( ;:3)

"นตถิ ปญญา สมาอาภา” แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี

คุณหมอครับ…ผมติดซีรีย์อีกแล้ว

June21

.

คุณหมอครับ!

าครั้งนี้ของสำลักในสิ่งเสพย์  ที่เต็มรกอัดแน่นอยู่ในสมองของผมเสียหน่อย

เป็นอาการอิ่มเหร่อจากความจุกเสียด   หลังจากการชมซีรีย์อย่างมาราธอน

ความจริงแล้ว    พฤติกรรมนี้ถูกหักดิบด้วยการหย่าขาดกับเหล่าซีรีย์ทุกชนิด

หากจะให้นับครั้งล่าสุดที่เป็น    ก็ต้องเป็นซีรีย์ชุด Lost    ของอเมริกา

เคยเอามาเล่าผ่าน Blog   ในครั้งสมัยเฟรชชี่  ที่เพิ่งสมัครเข้าร่วมใหม่ๆ 

แต่ครั้งนั้นหนักว่า    เพราะไม่เพียงซาดิสต์    เล่นให้จบภายในซีรีย์เท่านั้น  

แต่ยังล่อกันเป็น Season  ซัดไปตั้งแต่ภาค๑ถึงภาค๕  

แม้จะออกลูกทะเลหน่อยๆในช่วงท้าย    

ปัจจุบันซีรีย์ชุดนี้จะอวสานจบเห่หรือยังล่องทะเลเท่งเต้ง-ลอยคออยู่

อันนี้ก็สุดที่จะหยั่งรู้ได้……………..ก็บอกแล้วไง     ว่าหย่าขาดแล้ว!

แต่อาการนี้      ก็กลับมากำเริบอีกครั้งละคุณหมอ

จากสมมติฐานเบื้องต้นว่า   มีภูมิคุ้มกั้นที่ดี   อันเกิดจากการหักดิบมาร่วมปี

คุณหมอคงเข้าใจดีนะครับว่า    “ดูซีรีย์”  ก็เหมือน    “สูบบุหรี่”

คนที่เคยเลิกไปแล้ว   ใช่ว่าจะไม่กลับมาสูบได้อีกครั้ง    อันนี้เป็นสัจธรรม

ผมเคยฟังรายการ  “หนังหน้าไมค์”   ทางคลื่น FM 104.5  FatRadio

เป็นรายการที่จัดพูดคุยเกี่ยวกับหนังล้วนๆ  (แต่วกไปกับเรื่องบอล เที่ยวและจัดทริปก็เยอะ)

ผมได้ฟังดีเจเฮนรี  จ๋องกับคุณนรา  เล่าถึงมหันต์ภัยของหนังชุดซีรีย์

แล้วมาใคร่ครวญดูกับตัวเอง   ก็เห็นว่าเป็นจริงตามนั้น

ซีรีย์มาถูกสร้างมา   ด้วยศาสตร์บางชนิดที่ทำให้คนดูอย่างเราต้องติดหนึบ

ดังนั้น  …….สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม    มันจึงควรเป็นเรื่องธรรมดาอย่างที่สุด

มันจะสร้างตัวละครที่แลดูจะขัดใจคนดูอย่างเรา      และมีลูกทึ่ง

ชนิดที่เราคิดไม่ถึงเสมอ    ที่สำคัญมันมักจะทิ้งปมในท้ายเรื่อง

ให้เราต้องมานั่งลุ้นและติดตาม     ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นแค่ละคร

อีกอย่าง………………..ญาติก็ไม่ใช่

ซีรีย์จึงไม่เหมือนกับหนังโรง   ที่จะกำหนดเส้นมาตราฐานว่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๒ ชั่วโมง

เป็นอย่างน้อย

คนดูในโรงจึงมีจุดประสงค์เดียวกัน    แต่เมื่อหนังจบ     ต่างคนก็ต่างแยกย้าย

บ้านใคร………….บ้านมัน                  ธุระใคร…………….ธุระมัน  

แต่ระยะนี้……..ผมมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่อง   “วิทยาศาสตร์”

อยาแปลกใจเลยนะครับหมอ   เพราะสมัยเด็กๆ  ผมก็เคยมีความกังวลเช่นนี้มา

ประมาณว่า  ตูไม่ชอบแต่กระทรวงศึกษาฯ  เขาบังคับให้เรียน  

ทั้งๆที่ประเทศเราเป็นประเทศแห่งกสิกรรม  อันนี้คิดตั้งแต่เด็กนะครับ

แต่พอโตขึ้นภาวะทางอารมณ์ในประเด็นเดียวกัน      ดูจะต่างกัน

คือ   ผมชักไม่ชอบมาพากลกับเจ้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่สักหน่อย

พูดอย่างงี้    เจ้ากระทรวง ฯ อย่างคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช   อย่าได้เคืองผมนะครับ

อันนี้ไม่ได้เกิดจากผลทางนโยบายของท่าน   แต่เกิดจากการมั่นเสพย์จำพวกหนังสือ  ภาพยนตร์

ตลอดจนถึงซีรีย์เรื่องล่าสุด  (แต่อาจเป็นชาติสำหรับหลายๆคน)   อย่างเรื่อง  Gelileo!

Gelileo  ในชื่อไทยที่ว่า  “ยอดอัจฉริยะไขคดีป่วน”

เหตุที่ผมบอกกับคุณหมอว่า    มันเป็นชาติสำหรับคนอื่น   ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกครับ

เพราะมันเคยถูกนำมาฉายผ่านการพากย์ไทยครั้งแรก   โดยสถานีโทรทัศน์   ThaiTBS

ในวันที่  ๑๓  พฤศจิกายน  ของปีที่แล้ว      แล้วนำกลับมาฉายซ้ำใน

วันจันทร์ที่  ๙   กุมภาพันธ์ของปีนี้    ถ้าผมจำไม่ผิด     มีด้วยกันสิบตอนจบ

ทำไมผมถึงจำได้เหรอครับ…..หมอ!              มันไม่ใช่เรื่องของระลึกชาติได้หรอกครับ

แต่เกิดจากเทคโนโลยีทางโลกไซเบอร์     ที่ผมเพิ่งคุ้นชินมาไม่นาน     หมอรู้เปล่าว่า?

เราสามารถดูรายการย้อนหลังผ่านอินเตอร์เน๊ตได้   เป็นขององค์กรการจัดระบบความเหมาะสมของสื่อ   

ดังนั้นสื่อจะสุ่มสี่สุ่มห้าหรือสุ่มหก   เถียงอ้างข้างๆคูๆ ว่าไม่ได้นำเสนอหรือทำลายเทป….ไม่ได้แล้ว

แต่ถึงกระนั้น……มันก็ไม่อาจนำผม    ไปดูเรือ่ง  “ปริศนา”  สมัยที่  หลิว ลลิตาเป็นนางเอกได้

ซึ่งอันนี้…..ผมเองเข้าใจดีครับหมอ     ว่าโลกของการฟอร์แมทตอนนั้น   ยังเป็นเรื่องที่ถูกบันทึก

ผ่านสายแถบแม่เหล็กกันอยู่    อันนี้หมอเกิดไม่ทันหรอก  เดี๋ยวมามาเฉลยในตอนท้าย

เล่าเรื่องสาเหตุที่แท้จริงกันดีกว่านะครับหมอ……….เพราะผมรู้ว่าพรุ่งนี้ตอนสาย   หมอมีธุระ

ความจริงแล้ว……………….ผมได้ยินชือ่เสียงของซีรีย์ชุดนี้มาพอสมควร  

ทั้งจากบทความและรายการวิทยุ  “ชวนคิด-ชวนคุย”    ที่  คุณต่อพงษ์    รบเร้าให้หามาดู

พอพูดอย่างนี้   ก็ลำบากคนติตตามอย่างผมนะสิ       แต่โลกไซเบอร์

ก็ทำให้ความลำบากเล่านั้น     ผ่านพ้นด้วยการกดแป้นพิมพ์ไม่กี่ปุ่ม

นึกถึงสมัยก่อนจะทำรายงานส่งอาจารย์    ไหนจะต้องไปค้นหาบรรณานุกรม

ผ่านตู้ไม้ที่เป็นการจัดหมวดหมู่ดัชนีหมวดอักษร     กว่าจะได้รายงานสักฉบับ  จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ดังนั้น   ……การหาซีรีย์ชุดนี้ผ่านการย้อนหลัง   จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก  หากเทียบกับแต่กอ่น

แต่ที่ยากกว่านั่น    คือ   จะหาวิธีหยุดที่ดูมันอย่างไร?     เสียมากกว่า…………..

ตอนแรกกะว่าจะอาศัยดูกันทีละตอน    เพราะก่อนอื่นผมต้องบอกกับคุณหมอก่อนว่า

ซีรีย์เรือ่งนี้    เป็นแนวการสืบสวน-สอบสวนคดีอาชญากรรมที่มีเงื่อนปมซับซ้อน

ชนิดที่  ตำรวจสายสืบหญิงไฟแรงแต่อ่อนต่อโลก  “อุทสึมิ คาโอรุ”  (เล่นโดย  ชิบาซากิ โค)

ไม่อาจจะไขปริศนาได้    จึงได้รุ่นพี่ตำรวจช่วยแนะนำเพื่อนที่เป็นอาจารย์ฟิสิกส์

จากมหาวิทยาลัยเทย์โตะ   อย่าง “รศ. ดร. ยุกาว่า มานาบุ” (แสดงโดย-ฟุคุยาม่า มาซาฮารุ)

ที่สามารถเฉลยคดีลึกลับด้วยกฎทางฟิสิกส์ระดับที่      ถ้าให้อธิบายซ้ำก็พูดได้ไม่เหมือน

แต่ซีรีย์ชุดนี้ก็เข้าใจสร้าง     ให้เป็นรองศาสตรจารย์รูปหล่อและยังมาร์ดแมนทางเรื่องกีฬา

แถมบุคคลิก  ก็สงบ-เยือกเย็น   ออกจะเก็บตัวและหมกมุ่นกับการทดลองในแล็ปของแก

ด้วยความที่แกไม่เชื่อเรือ่งลี้ลับ   เพราะมันไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นหลักการทาง

วิทยาศาสตร์ได้    (แม้แต่ละคดีจะพยายามโยงไปกับเรื่องลี้ลับจนน่าติดตามว่าจริงรึเปล่า?) 

และเหตุที่แกช่วย      เพียงเพราะมัน  “น่าสนุก”   และ  “น่าสนใจ”   ก็เท่านั้น

แกช่างเล่นได้สมเป็นนักวิทยาศาสตร์จริงๆ

กลายเป็นว่าผมตกหลุมของซีรีย์เรื่องนี้ไปในบัดดล

เพราะมันไม่ได้ว่ากันด้วย  เพียงเรื่องคดีฆาตกรรมธรรมด๊า-ธรรมดา

แต่มันเหมือนว่า   ผมกำลังชมรายการ  “MegaClever”  ฉลาดสุดๆ  ผสมกับ บทพ่อรัก-แม่ง้อ

แบบ “ลูกสาวกำนัน”   แถมแต่ละคดีก็สุดจะช่างคิด   แนววิธีฆาตกรรมก็สุดพิลึกพิลั่น

อย่าง   ใช้แสงเลเซอร์   เรียกให้ฟ้าผ่า   ทำให้หัวใจวาย  จำลองแผ่นดินไหว  หรือฆ่าตัวตาย

ซึ่งแต่ละคดี      ถ้าไปถึงในชั้นศาล    ก็ต้องเรียกว่า   “โทษหนัก”

เพราะทั้งหมดเป็นการฆาตกรรมโดยเจตนาเป็นไตร่ตรองไว้ก่อน   แถมยังมีผู้สมรู้ร่วมคิดอีก

แวะค้นหาข้อมูลมาดู   ถึงได้รู้ว่า  

สร้างมาจากสร้างจากนวนิยายแนวสืบสวนของนักเขียนเรื่องลึกลับมือรางวัล

อย่าง  “ฮิงาชิโนะ เคโงะ”    ที่จบการศึกษาในสาขาวิศกรรมไฟฟ้า

ซึ่งก็น่าให้แกจบอยู่หรอก   เขียนอะไรซะ……………อย่าให้ผมเล่าเลย   เดี๋ยวไม่เหมือน

แต่เชื่อไหมหมอ?

ซีรีย์ชุดนี้   ที่ทำให้ผมต้องดูทีเดียวถึงสิบตอนรวด

ล้วนไม่ได้เกิดจากตัวละครหลักของเรื่องแต่อย่างใดเลย   แต่เกิดจากปรัชญาวิพากษ์

ที่แอบซ้อน   ชนิดที่ต้องขอกัดของจิก    เจ้าความเป็น  “วิทยาศาสตร์”  ในทุกๆตอน

ผมเสียดาย   ที่ทีมพากย์ไทยกับเอาส่วนนี้มาพูดเล่นๆ   ไม่จริงจัง   แถมยังทำให้มันตลก

โดยมีเสียงตัวละครไม่สำคัญมาแทรก    กะจะเรียกเสียงฮา

อย่างตอนที่นางเอกกัดตัวพระเอกที่ไม่มีหัวใจความเป็นมนุษยนิยมและไม่มีจินตนาการวัยเด็ก

หรือตอนขยะจากพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทิ้งตามแม่น้ำ  เป็นต้น       อันนี้ผมว่า

ถ้าเป็นต้นฉบับ…….คนญี่ปุ่นดูแล้ว   อาจจี๊ดใจกว่า   เพราะอย่างไรเสีย     

ก็เป็นประเทศ    ที่เป็นต้นร่างสนธิสัญญาควบคุมระดับคาร์บอนไดออกไซด์

แต่ที่จี๊ดใจยิ่งกว่า……………………….คือ     “ดารารับเชิญ”

แต่ละตอน   จึงเป็นการพาเหรด    ที่ผมแอบนึกถึงและนอนฝัน

เพราะคุณเธอ    ได้หายหน้าหายตาไปจากวงการพอสมควร  (หรืออาจเล่น  แต่ไม่ผ่านตา)

อย่างคุณน้อง  นางาซาว่า มาซามิ    คุณน้อง คารินะ  คุณน้อง เรียวโกะ  ฮิโรสุเอะ

และคุณน้อง เรียวเคียวโกะ  ฟูคุดะ    ที่ผอมเพรียวกว่าเดิม

คุณพี่ก็ได้แต่เที่ยวลุ้น     อย่าให้คุณน้องต้องตกเหยี่อจากการฆาตกรรม

ที่เล่นไม่กี่ฉาก   แล้วรอรับตังค์ค่าตัวหลังรายการ     จนไม่ทันได้อิ่มตา-หนำใจ

แม้จะสุดช้ำหนักเพราะไม่ได้นอนจากการมาราธอนซีรีย์อีกครั้ง

เออ…..เห็นคุณต่อพงษ์  เล่าว่า มีคุณน้อง โซร่า อาโออิ      ในฉากว่ายน้ำในสระ      

อันนี้  ……………..ไม่ทันสังเกตหรือเผลอหลับไปในบางช่วง      ไม่เป็นไร

เพราะเทคโนโลยีดูย้อนหลัง   ช่วยให้เราดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้

ถ้าคุณหมอเกิดสนใจ    อันนี้ผมพอช่วยคุณหมอได้  จากเรื่องอื่นๆ

ของน้องอาโออิคนนี้    ……………….ก็อย่างเรื่อง  ปิดเทอมใหญ่ฯ ไง!

“มีเหตุ  ยอ่มต้องมีผล”

ประโยคที่   ดร. ยุกาว่า   มักพูดในทุกสถานการณ์ที่ควรจะมี   “คำตอบ”

ถ้ามองเป็นชาวพุทธหน่อย  ต้องเรียก   “อิทัปปัจยตา”

ทั้งๆที่    คนรอบข้างเชื่อกันว่า   คำตอบนั่น   “ไม่สำคัญ”  ที่สำคัญ   คือ  “อย่าลบหลู่”

แต่ทุกครั้งที่  ดร.  ยุกาว่า    เสนอวิธีการทดลองให้เห็นว่า   

วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้เป็นรูปธรรม    ดีกว่าชุดคำตอบไสยศาสตร์ที่เป็นนามธรรม

ถึงแม้คนดูอย่างผม     อยากจะบอกว่า    ก็เป็นเพียงชุดคำตอบในการอธิบายวิธีการหนึ่ง

แต่ก็ไม่อาจครอบคลุมในทุกๆคำตอบที่มีอยู่ในโลก

ถ้ามาเมืองไทย    ดร. ยุกาว่า    คงหูระงม     ด้วยสำนวนเรื่อง         “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”

แต่ที่ชื่นชม  ดร. ก็ตรงที่    ตัว  ดร.  จะตอบด้วยเสียงที่เชื่อมั่นว่า      “ไม่ลบหลู่แต่(ตูนั่น)ไม่เชื่อ(โว้ย”

แต่ดีนะ    ที่ตอนหลังๆ  ดู  ดร.  แกจะอ่อนลง 

จนเชื่อในเรื่องนอกกรอบวิทยาศาสตร์เข้าบ้างแล้ว    ก็อย่างเรื่องของ   “พรหมลิขิต”   ไง

อันนี้…….คงด้วยอิทธิพลของนางเอกตำรวจนักสืบจอมแก่นของเรื่อง     ที่ค่อยๆเชื่อ

ว่าปรากฎการณ์ทุกอย่างควรจะอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล   แทนที่จะคล้อยตามพยาน

ว่าเป็นเรื่องลี้ลับ-มหัศจรรย์ตามไปด้วย

ถึงขนาดย้อน   ผู้ช่วยศาสตรจารย์ว่า    “เฮียไปเชื่อเรื่องลึกลับด้วยเหรอ  เฮียเป็นนักวิทยาศาสตร์นะ”

ผมกลัวจังเลย    ……..ที่จะเห็นเด็กสายวิทย์    ผู้ต้องประกอบสัมมาชีพเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต

จะมีกรอบแนวคิดแบบ  ศ.  จอห์น   แมคคาร์ธี    จากมหาวิทยลัยสแตนฟอร์ด 

เพราะหนังสือที่รีวิวเมื่อวานมีประโยคเด็ดตอนหนึ่ง  ที่ไม่ได้ใส่เข้าไป     ว่า…………………..

“เหตุผลประการเดียวเท่านั้น   ที่เรายังไม่ประสบผลสำเร็จในการสร้างกฎเกณฑ์แบบแผนครอบคลุม

ทุกๆด้านของโลก    ในความเป็นจริง  เราขาดแคลคูลัสทางตรรกะที่ทรงพลังเพียงพอ”

จบจากซีรีย์เรื่องนี้แล้ว……………………..ผมยังเผลอไปแอบเสพย์ติด

จากเทคโนโลยีดูทีวีย้อนหลังผ่านเน็ตอีกเรื่องหนึ่ง     ด้วยละคุณหมอ

แต่เรื่องอะไรนั่นเหรอ?     หมอคงทราบดี……………..

แหม……………………      จะไม่ให้คุณหมอทราบได้อย่างไร

ก็เพราะคุณหมอลงมือเล่นเอง    เป็นถึงคุณหมอผ่าตัดบาติสต้าชั้นเทพ   “อาซาดะ  ริวทาโร่”

ก็เรื่อง    yu Team- Medical Dragon    ไง!   หรือชื่อไทยว่า   “ทีมดราก้อน…คุณหมอหัวใจแกร่ง”  

 ทีทาง  ThaiPBS  เอากลับมาฉายใหม่   คุณหมอรู้เรื่องอะเปล่า?????

ฉายช่วงสายวันจันทร์กับวันอังคาร    

ถ้าไม่มีอินเตอร์เน๊ต    ผมก็คงติดตามดูผ่านทีวีในที่ทำงานไม่ได้    เจ้านายคงเคืองว่า  



“ถ้าอยากเป็นหมอ    ก็ไปมหิดลหรือศิริราชโน้น!”

โธ่!  ก็คุณหมอก็เล่นสักปลื้ม   ไม่ตกเป็นทาสทุนนิยมของโรงพยาบาลเอกชนเมชิน

เอาไว้ว่างๆ    ผมจะมาเขียนเรื่องที่คุณหมอเล่นบ้าง   แต่เพิ่งฉายไปได้สามตอนเอง

อย่างไรคุณหมอก็พยายามเข้านะ      “กัมปะเตะ”

ข้อมูลจาก

-http://jkdramas.com/jdramas/09/TeamMedicalDragon/index.htm

-http://tv.thai4promotion.com/lasttv.php

-http://forums2.popcornfor2.com/index.php?showtopic=220

-Galileo: เรื่องไม่เชื่ออย่าลบหลู่…ไม่มีจริง!!/ต่อพงษ์

by posted under Uncategorized | 12 Comments »    
12 Comments to

“คุณหมอครับ…ผมติดซีรีย์อีกแล้ว”

  1. June 22nd, 2009 at 10:18 pm       chanpanakrit2 Says:

    โห..มุมมองความคิดท่าน

    11arrows ถูกใจข้าพเจ้ามาก

    วันหลังจะขอเอามาต่อยอดความ

    คิดเช่นนี้อีกทางนะขอรับ


  2. June 22nd, 2009 at 10:13 pm       chanpanakrit2 Says:

    ผมว่า ความจำความลืม

    ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วย
    ชุดทาง

    วิทยาศาสตร์เสมอไป

    เรายังอธิบายด้วย หลกัทางจิตวิทยา

    วัฒนธรรม พฤติกรรมนิยม สังคมศึกษา

    หรือสูตรคณิตศาสตร์ได้อีกตั้งมาก

    มายนะท่าน alphabet


  3. June 22nd, 2009 at 10:12 pm       chanpanakrit2 Says:

    โอ้โฮ่ ….จริงด้วยท่าน

    เคียวโกะ มิใช่ เรียวโกะอย่างที่ท่าน kenjionline

    เข้าใจ

    จึงได้ดำเนินการแก้ไข

    ด้วยความอ่อนด้อย ในชื่อคุณน้องท่านนี้

    นะท่าน kenjionline


  4. June 22nd, 2009 at 10:07 pm       chanpanakrit2 Says:

    แหมท่าน kenjionline

    ผมก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะท่าน

    แต่ท่านเองดูจะทรงภูมิความรู้

    ซีรีย์ญี่ปุ่นมากกว่าสักอีก

    แต่ไม่เห็นจะค่อยนำเสนอในบล็อก

    สักเ้ท่าไร ถ้าจำไม่ผิดมีสายตรงเข้า

    ในรายการชวนคิดชวนคุย

    ใช้ชื่อเคนจิเหมือนกัน คิดว่าคงต้องเป็น

    ท่านแน่เลย


  5. June 22nd, 2009 at 9:31 pm       11arrows Says:

    กระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็ยังมีศาลพระภูมิ
    ฉันใดก็ฉันนั้น
    แฮ่ๆ
    เข้าเรื่องหรือเปล่าขอรับ นี่

    :)


  6. June 22nd, 2009 at 5:22 pm       alphabet Says:

    ยังไม่เคยดู
    แต่น่าสนใจนะคะ

    ตอนนี้เขียนเรื่องเกี่ยวกับการจำ – ลืม
    แต่จนแต้มเพราะไม่มีความรู้วิทยาศาสตร์ หรือทางการแพทย์
    เลยหยุดเขียนไปซะงั้น 555


  7. June 22nd, 2009 at 11:13 am       kenjionline Says:

    ป.ล. เคียวโกะ ฟุกุดะ ครับ


  8. June 22nd, 2009 at 11:12 am       kenjionline Says:

    อะอะ คอซีรีส์ ถูกใจจริงๆ ครับ อิอิ

    อ้าวคุณ chanpanakrit2 ไม่เจอกับ sora aoi
    แสดงว่า ไม่ค่อยได้ดู AV ล่ะสินี่ อิอิ

    ถ้าชอบเรียวโกะ ฮิโรสุเอะนะครับ
    อยากแนะนำให้หาเรื่อง yasuko to kenji มาดูครับ
    เรื่องนี้ผมเล่นเป็นพระเอก ประกบกับเรียวโกะเอง
    ดูแล้วจะอิจฉา อิอิ
    เรื่องนี้ผมไปเอาแผ่นมาดูครับ ปราฏว่าแผ่นสุดท้ายไม่มีตอนที่ 9
    ก็เลยต้องไปหาดูทางเน็ตเอา โชคดีมีคนอัพขึ้นไปให้กดดูในเน็ตได้เลย
    คุณ chanpanakrit2 ลอง search จาก google ดูนะครับ ถ้าอยากดู
    จะได้พบกับเรียวโกะ ในแบบที่คุณไม่เคยเจอ อิอิ

    เอ… เห็นภาพมาซามิใส่แว่นในรูป แสดงว่าดูตอนพิเศษ Galileo Zero แล้วใช่มั้ยครับ
    (ตอนนี้เป็นตอนก่อนที่พระเอกกับนางเอกจะมาเจอกัน)

    อ้อ แล้ว Galile ภาค movie ดูหรือยังครับ อย่าลืมหามาดูให้ครบเซ็ทล่ะ


  9. June 21st, 2009 at 10:37 pm       chanpanakrit2 Says:

    อะซาดะ เป็นหมอที่มีแม่ยก

    ไปแล้วเหรอ

    แต่คงน่าอยู่หรอกท่านchaleejang

    เวลาถ่ายทอดมันตรงกับเวลาของแม่

    บ้าน ดูอย่างไรยึดถือ

    หลักคุณธรรมในละครที่ดูละกัน

    ยอมรับ แม่ท่านทันสมัยสุดๆ


  10. June 21st, 2009 at 10:32 pm       chaleejang Says:

    ไม่ได้ดูทังสองเรื่อง แค่ดูผ่านๆ
    คนติดตัวจริงคือแม่ค่ะ เวลากลับบ้านที
    แม่จะพูดถึงแต่ซีรี่ย์ ตอนนั้นจำได้ว่า
    กลับไปทีไรแม่ก็จะ มานาบุ ใครหว่า
    แล้วตอนนี้เหรอ ใครเป็นป่วยเป็นอะไร
    แม่ก็บอกเดี่ยวเป็นอย่างในเรื่อง อาซาดะ
    ชื่อหนังเค้ามีแม่ก็ไม่เรียก เรียกอยู่แต่ อาซาดะ
    ไอ้เรารึก็งง ดิ มีญาติป่วยเพิ่งผาตัดไป
    อยู่ๆๆ แผลบวม แม่บอกว่าหมอลืม
    อะไรในท้องรึเปล่า นั่นๆๆ เดี่ยวก็เหมือน
    ในอาซาดะ ไอ้เราก็อะไรหว่า อาซาดะ อาซาดะ
    กว่าจะรู้ว่าเป็นซีรี่ย์….เง็ง อยู่ตั้งนาน

    ฮา แม่ทันสมัยแต่ลูกเชย คอตๆๆ

    :)
    :)
    :)


  11. June 21st, 2009 at 10:04 pm       chanpanakrit2 Says:

    แหะๆ ดูจะสะกดผิดดั่งท่านว่า

    นะ nabhasan

    แต่ไม่เป็นไร เจตนาดีตรงกัน

    ผิดให้กับหมอ แต่ที่ถูกให้กับท่านละกัน

    สู้ๆนะท่าน ขอบคุณที่ตามไปอ่าน

    ของเก่าด้วยนึกว่าเหงาสักแล้ว


  12. June 21st, 2009 at 9:51 pm       nabhasan2007 Says:

    คุณหมอก็พยายามเข้านะ
    “กัมปะเตะ”

    ภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า

    “GAM-BAT-TE ne
    กัม-บั๊ต-เตะ เนะ” ค่ะ
    พอดีพี่สาวเคยชอบพูดให้ดิฉัน
    ฟังบ่อย ๆ ^_^


You must be logged in to post a comment.