**Blog ChanPaNaKrit**

-If you have rootless.you are aloneness-

สุภาษิตพระร่วง…ล่วงมาหลายปีก็ยังไม่มีข้อสรุป

May18

.

หลังจากที่ห่างหายการเขียนบล็อกไปนานพอสมควรและไม่ได้มีเรื่องสำรองอะไรไว้สำหรับ

แจกจ่ายยามฉุกเฉิน(ความจริงก็มีอยู่แต่ปั่นไม่เสร็จอยู่สองสามงาน) ประกอบกับ

การมีเจ้านายที่มี”อำนาจ”เป็นอาวุธ จึงมักถูกอาวุธที่เจ้านายมีตามจี้ ตามจิก

งานที่โผล่เข้ามาแต่ละวันเสมือนเข้าคิวตามล้างแค้นจากชาติปานก่อน ดีที่มีวันวิสาขบูชา

เป็นตัวยืดงานให้พักยาวเพิ่มขึ้นอีกตั้งหนึ่งวัน งานนี้ต้องนมัสการพระคุณของพระพุทธเจ้า

ที่แม้จะไม่ตรงวัตถุประสงค์ของการระลึกถึง แต่มีผลทางอ้อมให้ฆราวาสอย่างผมได้เจริญสติหลังจากโกลาหลกันทั้งอาทิตย์…..



เวลาที่ว่างผมมักไปจับจ่ายหนังสือที่ศูนย์หนังสือจุฬา ร้านหนังสือ

ใหญ่ที่ลดอะไรกันได้ทั้งปี ที่นั้นค่อนข้างมีหนังสือที่มีเป้าหมายในใจ

ที่คล้ายคนรู้จักให้ได้นัดพบ อีกทั้งยังมีนิสิตเด็กเฟรชชี่เป็นอาหารตา

ยามเมื่อยล้าจากอาหารสมอง แม้ตัวเองจะไม่ได้มีสายสัมพันธ์อันใด

กับสถาบันแห่งนี้ก็ตาม ช่วงนี้บ้างานวรรณกรรม วรรณคดีเป็นพิเศษ

เลยคว้างานวรรณกรรมระดับขึ้นหิ้งของไทยที่มีคุณค่าไม่แพ้งาน

วรรณกรรมของสำนักพิมพ์Woodworth Classic ของพวกเมืองนอก

เมืองนาเขา ราคาก็แสนถูกเล่มไม่กี่ร้อย (บางเล่มก็ไม่ถึงร้อย) เป็น

เรื่องแปลกอยู่เหมือนกันที่ครั้งอดีต วิชาภาษาไทยจะบรรจุงานวรรณกรรม

วรรณคดีตอนสั้นๆ (ที่ความรู้สึกวัยเด็กรู้สึกว่ามันยาว ยาก และสำนวน

ตกยุค) เป็นดั่งยาขมชนิดรุนแรง แตะเมื่อใดต้องมีฤทธิ์กล่อมประสาทให้

เกิดอาการง่วงหาวหนาวนอนทุกคราว แต่พอระดับวัยเข้าสู่สามัญปถุชน

กับรู้สึกโหยหาจินตนาการเหนือโลก (Transcendental Imagination)



เงินถูกออกจากกระเป๋าไปพอสมควร (ทำงานไม่ได้ให้เงินกองท่วมหัวนี่หว่า)

จึงได้มาแค่สี่ห้าเล่ม แต่วันนี้ขอโม้หนังสือเล่มหนึ่งเพราะจะได้โยงเข้าเรื่อง

ของสุโขทัยตามติดไปด้วย หนังสือเล่มที่ว่าก็คือ “อ่านสุภาษิตพระร่วง

ฉบับวิเคราะห์และถอดความ โดย ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต ราคาแค่ 110 บาท

เท่านั้น แต่ให้คุณค่าทางรสวรรณกรรมและวิธีคิดคติหลายอย่างแล้วแต่ตาม

ใครจะตีความกันเอง (แต่งานนี้มีคนถอดความให้เรียบร้อยแล้ว เหลืออย่าง

เดียวคืออ่านให้จบเถอะ) ปัจจุบันผู้แต่งท่านนี้ดำรงตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์

ภาคภาษาไทย อยู่ที่จุฬาลงกรณ์ มีงานเขียนที่ผมซื้อเหมาโหลมาหลายเล่ม

อาทิ วรรณคดีอยุธยาตอนต้น :ลักษณะร่วมและอิทธิพล ,อ่านโองการแช่งน้ำ

:ฉบับวิเคราะห์และถอดความ , อ่านลิลิตพระลอฉบับวิเคราะห์และถอดความ

และอีกเยอะแยะมากมาย เป็นงานถอดความที่ต้องอาศัยกรอบวิธี บริบทแวดล้อม

ในยุคสมัยที่แต่ง โลกทัศน์ ค่านิยม และปัจจัยที่เป็นแรงบันดาลใจให้แต่งงานชิ้น

นั้นๆเพื่อรองรับบุคคลกลุ่มชนชั้นใด เรื่องปัญหาภาษายากๆก็คลี่คลายพร้อมคำอธิบาย

เล่นเอาสักผมเห็นภาพยุคอดีตได้แจ่มชัด อ่านไปก็อินไปเพราะต้องเข้าใจว่า แวดวง

วรรณคดียุคนั้นรับใช้กลุ่มชนชั้นสูงและความเชื่อทางศาสนา อ่านไปก็รู้สึกถึง

เป็นคนชั้นสูงและยังมีศาสนา มิใช่คนบ้างานหน้าคอมแบบปัจจุบันไปเสียหมด







แต่หลายคนยังคิดว่า “สุภาษิตพระร่วง” ก็ต้องทำในสมัยพ่อขุนรามคำแหงเป็นแน่

เรื่องนี้รัชกาลที่๖ เคยสันนิษฐานเอาว่า น่ารวบรวมสมัยพ่อขุนรามคำแหง เพราะพ้น

จากน้ำใต้ศอกของพวกขอม จำเป็นต้องโชว์อารยะความเจริญ ผ่านงานศิลปะใน

รูปแบบต่างๆ ความหมายของสุภาษิตพระร่วงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า”บัญญัติพระร่วง”

ปรากฏหลักฐานเก่าแก่ที่สุด คือ จารึกอยู่ที่ฝาผนังด้านหน้า พระมหาเจดีย์องค์เหนือแห่ง

วัดพระเชตุพลฯ ในรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์และพิมพ์ครั้งแรกในประชุมจารึก

วัดพระเชตุพนฯ ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณรวบรวม ทำนองแต่ง ตอนต้นแต่งด้วยร่ายสุภาพ

จบแบบโคลงสองสุภาพ ตอนท้ายเป็นโคลงกระทู้หนึ่งบท เป็นเสมือนการออกกฎหมาย

แบบสอนสั่งประชาชนโดยรอบ งานแต่งของสุภาษิตพระร่วงมีอิทธิพลต่องานเขียนวรรณคดี

ในยุคหลังหลายต่อหลายเรื่อง แต่เอาที่ดังๆ ก็ต้อง ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกตอนพระนางมัทรีตรัสสอนและชาลีและพระกัณหา ว่า “อย่าใฝ่สูงให้เกินศักดิ์”ตอนชูชกกล่าวแก่เจตบุตรว่า

“เราคิดว่าจะอาสาเจ้าจนตัวตายตามสุภาษิต” และตอนพระเวสสันดรแสร้งต่อว่าพระนางมัทรีว่า

“เข้าเถื่อนเจ้าลืมพร้า”ในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม

กล่าวถึงวิชาที่พลายงามต้องศึกษาเพิ่มเติมเมื่ออยู่กับเจ้าหมื่นศรีเสาวลักษณ์ว่ามี

“สุภาษิตบัณฑิตพระร่วง”



ดังนั้นถ้าให้วิเคราะห์งานจากสุภาษิตพระร่วงต้องถือว่า กว้างเอามากๆ เพราะแสดงคติค่านิยมเกือบทุกด้านแม้จะติดโลกแบบอุดมคติแบบผู้ปกครองก็ตาม ก็เจ้าพวก รักอิสระ ไม่ชอบตกเป็นทาส ปักหลักรักแผ่นดิน แบ่งชนชั้นการปกครองชัดเจนซึ่งติดตามด้วยการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ

คละกันไป มารยาททางสังคม การปฏิบัติกับพวกพ้อง ซึ่งถ้าว่ามานี้ดูจะทันสมัยเกินหน้าเกินตากว่าที่จะเป็นยุคสุโขทัยเอามากๆ ขอยกตัวอย่างสั้นๆสักตอน ให้เห็นภาพชัดๆ……….นะครับ



ปางสมเด็จพระร่วงเจ้า       เผ้าแผ่นภพศุโขไทย

มลักเห็นในอนาคต เหตุไว้

เป็นอนุสาศนกถา      สอนคณานรชน

ทั่วธราราดพึงเพียร        เรียนอรุงผดุงอาศม์

อย่าเคลื่อนคลาศถ้อย      เมื่อน้อยให้เรียนวิชา

ให้หาสินเมื่อใหญ่           อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน

อย่าริะร่านแก่ความ               ประพฤทธตามบูรรพ์รบอบ

อย่าอวดหาญแก่เพื่อน     เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า

                           ……………………………………………..



รักตนกว่ารักทรัพย์      อย่าได้รับของเข็น

เหนงามตาอย่าปอง      ของฝากท่านอย่ารับ

ที่ทับจงมีไฟ        ที่ไปจงมีเพื่อน

ทางแถวเถื่อนไคลคลา    ครูบาสอนอย่าโกรธ

โทษตนผิดพึงรู้            สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์

ภักดีอย่าด่วนเคียด          อย่าเบียดเสียดแก่มิตร

ที่ผิดช่วยเตือน        ที่ชอบช่วยยกยอ

อย่าขอของรักมิตร  ชอบชิดมักจาง



แต่ด้วยหลักฐานและพยานแวดล้อม น่าจะทำให้เชื่อว่า น่าจะแต่งในยุค

ปลายสมัยอยุธยาตอนปลายในยุคของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

เสียมากกกว่า เรื่องนี้ นายธนิต อยู่โพธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรไ

ด้เขียนคำอธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง สุภาษิตพระร่วง ฉบับพิมพ์เป็นที่ระลึกในวันสถาปนา

กรมศิลปากร พ.ศ. 2505 ว่า”สังเกตจากข้อความและถ้อยคำเห็นได้ว่า เป็นภาษิตไทยแท้ ๆ ใช้ถ้อยคำอย่างพื้น ๆ ยังไม่มีภาษิตต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงปะปน และดูเหมือนจะยัง

ไม่มีอิทธิพลจากภาษิตแบบอินเดีย เช่น คัมภีร์โลกนิติ และพระธรรมบท เป็นต้น เข้าครอบงำแสดงว่าเป็นภาษิตไทยเก่าแก่ที่ติดปากคนไทยสืบมา และมากลายรูปไปในลักษณะของกวีนิพนธ์แบบต่าง ๆ

แทรกอยู่ในวรรณคดีไทยในกาลต่อมา และถ้าพิจารณาตามรูปของวลี

จะเห็นได้ว่าคล้ายคลึงใกล้เคียงกับจารึกในหลักที่ 1 เรียกว่าจารึกพ่อขุนรามคำแหง จึงอาจเป็นได้ว่า สุภาษิตพระร่วง หรือบัญญัติพระร่วงนี้ เดิมเป็นพระบรมราโชวาท ซึ่งพระร่วงเจ้าพ่อขุนรามคำแหงทรงแสดงสั่งสอนประชาชนชาวไทย…”







แต่อย่างว่า งานที่มีคำว่า”พระร่วง”ห้อยท้ายใชว่าจะต้องแต่งสมัยพ่อขุนรามหรือสุโขทัย

อย่างเดียวเสียเมื่อไร อย่างงานที่มีคำว่า หรือเรื่องราวของพระร่วงมาพีคสุดๆอีกที ก็ใน

ยุคพระเจ้าอยู่บรมโกศ (พ.ศ.2297-2298) ประดิษฐพระร่วง ก่อนหน้านั้นในโคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก โคลงพาลีสอนน้อง โคลงทศรถสอนพระราม โคลงราชสวัสดิ์ และโคลงราชานุวรรค ก็มีการอ้างถึงพระร่วง

อยู่โดยตลอด เรื่องนี้ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร ตั้งเวลาให้อย่างน้อยก็ต้องสมัยบรมโกศแต่อาจมามีฉบับดั้ง

เดิมอยู่ก่อนแล้วหรือจากการเก็บคำสุภาษิตแบบปากมาต่อเป็นโคลงสี่ขึ้นเหมือนอย่างที่

สุนทรภู่เก็บเอาสุภาษิตต่าง ๆ ขณะที่ด้านนายนายล้อม เพ็งแก้ว พบต้นฉบับร่าย สุภาสิทตัง ที่จังหวัดเพชรบุรี และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ โครงประดิษฐ์พระร่วง แล้ว เทียบได้ตรงกันวรรคต่อวรรค นายล้อมจึงสันนิษฐานว่า โคลงประดิษฐ์พระร่วง น่าจะลอกขยายมาจาก สุภาสิทตัง……น่าจะสรุปได้อย่างเดียวกับ ร่ายสุภาษิตพระร่วง ว่า แต่งขึ้นตามกฎเกณฑ์ที่แต่งขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์…”(หนักเข้าไปอีก)


แต่ไม่ว่าจะแต่งยุคไหน การที่ประเทศมีงานวรรณศิลป์เชิงภาษาดีๆมากมาย ประดับไว้ในชนรุ่นหลังมันก็ยังไพเราะสอดคล้องแฝงความหมาย (แม้คำหลายตัวโบราณตกยุคก็ตามที)ก็ไม่ต่างจากเพลงดีๆที่มีกลวิธีทางนิรุกติศาสตร์

อย่างแยบคายแม้จะไม่ไพเราะเท่าบทเพลงปัจจุบัน

ที่ฟังสบายแต่ความหมายต่อสังคมช่างกลวงโป๋๋วเหลือเกิน

ขอบคุณ -หนังสือ อ่านสุภาษิตพระร่วง ฉบับวิเคราะห์และถอดความ โดย ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต

ที่เชียร์แบบไม่ได้ตังค์

-http://www.info.ru.ac.th/province/sukhotai/PRR12.htm ที่มีงานวิเคราะห์วรรณคดี

ที่ดีอยู่เสมอมา รวมทั้งรูปด้วย……..

18 Comments to

“สุภาษิตพระร่วง…ล่วงมาหลายปีก็ยังไม่มีข้อสรุป”

  1. November 8th, 2010 at 9:11 pm       กกกกกก Says:
  2. August 23rd, 2008 at 9:48 am       playB.O.Y Says:
  3. May 19th, 2008 at 2:52 am       chanpanakrit Says:

    คุณ satan10 ว่าไว้ถูกต้อง
    เลยครับ ต้องเข้าใจว่าเมื่อเข้าสู่
    ยุคอยุธยา การสืบรับวัฒนธรรมอื่น
    มาปรับใช้มันไม่ได้มีระบบระเบียบ
    แบบยุคปัจจุบัน การผลิตคัดลอกดัดแปลง
    ถือเป็นคุณสมบัติหนึ่ง(ซึ่งไม่เกี่ยวกับ
    ที่พันธทิพย์แต่อย่างใด) หลักกระบวนการ
    บางอย่างต้องเปลี่ยนครรลอง
    ในสอดรับแต่แง่คุณค่าของงาน
    ก็ยังยึดถือไว้เพื่อคุณค่าในบางประการ


  4. May 19th, 2008 at 12:56 am       satan10 Says:

    มันจะเกี่ยวกับราชวงศ์สุโขทัยในสมัยอยุธยาหรือเปล่าครับ


  5. May 18th, 2008 at 9:02 pm       chanpanakrit Says:

    ต๊ายย…เลย
    ลืมทบทวนข้อ๓
    สุดท้ายของเข้าตัวเอง
    เล่นกันอีกจนได้นะคุณน้องงชบา
    (.+. ํ)


  6. May 18th, 2008 at 6:02 pm       chaba2550 Says:

    รักตนกว่ารักทรัพย์ (ดังนั้นหาความบันเทิงใส่ตัวบ้าง) อย่าได้รับของเข็น
    (ตังคเยอะอาจถูกปล้นไม่คุ้มกัน)์
    เหนงามตาอย่าปอง
    (โลกดิจิตอลล้วนหลอกตา) ของฝากท่านอย่ารับ
    (อยากฝากความหวังลมๆแล้งๆ)

    ขอบพระคุณท่านพี่ที่สอนสั่ง..
    โอวาทข้อ 1 ok
    ข้อ 2 ของในรถเข็นหรือเปล่า คิคิ
    ข้อ 3 (…)เป็นคำเตือนสำหรับบล๊อคนี้หรือเปล่าคะ คิคิ..
    ถึงว่าต้องหันหลังเอียงข้างให้ท่านผู้ชมตลอด
    ข้อ 4 เป็นสิ่งที่ทำมาโดยตลอดค่ะ..

    ไม่นึกว่าจะตอบแล้ว..

    สำหรับ คห.11 ขอยอมแพ้ให้ค่ะ
    ในฐานะ เจ้าบ้าน คิคิ..
    ขอบคุณ ที่แบ่งลานบ้านให้มาเที่ยววิ่งเล่น


  7. May 18th, 2008 at 5:34 pm       chanpanakrit Says:

    ขอตีความเพื่อสอนสั่งคุณน้องชบา
    ที่ว่าตามสุภาษิตพระร่วง……

    รักตนกว่ารักทรัพย์ (ดังนั้นหาความบันเทิงใส่ตัวบ้าง) อย่าได้รับของเข็น
    (ตังคเยอะอาจถูกปล้นไม่คุ้มกัน)์
    เหนงามตาอย่าปอง
    (โลกดิจิตอลล้วนหลอกตา) ของฝากท่านอย่ารับ
    (อยากฝากความหวังลมๆแล้งๆ)


  8. May 18th, 2008 at 5:28 pm       chanpanakrit Says:

    มีสลึงพึงบรรจบให้ครบทุกบาท
    ชบาอาจวาดฝันไปถึงไหน
    น้ำมันแพงค่าแรงไม่ขึ้น(ซึ่ง)ต้องทำใจ
    มีคอมใช้ไฟไม่ดับ(ก็)นับว่าพอ

    ดูหนังย้อนดูตัวมารัวใส่บล็อก
    คิดอย่างนี้ชบสจะได้on log ไม่ปล่อย
    ให้บ้านร้างไว้หลายบ้านไง …โปรดคิดดู


  9. May 18th, 2008 at 5:05 pm       chaba2550 Says:

    มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
    พอครบพันหวั่นหวาดไปไม่ถึง
    น้ำมันขึ้นแปดสิบตังนั่งคำนึง
    ขอซาบซึ้งดูหน้าจอคงพอเอย

    ขอสนับสนุน ให้เล่นเนตอยู่บ้าน หรือที่ทำงาน(ดีกว่า) เพื่อเป็นการประหยัด
    พลังงานซึ่งสูญเสียไปในการเดินทางชมภาพยนต์เป็นจำนวนมาก

    ขึ้นได้ขึ้นดี ทุกวี่ทุกวัน

    จริง ๆ แต่งกลอนบ่นต่อจากนี้
    ไม่เอาดีกว่า ลบแล้ว เด๋วมีเรื่อง คิคิ…


  10. May 18th, 2008 at 5:02 pm       chanpanakrit Says:

    เขียมจริงด้วยละ..
    เด็กอิเล็กแต่ชำนาญทาง
    ภาษา ไม่ธรรมดา
    ยิ่งกระมิดกระเมี้ยนผิดมนุษย์มนา
    รวยไม่ทันใช้ ระวังภาษีจะอานเอาน้อ


  11. May 18th, 2008 at 4:48 pm       chaba2550 Says:

    มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
    ชบาอาจรวยร่ำไปถึงไหน
    มั่วแต่เหนียมเขียมมากลำบากใจ
    ถ้าตายไปเงินไซร้ไม่ได้คืน..

    สนับสนุนการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชาติ

    อืม..ฮื้อ!.. แก้คำผิดนิดนึงนะคะ
    เขาว่ากันว่า คนจบประวัติศาสตร์นี่
    ชอบซักไซร้ไล่เลียงเหรอคะ อื่ม ถ้าจะจริง.. คิคิ..

    เปล่านะ ชบาไม่ได้จบอักษรฯ ซะหน่อย เค้าจบอิเล็กทรอนิกส์อะสิ
    ตกลงเราสามคนเนี่ย ไม่ตรงสายกันเลยนะนี่ คิคิ..ตลกจัง..


  12. May 18th, 2008 at 3:21 pm       chanpanakrit Says:

    ตอบคุณ xanax ครับ
    เป็นเวรกรรมมั้งครับ
    จบด้านนี้แต่ทำงานไม่ตรงสาย
    แต่ใช่ว่าจะตัดขาดจากกันได้
    อย่างคุณ xanax ชอบเที่ยวอย่างนี้
    ทำงานโรงพยาบาล คงไม่ได้จบ
    การท่องเที่ยวมาแน่เลย


  13. May 18th, 2008 at 3:11 pm       xanax Says:

    เจ้าของบ้านทำงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือด้วยความชอบส่วนตัวค่ะนี่

    ถ้าเขียนด้วยความชอบส่วนตัวนับว่าท่านยอดเยี่ยมมากๆลยนะคะ


  14. May 18th, 2008 at 12:21 pm       chanpanakrit Says:

    มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
    ชบาอาจรวยร่ำไปถึงไหน
    มั่วแต่เนี้ยมเคียมมากลำบากใจ
    ถ้าตายไปเงินไซร้ไม่ได้คืน..

    สนับสนุนการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชาติ


  15. May 18th, 2008 at 12:17 pm       chanpanakrit Says:

    baglady …..(” ,)


  16. May 18th, 2008 at 7:57 am       chaba2550 Says:

    ขอบคุณนะคะ ที่ฉายหนังให้ดู
    ไม่ต้องตีตั๋วราคาพันกว่าบาทแล้วคิคิ…


  17. May 18th, 2008 at 5:57 am       baglady Says:

    :):)


  18. May 18th, 2008 at 1:45 am       chanpanakrit Says:

    “”เพิ่งเจอลิงค์tokyo tower
    จากบทความทีแล้วจึงขอเสนอ
    ณ โอกาสนี้่


You must be logged in to post a comment.