ประวัติศาสตร์ไล่ล่าคุณ : สงครามครั้งสุดท้าย (ตอนที่ ๓)

0

Posted by chairojt | Posted in การเมือง, ศิลปะ-วรรณกรรม | Posted on 25-03-2009




ประวัติศาสตร์ไล่ล่าคุณ : สงครามครั้งสุดท้าย (ตอนที่ ๓)











     เมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้เสด็จสวรรคต
บ้านเมืองก็เข้าสู่กลียุคกลุ่มต่างๆแย่งชิงอำนาจ “คนดี” ต้องกลายเป็น “คนตาย”
“คนชั่ว” กลับกลายเป็น “คนดี” เพราะต้องการเป็นใหญ่ และหวังซึ่งผลประโยชน์เข้าตนเองและพวกพ้อง





       ขันทีตั้งตนเป็นใหญ่
สังหารรัชทายาท แลยึดครองอำนาจเสียเอง เกิดจลาจลจนกลายเป็น “สงครามกลางเมือง”
ขุนศึกต่างๆ กรีธาทัพเพื่อหวังปราบเหล่าขันที และมีกลุ่ม ก๊วนต่างๆเกิดขึ้นมากมาย
ต่างก็อ้างว่าเพื่อ “กอบกู้ชาติ”



.

ฝ่ายหนึ่งอ้าง “ความจงรักภักดี
และเพื่อฟื้นฟูราชวงศ์”



 



แต่อีกฝ่าย
“ก็อ้างความจงรักภักดี” เหมือนกัน

แต่ “อยากที่จะยึดครองแผ่นดินเสียเอง” มากกว่า







     การสู้รบขยายวงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนรุกรามทั้งแผ่นดิน
เกิดกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ทั้ง”เหลือง” ทั้ง “แดง” ทั้ง “เขียว” ทั้ง”ขาว”



 



     บ้างก็อ้างขอเป็น “กลาง” พอถามว่ารู้เรื่องไหม “ก็ไม่รุ้เรื่องอะไรกับเขาเลย” โดย “ขอยืม” คำเขามาใช้มากกว่า “เป็นกลางแบบงง” ใครจะ “กินก็กินไป” ใครจะ “โกงก็โกงไป” เป็นราษฎรมีหน้าที่จ่ายส่วย-ภาษีอย่างเดียว







     แล้วถ้าวันใดราษฎรไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ “ท่านเจ้าเมือง” ว่ามี “โจรปล้นสวาท” ต่อมาทางการจับตัวมันมาได้







     พอถึงชั้นตัดสิน เกิดท่านเจ้าเมือง “ไม่ตัดสิน” โดยอ้างตัว “เป็นกลาง” คิดดูว่า ราษฎรจะเป็นอย่างไร “คนเป็นกลางก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับไอ้โจรปล้นสวาท”



 





     หนักข้อเข้าเกิดพวก
“ตอแหลเข้าเส้น” ขอเป็น “สีส้ม” ขอเป็นทางออก บ้างก็คือพวกขี้เบื่อ บ้างก็ขี้รำคาญ บ้างก็ไม่สนใจใยดีต่อสังคม บ้านเมือง บ้างก็ไม่แคร์สังคม บ้างก็คือ “สีขาวเปลี่ยนหัวพรรค”



 



     แอบด่า “สีเหลือง” แต่นิ่งเฉยกับพฤติกรรม “สีแดง”
เพราะไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อะไรกับเขาเลย ได้แต่ฟัง “ขุนนางที่เป็นอีแอบสีแดง”
บอกเล่าใส่หู





“แดง” ก็ไม่เอา “เหลือง” ก็ไม่เอาคือ

“ไม่เอา-ไม่สนใจ” ตั้งแต่ต้นแล้ว





     คือ ขออะไรก็ได้ที่
“ตัวเองรอด” เป็นใช้ได้ “พอมีขุนนาง” ที่ตนเอง “คิดไปเองว่า” พออาศัยได้
จะทำให้ปลอดภัย ก็เข้าด้วยกลายๆกับขุนนาง



 



     หารู้ไม่“ขุนนางนั้นไซร้ คือ ชาวนาบนหลังคน” คอยแต่รีดเก็บส่วย-ภาษี กินเบี้ยวัตที่ได้จากภาษีของราษฎร
แต่หาได้ช่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขคือแก่ราษฎรไม่



 



     นานวันเข้าของ
“ปลอมทำเหมือน” ก็ต้องล้มหายตายจากไป เหลือเพียงสองกลุ่ม ด้านหนึ่งคือ “ฌ้อปาอ๋อง”
อีกฝ่ายนาม “เล่าปัง หรือเรียกว่า ฮั่นอ๋อง” รบอยู่ 7 ครา แต่ทั้ง 7 ฮั่นอ๋องเป็นฝ่ายแพ้ จนฮั่นอ๋องได้
“ฮั่นสิน” ที่เชี่ยวชาญการทหาร และ “เตียวเหลียง” กูรูแห่งพิชัยสงคราม



 



     ในสงครามครั้งสุดท้าย  โดยฮั่นอ๋องเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ โดยทัพของฌ้อปาอ๋องโดนตีแตก
และหนีไปจนสุดที่ “ริมแม่น้ำ”





     เมื่อขุนศึกพ่ายในการรบ มีหรือจะยอมเป็น “เชลย”

ฌ้อปาอ๋องได้ “ฆ่าตัวตาย” ณ “ริมแม่น้ำ”



 



     แต่ใน
“การรบสงครามครั้งสุดท้าย” นั้น ก่อนที่ทัพของฌ้อปาอ๋องจะแตกนั้น ฌ้อปาอ๋องได้สั่งให้ทหาร “เผาบ้าน เผาเมือง” เมืองหลวงอันสวยงามถูกฌ้อปาอ๋องเผาจนไม่เหลือ





นั้นจึงเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย”

ของ “ฌ้อปาอ๋อง”









“ถ้ากูไม่ได้ในอำนาจ

พวกเอ็งก็อย่าได้อยู่อย่างมีความสุขเลย”



นี่แหล่ะคือสันดานของผู้ที่
“ยึดติดในอำนาจ”





แม้แต่ “ตำราธรรมของท่านพุทธทาส”

ที่ชอบเอามาอ้างก็มิอาจขัดเกลาได้



 















อ่านย้อนหลัง

ประวัติศาสตร์ไล่ล่าคุณ



 



 



 อ้างอิงเป็นหลัก

สามก๊กฉบับคนขายชาติ
โดยเรืองวิทยาคม

Comments (0)

แก้ไขได้แล้วครับบบบบ

ทรมาณ ทั้งอ่านเรื่อง และอ่านเม้นท์เลยครับ คนแก่ไม่มีแว่นลำบากกว่าอีก…..

(ก็แก้ปัญหาโดยหาแว่นมาใส่ดิ ^^)

เดี๋ยวนี้เขียนเรืองผมใช้ Tahoma ขนาด 4 แล้ว เพราะเห็นของเจ๊ฮอลล์อ่านง่ายดี

วันหนึ่งมี “ผู้ที่ไม่เห็นด้วย” ออกมาให้ความคิดเห็นว่า “ควรที่จะอยู่เป็นกลาง เดินทางสายกลาง”

ท่านยังกล่าวอีกว่า “คนไทยเดี๋ยวนี้สุดโต่งเกินไป รักสีแดง รักสีเหลือง รักสีไหนก็ต้องเดินทางสายกลาง”

พระพุทธองค์ ทรงสอนหลักธรรมข้อหนึ่งคือ “มัชฌิมา ปฏิปทา” คือเดินทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

ไม่ใช่ “เป็นกลางแล้วไม่สนใจอะไรเลย”

หรือ “เมื่อคนโกงถูกจับได้ ก็อ้างให้คนอื่นเป็นกลาง” เพื่อไม่ให้ลงโทษตนเอง

หรือ “โจรที่ชอบอ้างให้คนอื่นเป็นกลาง เมื่อตัดสินไปในทางที่ถูกต้อง ก็โทษว่าคนตัดสินไม่เป็นกลาง”

ครั้งที่พระพุทธองค์ทรงโปรด “องคุลีมาล” พระพุทธองค์ก็ครององค์อยู่ใน “มัชฌิมา” ไม่ใช่เป็นกลาง “อย่างที่เข้าใจ” กันผิดๆ

พระพุทธองค์ “ไม่เป็นกลาง” ระหว่าง “ความดีกับความเลว”

พระพุทธองค์ ก็ทรงเลือก “ที่จะครองตนอยู่ในความดี”

มีแค่ “คน” ที่สับสน “วกวน” เหมือนโดน “กวนคน” อยู่ใน “วังวน” ของการหลอกตนเอง

ว่า “ตนเป็นกลาง” จนไม่สามารถแยกแยะ “ถูก-ผิด”

พี่ยังไม่เคยเห็นกลางที่กลางจริงๆเลยซักคนแฮะ :)

ผมก็คล้ายๆกับคุณ birdzaa007 แหล่ะครับ

ขอแวะเข้ามาทักทาย และดูภาพและอ่านข้อความครับ เป็นบลอกที่สร้างสรรด้วยฝีมืออีกหนึ่งบลอกครับ น่าจะเป็นการ์ดพันธมิตรด้วยนะครับ ผมเองใจไม่กล้าพอเลยไม่ได้อาสาเป็นทางการ แต่ก็คอยเดินดูโดยรอบการชุมนุมเมื่อมีโอกาสครับ

ถึงคุณ nabhasan2007 ครับ

ขอบคุณที่เข้ามาติ-ชมครับ

น้อมรับครับ

ปล. หลายนักเขียน สามก๊ก ก็บอกตรงกันว่า 90% เป็นเรื่องจริง 10% เสริมแต่งครับ

คนอ่าน คนดูส่วนใหญ่มัีกคิดว่า เล่าปี่ กงนอู เตียวหุย เป็นพระเอก แต่ก็ยังมีนักคิด นักเขียนหลายท่าน ก็ยัง “มองต่างมุม”

แต่หัวใจของ เล่าปี่ กงนอู เตียวหุย ไม่ใช่ที่ตัวบุคคลครับ

แต่เราได้เรียนรู้ “ความมีคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์” ครับ

ข้อมูลที่ได้มาด้านเดียว ล้วนทำให้คนตัดสินใจผิดพลาดมามากแล้วค่ะ …มองอะไรต้องมองหลาย ๆ มุม…ไม่ใช่มุมที่ตัวเองเชื่อ หรือตรงทัศนคติของตนเท่านั้น …แล้วอะไรคือข้อเท็จจริง? คุณทราบหรือไม่ ?
แล้วเราจะทราบได้อย่างไร? ว่าสิ่งที่เราทราบมานั้นถูกต้อง 100% อย่าอ้างตำรา หรือคัมภีร์ หรือคนอื่นมาเล่าให้ฟัง เพราะพวกนั้นก็เขียนหรือเล่า เข้าข้างตามความคิดของตนเองก็ได้ …หนังสือหรือแม้แต่สื่อสามารถสอนให้คนเป็นโจรก็ได้ ฆ่าคนก็ได้ หรือเป็นคนดีก็ได้ … อยู่ที่ว่าถูกจริตคนอ่านอย่างไร? โลกเราจึงโกลาหลตลอดเวลา เพราะต่างฝ่ายก็คิดว่าตนเองถูก จริงไหมคะ ^__^

ถึงคุณ hataraki ครับ

กลางพวกนี้ไม่เคยที่จะฟังว่า พันธมิตรฯ ทำอะไร มีเคยที่เป็นมา อย่างไร

เอาง่าย เอามันส์ เข้าว่า ชอบฟังแต่เรื่องเสียหาย แต่ตนเองไม่คิดที่จะทำอะไรๆให้มันดีขึ้น

หนักข้อบางพวกยังไปเข้ากับสีแดงด้วยซ้ำ นึกว่ามันทำถูก

พี่ prypilas ครับ ผมก็พยาามใฃ้ตัวใหญ่แล้วนะ

พอ save ไหงมันเล็กลงก็ไม่รู้

พี่ลองขยายตัวหนังสือจาก window ดูเพื่อจะได้นะครับ

ขอบคุณมากครับ

กลาง(ค่อนไปทาง)แดงนีสิ น่าเป็นห่วง

หยิบมาเปรียบเทียบได้ดี มากขอรับท่าน chairojt
แต่ไอ้ตรงตัวหนังสือเล็กๆ อ่ะ
ทรมานคนใส่แว่นเช่นกระผมจริงๆ ท่าน แห่ะๆ

ขอบคุณ คุณ comenubb มากครับ

ขอบคุณพี่ nataya ที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ

เพิ่งได้ไม่กี่ตอนครับ แต่ละตอนก็สั้นๆครับ

พยายามรวบให้มากที่สุด กลัวอ่านแล้วเบื่อกันซะ

ความจริงผมอ่านบทความของท่าน chairojt มาก็บ่อย แต่ไม่ได้ comments…

วันนี้ขอซะหน่อย…

คืออยากจะบอกว่า คนถิ่นสีน้ำเงิน นี่ ไม่ได้ก่อร่างสร้างบ้านเป็นอย่างเดียว เขียนหนังสือก็ใช่ย่อยนะครับ

ต้องตามย้อนหลังหลายตอนเลยค่ะ เพราะเพิ่งมีเวลาเข้ามาอ่าน แต่เห็นแวบๆ อยู่หลายวันแล้ว

วันนี้ปลอดลูกสาว แอบมาเล่นเนต

เรื่องราวน่าสนใจค่ะ เดี๋ยวแวะย้อนไปอ่านก่อนหน้านี้สักหน่อยค่ะ

ขอบคุณค่า