สิทธิของข้าวเจ้า

0

Posted by chairojt | Posted in ครอบครัว, ชีวิต-สังคม | Posted on 21-11-2009


     “วันนี้ลูกโกนผมไฟแล้ว เตี่ยกับแม่โกนให้
โหยร้องใหญ่เลย ไม่ยอม หัวก็เลยแหว่งๆ เลยต้องให้ช่างตัดผมข้างบ้านมาโกนให้
ทีนี้สวยเลย” ปลายสายพูดไปยิ้มไป












ข้าวเจ้าไม่ยอมออกจาก
“อกแม่”





.     หลังจากที่โกนผมไฟได้วัน-สองวัน ข้าวเจ้าก็ “ตัวร้อน” ท่าทางจะเป็นไข้ เพราะช่วงนั้นอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
แต่แฟนผมไม่กล้าที่จะบอกผม กลัวผมจะเป็นห่วงลูก ก็พยายามที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยพาข้าวเจ้าไปหาหมอที่คลีนิคข้างๆบ้าน

 



     แต่จนแล้วจนรอด
ก็ต้องถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลประจำจังหวัดโดยหมอกลัวว่าจะเป็น “ปอดอักเสบ”

 



     ในขณะที่ผมกำลังฝ่าการจราจรของกรุงเทพฯ “ตัวเองอยู่ไหน? หมอส่งตัวลูกให้เข้าไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล”



     ผมบอกให้พาเข้ากรุงเทพฯ
แต่เธอขอให้เข้าไปรักษาที่ รพ. ก่อนแล้วเช้าค่อยว่ากัน



 

     ผมถึงโรงพยาบาลไล่หลังที่เจ้าข้าวเจ้า
ไม่มีห้องเดี่ยวสำหรับเจ้าข้าวเจ้า จะต้องพักรักษาที่อาคารผู้ป่วยรวม

 



     เจ้าหน้าที่พยาบาลบอกว่า “คืนนี้เจ้าข้าวเจ้าจะต้องอยู่เตียงเสริมที่ระเบียงทางเดินของห้อง” ซึ่งมีผู้ป่วยนอนรักษาอยู่แล้ว ๒ ราย

 



     แฟนหันมาถามผมในขณะที่ผม “อารมณ์เสีย”
เป็นอย่างมาก และผมก็ให้เธอเป็นคนตัดสินใจในการ “ตัดสินใจในครั้งนี้”

 



     “มีบัตรทองไหมค่ะ” ผมบอกไม่มีครับ (เด็กเดือนเดียวจะมีได้ไง)
“ถ้างั้นวันจันทร์คุณพ่อเอาหลักฐานไปทำนะค่ะ”

 



ก่อนรักษาเราจะต้อง “เซ็นยินยอมให้หมอรักษา”

 



     เดชะบุญ!! ผู้ป่วยข้างนอกได้ถูกย้ายเข้าไปข้างในซึ่งมีผู้ป่วย
“เต็มทุกเตียง” และแต่ละเตียงก็จะมีคนเฝ้าไข้ ๑-๒ คน

 



     คืนนี้ข้าวเจ้าต้องนอนเตียงเสริมที่ปลายเตียง ตรงหน้าห้องน้ำ











แต่งตัวที่เตียง









ถูกเจาะ
“หัวเข็ม” ที่มือ







































สมุดบันทึกคนไข้เยอะมากจนต้องใส่เก้าอี้เข็นมา






     คุณหมอเจาะเลือดของข้าวเจ้าไปตรวจและตอนเช้าก็ให้ไปX-rayอีกรอบ

 


























     คุณหมอว่าข้าวเจ้าเป็น “ปอดอักเสบ” ต้องพักรักษาและอยู่ฉีดยาให้ครบ
๓ วัน และบอกอีกว่าช่วงนี้โรค “ปอดอักเสบ” กำลังระบาด และผู้ป่วยในนี้ก็เป็นกันหลายคน










เป็นปอดอักเสบและโดนซ้ำด้วย

“ตาแดง”
ซึ่งติดจาก “ญาติที่มาเยี่ยม”


























อ่านเอกสารความรู้เรื่อง
“ปอดอักเสบ”














คุณหมอทิ้งเอาสมุดบันทึกผู้ป่วยไว้ที่เตียง

เพราะเดี๋ยวจะมาตรวจอีกหลังจากผล X-ray ออก









เตียงเพื่อนบ้านที่เห็นก็เป็น
“ปอดอักเสบ”













นี่ก็
“ปอดอักเสบ” รมยาควันโขมงเลย












เห็นปอดหนูม่ะ














เป็น
“ปอดอักเสบนะลูก”






     รุ่งขึ้นเตี่ยเอาอาหารมาให้แฟนผมตอนเช้า กว่าผมจะมาก็เกือบสิบโมง
เพราะเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบตีสอง

 



     ตกเที่ยงผมออกไปซื้อกาแฟ ก่อนจะขึ้นบันไดผมเห็นรถเข็นอาหารให้ผู้ป่วย
ในนั้นผมเห็น “ถาดอาหาร” เป็นข้าวมันไก่ และ “ข้าวต้ม” ใบเขื่อง



 







อัดแน่นไปด้วย
“ผู้ป่วย”







     ผมคิดว่าเดี๋ยวเจ้าหน้าที่คงเอามาให้ “ข้าวมาแล้วนะค่ะ”
ทั้งญาติ ทั้งผู้ป่วยต่างนำถ้วย-ชาม เข้าไปรับอาหาร
ยังไม่ทันที่เราจะไปรับอาหาร อาหารก็หมดแล้วและเราก็ไม่มีชามไปใส่อาหารด้วย

 



     ไม่ต้องสงสัยเลย “ข้าวมันไก่” ที่อยู่ในถาดนั้น
หมดไปตั้งนานแล้ว ที่เหลือก็เห็นจะเป็น “น้ำข้าวต้ม” และ “ข้าวโพดเปียก”
น่าจะเรียกมันว่า “ข้าวโพดจุด” มากกว่าเพราะมองในหม้อแล้ว เห็นเมล็ดข้าวโพดเป็น “จุดปะปราย”




 









     ผมต้องออกไปซื้อ “ของกินแช่แข็ง” จากร้านสะดวกซื้อภายในโรงพยาบาลมาเป็นอาหารกลางวัน












ที่หน้าโรงพยาบาลมีถึง
๓ ร้าน ข้างในอีก ๑












ตอนเย็นเราได้ย้ายขึ้นเตียงหลัก






     แต่เราก็ตัดสินใจย้ายเข้ากรุงเทพฯ
หลังจากที่เราย้ายขึ้นเตียงหลัก โดยผมให้เหตุผลกับโรงพยาบาลว่า “ผมต้องกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯจะได้ช่วยดูแลกันได้”

 



     และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ถ้าผมไม่อยู่เธอคงไม่ได้
“ทาน” อะไรเป็นแน่

 






“เดี๋ยวคุณพ่อต้องไปเซ็นเอกสาร

ปฏิเสธการรักษาด้วยนะค่ะ”

 






     ผมได้ยินถึงกับ
“อึ้ง” ไปพักหนึ่ง “ปฏิเสธ” การรักษา “ปฏิเสธใคร?”





 












ปฏิเสธจากโรงพยาบาลของ “รัฐ”

โรงพยาบาลที่สร้างจาก “เงินภาษี” ของประชาชน

จาก “เงินของผม” มันน่าเจ็บปวดนะ


 








     ผมกำหนด “จิต” และถามกับตัวเองว่า “ผมทำถูกต้อง”
ไหม?

 



     “ผมรังเกียจ” การรักษาของโรงพยาบาลของ “รัฐ”
งั้นเหรอ?

 



     ใช่ มันก็มีเป็นบางเรื่องนะ แต่ผมก็พยายามที่ “จะรับมันให้ได้”
เพราะนี่คือ “บริการของรัฐ” ที่มาจากเงิน “ภาษี” ของผม

 



     “มันได้แค่นี้งั้นเหรอ” ประชาชนคนชั้นกลางและล่างกลายเป็น  “คนชนชั้นสอง” ของประเทศนี้ไปแล้วเหรอ?

 



     หมอไม่พอ พยาบาลไม่พอ เตียงไม่พอ สถานพยาบาลของรัฐไม่พอ
สถานพยาบาลที่อัดแน่น อับชื้น พลุกพล่าน และพร้อมที่จะเกิดการติดเชื้อโรคแทรกซ้อน

 



     ในเอกสารผมจะต้องให้เหตุผลว่า “ทำไมถึงปฏิเสธ”
และก็ขอ “จดหมายส่งตัว” ผู้ป่วยและ “เข็มที่คามือเจ้าข้าวเจ้า” และผมต้องเป็นผมใช้สิทธินั้นแทน















     คุณหมอที่กรุงเทพฯ บอกว่า จดหมายส่งตัว รายละเอียดน้อยมาก
และคุณหมอก็ถามถึงฟิล์ม X-ray แต่ผมไม่ได้เอามา
คุณหมอไม่อยากที่จะ X-ray ซ้ำ ผมเลยต้องย้อนกลับไปเอา “โดยจะต้องเป็นการขอยืมออกมา”

















     นี่แหล่ะเป็นผลจากการที่เรามี “ผู้ปกครองที่ไม่ดี”
เราต้องเสีย “ภาษี” ทุกเดือนให้แก่ “รัฐ” แต่เราได้ไม่สามารถที่จะได้รับแม้กระทั้ง
“การรักษาพยาบาลที่ดี”

 



แต่เราได้จะต้อง “รับการปฏิเสธการรักษาจากรัฐ”

 



     เราจะต้องทำงานหนักเป็นสองเท่า เพื่อส่วนที่หนึ่งเอาไปจ่ายเป็นภาษีให้กับ
“รัฐ” เพื่อแบ่งเป็น “ค่าสถานพยาบาลของรัฐ” แต่แล้วเราก็ต้อง “ปฏิเสธ” อย่าง “จำใจ”
และ “นักโกงเมือง”

 



อีกส่วนหนึ่งเอาไปจ่ายเป็น “ค่ารักษาพยาบาลเอกชน”





















     ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องได้รับการบริการที่ดี ที่มาจากเงินภาษีของเราเอง
เราทำงาน เราจ่ายเงินให้รัฐ แต่ สส. เฮงซวย ไม่ทำงาน
รังแต่จะขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง

 



“ผู้แทนราษฎรไม่เป็นผู้แทนราษฎร

กับไปเป็นผู้แทนทรราช”

 



     รังแต่รับใช้ไอ้ทรราชขายชาติ ไม่ได้ทำประโยชน์โภชย์ผลให้กับประชาชน
ไม่มีความละอายในการกระทำ ไม่มีเกรงใจผู้ที่จ่ายเงินเดือนให้มันเลยแม้แต่น้อย

 

 



“กูคือประชาชน
กูไม่ใช่ทาสนักโกงเมือง”




 








Comments (0)

ขออนุญาต “ปิดรับความคิดเห็น”

ถ้าจะมา “แสดงความเห็นแก่ตัว” ก็เชิญต่อที่บอร์ด หรือใน “หัวคิดควาเห็นแก่ตัว” ของพวกคุณเหอะ

“รัฐ” แบ่งเงิน “ภาษี” ส่วนหนึ่ง “อุดหนุน” เป็นค่า “การศึกษา” ใน มหาวิทยาลัยของ “รัฐ”

ซึ่งทำให้ “นักศึกษา” ที่เรียนในมหาลัยของ “รัฐ” จ่ายค่าเล่าเรียน “น้อยลง”

นักศึกษาที่จบ “ออกมา” แทนที่ “จิตสำนึก” ต่อ “สังคม”

แต่ส่วนหนึ่ง “กลับได้จิตสำนึกความเห็นแกตัวกลับมา”

ซ้ำร้าย “กลับมาใช้และเผยแพร่” ในสังคม

ทั้งยังแสดงออก “ในที่สาธารณะ”

“เงินดี งานดีมีเกรียติ ใช่เป็นคนดีเสมอไป”

“ถ้าความคิดเห็นที่เป็นเพียงแค่ ขยะของสังคม ก็ไปพ่นน้ำลายกันที่อื่นเหอะ”

อย่าให้เขารู้ว่า “ตัวเองไปมีค่า เดี่ยวจะโดนปลอกเปลือกทางสังคม”

ขออนุญาต “ปิดรับความคิดเห็น”

ถ้าจะมา “แสดงความเห็นแก่ตัว” ก็เชิญต่อที่บอร์ด หรือใน “หัวคิดควาเห็นแก่ตัว” ของพวกคุณเหอะ

“รัฐ” แบ่งเงิน “ภาษี” ส่วนหนึ่ง “อุดหนุน” เป็นค่า “การศึกษา” ใน มหาวิทยาลัยของ “รัฐ”

ซึ่งทำให้ “นักศึกษา” ที่เรียนในมหาลัยของ “รัฐ” จ่ายค่าเล่าเรียน “น้อยลง”

นักศึกษาที่จบ “ออกมา” แทนที่ “จิตสำนึก” ต่อ “สังคม”

แต่ส่วนหนึ่ง “กลับได้จิตสำนึกความเห็นแกตัวกลับมา”

ซ้ำร้าย “กลับมาใช้และเผยแพร่” ในสังคม

ทั้งยังแสดงออก “ในที่สาธารณะ”

“เงินดี งานดีมีเกรียติ ใช่เป็นคนดีเสมอไป”

“ถ้าความคิดเห็นที่เป็นเพียงแค่ ขยะของสังคม ก็ไปพ่นน้ำลายกันที่อื่นเหอะ”

อย่าให้เขารู้ว่า “ตัวเองไปมีค่า เดี่ยวจะโดนปลแกเปลือกทางสังคม”

ขออนุญาต “ปิดรับความคิดเห็น”

ถึงคุณ “เม่าฟ้า” เป็นผม

ผมไม่ทำครับ มันเป็นการเห็นแก่ตัว และผมก็ไม่มีปัญญาทำ ไม่มีอำนาจที่จะทำ และก็คงไม่มีใคร “ชง” ให้ปมผทด้วยครับ

ถึงคุณ tub คุณนึกว่า “พระพุทธเจ้า” จะมาเล่นการเมืองเหรอ

ผมยอมรับครับว่าผมผิดที่ไปแซงห้องคนอื่น แต่ก็จำเป็นต้องใช้เพราะไม่อย่างงั้นพ่อแม่ผมที่มาเฝ้าน่ะลำบากแน่ ตัวผมเองอ่ะไม่เป็นไรหรอกครับ ปกติอยู่เวรก็หลับตรงไหนก็ได้ นอนพื้นห้องผ่าตัดก็นอนมาแล้ว

แต่ขอถามเจ้าของบล็อกกลับนิดนึงครับถ้าสมมติคุณเป็นหมอแล้วลูกคุณไม่สบาย คุณจะทำแบบผมหรือไม่

ผมเองคงเห็นแก่ตัวมั่ง ตอนนี้ก็หนีมาอยู่เอกชนแระเพราะทนระบบราชการห่วยๆไม่ได้ จะทำโน่นทำนี่ก็ไม่ได้ เราไม่สามารถช่วยเหลือได้ทุกคนครับ ทำได้เท่าที่มีความสามารถ ถ้าเอาปัญหาทุกอย่างเก็บมาคิดก็คงเครียดเองไม่ต้องทำอะไรกันพอดี

ผมเป็นข้าราชการ อยู่ในชนบท มาตลอด พบเห็นผู้คนมากมาย ที่ล้วนลำบากยากแค้น ผู้คนที่อยู่ตามหมู่บ้าน หรือตำบลห่างไกล มีรถไปอำเภอ หรือจังหวัด เพียงคันเดียว ไปเช้า กลับเย็น ถ้าเจ็บป่วยฉุกเฉิน ต้องเหมารถไปโรงพยาบาล ค่าเหมารถ แพงเท่าๆกับค่าใช้จ่ายทั้งเดือนของครอบครัวเขาทีเดียว

สมัยก่อนที่จะมีโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคนั้น โรงพยาบาลจะแจ้งค่าใช้จ่ายให้ผู้ป่วยทุกวัน ผู้ป่วยบางคน น้ำตาซึม ขอกลับไปตายบ้าน เพราะกลัวต้องไปกู้มาจ่ายค่าโรงพยาบาล ต้องเอาบ้าน เรือกสวน ไร่นา ไปจำนอง เป็นภาระกับลูกหลาน ในภายหน้า

ตั้งแต่คุณหมอสงวน คิด และผลักดันโครงการ 30 บาท จนนักการเมืองยอมรับ นำมาใช้ ด้านหนึ่งทำให้คนยากคนจนได้มีโอกาสเข้าถึงการแพทย์สมัยใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้พวก กระฎุมพี ไม่พอใจ เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกต้องถูกคนยากคนจนมาแย่งใช้

บรรดาคนยากคนจนนั้น เขาเจียมตัว อย่าว่าแต่ต้องนอนหน้าห้องน้ำเลย นอนนอกระเบียง ถูกยุงกัดทั้งคืน เขาก็ทนได้ บรรดาญาติบางครั้งอดมื้อกินมื้อก็ทนได้ เพราะเขาเข้าใจว่า โรงพยาบาลมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วย ไม่มีหน้าที่ตั้งโรงทาน ให้พ่อ แม่ หรือญาติผู้ป่วยแต่อย่างใด ถ้าเป็นหน้าทำไร่นา พวกเขาถึงกับต้องทิ้งผู้ป่วยให้อยู่คนเดียวโดยฝากฝังกับพยาบาล และญาติของเตียงข้างๆ

เป็นกฏของโรงพยาบาลทุกแห่ง ที่ผู้ป่วยซึ่งต้องการออกจากโรงพยาบาล โดยแพทย์ไม่อนุญาต ต้องเซ็นชื่อว่า เป็นผู้ต้องการออกไปเอง เพื่อหากเกิดภาวะแทรกซ้อนใดๆ จะได้ไม่กลับมาฟ้องร้องว่าแพทย์ปล่อยให้ไปโดยประมาท

ผมเห็นสภาพโรงพยาบาลที่คุณอยู่แล้ว ถือว่าดีมากๆแล้วเมื่อเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ย เพียงแค่โรงพยาบาลไม่นำอาหารมาเสริฟแม่ของผู้ป่วย เมื่อเทียบกับปัญหาของผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่ต้องอยู่ร.พ.รัฐแล้ว นับว่าจิ๊บจ้อยมาก

คุณต้องเข้าใจว่าปัญหาของประเทศไทย ไม่เพียงเรื่องโรงพยาบาลที่คุณพบเท่านั้น ยังมีโรงพยาบาลรัฐอื่นๆอีกนับพัน ยังมีปัญหาหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมาย อย่าคิดว่า ศาสดาของคุณ(ซึ่งทำธุระกิจยังเจ๊ง) มาบริหารประเทศแล้ว ปัญหาทั้งหมดจะแก้ไขได้

ขอบคุณคุฯ “อืมค่ะ” ที่ยังวนมาเยี่ยมกันอีก

คุณหมอทำ “เต็มที่-เต็มความสามารถ” แล้วครับ

มีงบมาร้อยทำเต็มร้อย หรือบางครั้งอาจเกินร้อย

แต่ผมว่า “ก่อนจะมาถึงคุณหมอ” งบมันคงหลายไปหลาย “ล้าน”

อันที่จริงเจ้าของบล็อกก็บอกอยู่แล้วอาค่ะ
ว่าไม่ได้จะมาว่าหมอหรือพยาบาลที่ก็ทำงานเต็มที่แล้ว
แต่จะชี้ให้เห็นถึงความจำกัดของทรัพยากรซึ่งมันควรจะดีกว่าที่เป็น
เท่าที่ดูก็ยังไม่เห็นว่าหมอหรือพยาบาลจะทำอะไรไม่ดีเลยนะคะ

T^T

เป็นเรื่องของสถานที่ที่ไม่เพียงพอ แออัดและยังแพร่เชื้อระหว่างกันอีกด้วย

อาหารที่ไม่เพียงพอ

วอร์ดที่ไม่เพียงพอ ซึ่งจริงๆแล้วมันมาจากหลายปัจจัยค่ะ
เช่น พยาบาลก็ขาดค่ะ สถานที่ก็ขาด อุปกรณ์เครื่องใช้ก็ขาด เงินสนับสนุนก็ขาด
หอผู้ป่วยในต้องมี สถานที่ ห้องน้ำ น้ำ ไฟ เตียง เครื่องช่วยชีวิต ของใช้ต่างๆ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล คนงาน แม่บ้าน

เท่าที่ดูสภาพ พูดตามตรงค่ะ ดีกว่าอีกหลายแห่ง

แต่ก็ยอมรับว่า มีหลายแห่งที่ดีกว่านี้

หวังว่า ประเทศเราจะมีทรัพยากรทางด้านสาธารณสุขอย่างสมบูรณ์แบบในเร็ววันนะคะ

ความคิดเห็นที่ 66, เว็บไซต์ :

ต้องขอบคุณท่านchairojt อย่างสุดซึ้ง

ที่ช่วยตีแผ่ แวดวง โรงบาล-หมอ ที่เฮงซวยและห่วยแตกแบบนี้ ให้เราๆท่านๆที่ส่วนมาก จะโดนกันมาแล้ว ต่างกรรมต่างวาระกันไป ได้ระบายและปรับทุกข์กันและกัน(เท่านั้นเอง หรือ)

ผมฝากไว้เรื่องละกันครับ สำหรับโรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ต่างจังหวัดด้วยแล้ว ขอใช้คำว่า “โรงฆ่าสัตว์” เพื่อให้ทุกท่านที่ไม่เคยสัมผัสได้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

ขอฝากคำว่า “จรรยาบรรณ” ไว้ให้หมอ-พยาบาลและเจ้าหน้าที่ของโรงฆ่าสัตว์ ทั้งหลาย ได้พึงสังวรณ์กันไว้ด้วยครับ เงินเดือนแต่ละบาทของพวกท่านมันคือหยาดเหงื่อแต่ละหยดจากภาษีของพวกเรา นะครับ

| kokoseven | 23 พฤศจิกายน 2552 | 08:31:38

ขอบคุณคุณ “เม่าฟ้า (มาเอง)” ครับ

ขอบคุณ เจ้าของบล็อก ที่เอาความเห็นขึ้น
ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยเรื่องลูกที่ไม่สบายนะฮับ ส่วนเรื่องไม่มีเตียงนั้น ปัญหานี้มันมีมาช้านานแก้ไม่ตกครับ ผมเป็นหมอตัวน้อยๆคงจะไปทำอะไรไม่ได้มาก ได้แต่รักษาให้คนไข้หายจากโรคครับ ส่วนเรื่องความสะดวกสบายคงต้องบอกจริงๆว่าเป็นไปได้ยากในโรงพยาบาลรัฐ เพราะงบประมาณที่มีอยู่มันจำกัด รพศที่ผมเคยอยู่ติดลบทุกปีเป็นร้อยล้าน บางครั้งเงินเดือน เงินค่าเวรเจ้าหน้าที่ก็ไม่ออก ค่ายาก็ต้องค้างบริษัทยาอยู่ จนเค้าไม่ส่งยามาให้ ส่วนเรื่องจะพัฒนาตึกผุ้ป่วยให้ดุดีเหมือนโรงพยาบาลเอกชนคงเป็นไปได้ยากฮับ

ขอบคุณคุณ “kokoseven” ครับ

ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น

ถึงคุณ “oa” ไม่มีใครมาต่อว่า “หมอดี” ในนี้นะครับ

ทุกคนเข้าใจภาระหน้าที่ของคุณหมอที่ทำงานในโรงพยาบาลของรัฐดี

และภูมิใจในตัวของคุณหมอ

คุณหมอทำในสิ่งที่คุณหมอทำได้

แต่สิ่งต้องแก้ไขคือ “นักโกงเมือง ข้าราชการที่ฉ้อราช บังหลวง”

“ความถูกต้อง ใช่ถูกใจเสมอไป”

ขอบคุณคุณ “kokoseven” ครับ

ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น

“ความถูกต้อง ใช่ถูกใจเสมอไป”

ถึงคุณ “oa” ไม่มีใครมาต่อว่า “หมอดี” ในนี้นะครับ

ทุกคนอยากที่จะ “ช่วยกันแก้ไข” ปัญหา

ไม่ใช้ “ทำใจยอมรับ”

“ยอมรับกับการถูกข่ิมขืน” จาก “ผู้ร้ายที่มาในคราบนกัโกงเมือง มาในคราบข้าราชการ” งั้นเหรอครับ

ขอบคุณคุณ “DajiaPAD” น้องแข็งแรงดีแล้วครับ

ถึงคุณ “oa” ไม่มีใครมาต่อว่า “หมอดี” ในนี้นะครับ

ทุกคนอยากที่จะ “ช่วยกันแก้ไข” ปัญหา

ไม่ใช้ “ทำใจยอมรับ”

“ยอมรับกับการถูกข่ิมขืน” จาก “ผู้ร้าย” งั้นเหรอครับ

ด้วยความเคารพครับ …
( ขอพูดถึงเฉพาะ รพ.รัฐบาล นะครับ )
1.โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกเหมือนกันว่าภาษีที่เราจ่ายไปถูกใช้ไม่คุ้มค่า แต่ก็ไม่อยากให้มองแต่ว่า อะไรที่ไม่ได้ดังใจหวังก็จะอ้างว่าเราก็เสียภาษีนะ เพราะจริงๆเมื่อมองในมุมกลับกันทุกๆคนก็ต้องเสียภาษีเหมือนกัน ไม่ว่าหมอ พยาบาล ข้าราชการ ฯลฯ รวมทั้งคนที่คุณไปว่าเขาด้วย
2.”โรงพยาบาล = โรงฆ่าสัตว์” ต้องมองแยกเป็นประเด็น เป็นกรณีเฉพาะไป และมองลึกลงไปในรายละเอียดของข้อกล่าวหา เพราะมีหลายอย่างที่เป็นเรื่องทางเทคนิคและความเข้าใจผิดของทั้งสองฝ่าย บอกไม่ได้เหมือนกันว่าจริงหรือไม่ แต่ก็อยากให้มองในมุมกลับว่าในโรงฆ่าสัตว์ที่ว่านี้ไม่ค่อยมีใครเอาเรื่องดีๆ(ที่มีอยู่มากมาย)มาตีแผ่มากนัก ทุกครั้งที่เป็นข่าว ก็จะเป็นข่าวในเรื่องที่ไม่ดีเสมอไป และเป็นอยู่นานด้วย
3.ขอพูดตรงๆเลยครับ ….กรุณาอย่าคาดหวังการให้บริการและความสะดวกสบายของ รพ.รัฐ ให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าโรงพยาบาลเอกชน เพราะพื้นฐานมันแตกต่างกันมาก ( อัตราส่วนของจนท.ต่อจำนวนคนไข้ ภาระงาน ทรัพยากรอื่นๆ )ตราบใดที่ รพ.รัฐ ยังต้องรับงบประมาณและมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัดเพียงเท่าที่เป็นอยู่นี้ หลายครั้งที่ รพ.ของรัฐต้องเฉือนเนื้อตัวเอง ( ทุกครั้งที่เราเรียกหาบัตรทอง เวลามีคนไข้มาที่ห้องฉุกเฉิน ก็มักจะได้รับการร้องเรียนว่าโรงพยาบาลหน้าเลือด ถ้าไม่มีบัตรกรณีที่ไม่ฉุกเฉินจริงซึ่งต้องจ่ายเงิน ก็โดนร้องเรียนซะงั้น ..ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเราทำผิดอะไร เพราะเราก็ทำตามกฏระเบียบ)
3.ในเรื่องของการให้บริการ ความสะดวกสบาย และระยะเวลารอ เทียบไม่ได้กับ รพ.เอกชน ก็จริงแต่มาตรฐานการรักษาอันนี้ผมเรียกร้องว่าต้องใกล้เคียงกัน …. มันคนละประเด็นนะครับ
(บางครั้ง อยากให้เข้าใจในธรรมชาติของโรคหลายๆโรคที่ เริ่มจากน้อยก่อน แล้วค่อยๆเป็นมากจนถึงจุดสูงสุด แล้วจะค่อยๆดีขึ้นด้วยตัวของมันเองจนหายได้ บ่อยครั้งโรงพยาบาลแรกจะถูกนำมาเปรียบเทียบและถูกตำหนิว่ารักษาไม่ดี วินิจฉัยผิดพลาด ทั้งๆที่มันต่างเวลาต่างวาระกัน และมักจะเป็น รพ.รัฐด้วยที่โดนแบบนี้)
4.จริงๆแพทย์ พยาบาล และ จนท.รพ.รัฐ หลายๆคน ทำงานล่วงเวลาราชการนะครับ …ผมไม่อยากจะใช้คำว่าทำงานเกินคุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับด้วยซําไป ไม่อย่างนั้นเอกชนไม่สามารถดึงดูดบุคลากรเหล่านี้ไปได้หรอก…. ถึงแม้ว่าคนภายนอกจะมองว่าคนเหล่านี้มีกินมีใช้ แต่ก็เขาต้องแลกมาด้วยความเหนื่อย และเวลาส่วนตัวที่ต้องสูญเสียไป งานบางอย่างที่คนไข้และคนภายนอกมองไม่เห็นก็มี แต่ไม่เคยถูกนำมาพูดถึง เช่น หมอคนนึงต้องดูทั้งคนไข้นอก คนไข้ใน ห้องฉุกเฉินงานส่งเสริม งานบริหาร อยู่เวร หมอรพ.รัฐไม่สามารถนั่งอยู่ที่ห้องตรวจได้ตลอดวันเพราะมีงานอย่างอื่นรออยู่ คนไข้ผมหลายคนพอเห็นผมไม่อยู่ที่ห้อง คิดว่าผมโดดร่ม บ่อยครั้งผมก็อยู่บนตึกนั้นแหละแต่ต้องไปดูคนไข้ที่วอร์ดบ้างคนไข้ฉุกเฉินบ้าง
4.โรค(พวกคุณ)ทำเองหลายๆโรค ถ้าคุณพยายามไม่ทำให้เกิด มันจะลดภาระของระบบสาธารณสุขลงได้อย่างมหาศาล ( เอาแค่ไม่ดื่มเหล้าอย่างเดียวเนี่ย ก็ลดอัตราการเกิด มะเร็งตับ ตับแข็ง เลือดออกในกระเพาะ โลหิตจาง ความจำเสื่อม อุบัติเหตุ ฯลฯ )….จะขอบพระคุณมาก

ส่วนกรณีของน้องข้าวเจ้า ยินดี ด้วยนะครับที่หายป่วย
โรงพยาบาลที่เห็นในรูป ผมว่าก็ไม่เลวร้ายนะครับ ถ้าเทียบกับหลายๆแห่ง ไม่มีใครอยากให้เตียงมันเสริมหรอกครับ
กรณีเรื่องกระบวนการจัดการเรื่องการให้อาหารแก่คนไข้ ผมยอมรับว่ามันยังไม่ดีจริงเพราะมีข้อผิดพลาดให้เห็น … เรื่องนี้ผมคิดว่าต้องว่าเป็นประเด็นไป และเราสามารถ feedback เพื่อแก้ไขได้ไม่ยาก อย่าเหมารวมว่าเพราะเรื่องเหล่านี้เลยทำให้รพ. มีภาพติดลบในสายตาพวกคุณเลย
จนท.ดีๆ พยาบาลดีๆ ใน รพ.รัฐ มากมายที่พวกคุณมองข้ามประเด็นรายละเอียดหลายๆอย่างๆของพวกเขาไป
อย่างน้อย ถ้าพวกเขาไม่มีความดีหลงเหลืออยู่เลย เขาลาออกไปทำงานส่วนตัวรักษาแต่ไข้หวัดกับโรคผิวหนัง หรือไปอยู่เอกชนไม่ดีกว่าเหรอ รายได้เยอะกว่าหลายเท่า มีเวลาส่วนตัว ชีวิตไม่เครียด
คิดๆดูรพ.รัฐ ไม่ได้มีแรงดึงดูดอะไรเลย นอกจากหัวใจที่อยากจะอยู่ ก็เท่านั้นเอง
จาก…แพทย์รพ.รัฐ คนหนึ่ง

หายไวๆ นะน้อง PAD

ต้องขอบคุณท่านchairojt อย่างสุดซึ้ง

ที่ช่วยตีแผ่ แวดวง โรงบาล-หมอ ที่เฮงซวยและห่วยแตกแบบนี้ ให้เราๆท่านๆที่ส่วนมาก จะโดนกันมาแล้ว ต่างกรรมต่างวาระกันไป ได้ระบายและปรับทุกข์กันและกัน(เท่านั้นเอง หรือ)

ผมฝากไว้เรื่องละกันครับ สำหรับโรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ต่างจังหวัดด้วยแล้ว ขอใช้คำว่า “โรงฆ่าสัตว์” เพื่อให้ทุกท่านที่ไม่เคยสัมผัสได้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

ขอฝากคำว่า “จรรยาบรรณ” ไว้ให้หมอ-พยาบาลและเจ้าหน้าที่ของโรงฆ่าสัตว์ ทั้งหลาย ได้พึงสังวรณ์กันไว้ด้วยครับ เงินเดือนแต่ละบาทของพวกท่านมันคือหยาดเหงื่อแต่ละหยดจากภาษีของพวกเรา นะครับ

หมอก็ขอไปเล่นหุ้นดีกว่า

แต่ “หมอก็ไม่หวั่น แม้วันหุ้นตก”

“ทรัพยากรในโลกมีจำกัด คงไม่สามารถจัดสรรให้ทุกคนได้รัเท่าเทียมกัน”

ก็เลยขอลัดคิวก่อน เพราะเป็นหมอ

เชิญคุณหมอทุกคนครับ

เขาเป็นหมอนะ ต้องรักษาหมอก่อน หมอขอเสียบก่อน!!!

เข้าคิวแทนญาติ !!!

ถ้าจะเปลี่ยนไตเนี่ย ให้คนอื่น “เข้้าคิว” แทนได้ไหมครับ คุณหมอ!!!

คนไข้เป็นทารก ๑ เดือน คนเฝ้าไข้เป็นแม่เด็กนะครับ

คนไข้เยอะ พยาบาลไม่พอ เด็กทารกทานนมที่ต้องเตรียมมาจากบ้าน แม่เด็กได้รับประทานอาหารจาก “ญาติที่ไปเยี่ยม” นะครับ

ญาติเรียกร้องมากไปไหม?

คิดดี ทำดี ก็ขออวยพร

คิดชั่ว สารเลว เอาเปรียบผู้ด้อยโอกาส

ขอให้ “กรรมสนองโดยพลัน”

ถึงคุณ อืมค่ะ

เฉลี่ยครับ…เฉลี่ย ใช่ครับ

ดีขึ้นก็ใช่อีกครับ

ผมไม่สงสัยกับการให้ “บริการของโรงพยาบาล” นะครับ

ผมเข้าใจ สถานะภาพ ศักยภาพของโรงพยาบาล

ผมรู้ว่า “จะต้องเป็นอย่างไร” เมื่อเข้าไป “รักษา”

แต่ผมพยายมจะ “สื่อ” คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นของคนไข้ ของ “แม่เด็กที่เผ้าไข้” ลูกชายอายุ ๑ เดือน

พ่อเด็กเข้าไปเยี่ยม “แม่เด็กไม่มีข้าวกิน” ออกไปซื้อไม่ได้ ต้องอยุ่กับเด็กตลอดเวลา

ตัวเองเป็นหมอก็จริงนะคะ แต่ไม่ได้ปฏิบัติงานในฐานะข้าราชการ แต่เป็นลูกจ้างชั่วคราวค่ะที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง

โชคร้ายไปนิด โรงพยาบาลที่ทำอยู่นั้น ไม่รับประกันสังคม

เวลาป่วยเล็กๆน้อยๆ ก็ต้องซื้อยาในโรงพยาบาลนั้นแหละค่ะจ่ายตังเอง เพราะจะลางานไปรอคิวตรวจที่โรงพยาบาลที่ตัวเองสังกัดอยู่ก็ใช่ที่(ไกล เสียเวลา โดนหักเงิน ต้องทิ้งคนไข้)

ก็ยังคิดเหมือนกันค่ะว่า ทำไมหรือ เราจ่ายภาษีเยอะมาก(หกหลักต่อปี) เราจ่ายประกันสังคมแบบเยอะสุดตามเพดานทุกเดือน แต่เราไม่ได้รับสิทธิการรักษาเลย(ที่จริงได้ค่ะ แต่ไกลจัง ในทางปฏิบัติไม่สามารถไปรับบริการที่นั่นได้)

บ้านที่พักอาศัยตอนนี้ มีไฟก็จริง น้ำประปา(หมู่บ้านนะคะไม่ใช่จังหวัด)เพิ่งได้เมื่อสามปีก่อน ก่อนหน้านี้ใช้น้ำบาดาลจนสุขภัณฑ์และกระเบื้องที่บ้านเป็นสนิมหมด รวมทั้งเสื้อผ้าด้วย

แถมถ้าจะขอติดเคเบิ้ลทีวียังไม่ได้เลยค่ะ เพราะเขาบอกว่ามันเข้าไม่ถึง

555+

ความเจริญมันก็ต้องเฉลี่ยกันไปค่ะ

อยากให้รออีกนิด ทุกวันนี้ ยืนยันว่าระบบสาธารณสุขไทยดีกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนมากมายจนนึกไม่ถึงเลย

อีก 10 ปี มันคงจะดีกว่านี้แน่นอนค่ะ

สมัยก่อนยาต้านมะเร็งคนไข้เบิกไม่ได้เลยจากรัฐ(ส่วนใหญ่)ตอนนี้ก็ได้แล้วเป็นส่วนใหญ่มีส่วนน้อยที่เบิกไม่ได้

สมัยก่อนคนไข้ทำร้ายตัวเองฆ่าตัวตาย ทำแท้งมา บัตรทองไม่ครอบคลุม ตอนนี้ครอบคลุมหมด(ทั้งๆที่ทำร้ายตัวเองนะคะ) นั่นแหละค่ะ ภาษีของเราๆที่ต้องเอาไปให้เขาส่วนหนึ่ง

ลองนึกดูสิคะ ถ้าเราได้หอผู้ป่วยในคืนมาสักหอหนึ่งจากคนไข้ที่นอนด้วยโรคทำตัวเอง (เบาหวาน ไขมัน เส้นเลือดในสมองตีบแตกอุดตัน โรคหัวใจขาดเลือด โรคตับแข็ง มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง กระเพาะทะลุ เลือดออกในกระเพาะ ทำแท้งตกเลือด กินยาฆ่าตัวตาย เมาแล้วขับอุบัติเหตุ) ไม่แน่นะคะ น้องข้าวเจ้า อาจจะได้ที่นอนที่ดีกว่านี้

ทั่วถึงจริงๆอย่างที่คุณ “อืมค่ะ” ว่าจริงๆ..ครับ

รัฐบาลใหม่ก็เลยสร้างคะแนนเสียงว่า “รักษาฟรี เรียนฟรี”

ต่อใครอยากได้คะแนนเสียงก็คงหาเสียงว่า “ตายฟรี” แน่ๆครับ!!!

คงจะเป็นอย่างที่สงสัยกันแหละค่ะ

อืมค่ะ

น้ำท่วมปากนะคะ

555+

ทุกสายงาน ทุกแห่ง ย่อมมีไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะตัวใหญ่ ตัวเล็ก

สังคมไทย มักจะใช้เส้นสาย ความสัมพันธ์เป็นหลัก

มันเป็นข้อเสีย แต่มันก็เป็นข้อดีค่ะ

แต่ขอยืนยันนะคะ ว่าบัตรทอง บัตรประกันสังคม ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการบริการได้อย่างสะดวกมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลค่าใช้จ่ายค่ะ

เพียงแต่ ความสะดวก หรือแม้กระทั่งจนถึงกับแย่ไปเลยมันมีก็จริง แต่ก็ต้องยอมรับนะคะ ว่ามันทั่วถึงมากกว่าเดิม

สงสััยหมอๆ จะเข้ามาอ่าน blog นี้ของผมเยอะเป็นพิเศษแน่ๆ

ผมก็เห็นการเอารัดเอาเปรียบกันเยอะนะครับ

http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1258886887

หรือคนจน ต้องรักษาแบบจนๆ เข้าไม่ถึงการรักษา “แบบที่ควรจะเป็น”

ขอบคุณคุณ “อืมค่ะ” ที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ

เป็นไปไ้ด้ไหมที่ “ภาษีของเรา” ไปตกอยู่ที่งบ “สร้างภาพลักษณ์” ของทุกรัฐบาลเป็น “หลัก” ครับ

ขอเสริมอีกสักนิด

ตัวเองเป็นหมอที่เคยทำงานมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเอกชน โรงพยาบาลรัฐ และ คลินิกของตัวเอง

ไม่เห็นด้วยกับการลัดคิวค่ะ ไม่สมควรทำนะคะ ไม่ถูกต้องเลย

ตัวเองจะใช้วิธี ไปเข้าคิวแทนให้ แต่ต้องกำชับเจ้าหน้าที่ให้เรียกตามคิวนะคะ คือไปเข้าคิวแทนให้ญาติ ไม่ใช่ลัดคิวให้ญาติ

ส่วนการจองห้องอะไรพวกนี้ หมอจองยากกว่าพยาบาลค่ะ

ไม่ใช่เพราะเส้นสายอะไรนะคะ แต่เป็นเพราะว่า คนที่ทำงานข้างในย่อมรู้ลู่ทางในการทำอะไรให้สะดวกกว่านั่นแหละค่ะ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าสมมุติว่า เราไม่เคยไปโอนเงินที่ธนาคารมาก่อนเลย เราย่อมใช้เวลานานใช่ไหมคะ เพราะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ต้องเขียนใบอะไร ต้องกดบัตรคิวตรงไหนช่องไหน ต้องกรอกข้อความอะไรตรงไหน เปรียบไปก็คงเหมือนกับญาติคนไข้ที่ไม่รู้อะไรเลยในกระบวนการของโรงพยาบาลแหละค่ะ

เห็นใจคนป่วยและญาติทุกคนนะคะ
อันที่จริงเขาไม่น่าจะทำกับข้าวมาให้ไปตักกันเอง
น่าจะจัดมาให้เป็นถาดๆให้พอกับจำนวนคนไข้(บางแห่งมีเงินบริจาคหรือเงินบำรุงเหลือก็จะเผื่อให้ญาติด้วยค่ะ)
แล้วมีให้เติมอะไรแบบนี้มากกว่า
ก็หวังว่าทางโรงพยาบาลจะได้เห็นหัวข้อนี้และนำไปปรับปรุงค่ะ

อย่างน้อยในกระทู้นี้ คงทำให้คนไข้และญาติหลายๆคนเริ่มเข้าใจบ้างนะคะ หากแพทย์จะปฏิเสธการขอนอนโรงพยาบาลกรณีที่ยังไม่ได้จำเป็นจริงๆ