Greenpeace Thailand กรีนพีซ ประเทศไทย

ปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อทุกชีวิต

Krabi Goes Green: พลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย เกิดขึ้นได้จริงที่กระบี่

March27

จากความเป็นจังหวัดที่มีจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวและธรรมชาติที่สวยงาม แนวทางการพัฒนาจังหวัดกระบี่จึงเน้นที่การท่องเที่ยวที่สะอาด (Green Tourism) จนมาสู่การกำหนดปฏิญญา Krabi Goes Green ร่วมกันของภาครัฐและภาคีเอกชนของกระบี่ซึ่งชาวกระบี่ต้องการที่จะพัฒนาให้จังหวัดบ้านเกิดของพวกเขาก้าวสู่การผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อก้าวสู่จังหวัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่ไม่สนับสนุนการใช้แหล่งวัตถุดิบเพื่อนำมาซึ่งพลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมใดๆ อาทิ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน แต่สนับสนุนให้ใช้พลังงานสะอาดเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของกระบี่อย่างยั่งยืน

แล้วกระบี่จะ Goes Green ได้อย่างไร? อะไรบ้างที่จะเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนในกระบี่?  

รู้หรือไม่ว่าชาวจังหวัดกระบี่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม โดยมีการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ในจังหวัดมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว กระบี่เป็นจังหวัดที่มีรายได้หลักจาก การประมง การปลูกปาล์มน้ำมัน (มีพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันร้อยละ 65) และการท่องเที่ยว ดังนั้นวัสดุเหลือใช้จากปาล์มน้ำมันจึงสามารถนำมาทำเป็นพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลและชีวภาพได้ ซึ่งกระบี่มีโรงไฟฟ้าจากปาล์มน้ำมันกว่า 22 โรง เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนหลักที่ผลิตไฟฟ้า หากเดินเครื่องเต็มที่จะสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้ร้อยละ 40 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งจังหวัดกระบี่ (ประมาณ 125 เมกะวัตต์) ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนปาล์มน้ำมันจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคพลังงานที่ดี

นอกจากนี้กระบี่ยังมีศักยภาพที่จะผลิตกำลังไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ได้อีก เช่น พลังงานลมซึ่งจากการสำรวจพบว่า กระบี่มีความเร็วลมเฉลี่ยทั้งปี 4.5-5.0 m/s หากมีการติดตั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานลม จะผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 10 เมกะวัตต์ ซึ่งเอกชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ได้   ด้านพลังงานน้ำนั้น กระบี่ประสบความสำเร็จด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าจากพลังงานน้ำบริเวณ อำเภอเขาพนม และอำเภอปลายพระยา แม้จะผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 10 กิโลวัตต์ แต่กระบี่ก็มุ่งมั่นที่จะพัฒนาพลังงานน้ำอย่างเต็มศักยภาพในอนาคต

อีกหนึ่งแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่เป็นที่น่าจับตามองและควรผลักดันให้เกิดการพัฒนานั้นก็คือ พลังงานแสงอาทิตย์ แม้ว่าแสงแดดในเยอรมนีจะมีระดับความเข้มของแสงเพียง 1,300 หน่วยต่อปี แต่พลังงานแสงอาทิตย์ก็ผลิตกำลังไฟฟ้าได้กว่า 22 กิกะวัตต์ แน่นอนว่าภาคใต้ของประเทศไทยที่มีระดับความเข้มของแสงถึง 1,700 หน่วยต่อปี ย่อมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้เช่นกัน [แผนที่แดด Geo Model Solar]

หากชาวกระบี่เพียงร้อยละ 10 ของจังหวัด (13,577 คน) ติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ 3.2 กิโลวัตต์ บนหลังคาบ้านเรือน จะได้ไฟฟ้าปีละ 57 ล้านหน่วย นอกจากนี้ ในอนาคตกระบี่ยังมีนโยบายที่จะสร้าง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังการผลิต 250 กิโลวัตต์ อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม

การพัฒนาการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มศักยภาพจะเป็นจริงได้ หากมีการสนับสนุนทางด้านงบประมาณและการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับจังหวัดกระบี่มีความต้องการไฟฟ้าประมาณ 125 เมกะวัตต์ ในขณะนี้ แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตกำลังไฟฟ้าเพื่อใช้ในกระบี่ผลิตได้  44 เมกะวัตต์ และกำลังจะขยับไปเป็น 80.255 เมกะวัตต์ เมื่อโครงการที่เซ็นสัญญาแล้วดำเนินการ

ลองคิดดูว่า ถ้านำงบประมาณที่จะนำไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่านหิน รวมถึงการนำเข้าถ่านหินมาจากอินโดนีเชียและออสเตรเลีย มาพัฒนาศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในจังหวัดกระบี่ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวลและชีวภาพ ได้จนเต็ม 100  เปอร์เซ็นต์ จะสร้างอนาคตพลังงานสีเขียวที่ยั่งยืนได้มากแค่ไหน

ผลก็คือ เมื่อเราพัฒนาการผลิตพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้แบบเต็มศักยภาพแล้ว กระบี่ก็จะผลิตกำลังไฟฟ้าได้ถึง 470.1 เมกะวัตต์เลยทีเดียว ในขณะที่กระบี่ใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 125 เมกะวัตต์ เท่ากับว่า กระบี่ทั้งจังหวัดสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด เราก็จะคงความเป็นมรกตแห่งอันดามันและรักษาสุขภาพของชาวกระบี่ อีกทั้งยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าถ่านหินได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม :

[กระบี่กับพลังงานหมุนเวียน] ขอบคุณภาพจาก ผศ.ดร.จอมภพ แววศักดิ์
ศูนย์วิจัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยทักษิณ

 

พลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน ปูทางสู่จังหวัดพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย

เมื่อมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างเต็มศักยภาพแล้ว ขั้นต่อไปคือการผลักดันให้กระบี่เป็นจังหวัดพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย!

เพื่อสนับสนุนปฏิญญา Krabi Goes Green และทำให้จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยได้นั้น “พลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน” (Hybrid Renewable Energy System – HRES) เป็นทางเลือกที่ทุก ๆ ฝ่ายจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นพลังงานที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าในท้องถิ่น และไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน รวมถึงวิถีชีวิตและอาชีพหลักของจังหวัด คือ การประมงและการเกษตร อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ อย่างไรก็ดี หากกระบี่จะก้าวไปเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนได้นั้น ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

“พลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน”  คือการนำพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่าง ๆ มาปรับใช้ร่วมกัน ระบบการผลิตไฟฟ้าจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ฝนตก แผงโซลาร์เซลล์จะผลิตไฟฟ้าได้น้อย แต่กังหันลมมักจะผลิตไฟฟ้าได้ดีในสภาวะอากาศเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น กระบี่จะเป็นโมเดลแหล่งพลังงานหมุนเวียนนำร่องต่อไปยังจังหวัดอื่น ๆ ได้อีก เท่ากับว่าประเทศไทยจะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มุ่งมั่นพัฒนาพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ด้วยความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม และเป็นไปตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่งอยู่ในกรอบของนโยบายในการผลักดันประเทศให้ไปสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ”

กระบี่ไม่จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยพลังงานมูลนิธิสุขภาวะ ได้นำเสนอประเด็นเรื่องความต้องการใช้พลังงานว่า แม้ไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ในอนาคตประเทศไทยก็ยังไม่เข้าสู่ภาวะขาดแคลนพลังงาน  แต่หากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าล้นเกินความต้องการ สำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อภาคใต้นั้น ก็ยังเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ถึงความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นก็ตาม 

กระบี่มีศักยภาพมากพอจะก้าวสู่จังหวัดพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย แล้วทำไมเราจะต้องพึ่งพาถ่านหินที่เป็นภัยต่อธรรมชาติและสุขภาพร่างกายของเราอีก?

ร่วมลงชื่อปกป้องกระบี่อันงดงามได้ที่ protectkrabi.org

 

Blogpost โดย Supang Chatuchinda — มีนาคม 27, 2558 ที่ 9:35

 

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/krabi-goes-green/blog/52425/

 

Comments are closed.