เพชรกะพลอย

บันทึกไว้ให้ลูกอ่าน

ชีวิตคือการเดินทาง

June27

เป็นนักเดินทางมาค่อนชีวิต ออกจากบ้าน (ออกจากพ่อแม่ไปอยู่กับอา) ตั้งแต่อายุ ๙ ขวบ พออายุ ๑๕ ปี สอบเข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดได้ (ม.๔) ก็เลยต้องไปอยู่หอพักในเมือง บ้านกับโรงเรียนห่างกันประมาณ ๘๐ กิโลเมตร กลับบ้านประมาณเดือนละครั้ง หรือถ้าคิดถึงแม่มากๆ ก็ ๒ อาทิตย์ครั้ง พอใกล้จบม.๖ ก็กลับแทบจะทุกอาทิตย์ 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

 

พออายุ ๑๙ ปี ขึ้นมาเรียนรามฯ ที่กรุงเทพฯ เรียนบ้างกลับบ้านบ้าง ไปอาศัยอยู่แถวๆ ราม ๒ กับ เพื่อนๆ จนอายุ ๒๐ ปี ต้องมาอยู่ถาวร แล้วก็ระเหเร่ร่อนอยู่แถวหน้าราม ไปจนถึงแถวแฟลตคลองจั่น อยู่แถวย่านนั้นเกือบสี่ห้าปี  ปี ๓๘ ย้ายไปอยู่แถวย่านบางกะปิ ปี ๔๐ ย้ายไปอยู่แฟลตดินแดง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปี ๔๖ ลงหลักปักฐานย้ายไปซื้อบ้านอยู่คลองสาม รังสิต เนื่องจากแต่งงานและมีลูกคนแรก เริ่มโหยหาบ้านและตัดสินใจซื้อบ้าน คงจะอยู่ยาว และจะไม่ย้ายไปไหนแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ที่ไหนได้ต้น ปี ๕๓ ย้ายมาเช่าคอนโด อยู่แถวสามเหลี่ยมดินแดง เพื่อให้ใกล้กับที่ทำงาน ที่สำคัญเพื่อให้ใกล้กับโรงเรียนลูก วันศุกร์ถึงจะกลับบ้านที่คลองสาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต้นเดือนนี้ ย้ายไปเช่าคอนโดแถวย่านราชวัตร เนื่องจากน้องเพชร สอบเข้าป.๑ ได้ ต้องย้ายไปเพื่อให้ใกล้โรงเรียนลูกที่สุด ง่ายต่อการรับส่งและไม่เหนื่อยมาก (โดยเฉพาะลูก) มีคนถามว่า คนอื่นๆ อยากอยู่บ้าน แต่ทำไมผมมีบ้านแล้วมาเช่าคอนโดอยู่ คำตอบง่ายๆ ก็คือ การเดินทางในกรุงเทพฯ นั้นหนักหนาสาหัสมาก บ้านอยู่ชานเมือง ต้องใช้เวลาขับรถวันหนึ่งไปกลับไม่น้อยกว่าสามชั่วโมง เป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ พอย้ายมาอยู่ใกล้ๆ โรงเรียนลูก ชีวิตมีความสุขขึ้นมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่กล่าวมาเสียยืดยาว ก็เพียงเพื่อที่จะบอกว่าชีวิต คือ การเดินทาง…เท่านั้นแหละครับ…อิอิ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นอกจากการเดินทางของชีวิตแล้ว ที่ต้องย้ายไปย้ายมาแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มีดวงต้องเดินทางไปต่างประเทศค่อนข้างบ่อย มาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้เก่งกาจภาษาอังกฤษอะไรเลย แค่พูดคุยโต้ตอบสื่อสารได้ แบบ สเนคๆ ฟิชๆ อะไรทำนองนั้น แต่ก็ต้องมีอันได้ไปร่วมประชุมในต่างประเทศบ่อยๆ เหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปี ๔๓ ติดตามเจ้านายไปประชุมที่โตเกียว ๕ วัน เป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก (ไปเป็นตัวประกอบ โทษฐานที่รู้เรื่องและชอบคอมพิวเตอร์) แล้วก็ใช้ชีวิตย่ำอยู่แถวฮากิฮาบาร่าทุกวันหลังเลิกประชุมพร้อมกับเจ้านาย เนื่องจากเป็นคนที่ชอบไอทีเหมือนกัน ซื้อแต่คอมพิวเตอร์จนเงินแทบจะไม่เหลือติดกระเป๋า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปี ๔๔ ไปกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไปร่วมเป็นตัวประกอบในการประชุมเหมือนกัน (ไม่มีใครอยากไปก็เลยต้องไปแบบเป็นไฟต์บังคับ เวลาประชุมก็มีพี่คนหนึ่งจากอีกหน่วยงานหนึ่งพูดอยู่คนเดียว เพราะว่าภาษาอังกฤษแกขั้นเทพ (เราเพียงแต่ช่วยทำพรีเซ็นเตชั่น พร้อมกับหิ้วโน๊ตบุ๊ค ไปด้วย-สมัยนั้นมีโน๊ตบุ๊คหิ้วไปไหนต่อไหนก็ถือว่าเท่ห์แล้ว-อิอิ แต่หารู้ไม่ว่าเป็นมือสองซื้อจากฮากิอาบาร่า)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปี ๔๖ กลางปี ไปอบรมที่อเมริกาเดือนกว่า แบบว่าส้มหล่น ได้ไปทำงานร่วมกับหน่วยงานของเค้าหน่วยงานหนึ่ง แล้วก็ต้องไปอบรมตามโปรแกรม จำอะไรไม่ได้มากนัก จำได้อยู่อยู่อย่างเดียวว่าน้องเพชรกำลังอยู่ในท้อง แล้วก็ซื้อแต่อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับเด็กแรกเกิด แม้กระทั่งผ้าอ้อม (ไม่ค่อยจะเห่อลูกเลย-อิอิ) จนไม่เหลือเงินกลับบ้านเหมือนกัน ยอมรับว่าสินค้าของเด็กๆ ที่นั่นราคาถูกมาก (เมื่อเทียบกับค่าเงินและสินค้าเด็กของบ้านเรา) และคุณภาพดีมาก ผ้าอ้อมได้ใช้มาจนถึงน้องพลอย ปัจจุบันก็ยังคงเหลืออยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปีเดียวกันปลายปี ต้องไปดูงานกึ่งอบรมที่โตเกียว ๑๕ วัน แบบว่าจับพลัดจับผลูไปจับงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการไปอบรมญี่ปุ่นเข้าได้ยังไงก็ไม่รู้ แล้วก็เป็นไปตามคาด หลังเลิกจากอบรมและประชุมทุกวันต้องเสียค่ารถไฟ ๑๖๐ เย็น (ไม่กลับ ๓๒๐ เยน) จากชินจูกุ ไปเมืองอิเล็กตริก ฮากิฮาบาร่า ไปทุกวันไม่ขาดแม้แต่วันเดียว เดินมันทุกซอกทุกมุม ยังจำได้ติดตาจนถึงวันนี้  ซื้อโน๊ตบุ๊ก กลับมา ๓ ตัว (มือสอง) มาถึงเมืองไทยก็มีคนจองไปหมด ตอนนั้นโน๊ตบุ๊กตกรุ่นที่ญี่ปุ่น ราคา ๕-๖ พันบาท แต่ที่เมืองไทยเอามาขายหมื่นกว่า (แต่ตอนนี้โน๊ตบุ๊กที่ประเทศไหนๆ ก็ราคาพอกัน บางรุ่นซื้อเมืองไทยยังถูกกว่าอีก)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แล้วผลพวงจากการที่ต้องไปจับงานที่เกี่ยวข้องกับการไปอบรมที่ญี่ปุ่น กลับมาถึงเมืองไทย ก็ต้องตระเวนไป ๔ ประเทศ คือ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โครงการต่อเนื่อง ไปย่างกุ้ง เนปิดอว์ หลายครั้ง (ตั้งแต่ยังเพิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ) แล้วก็เวียงจันทน์สองสามครั้ง หลวงพระบาง ๑ ครั้ง จำปากสัก ๑ ครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต่อด้วยพนมเปญ (กัมพูชา) ๑ ครั้ง ไปแล้วกลับไม่ได้ ช่วงมีเหตุการณ์ที่สนามบินพอดี ต้องนั่งรถกลับมาที่ปอยเปต มาราธอนมาก (ขาไปนั่งเครื่อง ขากลับนั่งรถ-อิอิ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต่อด้วยฮานอย และโฮจิมินห์ ที่ละ ๑ ครั้ง (ปี ๔๘-๕๑ เดินทางบ่อยมาก)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงการสิ้นสุดกลางๆ ปีที่แล้ว กะว่า คงไม่ต้องไปไหนแล้วหละ คงได้อยู่กับลูกๆ ได้ อย่างสบายอกสบายใจ ที่ไหนได้ เดือนกันยายน ปีที่แล้วมีอันต้องไปเป็นตัวประกอบในการประชุมที่คุณหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน โทษฐานที่รู้เรื่องและเกี่ยวเนื่องมาจากโครงการเดิมนั่นแหละ ไปต้าหลี่ (ตาลีฟู-หนองแส) ลี่เจียง ไปขึ้นภูเขาหิมะมังกรหยก สวยมาก (กะว่ากลับมาจะเขียนถึงสักสี่ห้าตอน-แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เขียน เพราะมัวแต่เลี้ยงลูก-ข้ออ้าง อิอิ) ตอนไปลี่เจียงและภูเขาหิมะมังกรหยก นึกว่าหลงเข้าไปใน เมืองจักรานคร ของแงซาย (ในเรื่องเพชรพระอุมา) บรรยากาศเหมือนมาก (ตามจินตนาการที่เคยอ่านมาหลายรอบ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปีนี้ (๒๕๕๓) ไม่น่าจะมีรายการชีพจรลงเท้า เพราะว่าดูๆ แล้วไม่น่าจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการต้องเดินทางไปต่างประเทศอีก  แต่ที่ไหนได้ (อีกครั้ง) ต้องมาประชุมที่บาหลี ๓ วัน พักที่โรงแรม Melia ห้องพักสวยมาก บรรยากาศดีจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เดินทางมาตั้งแต่เช้า เครื่องออก ๘ โมง ๔๐ นาที แต่กว่าจะมาถึงที่นี่ก็เป็นเวลา บ่ายสองโมงแล้ว (เวลาบาหลีเร็วกว่าไทย ๑ ชั่วโมง เนื่องจากว่ามีเที่ยวบินเที่ยวเดียว ต้องมาก่อนตั้งแต่วันนี้ แต่การประชุมเริ่ม พรุ่งนี้และมะรืน (จันทร์-อังคาร) ประชุมเสร็จก็กลับเลย (ของด City Tour)  เพราะว่าคิดถึงน้องเพชรกับน้องพลอย (ความจริงน่าจะกลับวันพุธ จะได้เที่ยวเต็มที่-อิอิ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่สามารถเขียนได้ยืดยาวซะขนาดนี้ก็เพราะว่า วันนี้ไม่มีโปรแกรมไปไหนเลย อยู่แต่ในโรงแรม กะรอดูบอลโลกคู่อังกฤษกับเยอรมัน (ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีทีวีช่องไหนถ่ายให้ดูบ้าง อาจจะไม่มีก็ได้)ไม่เหมือนอยู่เมืองไทย ได้ดูทุกคู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ว่าแล้วก็เอารูป ห้องพักสวยๆ กับบรรยากาศหลังห้องให้ดูซะเลยครับ (ส่วนที่อื่นๆ ยังไม่ได้ถ่าย เพราะยังไม่ได้ออกไปไหนเลย)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อคิดสำหรับนักเดินทาง

 

 

 

 

 

เวลาเดินทางไปต่างประเทศอย่าลืมของกินติดกระเป๋าไว้ ไม่ว่าจะเป็นมาม่า ขนม นมเนย กาแฟ เพราะเราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรกินบ้าง เมื่อวานเข้าคาร์ฟูหน้าบ้าน ซื้อตุนซะเพียบ แม่ของลูกทั้งสองยังบ่นว่า ซื้อมาทำไมเยอะแยะ ทีอยู่บ้านก็ไม่เห็นจะกินอะไร แต่ปรากฏว่าวันนี้ไม่มีใครมาพาไปเลี้ยงมื้อเย็น ต้องหากินเอาเอง  แต่ว่าออกไปไหนก็ไม่ได้เพราะว่าโรงแรมเป็นรีสอร์ทเข้ามาลึกมาก ถ้าไม่มีรถก็อย่าหวังว่าจะไปไหนได้ (นอกจากสั่งของกินของโรงแรม ซึ่งโคตะระแพง)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ว่าไม่มีปัญหาสำหรับผม เพราะว่ามีของตุนมาเพียบ นี่ขนาดน้องเพชร แอบตรวจแล้วก็จิ๊กออกไปบ้างแล้วนะเนี่ย-อิอิ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปนี้ไม่เกี่ยวกับบาหลี แต่อยากลงครับ-อิอิ

 

 

 

 

 

12 Comments to

“ชีวิตคือการเดินทาง”

  1. June 30th, 2010 at 10:23 am       รจนาภรณ์ พรรณา Says:

    สวัสดีจ้า..เป็นคนแก่ เพิงหัดใช้คอม อยุ่หน้าจอทีวี เกษียณแล้วจ๊ะ แต่ชอบเข้ามาอ่านใน blog นี้ ได้รับความรู้ ความสดชื่นในรูปภาพสีสวยงาม ไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวไหนขาดปัจจัยหลายๆๆอย่าง ใช้คอมเป็นไปเที่ยวกับคอมก็พอแล้ว.ลูกหลานๆๆไปเรียนต่อต่างจังหวัดและต่างประเทศ usa ไม่ทำตัวให้เหงามีงานทำมากมาย .ขอบคุณนะจ๊ะที่ให้ความสุขในภาพ.


  2. June 30th, 2010 at 9:08 am       chotipun Says:

    ขอคุณสำหรับทุกความเห็นครับ

    สำหรับคุณ อยู่ออสเตรเลีย ก็ต้องดูเหมือนกันครับว่าประเทศไหนห้ามหรือไม่ห้าม

    เพราะถ้าเขาห้ามเอาไปก็เสียเปล่า หนักกระเป๋าอีกต่างหาก แต่ส่วนใหญ่ประเทศในละแวกเพื่อนบ้านเรามักจะไม่ห้ามครับ
    ********
    เอารูปมาลงเพิ่มครับ พอหอมปากหอมคอ
    จะลงมากๆ ก็กลัวเพิ่มเนื้อที่เซิฟเวอร์ mblog โดยใช่เหตุครับ


  3. June 29th, 2010 at 2:32 pm       noi Says:

    อยากมีโอกาสแบบเดียวกับคุณจัง ไม่ทราบว่ามีไผที่เท้ารึป่าว


  4. June 29th, 2010 at 9:49 am       พธม.ปทุมวัน Says:

    มีบ้านอยู่รอบ ใจกลางเมืองหลวง

    ทั้งบ้านเดี่ยว และทาวเฮาส์

    ตอนนี้อยู่คอนโดฯใจกลางไข่แดงเมืองหลวง

    สยาม-พารากอน ครอบครัวสุข สบาย สะดวก ปลอดภัย

    คงใช้ชีวิต ตอนแก่ที่นี่


  5. June 29th, 2010 at 9:15 am       pansaka Says:

    เหมือนผมเลย


  6. June 29th, 2010 at 6:42 am       อยู่ออสเตรเลียครับ เป็นนักเดินทางเหมือนกัน Says:

    เรื่องซื้ออาหารติดกระเป๋าสำหรับเดินทางไปต่างประเทศ อยากค้านน่ะครับ

    บางประเทศที่เค้าเคร่งเรื่องการนำอาหารเข้าประเทศมากๆ นี่ เพียงแค่เรามีอาหารอยู่กระเป็าแล้วเดินผ่าน ตม. เขาไป แค่นั้นถึงขั้นโดนเอาเรื่องหรืออาจติดคุกซักสองสามวันได้เลยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย

    ก็อยากให้ศึกษาก่อนเดินทางมากกว่านะครับ ว่านำอาหารเข้าไปได้มั้ย ไม่ใช่ว่าไปประเทศไหนก็ซื้อตุนไว้ แบบนั้น อาจจะเสี่ยงเกินไปสักนิด


  7. June 29th, 2010 at 4:56 am       ป้าแต้ว Says:

    คุณโชคดีจังเลย ได้สามีดีต่อครอบครัว


  8. June 29th, 2010 at 12:05 am       อืม Says:

    ดวงชีวิตได้ไปทำงานต่างประเทศ
    อ่านแล้วก็คิด โอ้โห ไปเยอะแยะเลยทีเดียว


  9. June 28th, 2010 at 9:39 pm       aum Says:

    ขอชื่นชมค่ะ ที่เป็นคุณพ่อที่รักครอบครัวมาก ขอให้เป็นครอบครัวที่มีความสุขมากๆตลอดไปค่ะ


  10. June 28th, 2010 at 5:07 pm       pet Says:

    ชีวิตน่าตื่นเต้นดีจัง…ลูกสาวน่ารักมากค่ะยินดีที่มีลูกน่ารัก ทั้งสองคนค่ะ/ pet


  11. June 28th, 2010 at 4:58 pm       Lthelin Says:

    ทำไมเราคล้ายๆกันเลยค่ะ ดิฉันก็ย้ายตามคุณพ่อ(รับราชการ)ตั้งแต่เกิด จนทุกวันนี้มาอยู่ต่างประเทศ ไม่เคยได้อยู่กับที่สักที ขนาดว่ามาลงหลักปักฐานที่นอร์เวย์ ยังต้องเดินทางเป็นว่าเล่น :) จะติดตามมาอ่านบ่อยๆนะคะ


  12. June 28th, 2010 at 4:31 pm       ใส่ชื่อตรงนี้แหล่ะ Says:

    เป็นคนเกิดปีมะเมีย หรือเปล่า


You must be logged in to post a comment.