Greenpeace Thailand กรีนพีซ ประเทศไทย

ปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อทุกชีวิต

แผนพีดีพี ภาพสะท้อนของกำลังสำรองไฟฟ้าล้นเกิน และความไม่จำเป็นของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

March18

รู้หรือไม่ว่า หากประเทศไทยสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2578 (PDP 2015) เราจะมีไฟฟ้าล้นเกินการใช้งานในแต่ละปีมากถึง 1,800-15,000 เมกะวัตต์

อีกครั้งหนึ่งที่แผน PDP วางแผนผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ผ่านมาการจัดทำแผน PDP ของประเทศมีข้อวิพากษ์จากภาควิชาการและภาคประชาชนเนื่องจากมีการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงกว่าความเป็นจริง ผลคือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับแผนที่วางไว้ นำไปสู่การผลิตไฟฟ้าที่ล้นเกินการใช้งาน เกิดการลงทุนเกินความจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน นั่นหมายถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสุขภาพของคนในพื้นที่ขยายเพิ่มมากขึ้น ดังที่เกิดปัญหาในหลายกรณี ยิ่งไปกว่านั้นยังกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะสูงขึ้นในอนาคตตามการปรับโครงสร้างราคาไฟฟ้า ผลกระทบจึงล้วนตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่อาจต้องใช้ไฟจากโรงไฟฟ้าที่สร้างผลกระทบให้กับชุมชนอย่างไม่มีทางเลือก รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าที่ต้องสูญเสียวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของตนไป ทั้งที่การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเป็นทางเลือกที่ยั่งยืน และประเทศไทยมีศักยภาพอย่างเต็มที่

การผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศ
ล้นเกินถึงปี พ
.ศ.2573

ในการถกเถียงประเด็นกลไกอีไอเอ/อีเอชไอเอ กรณีถ่านหินกระบี่ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คุณศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยจากมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ได้วิเคราะห์ถึง “ความไม่จำเป็นของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และทางเลือกพลังงานยั่งยืน” ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

“กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศคาดว่าจะล้นเกินอย่างมากจนถึงปี พ.ศ. 2573 โดยที่ในแต่ละปีปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจะล้นเกิน 1,800-15,000 เมกะวัตต์ ในแต่ละปี จากเกณฑ์มาตรฐานกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (ร้อยละ 15) ซึ่งหมายความว่าขณะนี้เรามีความมั่นคงทางพลังงานมากพออยู่แล้ว แต่แนวทางแผน PDP ยังคงยืนยันว่าต้องมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อเพิ่มความมั่นคง แม้จะไม่มีมติผูกพัน และมีปัญหาขัดแย้งหลายภาคส่วน การเลื่อนโครงการถ่านหิน 4 โครงการ ไปอีก 12 ปี คือ ที่เขาหินซ้อน กระบี่ และเทพาอีกสองโรง จะไม่มีผลกระทบ และช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า รวมถึงลดกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินได้” คุณศุภกิจ นันทะวรการ กล่าว

คุณศุภกิจ นันทะวรการ วิเคราะห์ว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าเมื่อปี 2557 ว่า มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด คือ 26,942 เมกะวัตต์ ในวันที่ 23 เมษายน 2557 ซึ่งต่ำกว่าที่พยากรณ์ความต้องการไว้ในแผน PDP 1,848 เมกะวัตต์ โดยรวมแล้ว ระบบไฟฟ้าไทยในปีพ.ศ.2557 มีกำลังผลิตติดตั้งมากกว่าความต้องการอยู่ 6,437 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นกำลังผลิตสำรองมากถึงร้อยละ 23.9 ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุด โดยที่เกณฑ์มาตรฐานของการผลิตไฟฟ้าเพื่อสำรองไฟนั้นอยู่ที่ร้อยละ 15

ภาคใต้กำลังผลิตไฟฟ้าไม่พอ จริงหรือ?

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับพร้อมกันใน 14 จังหวัดภาคใต้นาน 6 ชั่วโมง เมื่อ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2556 ยังคงเป็นข้ออ้างหลังถึงความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งในความจริงภาคใต้มีกำลังผลิตติดตั้ง 2,429 เมกะวัตต์ รวมถึงอีกสองระบบเข้ามาเสริม คือ การรับจากภาคกลาง 500 เมกะวัตต์ และมีการแลกไฟฟ้ากับประเทศมาเลเซียอีก 300 เมกะวัตต์ เฉลี่ยแล้วรวมทั้งสิ้น 3,229 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งสองโครงการมีการลงทุนไว้แล้วมูลค่าหลาย 10,000 ล้านบาทแต่มักไม่ถูกนับรวมในแผนการผลิตพลังงาน ดังนั้นเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการจ่ายไฟ ไม่เกี่ยวกับการที่กำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน

ในปีพ.ศ. 2557 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้สูงสุดอยู่ที่ 2,468 เมกะวัตต์ ขณะที่ข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตระบุไว้ว่า ทางภาคใต้สามารถผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 3,888 เมกะวัตต์ แม้ในแผน PDP จะมีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2558 จะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 ซึ่งจะทำให้ความต้องการสูงสุดอยู่ที่ 2,609 เมกะวัตต์  แต่หากไม่นับโรงไฟฟ้าดีเซลสุราษฎร์ฯ และสายส่งจากมาเลเซีย ในปีพ.ศ.2558 นี้ คุณศุภกิจ คาดว่าจะมีกำลังผลิตสำรอง 754 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 29 ของการใช้สูงสุด และหากคิดรวมทั้งหมด (โรงไฟฟ้าดีเซลสุราษฎร์ฯ 234 เมกะวัตต์ และ สายส่งจากมาเลเซีย 300 เมกะวัตต์) จะมีกำลังผลิตสำรอง 1,279 เมกะวัตต์ เรียกได้ว่าเกินพอต่อความต้องการ ถึงร้อยละ 49

“เมื่อประเมินแล้ว ภาคใต้จำเป็นต้องมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2564-2565 ประมาณ 400 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถเพิ่มได้จากการปรับปรุงโรงไฟฟ้าขนอม กำลังผลิตไฟฟ้า 930 เมกะวัตต์ และสามารนำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี มาใช้ตามร่างแผน PDP 2015 ซึ่งเป็นแผนที่คุ้มค่ามากในการลงทุน โดยในช่วง 5 ปีแรกใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ 29,500 ล้านบาท เพื่อการประหยัดถึง 55,700 ล้านบาทต่อปี” คุณศุภกิจ นันทะวรการ กล่าว

พลังงานหมุนเวียน ศักยภาพที่ไทยมี
แต่แผน 
PDP ยังไม่สนับสนุนเต็มร้อย

ภาครัฐมักอ้างว่าพลังงานหมุนเวียนมีความไม่มั่นคง และมีต้นทุนที่สูง แต่แท้ที่จริงแล้วไฟฟ้าจากถ่านหินนั้นมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ชุมชนต้องเป็นผู้รับภาระจ่ายในส่วนของผลกระทบอย่างไม่สามารถคำนวนได้ แต่ประเทศไทยนั้นมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ จังหวัดกระบี่ ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP “ขณะนี้ร้อยละ 30 ของไฟฟ้าที่ใช้ในกระบี่นั้นมาจากพลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันมีผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานก๊าซชีวภาพ 11 ราย ชีวมวล 1 ราย แสงอาทิตย์ 1 ราย ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะขยับเป็นร้อยละ 50 จากโครงการที่ผ่านการเรียบร้อยแล้ว พลังงานหมุนเวียนในรูปแบบของพลังงานชีวมวลและชีวภาพที่เหลือใช้จากโรงงานปาล์มมีสูงมาก จากโรงงานปาล์มทั้งหมด 17 โรง สามารถผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซชีวภาพจากกากปาล์มและน้ำเสียแล้วทั้งสิ้น 13 โรง และผลิตไฟฟ้าด้วยชีวมวลจากกากเส้นใย และเศษวัสดุ 4 โรง ยังไม่รวมถึงศักยภาพจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งสามารถทำให้กระบี่ตั้งเป้าพึ่งตนเองได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าทำได้เมื่อไร และอย่างไร” คุณศุภกิจ นันทะวรการ กล่าวทิ้งท้าย

น่าเสียดายกำลังไฟฟ้าที่จะสูญหายไปโดยเปล่าประโยชน์จากการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าที่ผิดพลาด และพยายามดึงดันเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินจากร้อยละ 20 เป็น 30 ของแผน PDP 2015 ผู้กำหนดนโยบายจำต้องมีวิสัยทัศน์และเจตจำนงแน่วแน่ในการปฏิวัติพลังงานไทยไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริงด้วยระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด การนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลียและอินโดนีเซียนั้นมิได้ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน แต่เป็นการทิ้งภาระให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า และชุมชน  อีกทั้งเมื่อมองผ่านมุมวิเคราะห์กำลังสำรองไฟฟ้าที่ยังเหลือใช้เช่นนี้แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินยิ่งไม่ใช่คำตอบ ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบันหรืออนาคต

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — มีนาคม 18, 2558 ที่ 13:57

Comments are closed.