังคุยกันด้วยภาษาไทย และมีพ่อคนเดียวกัน ทำไมเราถึงคุยกันไม่ได้ ทำไมปากของเรา ความเห็นของเราถึงถูกใช้เพื่อนำพาไปสู่ความขัดแย้ง แทนที่จะเป็นความสามัคคี น้ำตาหยดนี้จะไม่มีวันไหลเลย ถ้าเราหยุดคิดสักนิดเพื่อพูดจากัน เปิดใจรับความเห็นต่างกันบ้าง?

วันต่อมาสงครามทางความคิดยังคงอยู่ แต่คนที่ได้รับ forward mail นี้จะได้ตระหนักมากขึ้นว่าการให้อภัย และ เห็นความจริงในมุมเล็กๆที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คงจะตอบคำถามได้ว่า เรากำลังสู้ทำไม สู้เพื่อใคร และ ถามด้วยเหตุผลต่อทั้ง 2 ฝ่ายว่า วันนี้คุณเห็นคุณค่าน้ำตาหยดนั้นแค่ไหน ชัยชนะของประชาชนหรือตำรวจในวันนี้ แลกกับหยดน้ำตาของคนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าฝ่ายไหน คุณจะเรียกมันว่าชัยชนะ หรือ ความพ่ายแพ้ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์ ต่อคนที่สูญเสีย เบื้องหลังของชัยชนะ มีความพ่ายแพ้ของคนมากมายที่คุณอาจไม่เคยนึกถึง….มุมเล็กๆที่ไร้เสียงหล่านี้ เคยเห็นเคยได้ยินกันบ้างไหม???

เมื่อวานกับวันนี้ของพันธมิตร
วันก่อนเอากรณีน้องโบว์มาหากินกันทั้งวี่ทั้งวัน
วันนี้ พธม. เอาเรื่องปกป้องสถาบันฯมา ปลุกระดมไม่รู้สิ้น
นี่หรือเส้นทางสู่ความสงบสุข..

หลับให้สบายเถิด..น้องโบว์ ขอให้ดวงวิญญาณของน้องจงไปสู่สุขคตินะครับ

ณ วันนี้ จากไปแล้ว แก้วตาพี่
แสนสุดที่ จะลืม ถึงความหลัง
น้องต่อสู้ ด้วยหัวใจ เต็มพลัง
ด้วยมุ่งหวัง ยังชาติ ศาสน์ของเรา

แต่วันนี้ พี่ยัง ต้องคงอยู่
เพื่อต่อสู้ คู่ใจ กับพวกเขา
จะร่วมรับ ร่วมสู้ กับพวกเรา
จนถึงเตา เชิงตะกอน อีกสักคน

เศร้า..สุดบรรยาย

ไปดีนะหนู

ขอไว้อาลัย
กับการจากไป ของน้องโบว์
แต่จิตใจและวิญญาณจะอยู่ยั้งยืนยง

ขอจงสู้เพื่อความถูกต้อง

“อังคณา” วีรสตรีศรีไทย

“อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ”
เธอคือ ผู้บริสุทธิ์ – เสียสละ
เพื่อชาติ – ศาสน์ – กษัตริย์ขัตติยะ
คือวีรสตรีผองพี่น้องไทย

เจ็ดตุลาฯ มหาวิปโยค
ทั้งหล้าโศกกำสรวลหวนไห้
ประวัติศาสตร์จะประกาศเกริกไกร
จารึกไว้ในใจไทยนิรันดร์

ภู–ติ–รัก
๙-๑๐-๕๑

ขอให้ไปสู่สุขคตินะครับ…หลับให้สบายครับ…ไม่ต้องห่วงเรื่องทางนี้นะครับ พวกเราจะสานต่อความตั้งใจของพี่โบว์เองครับ..

ปล. เอาไว้ไอพวกชั่ว ๆ ที่ทำร้ายพี่มันก็จะตามไปรับใช้พี่ที่โลกหน้าแล้วครับ อีกไม่นาน

แด่ ผู้กล้า ชื่อของเธอจะติดตา ตรึงใจพวกเรา ไปจนวันตาย และจะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ การต่อสู้ ครั้งหนึ่ง ของคนไทยที่รักชาติรักแผ่นดิน เทอดทูล สถาบัน

หลับให้สบาย

อาลัย รัก จากเพื่อนร่วมแผ่นดิน

สุดแค้นแน่นในอก ขอให้น้องโบว์เป็นกำลังใจแก่ทุกๆคนสู้เพื่อชาติเพื่อแผ่นดินไล่คนจานไรออกไปให้ไกลแผ่นดินไทย

จุดเทียน วางดอกไม้ทุกวันเพื่อให้พธม.ที่เหลือมีกำลังสู้ต่อไป

ขอให้น้องโบว์ อย่าได้กังวล จงไปสู่สุคติ

เราจะสู้ต่อไปจนกว่าจะชนะ

ขอฝากป้ายนี้ไว้ประณามคนชั่วด้วยค่ะ

ขอบคุรน้องโบว์ น้องได้สร้งแรงกระเพื่อมให้กับสังคมอย่างมาก ชื่อของน้องยังดังกึกก้องเป็นกำลังใจและความศรัทธาให้เราตลอดไปครับ

ขอให้น้องโบว์หลับให้สบายนะจ๊ะ