Blog dol3377

เรื่อยๆมาเรียงๆ

กษิต ภิรมย์"มาตรฐานนักเลง ๒๕๕๒

July17

กษิต ภิรมย์”มาตรฐานนักเลง ๒๕๕๒  

13 กรกฎาคม 2552 – 00:00 

.

กษิต ภิรมย์”มาตรฐานนักเลง ๒๕๕๒  

13 กรกฎาคม 2552 – 00:00 

   “ลูกผู้ชายมันต้องเผ็ด”  นี่เป็นคำนิยามสรรพคุณนักเลงมาตรฐานรุ่นโบราณ  ผมไม่ใช่นักเลงแต่เป็น   “คนโบราณ”  จึงมีความอิ่มอก-อิ่มใจยิ่งนักกับบทนักสู้สิบทิศ  ชนิด    ต่อ  ๑๐๐  ของ  “คุณกษิต  ภิรมย์”  ผู้เป็น  รมว.ต่างประเทศ  ปกติท่านนอบน้อมถ่อมตน  เอื้อเฟื้อต่อคนด้อยกว่าแต่ว่าจริงใจต่อกัน  สำหรับอธรรม  และอันธพาลชนคนรังแก  ต้องการอาวุธชนิดไหน-เวทีไหน…บอกมา  “คนชื่อกษิต”  พร้อมทุกเวลา  และทุกเวที!

     ครับ…สังคมเราทุกวันนี้  ผมคงไม่พูดว่าเป็นสังคมตกอยู่ใต้ความกลัว  กลัวชั่ว-กลัวบาป  กลัวสิ่งที่ไม่ถูกต้องดีงาม  อย่างนี้น่าสรรเสริญ  และควรกลัวกันให้มากเข้าไว้

     แต่การกลัวคนชั่ว  กลัวอิทธิพลคนหมู่มาก  แล้วต้องยอมตามมันไป  ยอมเห็นดีเห็นงามกับสิ่งทรามแล้วยกย่องว่าเป็นสิ่งถูกต้อง-ดีงาม  แลกกับเศษข้าว-เศษน้ำ  หรือแลกกับ  “ความอยู่รอด”  เฉพาะตัวเองไปวันๆ

     อย่างนี้น่าละอาย!

     นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่เคยเห็น  “ผู้ไม่ยอมค้อมหัวให้กับความไม่ถูกต้อง”  อย่างรัฐมนตรีกษิต  นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่เคยเห็นคนพร้อมด้วยชาติตระกูล  พร้อมด้วยการศึกษา  พร้อมด้วยหน้าที่การงาน  และพร้อมด้วยหน้าตาทางสังคม  เมื่อถึงเวลา  ก็ใช้ความพร้อมทั้งหมดนั้น  เทลงเป็นเดิมพัน

     สู้กะพวกมัน..เพื่อชาติ!

     ในขณะที่คนระนาบเดียวกันทั้งการงาน  และทั้งชาติตระกูลเอาแต่ปิดประตู-หน้าต่างซุบซิบกันอยู่แต่ในรูว่า  “ไม่อยากเปลืองตัว  การเมืองมันชั่ว  ลงไปเกลือกกลั้วเดี๋ยวตัวจะเปื้อน”

     แต่คุณกษิตกลับคิดตรงกันข้ามว่า

     “การเมืองไม่ชั่ว  แต่คนดีเห็นแก่ตัว  เปิดโอกาสให้คนชั่วเข้าไปยึดครองการเมือง  จึงเกิดภาพ  ‘การเมืองชั่ว‘  เพราะหาหัวคนดีลงไปฉุดรั้งเพื่อมิให้ชาติพังไม่ค่อยได้”!

     แล้วท่านก็โจนเข้าไปด้วยใจเจตนา  ถึงแก้ชั่วในระบบการเมืองยังไม่ได้  แต่การโจนเข้าไปของท่านครั้งนี้  บางที..บางที..จะทำให้ใครต่อใครอีกหลาย  “ได้คิด”  ขึ้นมาบ้างว่า

     ถ้ายังเห็นแก่สุขส่วนตัวกันอยู่ต่อไป  ไม่ลงไปช่วยกันมากๆ  สังคมที่ตกอยู่ใต้ความกลัวขณะนี้ก็จะถูก  “คนชั่วในการเมือง”  เป็นหัวรถจักรชักลาก  “ประเทศชาติ-สถาบัน”  จมสู่จุดวิบาก  ที่ยากจะกู้หนักขึ้นเรื่อยๆ

     และถ้าปล่อยไปถึงจุดนั้น  นึกกันหรือว่า  คนที่เอาแต่พูด  “อยากไม่เปลืองตัว”  นั้น  จะลอยหน้าเสวยสุขอยู่ได้  โดยพวกอันธพาลครองเมืองกลุ่มใหม่  มันปล่อยให้อยู่สบายเหมือนเป็นพ่อของมัน!?

     คุณกษิตไม่ใช่คนดีที่    ของชาติ  แต่คุณกษิตเป็นตัวอย่างที่ดีของคนเพื่อชาติในเวลานี้  และในจิตใจส่วนตัวผม  นี่คือ  “พิมพ์นิยม”  ลูกผู้ชายผู้ไม่ยอมให้  “ความชั่วร้าย”  อยู่เหนือความถูกต้อง

     ก่อนจะสู้เพื่อชาติ  เพื่อสถาบันให้รอด  มันก็ต้อง  “สู้”  เพื่อศักดิ์ศรีบริสุทธิ์ตัวเองที่ถูกกระทำด้วยความระยำรังแกให้รอดเสียก่อน  ถ้าไม่สู้ตรงนี้ให้ชนะ  แล้วมันจะมีอะไรเหลือไปสู้เพื่อสิ่งสูงส่งอย่างชาติ-สถาบันในด่านต่อไปล่ะ?

การลาออก  หรืออยู่เป็นรัฐมนตรี  กะแค่เรื่องตำแหน่งแห่งที่แค่นี้  มันขี้ปะติ๋ว  แต่เรื่องใหญ่คือต้องพูดกันด้วยเหตุผลภายใต้กฎเกณฑ์กติกาบ้านเมืองว่า

     แค่ตำรวจเรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหา  แล้วมันใช่หรือที่สังคมหรือใครๆ  จะดัดจริตวี้ดว้ายว่า  อุ๊ย..ก่อการร้าย  ต้องออก!?

     แค่ข้อกล่าวหาจากมาตรฐานตำรวจที่รักษากฎหมายอยู่ใต้ความกลัว  บวกกับการตะโกนนำจากสมุนทักษิณทวงถามจริยธรรม  ทวงถามความรับผิดชอบ  สังคมที่ใช้ความรู้สึกแทนสติภายใต้ความกลัว  และบรรดาสื่อที่ไหลตามกระแสทั้งหลาย  ก็เหมือนจมูกถูกสนตะพาย  วี้ดว้ายไร้สติตามกันไปเป็นทอดๆ  ว่า

     อย่างนี้ต้องออก!?

     ออก-ไม่ออก  ผมประเมินว่าสำหรับคุณกษิต  ไม่ใช่เรื่องใหญ่  แต่ออกเพราะข้อกล่าวหาตำรวจ  ออกเพราะเสื้อแดงกดดัน  ออกเพราะสื่อทวงถามจริยธรรม  ออกเพราะทหารบางคนอยากลดกระแส

     หรือออกเพราะที่คุณกษิตขึ้นไปพูดบนเวทีชุมนุมที่สนามบินทั้ง    แห่ง   ได้กระทำความผิด  “ครบองค์ประกอบ”  ของการกระทำเป็นผู้ก่อการร้ายตามกฎหมายบัญญัติ  และคุณกษิตยอมรับสารภาพแล้ว?

     หรือพนักงานสอบสวน  สอบปากคำ  สอบพยานหลักฐานเสร็จสิ้นทำเป็นสำนวน  “ส่งฟ้อง”  ต่ออัยการ  และอัยการได้พิจารณาสำนวนของตำรวจแล้วมีความเห็น  “สั่งฟ้อง”  คุณกษิตเป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย  และตกเป็นจำเลยต่อศาลเรียบร้อยแล้ว?

     นี่…สังคม  และทุกฝ่ายต้องใช้สติแยกแยะตรงนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน  ตำรวจนั้น  ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า  ระบบของเขาสั่งสอนกันมาให้มองผู้ต้องหาทุกคนด้วยทัศนะว่า  “มันเป็นคนร้าย  มันเป็นคนผิด”  เสมอ

     แล้วผู้อยู่ใต้กฎหมาย  คือเป็นผู้ถูกกระทำ  เราจะยอมรับตรงนั้นได้อย่างไร  เขาจึงบอกว่า  ในขณะที่ตำรวจจับใครมา  เขาจะมองว่า  มันผิด-มันเป็นคนร้ายตัวจริงทุกราย

     แต่ในขณะเดียวกัน   เมื่อคดีถึงศาล  จำเลยทุกคนในสายตาของศาล  ของผู้พิพากษาคือ  “ผู้บริสุทธิ์”  แต่ถูกกล่าวหา  ปรักปรำ-ใส่ร้ายซึ่งศาลจะไต่สวนทวนความเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้บริสุทธิ์ทุกคน-ทุกราย

     ที่พูดนี่ไม่ใช่เพราะเอาคุณกษิตเป็นตัวตั้ง  แต่พูดตามมาตรฐานอันเป็นจริงตามกฎหมายไม่ว่าจะที่ไหนในโลกอารยะเป็นเช่นนี้  อย่าลืมว่า  กรณีคุณกษิตเป็นกรณี  “คดีอาญา”  เป็นระบบกล่าวหาพิสูจน์กันด้วยตัวบทกฎหมาย  ซึ่งจบลงที่ศาล  คนละเรื่อง-คนละอย่างกับ  “ข้อหาการเมือง”  ซึ่งเป็นเรื่องตัดสินกันด้วยมโนธรรม  จริยธรรมสำนึก  อันนอกเหนือข้อหาทางกฎหมาย

     ที่เรียกกันว่า  “สปิริต”  นั่นแหละ!

     ถ้าพฤติกรรมคุณกษิตเป็นที่ประจักษ์ชัด  เหมือนนักการเมืองบางคนที่บอกว่า  “รวยแล้วไม่โกง”  แต่แม่ง…มันโคตรโกง  และโกงทั้งโคตร  เป็นที่รับรู้กันได้จะจะทั้งบ้าน-ทั้งเมือง  แล้วมันก็หนังหนา  หน้าด้าน  ไม่ยอมรับ  ไม่ยอมสำนึกอะไรทั้งสิ้น  แบบนี้ตะหากที่ต้องเการลาออก  หรืออยู่เป็นรัฐมนตรี  กะแค่เรื่องตำแหน่งแห่งที่แค่นี้  มันขี้ปะติ๋ว  แต่เรื่องใหญ่คือต้องพูดกันด้วยเหตุผลภายใต้กฎเกณฑ์กติกาบ้านเมืองว่า

     แค่ตำรวจเรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหา  แล้วมันใช่หรือที่สังคมหรือใครๆ  จะดัดจริตวี้ดว้ายว่า  อุ๊ย..ก่อการร้าย  ต้องออก!?

     แค่ข้อกล่าวหาจากมาตรฐานตำรวจที่รักษากฎหมายอยู่ใต้ความกลัว  บวกกับการตะโกนนำจากสมุนทักษิณทวงถามจริยธรรม  ทวงถามความรับผิดชอบ  สังคมที่ใช้ความรู้สึกแทนสติภายใต้ความกลัว  และบรรดาสื่อที่ไหลตามกระแสทั้งหลาย  ก็เหมือนจมูกถูกสนตะพาย  วี้ดว้ายไร้สติตามกันไปเป็นทอดๆ  ว่า

     อย่างนี้ต้องออก!?

     ออก-ไม่ออก  ผมประเมินว่าสำหรับคุณกษิต  ไม่ใช่เรื่องใหญ่  แต่ออกเพราะข้อกล่าวหาตำรวจ  ออกเพราะเสื้อแดงกดดัน  ออกเพราะสื่อทวงถามจริยธรรม  ออกเพราะทหารบางคนอยากลดกระแส

     หรือออกเพราะที่คุณกษิตขึ้นไปพูดบนเวทีชุมนุมที่สนามบินทั้ง    แห่ง   ได้กระทำความผิด  “ครบองค์ประกอบ”  ของการกระทำเป็นผู้ก่อการร้ายตามกฎหมายบัญญัติ  และคุณกษิตยอมรับสารภาพแล้ว?

     หรือพนักงานสอบสวน  สอบปากคำ  สอบพยานหลักฐานเสร็จสิ้นทำเป็นสำนวน  “ส่งฟ้อง”  ต่ออัยการ  และอัยการได้พิจารณาสำนวนของตำรวจแล้วมีความเห็น  “สั่งฟ้อง”  คุณกษิตเป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย  และตกเป็นจำเลยต่อศาลเรียบร้อยแล้ว?

     นี่…สังคม  และทุกฝ่ายต้องใช้สติแยกแยะตรงนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน  ตำรวจนั้น  ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า  ระบบของเขาสั่งสอนกันมาให้มองผู้ต้องหาทุกคนด้วยทัศนะว่า  “มันเป็นคนร้าย  มันเป็นคนผิด”  เสมอ

     แล้วผู้อยู่ใต้กฎหมาย  คือเป็นผู้ถูกกระทำ  เราจะยอมรับตรงนั้นได้อย่างไร  เขาจึงบอกว่า  ในขณะที่ตำรวจจับใครมา  เขาจะมองว่า  มันผิด-มันเป็นคนร้ายตัวจริงทุกราย

     แต่ในขณะเดียวกัน   เมื่อคดีถึงศาล  จำเลยทุกคนในสายตาของศาล  ของผู้พิพากษาคือ  “ผู้บริสุทธิ์”  แต่ถูกกล่าวหา  ปรักปรำ-ใส่ร้ายซึ่งศาลจะไต่สวนทวนความเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้บริสุทธิ์ทุกคน-ทุกราย

     ที่พูดนี่ไม่ใช่เพราะเอาคุณกษิตเป็นตัวตั้ง  แต่พูดตามมาตรฐานอันเป็นจริงตามกฎหมายไม่ว่าจะที่ไหนในโลกอารยะเป็นเช่นนี้  อย่าลืมว่า  กรณีคุณกษิตเป็นกรณี  “คดีอาญา”  เป็นระบบกล่าวหาพิสูจน์กันด้วยตัวบทกฎหมาย  ซึ่งจบลงที่ศาล  คนละเรื่อง-คนละอย่างกับ  “ข้อหาการเมือง”  ซึ่งเป็นเรื่องตัดสินกันด้วยมโนธรรม  จริยธรรมสำนึก  อันนอกเหนือข้อหาทางกฎหมาย

     ที่เรียกกันว่า  “สปิริต”  นั่นแหละ!

     ถ้าพฤติกรรมคุณกษิตเป็นที่ประจักษ์ชัด  เหมือนนักการเมืองบางคนที่บอกว่า  “รวยแล้วไม่โกง”  แต่แม่ง…มันโคตรโกง  และโกงทั้งโคตร  เป็นที่รับรู้กันได้จะจะทั้งบ้าน-ทั้งเมือง  แล้วมันก็หนังหนา  หน้าด้าน  ไม่ยอมรับ  ไม่ยอมสำนึกอะไรทั้งสิ้น  แบบนี้ตะหากที่ต้องเรียกร้องให้แสดงสปิริตลาออก

รียกร้องให้แสดงสปิริตลาออก การลาออก  หรืออยู่เป็นรัฐมนตรี  กะแค่เรื่องตำแหน่งแห่งที่แค่นี้  มันขี้ปะติ๋ว  แต่เรื่องใหญ่คือต้องพูดกันด้วยเหตุผลภายใต้กฎเกณฑ์กติกาบ้านเมืองว่า

     แค่ตำรวจเรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหา  แล้วมันใช่หรือที่สังคมหรือใครๆ  จะดัดจริตวี้ดว้ายว่า  อุ๊ย..ก่อการร้าย  ต้องออก!?

     แค่ข้อกล่าวหาจากมาตรฐานตำรวจที่รักษากฎหมายอยู่ใต้ความกลัว  บวกกับการตะโกนนำจากสมุนทักษิณทวงถามจริยธรรม  ทวงถามความรับผิดชอบ  สังคมที่ใช้ความรู้สึกแทนสติภายใต้ความกลัว  และบรรดาสื่อที่ไหลตามกระแสทั้งหลาย  ก็เหมือนจมูกถูกสนตะพาย  วี้ดว้ายไร้สติตามกันไปเป็นทอดๆ  ว่า

     อย่างนี้ต้องออก!?

     ออก-ไม่ออก  ผมประเมินว่าสำหรับคุณกษิต  ไม่ใช่เรื่องใหญ่  แต่ออกเพราะข้อกล่าวหาตำรวจ  ออกเพราะเสื้อแดงกดดัน  ออกเพราะสื่อทวงถามจริยธรรม  ออกเพราะทหารบางคนอยากลดกระแส

     หรือออกเพราะที่คุณกษิตขึ้นไปพูดบนเวทีชุมนุมที่สนามบินทั้ง    แห่ง   ได้กระทำความผิด  “ครบองค์ประกอบ”  ของการกระทำเป็นผู้ก่อการร้ายตามกฎหมายบัญญัติ  และคุณกษิตยอมรับสารภาพแล้ว?

     หรือพนักงานสอบสวน  สอบปากคำ  สอบพยานหลักฐานเสร็จสิ้นทำเป็นสำนวน  “ส่งฟ้อง”  ต่ออัยการ  และอัยการได้พิจารณาสำนวนของตำรวจแล้วมีความเห็น  “สั่งฟ้อง”  คุณกษิตเป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย  และตกเป็นจำเลยต่อศาลเรียบร้อยแล้ว?

     นี่…สังคม  และทุกฝ่ายต้องใช้สติแยกแยะตรงนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน  ตำรวจนั้น  ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า  ระบบของเขาสั่งสอนกันมาให้มองผู้ต้องหาทุกคนด้วยทัศนะว่า  “มันเป็นคนร้าย  มันเป็นคนผิด”  เสมอ

     แล้วผู้อยู่ใต้กฎหมาย  คือเป็นผู้ถูกกระทำ  เราจะยอมรับตรงนั้นได้อย่างไร  เขาจึงบอกว่า  ในขณะที่ตำรวจจับใครมา  เขาจะมองว่า  มันผิด-มันเป็นคนร้ายตัวจริงทุกราย

     แต่ในขณะเดียวกัน   เมื่อคดีถึงศาล  จำเลยทุกคนในสายตาของศาล  ของผู้พิพากษาคือ  “ผู้บริสุทธิ์”  แต่ถูกกล่าวหา  ปรักปรำ-ใส่ร้ายซึ่งศาลจะไต่สวนทวนความเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้บริสุทธิ์ทุกคน-ทุกราย

     ที่พูดนี่ไม่ใช่เพราะเอาคุณกษิตเป็นตัวตั้ง  แต่พูดตามมาตรฐานอันเป็นจริงตามกฎหมายไม่ว่าจะที่ไหนในโลกอารยะเป็นเช่นนี้  อย่าลืมว่า  กรณีคุณกษิตเป็นกรณี  “คดีอาญา”  เป็นระบบกล่าวหาพิสูจน์กันด้วยตัวบทกฎหมาย  ซึ่งจบลงที่ศาล  คนละเรื่อง-คนละอย่างกับ  “ข้อหาการเมือง”  ซึ่งเป็นเรื่องตัดสินกันด้วยมโนธรรม  จริยธรรมสำนึก  อันนอกเหนือข้อหาทางกฎหมาย

     ที่เรียกกันว่า  “สปิริต”  นั่นแหละ!

     ถ้าพฤติกรรมคุณกษิตเป็นที่ประจักษ์ชัด  เหมือนนักการเมืองบางคนที่บอกว่า  “รวยแล้วไม่โกง”  แต่แม่ง…มันโคตรโกง  และโกงทั้งโคตร  เป็นที่รับรู้กันได้จะจะทั้งบ้าน-ทั้งเมือง  แล้วมันก็หนังหนา  หน้าด้าน  ไม่ยอมรับ  ไม่ยอมสำนึกอะไรทั้งสิ้น  แบบนี้ตะหากที่ต้องเรียกร้องให้แสดงสปิริตลาออก

 

by posted under Uncategorized | 2 Comments »    
2 Comments to

“กษิต ภิรมย์"มาตรฐานนักเลง ๒๕๕๒”

  1. September 6th, 2009 at 4:01 pm       dol3377 Says:

    ผมห่างเหินไปนาน คงต้องมาร่วมบันทึกที่นี่แล้วครับ
    ได้มาเห็นสังคมดีๆ อย่างน้อยท่านก็คนหนึ่งครับ
    เมื่อตะกี้แวะไปชื่นชมบ้างแล้วครับ
    ขอบคุณมากครับ


  2. July 18th, 2009 at 10:37 am       pkkk2714 Says:

    ท่านทูตกษิต มองเห็นเกรียติตำแหน่งของท่านนามสกุลของท่านเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ยึดติด

    เพื่อประเทศชาติที่ยิ่งใหญ่สำคัญกว่าเกรียติชาติตระกูลของท่านนัก

    ขอเทิดทูลการกระทำของท่าน เพื่อบอกสอนให้ลูกหลาน ปฎิบัติตาม


You must be logged in to post a comment.