Greenpeace Thailand กรีนพีซ ประเทศไทย

ปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อทุกชีวิต

เมื่อเชลล์ยืนยันเดินหน้าทำลายอาร์กติก เราทุกคนต้องเป็นผู้หยุด ก่อนจะสายเกินแก้

April10

ขณะนี้ อาสาสมัครกรีนพีซ 6 คนกำลังปักหลักอยู่บนแท่นขุดเจาะน้ำมันโพลาร์ ไพโอเนียร์ ของเชลล์ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่กำลังมุ่งหน้าไปอาร์กติก บริเวณอลาสก้า แรกเริ่มของการติดตามแท่นขุดเจาะน้ำมันของเชลล์ ตั้งแต่ประมาณกว่าสองสัปดาห์ที่แล้ว ได้เริ่มต้นขึ้นไม่ไกลจากประเทศไทยเท่าไรนัก และได้เดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ติดตามแท่นขุดเจาะน้ำมันขนาดมหึมานี้พุ่งตรงสู่อาร์กติก เพื่อหยุดยั้งแผนการขุดเจาะน้ำมันของเชลล์ ด้วยทั้งทักษะความสามารถที่มี พวกเขาไม่ได้ออกเดินทางเพียงลำพัง แต่ยังมีแรงสนับสนุนจากเกือบ 7 ล้านพลังเสียงจากทั่วโลก ที่ต้องการปกป้องอาร์กติก

การเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่แปซิฟิก

กว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เรือเอสเพอรันซาของกรีนพีซได้แล่นเรือออกจากประเทศไทย มุ่งไปทางตะวันออกเพื่อค้นหาและติดตามเรือโนเบิล ดิสคอฟเวอร์เรอร์ ที่กำลังขนแท่นขุดเจาะน้ำมัน โพลาร์ ไพโอเนียร์  ซึ่งออกเดินทางจากท่าเรือบรูไน ประเทศมาเลเชีย แท่นขุดเจาะน้ำมันโพลาร์ ไพโอเนียร์ นั้น มีขนาดใหญ่ถึง 38,000 ตัน (40×30 เมตร) ทำให้อาสาสมัครของเรารู้สึกตัวเล็กมากเมื่อมองจากเรือเอสเพอรันซาขณะติดตามแท่นขุดเจาะ ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก

 

 

“เราไม่รู้ว่าเจ้าแท่นขุดเจาะโพลาร์ ไพโอเนียร์ ของเชลล์รู้หรือไม่ว่าทำไมเราจึงแล่นตาม แต่ที่แน่ๆ เชลล์ตระหนักดีว่า ทั่วโลกกำลังต่อต้านแผนขุดเจาะแถบอาร์กติกของเชลล์อยู่ เชลล์ล้มเหลวในการขุดเจาะที่นั่นในปี 2557 เพราะกลุ่มชุมชนพื้นเมืองอลาสก้าและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมฟ้องร้องต่อศาล แผนการที่จะขุดเจาะในซีแอตเติลก็เป็นประเด็นร้อนอยู่เพราะคนท้องถิ่นที่นั่นคัดค้าน จากการคัดค้านที่เกิดขึ้น ทำให้เมื่อไม่นานมานี้ นายเบน แวน เบอร์เด็น ซีอีโอของเชลล์ เรียกกลุ่มคนที่คัดค้านเชื้อเพลิงฟอสซิลว่า เป็นพวก “ไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่อง” แต่สิ่งที่ดูจะไร้เดียงสาไม่รู้เรื่อง คิดว่าน่าจะเป็นเชลล์ที่กำลังทำลายโอกาสของเราที่จะรอดพ้นจากผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนโดยไม่มีทางออกให้มากกว่า การเดินทางของเราต้องการยุติแผนการที่อันตรายของเชลล์นี้ และเราต้องอาศัยผู้กล้าจำนวนมากที่จะมาร่วมเรียกร้องให้ยุติแผนขุดเจาะนี้กับเรา” หนึ่งในอาสาสมัครกล่าว

ภัยจากการขุดเจาะน้ำมันของเชลล์ กับอาร์กติกที่เราต้องปกป้อง

เชลล์ได้ลงทุนมูลค่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปกับการขุดเจาะน้ำมันที่อาร์กติก ทั้งที่กำลังเป็นยุคที่โลกก้าวสู่ยุคพลังงานหมุนเวียน เพื่อการแก้วิกฤตโลกร้อนอย่างยั่งยืน เหตุการณ์น้ำมันรั่วที่อาร์กติกนั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เนื่องจากสภาพอากาศที่ยากแก่การคาดเดาและภูมิภาคที่เป็นน้ำแข็ง หากมีน้ำมันรั่วเกิดขึ้นจะเป็นหายนะครั้งใหญ่ที่เชลล์ยังไม่มีมาตรการใดออกมายืนยันว่าสามารถจัดการแก้ไขได้ ถือเป็นการกอบโกยผลประโยชน์จากน้ำมันด้วยความละโมบ แต่ในครั้งนี้เราจะไม่ยอมให้เชลล์ทำตามอำเภอใจมุ่งทำลายอาร์กติก ภูมิภาคที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนกับเครื่องปรับอากาศรักษาระดับสมดุลของสภาพภูมิอากาศของโลก

 

 

รัฐบาลสหรัฐฯยอมรับว่ามีโอกาสร้อยละ 75 ที่การขุดเจาะน้ำมันที่ทะเลชุกชีจะเกิดอุบัติเหตุน้ำมันรั่วโดยอีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มอัตราเสี่ยง คือ เชลล์กำลังใช้บริการบริษัท Transocean ซึ่งเป็นบริษัทที่ BP ว่าจ้างให้เข้าไปดำเนินการขุดเจาะที่แท่นขุดเจาะน้ำมัน เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์หายนะน้ำมันรั่วไหลในอ่าวเม็กซิโก เมื่อ 20 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นน้ำมั่นรั่วลงสู่ทะเลที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่มีเหตุผลอะไรดีพอที่จะยอมให้เชลล์เดินหน้าขุดเจาะน้ำมันในทะเลน้ำแข็งอาร์กติก และฉกฉวยโอกาสขณะที่น้ำแข็งอาร์กติกกำลังละลาย มองข้ามสัญญาณเตือนภัยแห่งหายนะครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติและสรรพชีวิต เร่งให้วิกฤตโลกร้อนรุนแรงยิ่งขึ้น

เชลล์ไม่ยอมยุติแผนการทำลายอาร์กติกอย่างแน่นอน มีแต่เราเท่านั้นที่สามารถหยุดยั้งเชลล์ได้ ด้วยเสียงที่ออกมาเรียกร้องปกป้องอาร์กติกจากทุกคน และล่าสุด เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมา อาสาสมัครกรีนพีซทั้ง 6 คน ได้ปีนขึ้นไปปักหลักบนแท่นขุดเจาะน้ำมันโพลาร์ ไพโอเนียร์ ได้สำเร็จ พร้อมนำแรงสนับสนุนจากเกือบ 7 ล้านคนทั่วโลกเป็นกำลังใจสำคัญ

“มาร์กาเร็ท มีด กล่าวว่า ‘อย่าหยุดเชื่อว่าคนที่ใส่ใจต่อปัญหากลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ เพราะนั่นคือคนกลุ่มเดียวที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้’ สิ่งที่ผลักดันให้ฉันปีนแท่นขุดเจาะของเชลล์ คือ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นมาร่วมลงมือต่อกรกับบริษัทและรัฐบาลที่มุ่งมั่นเดินหน้าทำลายสิ่งแวดล้อม ขุดเจาะน้ำมัน เผาผลาญพลังงานจากฟอสซิล โดยที่ไม่ใส่ใจกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้น ฉันคิดว่าความล้มเหลวของรัฐบาลและบริษัทนั้นเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวขึ้นมาลงมือ และตอนนี้เรามีโอกาสที่จะร่วมมือกันสร้างอนาคตที่เราต้องการ แต่เราต้องรีบสักหน่อยเพราะเหลือเวลาไม่มากแล้ว การปีนขึ้นไปสูง 40 เมตร ลอยอยู่กลางอากาศบนแท่นขุดเจาะโพลาร์ ไพโอเนียร์ของเชลล์นั้นไม่น่าสนุกสักเท่าไหร่ ฉันรู้สึกเมาเรือ กลัวความสูง เสี่ยงว่าจะถูกจับกุม และพยายามแชร์เรื่องราวออกไป แต่ทุกอย่างจะไม่เสียเปล่า หากเราสามารถร่วมกันเปล่งเสียงให้ดังยิ่งขึ้น เราจะยืนหยัดปกป้องอาร์กติก ซึ่งเชลล์และบริษัทน้ำมันจะต้องรับรู้ว่าการขุดเจาะน้ำมันไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน อีกทั้งจะเป็นการทำลายอาร์กติกและโลกของเรา” Zoe Buckley Lennox หนึ่งในอาสาสมัครหกคนที่ขณะนี้ปักหลักอยู่บนแท่นขุดเจาะน้ำมันของเชลล์กล่าว

 

ถึงแม้จะอยู่ห่างออกไปอีกซีกโลก ผลกระทบของสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งที่อาร์กติกไม่ได้ส่งผลแต่ในเฉพาะภูมิภาคอาร์กติก แต่ทุกชีวิตบนโลกล้วนได้รับผลกระทบไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน หากปราศจากน้ำแข็งที่อาร์กติกแล้ว ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเลวร้ายจนไม่สามารถหยุดยั้งได้

ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มอาสาสมัคร 6 คน และเรือเอสเพอรันซาของกรีนพีซที่กำลังติดตามแท่นขุดเจาะน้ำมันของเชลล์ได้ที่ www.savethearctic.org/th/live

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — เมษายน 9, 2558 ที่ 16:11

คดีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ : ทางตันของยุคถ่านหิน

April10

หลังจากมีคำพิพากษาของศาลปกครอง และศาลสูงสุด ต่อคดีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะแล้ว เมื่อ 6 เมษายนที่ผ่านมา ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และกลุ่มจับตาพลังงาน ได้จัดเวที Press Briefing ภายใต้หัวข้อ “สังคมไทยควรเรียนรู้อะไรจากกรณีแม่เมาะ” เพื่อรายงานสถานการณ์หลังคำตัดสินของศาล  และตระหนักถึงผลกระทบของโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีนักวิชาการและชาวบ้านในอำเภอแม่เมาะเข้าร่วมพูดคุยในเวทีนี้ เพื่อเป็นบทเรียนให้กับทุก ๆ คนในสังคมไทยได้รับรู้ว่า ชาวแม่เมาะ ต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง และเป็นบทเรียนอันสำคัญที่บอกเราว่าประเทศไทยไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีก

 

มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ล้มไม่เป็นท่า

 

จากมุมมองของนักกฎหมายสิ่งแวดล้อม สุรชัย ตรงงาม จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความเห็นว่า แม้ว่าคดีที่ชาวบ้านฟ้องร้องกฟผ.นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสิทธิทางด้านสิ่งแวดล้อม หรือสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุขในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และเมื่อสิทธินี้มีความสำคัญแล้ว การประกอบกิจการใด ๆ ที่ละเมิดต่อสิทธิดังกล่าวก็ถือเป็นความผิด อย่างไรก็ดีตนเองมีคำถามเกี่ยวกับศักยภาพของมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกระบวนการ EIA/EHIA 

“ในปี พ.ศ.2538-2544 มีการกำหนดค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศใน 1 ชั่วโมง ของประชาชนทั่วประเทศกับประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่เมาะไม่เท่ากัน หมายความว่าประชาชนในพื้นที่แม่เมาะแข็งแรงกว่าประชากรทั่วประเทศหรืออย่างไร? นอกจากนี้ยังมีประเด็นในเรื่องของรายงานผลกระทบทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ยังมีปัญหาอยู่คือ หากรายงานฉบับนั้นไม่ผ่านการพิจารณา ผู้จัดทำก็สามารถนำกลับไปแก้ไขจนผ่านโดยที่ชุมชนไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไข”

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกระบวนการ EIA/EHIA ยังไม่ใช่หลักประกันในการคุ้มครองสิทธิประชาชน และควรมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

 

 

กรีนพีซปล่อยบอลลูนแสดงออกเชิงสัญลักษณ์
“ปกป้องโลกจากภาวะโลกร้อน” บริเวณโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ
 

ความต้องการถ่านหินทำให้ชุมชนแม่เมาะล่มสลาย

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ จากกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา กล่าวถึงส่วนของเหมืองว่า เหมืองแม่เมาะเริ่มทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 จนถึงก่อน พ.ศ.2510  ช่วงนั้นยังไม่มีการควบคุมจากพ.ร.บ.ต่าง ๆ แต่หลังปี 2535 มีการเข้มงวดการทำเหมืองมากขึ้นเพราะถูกบังคับให้ทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม EIA และ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 

สำหรับเหมืองแม่เมาะมี ประทานบัตร (ปบ.) ยังไม่สิ้นอายุทั้งหมด 78 แปลง ถือเป็นเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พื้นที่ขนาดใหญ่เหล่านี้ การขอ ปบ. ติดต่อกันหมายความว่ามีชั้นลิกไนต์แผ่กระจายกว้างมาก 

“แต่ทำไมจึงต้องเร่งรีบเปิดหน้าดินเยอะขนาดนั้น แทนการขอ ปบ. เป็นกลุ่มพื้นที่ไป ? คำตอบก็คือเพราะ ความสะดวก และลงทุนต่ำ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจจริง ๆ ไม่สามารถขอปบ.ได้เยอะขนาดนี้ กฟผ.ต้องการเป็นเจ้าของถ่านหินในแอ่งแม่เมาะทั้งหมด กินพื้นที่ชุมชนแม่เมาะ ทำให้แหล่งอารยธรรมชุมชนแม่เมาะล่มสลายซึ่งการทำแบบนี้เป็นวิธีการทำเหมืองที่ผิดพลาด”

นอกจากชุมชนและสิ่งแวดล้อมแล้ว แม้แต่แหล่งโบราณสถานซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ เช่น ภาพเขียนสีบนดอยผาตูบ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในประทานบัตรเหมืองแม่เมาะอาจถูกทำลายไป เพราะทางโรงไฟฟ้ามีแผนจะระเบิดภูเขาบริเวณนั้นเพื่อนำหินปูนมาใช้ในการเผาไหม้ถ่านหินเพิ่มเติม

ใครว่าถ่านหินสะอาด?

ดร.อาภา หวังเกียรติ จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พูดถึงผลกระทบของโรงไฟฟ้าต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยยกตัวอย่างสารที่เหลือจากกระบวนการเผาไหม้เช่น  เถ้าหนัก เถ้าลอย เหล่านี้จะมีสารหนู สารตะกั่ว สารปรอท สังกะสี สารหนูมีผลกระทบต่อระบบประสาท มะเร็งในปอด หากสัมผัสจะมีโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนัง สารปรอทมีผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้การพัฒนาสมองไม่เต็มที่ ซึ่งเถ้าที่ถมอยู่ในแม่เมาะจะถูกชะล้างเวลาฝนตก เถ้าเหล่านี้ก็จะสะสมลงสู่ระบบนิเวศของแม่เมาะ ทุกๆกระบวนการของการผลิตถ่านหิน ตั้งแต่การทำเหมือง การขนส่ง การเผาไหม้ การระบายน้ำเสีย มีสารโลหะหนักถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ ดิน หรืออากาศ สารโลหะหนักเหล่านี้จะไปปนเปื้อนและสะสมในสิ่งมีชีวิต 

ทั้งนี้ยังเสริมในเรื่องของโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดอีกว่า “สังคมไทยควรทำความเข้าใจถ่านหินและมลสารของถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นถ่านหินชนิดที่มีคุณภาพดีแค่ไหนก็จะมีโลหะหนักสะสมในถ่านหิน เช่น สารปรอท สารหนู เป็นต้น สังคมต้องทราบว่าถ่านหินมีสารอื่น ๆ อีกนอกจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ถ่านหินสะอาดไม่ใช่มูลความจริงทั้งหมด”

ชาวแม่เมาะคือผู้รับเคราะห์ในที่สุด

ตัวแทนชุมชนแม่เมาะคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะได้ระบายความในใจผ่านเวทีนี้ว่า ลูกสาวของเธอป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจเนื่องจากสูดดมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตั้งแต่อายุน้อย ๆ ในขณะที่ปู่ของลูกสาวซึ่งเป็นหนึ่งในชาวบ้าน 131 คนที่ฟ้องร้องเรียกเงินชดเชยได้เสียชีวิตลงด้วยโรคทางเดินหายใจเช่นกัน ส่วนค่าชดเชยจะมีให้เฉพาะชาวบ้านที่ฟ้องร้องเท่านั้น

 
 
ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมและชุมชนในบริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
เชื่อว่าเป็นผลกระทบจากมลพิษที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

 

เงินชดเชยที่ศาลพิพากษาให้กฟผ.ต้องชดใช้ก็มีแค่ ค่าเสื่อมสมรรถภาพทางร่างกาย สุขภาพและอนามัย กับค่าสูญเสียด้านจิตใจ แต่กฟผ.ไม่ต้องชดเชย ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์จากการประกอบวิชาชีพ ค่าสูญเสียโอกาสที่จะดำรงชีวิตอย่างคนปกติจนกว่าจะเสียชีวิต และค่าเสียหายในอนาคต โดยศาลกล่าวว่าชาวบ้านไม่มีพยานหลักฐานให้ศาล คำถามคือชาวบ้านจะเข้าถึงพยานหลักฐานตรงนี้ได้อย่างไร ชีวิตความเป็นอยู่ก็ลำบากเพราะพืชผักที่ปลูกโดนฝนกรด จนเสียหาย ทำให้ขาดรายได้

“เราพึ่งข้าราชการในแม่เมาะไม่ได้แล้ว ทั้งเจ้าหน้าที่และแพทย์ที่อยู่ในอำเภอหรือแม้กระทั่งในจังหวัดลำปาง ไม่มีใครกล้าพูดถึงซัลเฟอร์ไดออกไซด์เลย”

เมื่อศาลตัดสินออกมาว่าชาวบ้านป่วยเพราะซัลเฟอร์ไดออกไซด์จริง แม้ว่าจะได้รับค่าชดเชยแล้ว แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกกว่า 40 หมู่บ้านที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ตอนนี้ก็ยังมีชาวบ้านที่ฟ้องพร้อมกัน แต่ไม่ได้ค่าชดเชยเหมือนกัน ยกตัวอย่าง สามีได้รับค่าชดเชย แต่ภรรยายังไม่ได้  ทั้งนี้ กฟผ.ควรใส่ใจกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่ฟ้องร้องเท่านั้น เพราะพวกเขาป่วยเพราะมลพิษโรงไฟฟ้าถ่านหิน 

เช่นเดียวกับคำสั่งอพยพชาวบ้านภายในรัศมี 5 กิโลเมตรออกจากพื้นที่ จนกระทั่งตอนนี้ล่วงเลยไปกว่า 60 วันจากระยะเวลาที่กำหนด 90 วันแล้ว แต่ไม่เคยมีใครหรือหน่วยงานใดเข้ามาติดต่อให้ชาวบ้านอพยพ ชาวบ้านไม่สามารถอพยพเองได้เนื่องจากไม่มีทุนมากพอ และเมื่ออพยพไปแล้วก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน พื้นที่ทำกินก็ไม่มี

ความจริงแล้วไม่ใช่แค่ชุมชนในรัศมี 5 กิโลเมตรเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษของโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากสารพิษกระจายออกไปเป็นวงกว้างมากกว่า 20 กิโลเมตร ตัวแทนชาวแม่เมาะได้ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ว่า ขอร้องให้ทุก ๆ ฝ่ายช่วยเหลือชาวแม่เมาะตามคำสั่งศาล เพราะชาวแม่เมาะอยากเห็นความรับผิดชอบของหน่วยงาน

ชาวแม่เมาะได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงรุ่นหลาน จนกระทั่งตอนนี้ เหมืองถ่านหินก็ไม่ได้ปิดลง ยิ่งไปกว่านั้น กฟผ.กำลังดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่แทนโรงไฟฟ้าเก่าที่กำลังจะหมดอายุ หากยังละเลยในเรื่องของผลกระทบอยู่  ก็ไม่ทราบว่าในอนาคต ชาวแม่เมาะจะต้องอยู่กับโรคภัยไปอีกกี่ปี?  บทเรียนจากคดีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะครั้งนี้บอกเราว่า หน่วยงานที่เข้าไปดูแลรับผิดชอบพื้นที่นั้นไร้ศักยภาพ ไม่สามารถควบคุมมลพิษได้อย่างแท้จริง รวมถึงยังละเลยต่อสุขภาพของคนในชุมชนบริเวณใกล้เคียง

“โฆษณาของกฟผ. ที่บอกว่าอากาศที่แม่เมาะบริสุทธิ์เท่าๆ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน มันไม่จริงเลย เป็นโฆษณาชวนเชื่อทั้งนั้น พวกเราชาวแม่เมาะดูแล้วหดหู่ใจ” ตัวแทนชุมชนแม่เมาะกล่าว

ในอนาคต กฟผ.มีแผนที่จะผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 14 แห่งทั่วประเทศไทย โครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เพียงแค่บทเรียนจากคดีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะก็เป็นเครื่องบอกเราว่าเราควรหยุดใช้ถ่านหิน 

หากกรณีของปัญหาผลกระทบที่แม่เมาะยังไม่สามารถจัดการแก้ไขและเยียวยาได้ อีกทั้งยังขาดมาตรการจัดการกับผลกระทบที่รัดกุมและเหมาะสมอย่างแท้จริง นอกเหนือจากคำโฆษณาชวนเชื่อว่า “ถ่านหินสะอาด” แล้ว เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายสุขภาพ และไม่ทำลายแหล่งชุมชนที่เราอาศัยอยู่

การมุ่งหน้าสู่ความมั่นคงทางด้านพลังงานโดยการเพิ่มโรงไฟฟ้าจากถ่านหินจึงไม่ใช่ทางออกของความยั่งยืนทางพลังงาน ไม่ว่าจะมองในมิติไหนก็ตาม สังคมไทยมีบทเรียนมากเพียงพอแล้วจากกรณีแม่เมาะกว่า  46 ปี (ตามข้อมูลจาก รัฐบาลตราพ.ร.บ.จัดตั้งกฟผ.ในปี 2511 และรวมกิจการเหมืองแม่เมาะให้เมื่อ 1 พฤษภาคม 2512) แต่ทางออกที่ยั่งยืนนั่นก็คือ “แหล่งพลังงานหมุนเวียน” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเรา

ข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, รายงานพลังงานของประเทศไทย และรายงานพลังงานทดแทนของประเทศไทยปี 2556 รายงานว่า จากสถิติกำลังผลิตติดตั้งของพลังงานหมุนเวียนปี 2537 – 2556 นั้นแม้ว่ามูลค่าการลงทุนพลังงานหมุนเวียนยังผันผวนเพิ่มขึ้นและลดลงสลับกันในแต่ละปี แต่ประเทศไทยมีการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นทุกประเภท โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพและลม  

 
 
 
ที่มา: กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน,
รายงานพลังงานของประเทศไทย และรายงานพลังงานทดแทนของประเทศไทยปี 2556
 

ประเทศไทยสามารถพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจังได้ ซึ่งทุกภูมิภาคในประเทศมีศักยภาพทางด้านพลังงานหมุนเวียนมาก รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วย ขาดแต่เพียงนโยบายที่สนับสนุนพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาล ตั้งแต่การเริ่มต้นวางแผน หรือกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างแท้จริง

 
Blogpost โดย Supang Chatuchinda — เมษายน 9, 2558 ที่ 11:55
 
 

ร้อนสุดขั้ว! น้ำแข็งขั้วโลกเหนือและใต้เหลือปริมาณน้อยสุดทุบสถิติในฤดูหนาว

April7

หากเรากำลังนั่งทำงานในออฟฟิศ พักผ่อนอยู่บ้าน หรือเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ อาจจะไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสักเท่าไหร่ และคงไม่รู้ว่า ช่วงอากาศร้อนๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้แต่ขั้วโลกใต้เองอากาศยังร้อนกว่าหลายเมืองในอเมริกาและยุโรปเสียอีก

น้ำแข็งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ละลายมากเป็นปรากฎการณ์แม้แต่ในฤดูหนาว

โลกร้อน … ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ยังคงปฏิเสธวิกฤตที่กำลังคุกคามเราอย่างเงียบงันอยู่ในขณะนี้ แต่หลักฐานที่ดีอีกชิ้นหนึ่งถึงวิกฤตโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกปี คือ ปริมาณน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ที่ลงน้อยลงเป็นสถิติใหม่ทุกปี ที่ผ่านมาเราอาจจะพูดถึงปริมาณน้ำแข็งที่ละลายมากเป็นปรากฎการณ์ในช่วงฤดูร้อน แต่ในช่วงฤดูหนาวจะเป็นช่วงเดียวที่น้ำแข็งขั้วโลกจะสามารถฟื้นตัวคืนกลับมาได้ แต่แล้วในปี 2558 นี้ สถิติใหม่ที่น่ากลัวออกมาว่า น้ำแข็งขั้วโลกเหนือและใต้เหลือปริมาณน้อยที่สุดในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่บันทึกสถิติมา 35 ปี

การเปรียบปริมาณทะเลน้ำแข็งอาร์กติกระหว่างปี 2557 กับปี 2552 โดยบริเวณสีเหลืองคือปริมาณทะเลน้ำแข็งมาตรฐานที่ควรขยายตัวสูงสุดในช่วงฤดูหนาว

ขั้วโลกเหนือ–ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกเหลือน้อยกว่าปริมาณมาตรฐาน 1.1 ล้านตารางกิโลเมตร

ตามปกติแล้วทะเลน้ำแข็งอาร์กติกจะขยายตัวจนมีปริมาณมากสุดในช่วงต้นเดือนมีนาคมซึ่งเป็นฤดูหนาว แต่ในปีนี้ ศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งของสหรัฐอเมริกา (NSIDC) รวมถึงองค์การมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งสหรัฐอเมริกา (NOAA) และนาซ่า  เผยว่าน้ำแข็งอาร์กติกขยายตัวสูงสุดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ซึ่งนี่ไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาที่มีปริมาณสูงสุดเร็วกว่าปกติเป็นอันดับที่สองจากการเก็บสถิติตั้งแต่ปี 2522 เท่านั้น แต่ยังเป็นปริมาณที่น้อยที่สุดที่ได้บันทึกไว้ในการเก็บสถิติผ่านทางดาวเทียม กล่าวคือ ในปีนี้ปริมาณทะเลน้ำแข็งอาร์กติกสูงสุดอยู่ที่ 14.54 ตารางกิโลเมตร ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานระหว่างปี 2524-2553 อยู่ 1.1 ล้านตารางกิโลเมตร และน้อยกว่าปริมาณที่ขยายตัวสูงน้อยที่สุดจากสถิติในปี 2554 ถึง 130,000 ตารางกิโลเมตร โดยปริมาณน้ำแข็งที่หายไปนั้นเทียบเท่ากับขนาดของรัฐเท็กซัสและแคลิฟอร์เนียเลยทีเดียว

นาซ่าได้อธิบายรายละเอียดผ่านทางวิดีโอนี้

นาซ่าได้ระบุว่า ถึงแม้ปริมาณน้ำแข็งที่ขยายตัวน้อยที่สุดในฤดูหนาวนี้ ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าในช่วงฤดูร้อนจะทำให้ทะเลน้ำแข็งยิ่งละลายเพิ่มขึ้นเป็นสถิติใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม การที่ปริมาณน้ำแข็งที่หายไปในช่วงฤดูหนาวมากเช่นนี้ก็ยังเป็นสถิติที่น่ากลัว และทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ในช่วงฤดูร้อนที่ทะเลน้ำแข็งเหลือปริมาณน้อยสุดในช่วงเดือนกันยายนนั้นจะเป็นเช่นไร แต่แน่นอนว่าน้ำแข็งที่บางย่อมละลายเร็วขึ้น และยิ่งกลายเป็นทะเลที่เปิดปราศจากน้ำแข็งมากเท่าไร น้ำทะเลก็จะดูดซับความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้มากขึ้นเนื่องจากขาดน้ำแข็งที่ช่วยสะท้อนความร้อนกลับ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหากเรายังคงเดินหน้าเผาผลาญก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่เช่นนี้ เราอาจได้เห็นทะเลอาร์กติกที่ปราศจากน้ำแข็งภายในศตวรรษหน้า

ขั้วโลกใต้–แอนตาร์กติการ้อนกว่าลอนดอน!

บ้างอาจกำลังแย้งว่าทะเลน้ำแข็งของแอนตาร์กติกาขยายตัวมีปริมาณมากเป็นสถิติใหม่เช่นกันมิใช่หรือ ดังนั้นโลกของเราคงไม่ได้ร้อนอย่างที่คิด  แต่ล่าสุดรายงานล่าสุดจากจุลสาร Science ของอเมริกา ได้เผยว่าการละลายของชั้นน้ำแข็งแอนตาร์กติกานั้นเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าที่คาด ซึ่งอัตราเร็วที่ว่านั้นสูงขึ้นถึงร้อยละ 70 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่าช่วงเวลา 18 ปีนั้น ชั้นน้ำแข็งได้ละลายไป 310 ตารางกิโลเมตร ทุกปี แต่ละชั้นนั้นเสียความหนาแน่นไปร้อยละ 18 และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแอนตาร์กติกามีอุณหภูมิสูงถึง 17.5 องศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิของเมืองวอชิงตัน ดีซีอยู่ที่ 7.7 องศา นิวยอร์กอยู่ที่ 45 องศา และลอนดอนอยู่ที่ 10 องศา

น้ำแข็งขั้วโลกที่เหลือน้อย ส่งผลกับเราอย่างไร?

การที่ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกละลายนั้นอาจไม่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และการสูญเสียทะเลน้ำแข็งไปยิ่งเป็นการเร่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้รุนแรง ส่วนที่แอนตาร์กติกานั้นการละลายเร็วขึ้นของชั้นน้ำแข็งนี้ มีความสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากชั้นน้ำแข็งนั้นเป็นส่วนที่ประคองก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ไม่ให้ตกลงสู่มหาสมุทร เพราะหากน้ำแข็งบนพื้นดินลงสู่มหาสมุทร นั่นหมายความว่าปริมาณน้ำแข็งจะเพิ่มปริมาณน้ำในทะเล ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แตกต่างจากทะเลน้ำแข็งที่ไม่ได้เพิ่มระดับน้ำทะเลเมื่อละลาย

กรณีนี้ เฮเลน ฟริคเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และสถาบัน Scripps Institution of Oceanography เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า “หากคุณกำลังถือแก้วเหล้าจินโทนิกอยู่ ซึ่งมีน้ำอยู่เต็มแก้ว แต่บาร์เทนเดอร์กลับเติมน้ำแข็งเพิ่มเข้าไปให้ น้ำก็ย่อมล้นออกจากแก้ว” การที่ชั้นน้ำแข็งบนดินของแอนตาร์กติกาละลายก็เป็นเช่นนั้น

ขอบคุณภาพจาก washingtonpost.com

ดร.พอล ฮอลแลนด์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ สถาบัน British Antarctic Survey (BAS) กล่าวว่า การที่ชั้นน้ำแข็งละลายเป็นการเร่งให้แผ่นน้ำแข็งบริเวณแอนตาร์กติกาตะวันตกถล่มเร็วขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 3.5 เมตร อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจไม่เกิดขึ้นภายในศตวรรษนี้ กรณีสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นในปี 2643 คือ น้ำแข็งละลายจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำทะเล ทำให้ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นสูงอีก 70 เซนติเมตร

ตัวบ่งชี้ที่เห็นชัดเช่นนี้ ชี้ชัดเหลือเกินว่าภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นจริงโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีนักวิทยาศาสตร์มาช่วยบอก และเราต้องร่วมกันต่อกรกับวิกฤตโลกร้อนอย่างเร่งด่วน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกนั้นไม่ได้อยู่ไกลตัวสุดขั้วอย่างที่เราคิด ขณะนี้อุตสาหกรรมน้ำมันกำลังฉกฉวยโอกาสขณะที่น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายมองข้ามสัญญาณเตือนภัยแห่งหายนะครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติและสรรพชีวิต ล่าสุดประธานาธิบดีบารัคโอบามา ได้อนุมัติสัญญาเช่าให้กับเชลล์ ซึ่งเป็นการช่วยดันให้แผนการขุดเจาะของเชลล์เข้าใกล้การขุดเจาะน้ำมันในภูมิภาคอาร์กติก แถบอลาสก้าในปีนี้อีกก้าว

การใช้ฟอสซิลเช่นน้ำมัน เป็นสาเหตุหลักของวิกฤตโลกร้อน และกิจกรรมขุดเจาะนี้ยังทำลายความสมบูรณ์ของน้ำแข็งอาร์กติกด้วย อาร์กติกที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นเครื่องปรับอากาศที่คอยรักษาระดับสมดุลของสภาพภูมิอากาศของโลก  น้ำแข็งของอาร์กติกเป็นเหมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนแสงอาทิตย์และความร้อนกลับไปยังชั้นบรรยากาศ ถึงแม้จะอยู่ห่างออกไปอีกซีกโลก ผลกระทบของสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งที่อาร์กติกไม่ได้ส่งผลแต่ในเฉพาะภูมิภาคอาร์กติก แต่ทุกชีวิตบนโลกล้วนได้รับผลกระทบไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน หากปราศจากน้ำแข็งที่อาร์กติกแล้ว ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเลวร้ายจนไม่สามารถหยุดยั้งได้

ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มอาสาสมัคร 6 คน และเรือเอสเพอรันซาของกรีนพีซที่กำลังติดตามแท่นขุดเจาะน้ำมันของเชลล์ได้ที่ http://savethearctic.org/th/live/

การเปรียบเทียบปริมาณชั้นน้ำแข็งของแอนตาร์กติกา ขอบคุณภาพจาก theguardian.com

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — เมษายน 7, 2558 ที่ 10:00

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/52506/

รู้หรือไม่? โลกร้อนทำให้คุณภาพและรสชาติอาหารแย่ลงได้

April1

ภาวะโลกร้อนไม่ได้ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่วิกฤตการณ์นี้ส่งผลถึงรสชาติของอาหารในทุกๆ มื้อที่เรารับประทานอีกด้วย ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อเพราะว่านักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อผลผลิตทางเกษตรกรรม โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างในออสเตรเลีย แล้วก็ได้ผลการวิจัยที่พบว่า ภาวะโลกร้อน ทำให้คุณภาพอาหารแย่ลงจริง!

ภาวะโลกร้อนส่งผลต่ออาหารได้อย่างไร ?

ด้วยปัจจัย 5 ข้อต่อไปนี้ จะทำให้เราทราบว่า ภาวะโลกร้อนนั้นส่งผลกระทบต่ออาหารการกินแต่ละมื้อของเรามากมายเลยทีเดียว
1.พืชจะเจริญเติบโตได้ดีเมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่เหมาะสม
ผลการวิจัย ของ เดวิด คารอยล์ และ ริชาร์ด เอ็กการ์ด ระบุว่าพืชหลากหลายชนิดได้รับผลกระทบทั้งจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น คลื่นความร้อน และฝนแล้ง เมื่อเจอกับสภาพอากาศอันแปรปรวนเลวร้ายหนักขึ้นทุกปี พืชก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีเหมือนเดิม หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ เกษตรกรได้ผลผลิตจากผักและผลไม้น้อยลงนั่นเอง

ยกตัวอย่างพืชที่ได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดก็คือ เลมอน โดยปกติแล้วเลมอนจะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส แต่ขณะนี้อุณหภูมิขึ้นสูงถึง 37 องศาเซลเซียส ทำให้ลำต้นสลัดผลเลมอนก่อนที่เกษตรกรจะขายผลผลิตได้ นอกจากนี้ยังมี ข้าวโพด ที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่าเลมอนเลย แม้ว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจเพิ่มผลผลิตข้าวโพดในพื้นที่พอสมควร แต่หากพื้นที่ใดที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส ปริมาณข้าวโพดที่ผลิตได้ก็จะลดลง

นอกจากนี้แม้ว่าประเทศออสเตรเลียจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับแมลงหรือวัชพืช แต่เมื่ออยู่ในสภาวะอากาศที่ไม่เหมาะสม แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคในต้นไม้จะเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ทำให้ร้อยละ 9 ของต้นพืชถูกโรคร้ายฆ่าตาย เช่น ส้ม หัวหอม เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยซึ่งมีข้าวเป็นพืชเกษตรกรรมหลักของประเทศนั้น ข้าวบางพันธุ์จะสูญเสียความสมบูรณ์ของละอองเรณูเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 34 องศาเซลเซียส ผลผลิตข้าวที่ได้เมล็ดอาจจะลีบลง แม้ว่าต้นข้าวยังเติบโตอยู่

 

ไร่ผักบริเวณทางเหนือของออสเตรเลีย ขอบคุณรูปภาพจาก agric.wa.gov.au

 

2.สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้วส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
ก่อนอื่นต้องอธิบายคำว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” เสียก่อน ซึ่งนิยามโดยสรุปของความมั่นคงทางอาหารที่นิยามโดย องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คือ มีปริมาณอาหารที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ เราสามารถเข้าถึงอาหารและมีสิทธิที่จะได้อาหารอย่างเหมาะสมตามความจำเป็นด้านโภชนาการ สามารถใช้ประโยชน์จากอาหาร มีปริมาณอาหารและน้ำที่เพียงพอเพื่อสุขอนามัยและการดูแลสุขภาพที่ดี และอาหารต้องมีสม่ำเสมอ ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอตลอดเวลา

แต่ขณะนี้ ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นภัยคุกคามพวกเราเหล่าผู้บริโภค เพราะอาหารที่พวกเรารับประทานนั้นกำลังจะสูญเสียคุณภาพตามที่ควรจะเป็น คำว่าสูญเสียคุณภาพไม่ใช่แค่ไม่อร่อยอย่างเดียว แต่คุณค่าทางอาหารก็ลดลงตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผักคาโนลาที่มีสารชนิดหนึ่ง เราเรียกว่า น้ำมันผัก ซึ่งน้ำมันชนิดนี้มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศยังลดคุณภาพของน้ำมันในผักคาโนลา นอกจากนี้ยังมีผลไม้ที่สูญเสียคุณภาพทางด้านรสชาติเนื่องจากภาวะโลกร้อนอีก เช่น ลูกพลัมส์ ราสเบอร์รี่ แครอท เป็นต้น

3.น้ำทะเลในมหาสมุทรมีสภาพเป็นกรด ห่วงโซ่อาหารเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ สัตว์น้ำอยู่อาศัยไม่ได้ 

เมื่อมนุษย์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น ก๊าซเหล่านี้หากไม่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ก็จะละลายไปกับน้ำทะเล นี่คือสาเหตุที่น้ำทะเลมีสภาพเป็นกรด และคุณสมบัติความเป็นกรดเป็นด่างในทะเลนี่เองมีผลต่อสัตว์ที่มีโครงสร้างหินปูนเพื่อดำรงชีวิต ยกตัวอย่างเช่น เม่นทะเล หรือหอย ซึ่งพวกมันจะสร้างเปลือกหุ้มตัวได้ยากขึ้น นอกจากนี้ปะการัง บ้านของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดซึ่งเป็นพืชที่มีโครงสร้างหินปูนก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตที่ต้องใช้หินปูนเท่านั้น แต่สิ่งมีชีวิตอื่นก็ต้องรับเคราะห์ด้วย เช่น ไส้เดือนทะเล เป็นอาหารของปลาหลายชนิด พวกมันจะพยายามวางไข่ให้ได้มากที่สุดก่อนตาย แต่เมื่อน้ำทะเลมีสภาพเป็นกรด เรากลับพบว่าไข่ที่พวกมันวางไว้ไม่สมบูรณ์ ทำให้ไส้เดือนทะเลมีจำนวนลดน้อยลง เมื่อเป็นเช่นนี้ปลาที่กินไส้เดือนทะเลอาจลดจำนวนลงตามเพราะขาดแคลนอาหาร แพลงก์ตอนเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างผิดสังเกตทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนไป ขณะที่แพลงก์ตอนพืชซึ่งเป็นอาหารหลักของท้องทะเลไม่สามารถสร้างเปลือกได้ และจะกระทบกันต่อไปเป็นทอด ๆ ทำให้ระบบห่วงโซ่อาหารในทะเลแปรปรวนทั้งระบบ แน่นอนว่าปลาเศรษฐกิจที่เราชอบรับประทานก็จะยิ่งลดจำนวนลงเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวและฟื้นตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางทะเล

 


ฟาร์มไก่ ทางเหนือของประเทศเยอรมนี

 

4.อุณหภูมิที่สูงขึ้น ความร้อนทำให้สัตว์เครียด

โลกร้อนไม่ใช่แค่มนุษย์เราที่ร้อน แต่สัตว์ก็ร้อนด้วยเหมือนกัน เราอาจยังไม่ทราบว่าสัตว์ในฟาร์ม อาทิ ไก่ที่เรารับประทานนั้นอ่อนไหวต่ออุณหภูมิมาก เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น พวกมันจะมีความเครียดจนส่งผลให้คุณภาพของเนื้อไก่แย่ลง แม้กระทั่งนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส ก็ลดน้อยลงถึงร้อยละ 40 เนื่องจากคลื่นความร้อนทำร้ายวัวเหล่านี้

5.ราคาอาหารสูงขึ้น

จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก เราพบว่าปัญหาภัยแล้งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาอาหารได้อย่างชัดเจนในปี พ.ศ.2555 เพราะประเทศที่ผลิตธัญพืชรายใหญ่ของโลกมีผลผลิตได้น้อยกว่าเท่าที่ควร โดยในปีพ.ศ.2555 และ 2556 องค์กร Oxfam ได้เผยรายงานออกมาเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นอาจส่งผลให้ราคาอาหารสูงขึ้น และการขาดแคลนอาหารบางชนิด

นอกจากนี้ทางFAO ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ราคาอาหารของโลกไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแน่นอน ตรงกันข้ามกลับมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก การขยายตัวของชนชั้นกลางในประเทศทำลังพัฒนาที่มีกำลังบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการอาหารโลกก็เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ธัญพืชอาหารโลกกลับผลิตได้น้อยลง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั่วโลกตระหนักถึงภัยร้ายของภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง

ภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป เพราะมันไม่ได้ทำให้สภาพอากาศของโลกย่ำแย่เพียงอย่างเดียว แต่วิกฤตการณ์นี้จะส่งผลต่อกันเป็นทอด ๆ กระทบกันไปเรื่อยๆ และหนึ่งในภัยคุกคามนั้นคือ ความมั่นคงทางอาหาร หรือเรียกง่ายๆ ว่า กระทบถึงอาหารทั้งสามมื้อที่เรารับประทานกัน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกๆคนที่จะต้องร่วมมือกันลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกรกับวิกฤตโลกร้อน เพื่ออนาคตสีเขียวที่ยั่งยืน และปกป้องไม่ให้อาหารอร่อยๆ ของเราถูกคุกคาม!

 

Blogpost โดย Supang Chatuchinda — เมษายน 1, 2558 ที่ 10:32
 

 

 

บริษัททูน่ารายใหญ่ในสหรัฐฯเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานทาสในทะเลและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

March27
วอชิงตัน ดี.ซี./ กรุงเทพฯ, 27 มีนาคม 2558- เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวเอพีได้เปิดเผยข้อมูลรายงานการสืบสวนเกี่ยวกับการใช้แรงงานทาสบนเรือประมงอวนลากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดส่งผลิตภัณฑ์อาหารทะเลให้กับซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่และบริษัทแปรรูปอาหารทะเลทั่วสหรัฐอเมริกา ตามรายงานของสำนักข่าวเอพีระบุว่าแรงงานที่ถูกกดขี่และโดนบังคับให้ทำงานในบนเรือประมงบริเวณเกาะเบนจิน่าประเทศอินโดนีเซียส่วนใหญ่มาจากเมียนมาร์ โดยสัตว์น้ำที่จับได้จะถูกส่งมายังประเทศไทยแล้วถูกส่งต่อไปยังตลาดอาหารทะเลโลก ซึ่งรวมถึงห่วงโซ่การจัดหา จัดส่งผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของสหรัฐอเมริกา

Download English version here

รายงานได้ระบุถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการตั้งคำถามถึงปลายทางของอาหารทะเลที่มาจากการใช้แรงงานทาสว่าไปสิ้นสุดที่ใด บันทึกของศุลการกรสหรัฐอเมริการะบุว่าหลายโรงงานหลายแห่งในไทยมีความเชื่อมโยงกับการทำประมงที่ขาดความรับผิดชอบที่จัดส่งผลิตภัณฑ์อาหารทะเลสู่สหรัฐอเมริกา การตรวจสอบของสำนักข่าวเอพียังได้เปิดเผยถึงข้อมูลแรงงานทาสที่โดนทารุณกรรมทั้งโดยการเตะ ทุบตี หรือถูกเฆี่ยน นอกจากนี้ยังพบว่ามีการทิ้งศพผู้เสียชีวิตลงทะเลให้ฉลามหรือเก็บไว้ในตู้แช่แข็งปลา

หนึ่งในบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้จัดหาวัตถุดิบคือคือบริษัทไทยยูเนี่ยนซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ชิกเก้นออฟเดอะซีและกำลังอยู่ระหว่างการซื้อบริษัทบัมเบิลบี แม้ว่าสำนักข่าวเอพีไม่ได้เจาะจงในตรวจสอบการทำประมงทูน่า แต่จากเนื้อหาของรายงานได้ตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับห่วงโซ่การผลิตสำหรับบริษัททูน่ารายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้การจัดอับดับผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋องของกรีนพีซระบุว่าบริษัททูน่ารายใหญ่ได้แก่ ชิกเก้น ออฟ เดอะ ซี  (Chicken of the Sea) บัมเบิลบี (Bumble Bee) และสตาร์คิตส์(Starkist) มีส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 80โดยทั้งหมดได้รับคะแนนความล้มเหลวด้านความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชน

มีแรงการกดดันต่ออุตสาหกรรมปลาทูน่าในประเทศไทยมากขึ้นในเรื่องความรับผิดชอบด้านแรงงาน ปี 2557 สหรัฐอเมริกาลดระดับประเทศไทยให้อยู่ในอันดับ 3 (Tier 3)ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำสุดของการจัดอันดับ เนื่องด้วยปัญหาการค้ามนุษย์ อีกทั้ง ประเทศไทยไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำในการคุ้มครองแรงงาน

บริษัทไทยยูเนี่ยนได้ตอบกลับรายงานการเปิดเผยข้อมูลของสำนักข่าวเอพีและยุติการรับซื้อสินค้าประมงจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานทาส อย่างไรก็ตาม รายงานของเอพีได้ตรวจสอบการส่งสินค้าจากผู้จัดหาวัตถุดิบเพียงรายเดียว ทำให้ยังคงมีข้อกังวลถึงแหล่งที่มาของอาหารทะเลของบริษัทว่ามีที่มาจากแหล่งอื่นๆอีกหรือไม่

จอห์น โฮซิวา ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ด้านมหาสมุทร กรีนพีซสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า

“สิ่งที่สำนักข่าวเอพีค้นพบนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาแรงงานทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานของอาหารทะเล และได้ชี้ให้เห็นถึงการทำงานบนเรือประมงซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสภาพการทำงานที่เลวร้ายที่สุด ในขณะที่การตรวจสอบยังไม่ได้เจาะจงไปที่เรือประมงทูน่าแต่รายงานได้เชื่อมโยงปัญหาแรงงานทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเข้ากับตลาดปลาทูน่าขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา นั่นคือ บริษัทไทยยูเนี่ยน บริษัทดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงกับการทำประมงทูน่าที่ไม่ยั่งยืนที่พบในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนเป็นเจ้าของบริษัทชิกเก้นออฟเดอะซี และกำลัง���ะเป็นเจ้าของกิจการบริษัทบัมเบิลบีและส่งผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต Kroger และ Walmart หากคุณรับประทานปลาทูน่าที่มาจากไทยยูเนี่ยน ไม่มีวีธีการใดที่คุณจะมั่นใจได้ว่าคุณไม่ได้รับประทานปลาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาแรงงานทาสหรือการจับปลาภายใต้สภาพการทำงานที่เลวร้ายสุดๆ”

นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า

“หากไทยยูเนี่ยนมีความตั้งใจต่อการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ก็จะนำไปสู่การขจัดการใช้แรงงานทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชนหมดไปจากห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด มิใช่แต่เพียงการยกเลิกผู้จัดหาวัตถุดิบเพียงรายเดียว การรับรองว่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่ผลิตจากการใช้แรงงานทาสที่น้อยลงนั้นเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคไม่อาจยอมรับได้

ไทยยูเนี่ยนจะต้องเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างแท้จริงโดยมีมาตรการการตรวจสอบย้อนกลับในผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เรือต้นทางที่จัดหาวัตถุดิบไปถึงการวางจำหน่าย นอกจากนี้ ควรที่จะมีการตรวจสอบจากบุคคลภายนอกและการขึ้นตรวจเรือโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอ บริษัทควรเดินหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าแหล่งที่มาของวัตถุดิบนั้นมาจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ผลิตภัณฑ์ทูน่าที่จัดจำหน่ายโดยไทยยูเนี่ยนจะต้องไม่มีแหล่งที่มาจากเรือลำอื่น หรือการขนถ่ายในทะเลซึ่งเป็นวิธีที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการผิดกฎหมายและป้องกันการตรวจสอบย้อนกลับที่จำเป็นในการขจัดแรงงานทาสจากห่วงโซ่อุปทานของอาหารทะเล”

“แรงงานทาสถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2408 แต่บริษัทอเมริกันยังคงมีกำไรจากแรงงานทาสในเรือประมง ธุรกิจอาหารทะเลเช่น บริษัทไทยยูเนี่ยนซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงานทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะต้องร่วมกันแก้ปัญหาอย่างแข็งขัน มิฉะนั้นอาจไม่เป็นที่ยอมรับในตลาดอเมริกา” จอห์นกล่าวทิ้งท้าย

 

หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงงานทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทะเล รวมทั้งคำแนะนำสำหรับอุตสาหกรรมประมงสามารถดูได้ที่:http://www.greenpeace.org/international/Global/international/briefings/oceans/2014/Slavery-and-Labour-Abuse-in-the-Fishing-Sector.pdf

สามารถอ่านรายงานการตรวบสอบของสำนักข่าวเอพี ได้ที่:http://bigstory.ap.org/article/b9e0fc7155014ba78e07f1a022d90389/ap-investigation-are-slaves-catching-fish-you-buy

รายงานกรีนพีซเรื่องการจัดอันดับทูน่ากระป๋อง สามารถดูได้ที่:http://www.greenpeace.org/usa/en/media-center/news-releases/Greenpeace-Canned-Tuna-Ranking-Finds-Most-Brands-Fail-Consumers-on-Ocean-Safe-Tuna/

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
อีเมล @greenpeace.org”>tara.buakamsri@greenpeace.org

สมฤดี ปานะศุทธะ  ผู้ประสานงานสื่อมวลชน  กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โทร. 081 929 5747 อีเมล: @greenpeace.org”>spanasud@greenpeace.org

 

ข่าวประชาสัมพันธ์ – มีนาคม 27, 2558

 

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/press/releases/Owner-of-Major-US-Tuna-Brands-Connected-to-Slavery-at-Sea-and-Human-Rights-Abuses/

Krabi Goes Green: พลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย เกิดขึ้นได้จริงที่กระบี่

March27

จากความเป็นจังหวัดที่มีจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวและธรรมชาติที่สวยงาม แนวทางการพัฒนาจังหวัดกระบี่จึงเน้นที่การท่องเที่ยวที่สะอาด (Green Tourism) จนมาสู่การกำหนดปฏิญญา Krabi Goes Green ร่วมกันของภาครัฐและภาคีเอกชนของกระบี่ซึ่งชาวกระบี่ต้องการที่จะพัฒนาให้จังหวัดบ้านเกิดของพวกเขาก้าวสู่การผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อก้าวสู่จังหวัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่ไม่สนับสนุนการใช้แหล่งวัตถุดิบเพื่อนำมาซึ่งพลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมใดๆ อาทิ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน แต่สนับสนุนให้ใช้พลังงานสะอาดเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของกระบี่อย่างยั่งยืน

แล้วกระบี่จะ Goes Green ได้อย่างไร? อะไรบ้างที่จะเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนในกระบี่?  

รู้หรือไม่ว่าชาวจังหวัดกระบี่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม โดยมีการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ในจังหวัดมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว กระบี่เป็นจังหวัดที่มีรายได้หลักจาก การประมง การปลูกปาล์มน้ำมัน (มีพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันร้อยละ 65) และการท่องเที่ยว ดังนั้นวัสดุเหลือใช้จากปาล์มน้ำมันจึงสามารถนำมาทำเป็นพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลและชีวภาพได้ ซึ่งกระบี่มีโรงไฟฟ้าจากปาล์มน้ำมันกว่า 22 โรง เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนหลักที่ผลิตไฟฟ้า หากเดินเครื่องเต็มที่จะสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้ร้อยละ 40 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งจังหวัดกระบี่ (ประมาณ 125 เมกะวัตต์) ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนปาล์มน้ำมันจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคพลังงานที่ดี

นอกจากนี้กระบี่ยังมีศักยภาพที่จะผลิตกำลังไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ได้อีก เช่น พลังงานลมซึ่งจากการสำรวจพบว่า กระบี่มีความเร็วลมเฉลี่ยทั้งปี 4.5-5.0 m/s หากมีการติดตั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานลม จะผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 10 เมกะวัตต์ ซึ่งเอกชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ได้   ด้านพลังงานน้ำนั้น กระบี่ประสบความสำเร็จด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าจากพลังงานน้ำบริเวณ อำเภอเขาพนม และอำเภอปลายพระยา แม้จะผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 10 กิโลวัตต์ แต่กระบี่ก็มุ่งมั่นที่จะพัฒนาพลังงานน้ำอย่างเต็มศักยภาพในอนาคต

อีกหนึ่งแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่เป็นที่น่าจับตามองและควรผลักดันให้เกิดการพัฒนานั้นก็คือ พลังงานแสงอาทิตย์ แม้ว่าแสงแดดในเยอรมนีจะมีระดับความเข้มของแสงเพียง 1,300 หน่วยต่อปี แต่พลังงานแสงอาทิตย์ก็ผลิตกำลังไฟฟ้าได้กว่า 22 กิกะวัตต์ แน่นอนว่าภาคใต้ของประเทศไทยที่มีระดับความเข้มของแสงถึง 1,700 หน่วยต่อปี ย่อมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้เช่นกัน [แผนที่แดด Geo Model Solar]

หากชาวกระบี่เพียงร้อยละ 10 ของจังหวัด (13,577 คน) ติดตั้ง แผงโซลาร์เซลล์ 3.2 กิโลวัตต์ บนหลังคาบ้านเรือน จะได้ไฟฟ้าปีละ 57 ล้านหน่วย นอกจากนี้ ในอนาคตกระบี่ยังมีนโยบายที่จะสร้าง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังการผลิต 250 กิโลวัตต์ อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม

การพัฒนาการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มศักยภาพจะเป็นจริงได้ หากมีการสนับสนุนทางด้านงบประมาณและการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับจังหวัดกระบี่มีความต้องการไฟฟ้าประมาณ 125 เมกะวัตต์ ในขณะนี้ แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตกำลังไฟฟ้าเพื่อใช้ในกระบี่ผลิตได้  44 เมกะวัตต์ และกำลังจะขยับไปเป็น 80.255 เมกะวัตต์ เมื่อโครงการที่เซ็นสัญญาแล้วดำเนินการ

ลองคิดดูว่า ถ้านำงบประมาณที่จะนำไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่านหิน รวมถึงการนำเข้าถ่านหินมาจากอินโดนีเชียและออสเตรเลีย มาพัฒนาศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในจังหวัดกระบี่ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวลและชีวภาพ ได้จนเต็ม 100  เปอร์เซ็นต์ จะสร้างอนาคตพลังงานสีเขียวที่ยั่งยืนได้มากแค่ไหน

ผลก็คือ เมื่อเราพัฒนาการผลิตพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้แบบเต็มศักยภาพแล้ว กระบี่ก็จะผลิตกำลังไฟฟ้าได้ถึง 470.1 เมกะวัตต์เลยทีเดียว ในขณะที่กระบี่ใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 125 เมกะวัตต์ เท่ากับว่า กระบี่ทั้งจังหวัดสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด เราก็จะคงความเป็นมรกตแห่งอันดามันและรักษาสุขภาพของชาวกระบี่ อีกทั้งยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าถ่านหินได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม :

[กระบี่กับพลังงานหมุนเวียน] ขอบคุณภาพจาก ผศ.ดร.จอมภพ แววศักดิ์
ศูนย์วิจัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยทักษิณ

 

พลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน ปูทางสู่จังหวัดพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย

เมื่อมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างเต็มศักยภาพแล้ว ขั้นต่อไปคือการผลักดันให้กระบี่เป็นจังหวัดพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย!

เพื่อสนับสนุนปฏิญญา Krabi Goes Green และทำให้จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยได้นั้น “พลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน” (Hybrid Renewable Energy System – HRES) เป็นทางเลือกที่ทุก ๆ ฝ่ายจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นพลังงานที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าในท้องถิ่น และไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน รวมถึงวิถีชีวิตและอาชีพหลักของจังหวัด คือ การประมงและการเกษตร อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ อย่างไรก็ดี หากกระบี่จะก้าวไปเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนได้นั้น ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

“พลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน”  คือการนำพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่าง ๆ มาปรับใช้ร่วมกัน ระบบการผลิตไฟฟ้าจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ฝนตก แผงโซลาร์เซลล์จะผลิตไฟฟ้าได้น้อย แต่กังหันลมมักจะผลิตไฟฟ้าได้ดีในสภาวะอากาศเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น กระบี่จะเป็นโมเดลแหล่งพลังงานหมุนเวียนนำร่องต่อไปยังจังหวัดอื่น ๆ ได้อีก เท่ากับว่าประเทศไทยจะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มุ่งมั่นพัฒนาพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ด้วยความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม และเป็นไปตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่งอยู่ในกรอบของนโยบายในการผลักดันประเทศให้ไปสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ”

กระบี่ไม่จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยพลังงานมูลนิธิสุขภาวะ ได้นำเสนอประเด็นเรื่องความต้องการใช้พลังงานว่า แม้ไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ในอนาคตประเทศไทยก็ยังไม่เข้าสู่ภาวะขาดแคลนพลังงาน  แต่หากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าล้นเกินความต้องการ สำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อภาคใต้นั้น ก็ยังเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ถึงความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นก็ตาม 

กระบี่มีศักยภาพมากพอจะก้าวสู่จังหวัดพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย แล้วทำไมเราจะต้องพึ่งพาถ่านหินที่เป็นภัยต่อธรรมชาติและสุขภาพร่างกายของเราอีก?

ร่วมลงชื่อปกป้องกระบี่อันงดงามได้ที่ protectkrabi.org

 

Blogpost โดย Supang Chatuchinda — มีนาคม 27, 2558 ที่ 9:35

 

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/krabi-goes-green/blog/52425/

 

พลังหมุนเวียนทำได้! Co2 คงที่ แต่เศรษฐกิจโลกโตขึ้น

March24

เป็นครั้งแรกในช่วง 40 ปีที่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญนั้น มีอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่คงที่ ทั้งที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกนั้นสูงขึ้นร้อยละ 3 เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน!

ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ได้รายงานถึงข่าวดีนี้ โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 32.3 พันล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับในปี 2556 ข้อมูลที่ IEA เสนอนี้เป็นหลักฐานที่ดีว่าการกู้วิกฤตโลกร้อนโดยเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนนั้นกำลังเห็นผล “ข้อมูลนี้ทำให้ผมรสึกมีความหวังว่ามนุษย์สามารถร่วมมือกันกอบกู้วิกฤตโลกร้อน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดที่เรากำลังเผชิญ” เฟธ ไบรอล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการบริหาร IEA ในอนาคตกล่าว ข้อมูลรายละเอียดการวิเคราะห์ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดย IEA นั้นจะพร้อมเผยแพร่ในรายงานพิเศษเกี่ยวกับพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ประมาณเดือนมิถุนายนนี้

ตัวแปรสำคัญในความสำเร็จระดับโลกนี้คือ พลังงานหมุนเวียน และความร่วมมือลดการใช้พลังงานฟอสซิลจากทั่วโลก ซึ่งผลดีนั้นก็ตกอยู่กับแต่ละประเทศที่สามารถลดมลพิษในประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นลดถึงร้อยละ 2 ในปี 2557 ซึ่งทาง IEA วิเคราะห์ว่าเป็นผลมาจากการที่จีนหันมาใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ ขณะที่ลดการเผาผลาญถ่านหินลงถึงร้อยละ 2.9 เป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษ ขณะที่เศรษฐกิจโตขึ้นร้อยละ 7.4 ส่วนประเทศในยุโรปนั้นจะเน้นไปที่การพัฒนาการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืนและมั่นคง ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นก๊าซเรือนกระจกลดลงเป็นครั้งที่ 7 ในช่วง 23 ปี โดยที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งใหม่ร้อยละ 32 พลังงานลมร้อยละ 23 นอกจากนี้เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มองค์กรความร่วมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ได้โตขึ้นเกือบร้อยละ 7 ขณะที่ก๊าซเรือนกระจกลดลงร้อยละ 4

ในอดีตปริมาณก๊าซเรือนกระจกก็เคยลดลงเช่นกันในช่วงปี 2523-2532 ปี 2535 และปี 2552 ทว่าในแต่ละครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ในปี 2557 นี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้นร้อยละ 3

สัดส่วนส่วนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ถูกปิดตัวลงและสร้างใหม่
ขอบคุณข้อมูลจาก Sierra Club

ล่าสุด Sierra Club ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เก็บรวบรวมข้อมูลสถิติเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และได้เสนอรายงานอย่างละเอียด เผยว่าตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา เมื่อมีการโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นใหม่ 1 โรง จะมีโครงการโรงไฟฟ้า 2 โครงการถูกยกเลิกไป แม้แต่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Citi และGoldman Sachs ยังได้เตือนถึงขาลงของอุตสาหกรรมถ่านหินนี้ และสถิตินี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนที่ดีสำหรับผู้ที่ยังคงเชื่อว่าอุตสาหกรรมถ่านหินนั้นยังเฟื่องฟูเหมือนกับในยุคก่อนๆ

ตั้งแต่ปี 2553 สหรัฐอเมริกาได้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินไปทั้งสิ้น 187 โรง เนื่องจากเสียงคัดค้านจากชุมชนด้านผลกระทบทางมลพิษ ส่วนที่ยุโรปนั้น สัดส่วนการยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อการอนุมัติโครงการใหม่ต่างกันที่ร้อยละ 22 แต่ที่โดดเด่นที่สุดคงเป็นสหราชอาณาจักร ที่รัฐบาลจากสามพรรคการเมืองหลักออกมาประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและยุติการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า

กังหันลมผลิตไฟฟ้าภายในหอไอเฟล

นอกจากการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานหมุนเวียนแล้ว ยังมีเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย อาทิ การกังหันลมผลิตไฟฟ้า 10,000 กิโลวัตต์ให้กับหอไอเฟล การติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับมัสยิด 6,000 แห่งของประเทศจอร์แดน และเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สุดล้ำที่จะเดินทางไปรอบโลก[] เพื่อรณรงค์ให้รัฐบาลต่างๆ ตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือแม้แต่การแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของบริษัทยักษ์ใหญ่

เครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สุดล้ำที่จะเดินทางไปรอบโลก

การที่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นนี้ ถือเป็นข่าวดีจากการร่วมมือกันของหลายประเทศทั่วโลก แต่มิได้หมายความว่าเราสามารถละเลยหันกลับไปใช้พลังงานฟอสซิลอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต รวมถึงสัดส่วนการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นก็ยังไม่น่าวางใจ เนื่องจากยังมีอีกหลายโครงการทั่วโลกที่ผ่านการอนุมัติแล้ว ผลิตไฟฟ้ากว่า 1,000 เมกะวัตต์ แม้จะไม่สามารถปลุกยุคถ่านหินให้กลับมาเฟื่องฟูแต่ก็เพียงพอที่จะสร้างมลพิษและทำลายสุขภาพของคนทั่วโลก อย่างไรก็ตามข่าวนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในการผลักดันการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และหยุดยั้งการเกิดขึ้นใหม่ของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะเป็นภัยคุกคามสภาพภูมิอากาศของโลกต่อไป

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — มีนาคม 24, 2558 ที่ 15:24

วิกฤตขาดแคลนน้ำของโลกกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน

March24

เพราะเหตุใด ผลกระทบของถ่านหินที่มีต่อแหล่งน้ำ
จึงไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง?

ภาวะขาดแคลนน้ำได้รับการยอมรับว่าเป็นปัญหาที่อยู่ในขั้นวิกฤตอันดับต้น ๆ ของโลก แต่กลับมีการกล่าวถึงการปกป้องแหล่งน้ำที่ลดน้อยลงเนื่องจากแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งเติบโตอยู่ทั่วโลกอยู่น้อยนัก

แม้ว่า ในปี พ.ศ. 2558 นี้ ประเด็นของแหล่งน้ำและพลังงานจะเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิงในการอภิปรายเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ก็ไม่มีใครเชื่อมต่อหัวข้อทั้งสองนี้เข้าด้วยกัน  ในความจริงนั้น การขยายตัวของแผนการใช้ถ่านหินเพื่อผลิตพลังงานเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาวะขาดแคลนน้ำยิ่งวิกฤตหนัก แต่ภาคพลังงานก็มักได้รับชัยชนะเมื่อสิ่งมีค่าเหล่านี้เข้าไปถึงมืออยู่เสมอ

วิกฤตการขาดแคลนน้ำเชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่อีก 2 หัวข้อ คือความล้มเหลวในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนอาหาร โดย World Economic Forum  องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจของโลกจัดประเภทวิกฤตการขาดแคลนน้ำเอาไว้ในประเภท ‘ความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลทำให้เกิดความเสี่ยงทางสังคม’ และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในด้านต่างๆ เพื่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์

ถึงแม้ว่าปัญหาเรื่องการขาดแคลนแหล่งน้ำจะเป็นปัญหาเรื้อรังมานานก็ตาม แต่ภาคพลังงานก็ยังมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งคาดว่าจะสร้างเพิ่มขึ้นกว่า 1,350  โรง และพร้อมใช้งานได้ในปี พ.ศ.2568  ซึ่งการขยายตัวของการใช้ถ่านหินส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคที่มีความตึงเครียดด้านปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพราะเป็นภูมิภาคที่ใช้น้ำสำหรับสุขาภิบาล สุขภาพอนามัย และวิถีชีวิต

และในเดือนมกราคมปีนี้ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นอีกครั้งว่า เราจำเป็นต้องเก็บปริมาณสำรองถ่านหินมากกว่าร้อยละ 80 ในพื้นดินเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อน  เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ่านหินกำลังเป็นภัยใหญ่คุกคามสภาพภูมิอากาศของเรา และแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกว่า 1,350 โรงยิ่งจะทำให้ความสามารถในการแก้ปัญหาเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและปัญหาการขาดแคลนอาหารเป็นไปไม่ได้อีกด้วย หากการขยายตัวดังกล่าวยังคงดำเนินการต่อไป แหล่งน้ำที่หายากขึ้นทุกวันก็จะถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตถ่านหินแทนที่จะนำไปใช้ในภาคเกษตรกรรมและการบริโภคในประเทศ ซึ่งผลักดันให้ภาวะโลกร้อนยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือไฟฟ้าที่ผลิตได้จะทำให้เศรษฐกิจโลกขาดดุลสูงขึ้น หรือกว่าพันล้านคนจะมีน้ำและอาหารที่พอจะพึ่งตนเองอย่างนั้นหรือ?

เรามีทางเลือกในการผลิตพลังงานอีกมาก
แต่กับแหล่งน้ำ เราไม่มีทางเลือก

เราต่างก็รู้ว่าในการผลิตพลังงานในแหล่งพลังงานหมุนเวียน ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการ เช่น พลังงานลม หรือ พลังงานแสงอาทิตย์ เราไม่ต้องใช้น้ำช่วยในกระบวนการผลิตเลยถ้าเราไม่ใช้พลังงานฟอสซิล เราไม่ล้างถ่านหินเพื่อทำให้สะอาด และเราไม่เผาถ่านหิน เมื่อเราใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตพลังงาน เราไม่จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำเพื่อระบายความร้อน ไม่ต้องนำน้ำไปไปล้างเถ้าถ่านหิน และไม่ต้องจัดการน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารพิษอีก

นอกเหนือจากการประหยัดน้ำแล้ว แหล่งพลังงานหมุนเวียนยังไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!

อัลบั้มภาพ “ถ่านหินกับความกระหาย”

ภาพในอัลบั้มนี้แสดงให้เห็นถึงการใช้น้ำและผลกระทบในแต่ละขั้นตอนของวงจรชีวิตถ่านหิน

น้ำใช้ในการสกัดและชะล้างถ่านหิน และในโรงไฟฟ้าน้ำจะถูกใช้ในสามกระบวนการคือ ระบายความร้อน ควบคุมมลพิษ และทำหน้าที่จัดการของเสีย

ความขัดแย้งเหล่านี้มักจะไม่ถูกพูดถึง

เรามีทางเลือกในการผลิตพลังงานอีกมาก แต่กับน้ำ เราไม่มีทางเลือก

เราต่างก็รู้ว่าน้ำไม่มีความจำเป็นในการผลิตพลังงานในแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม หรือ พลังงานแสงอาทิตย์ เราไม่ใช้พลังงานฟอสซิล เราไม่ล้างถ่านหินเพื่อทำให้สะอาด และเราไม่เผาถ่านหิน เมื่อเราใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตพลังงาน เราไม่จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำเพื่อระบายความร้อน ไม่ต้องนำน้ำไปไปล้างเถ้าถ่านหิน และไม่ต้องจัดการน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารพิษอีก

ทวิตสิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับ “ทำไมถ่านหินคือศัตรูของน้ำ มากกว่าที่จะเป็นเพื่อนที่แยกจากกันไม่ได้”

ความจริงเกี่ยวกับ “ผลกระทบของถ่านหินที่กระหายน้ำ”

  • ลองเปรียบเทียบการใช้น้ำของถ่านหินกับมนุษย์ :  องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ปริมาณน้ำที่มนุษย์ 1 คนต้องการอยู่ระหว่าง 50-100 ลิตร ซึ่งในหนึ่งปี มนุษย์ 1 คนบริโภคน้ำ 36.5 ลูกบาศก์เมตร แต่จากผลวิจัยในปี พ.ศ.2555โดยองค์กร International Energy Agency  รายงานว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกใช้น้ำไป 37 พันล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกใช้น้ำไปเท่ากับ ความต้องการใช้น้ำของคนถึง 1 พันล้านคนเลยทีเดียว
  • ประชากร 1.2 พันล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรโลก อาศัยอยู่ในประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำ (แหล่งน้ำเกือบจะไม่สามารถพัฒนาให้มีความยั่งยืน หรือไม่สามารถพัฒนาให้ยั่งยืนได้แล้ว)  
  • ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่ประสบกับปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำ ประชากรสามารถใช้น้ำได้เพียง 973 ลูกบาศก์เมตรต่อคน แต่น้ำมากกว่าร้อยละ 90 ถูกใช้ไปกับการผลิตพลังงานจากถ่านหินโดย เอสคอม บริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งกระบวนการผลิตพลังงานจากถ่านหินที่นี่ใช้น้ำเท่ากับการบริโภคน้ำของคน 1 คน ในหนึ่งปี เพื่อให้โรงไฟฟ้าดำเนินงานเพียง 1 วินาที ในที่สุดครอบครัวบางครอบครัวถูกบังคับให้ซื้อน้ำขวดเพราะไม่มีน้ำสะอาดให้บริโภค
  • อินเดียก็เป็น 1 ในหลาย ๆ ประเทศของโลกที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างหนัก เป็นที่น่าตกใจเพราะต้องใช้ทรัพยากรน้ำร้อยละ 3.5 ของโลก หล่อเลี้ยงประชากร 1.2 พันล้านคน
  • โรงไฟฟ้าถ่านหินในอินเดียใช้น้ำที่ทดได้อย่างน้อย 1 ล้านไร่จากพื้นมี่การเกษตร ทศวรรษที่ผ่านมา ในรัฐราษฏระมีเกษตรกรฆ่าตัวตายไปกว่า 40,000 ราย เพราะขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก
  • ทางด้านสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศที่มีการเสนอแผนการผลิตพลังงานจากถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นประเทศที่ต้องใช้แหล่งน้ำกว่าร้อยละ 5 ของโลก เพื่อหล่อเลี้ยงประชากร 1.3 พันล้านคน

น้ำกว่าพันล้านลูกบาศก์ลิตรถูกใช้ไปในแต่ละขั้นตอนของวงจรชีวิตถ่านหิน น้ำใช้ในการสกัดและชะล้างถ่านหิน เมื่อถ่านหินเข้าสู่กระบวนการผลิต จะใช้น้ำในสามกระบวนการคือ ระบายความร้อน ควบคุมมลพิษ และจัดการกับเถ้าถ่านหิน

ทุก ๆ 3.5 นาที โรงไฟฟ้าถ่านหินจะปล่อยน้ำเสียออกมาในปริมาณที่เติมสระว่ายน้ำในการแข่งขันโอลิมปิกได้สบาย ๆ ถ่านหินจะดูดทรัพยากรน้ำและทำให้สภาวการณ์ขาดแคลนน้ำวิกฤตหนัก แต่เรายังสามารถหลีกเลี่ยงมันได้โดยหันมาเลือกใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่แค่เพื่อสภาพภูมิอากาศในโลกของเรา แต่เพื่อการใช้น้ำในการผลิตพลังงานอีกด้วย 

Blogpost โดย Iris Cheng — มีนาคม 23, 2558 ที่ 20:18
 

แผนพีดีพี ภาพสะท้อนของกำลังสำรองไฟฟ้าล้นเกิน และความไม่จำเป็นของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

March18

รู้หรือไม่ว่า หากประเทศไทยสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2578 (PDP 2015) เราจะมีไฟฟ้าล้นเกินการใช้งานในแต่ละปีมากถึง 1,800-15,000 เมกะวัตต์

อีกครั้งหนึ่งที่แผน PDP วางแผนผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ผ่านมาการจัดทำแผน PDP ของประเทศมีข้อวิพากษ์จากภาควิชาการและภาคประชาชนเนื่องจากมีการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงกว่าความเป็นจริง ผลคือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับแผนที่วางไว้ นำไปสู่การผลิตไฟฟ้าที่ล้นเกินการใช้งาน เกิดการลงทุนเกินความจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน นั่นหมายถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสุขภาพของคนในพื้นที่ขยายเพิ่มมากขึ้น ดังที่เกิดปัญหาในหลายกรณี ยิ่งไปกว่านั้นยังกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะสูงขึ้นในอนาคตตามการปรับโครงสร้างราคาไฟฟ้า ผลกระทบจึงล้วนตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่อาจต้องใช้ไฟจากโรงไฟฟ้าที่สร้างผลกระทบให้กับชุมชนอย่างไม่มีทางเลือก รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าที่ต้องสูญเสียวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของตนไป ทั้งที่การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเป็นทางเลือกที่ยั่งยืน และประเทศไทยมีศักยภาพอย่างเต็มที่

การผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศ
ล้นเกินถึงปี พ
.ศ.2573

ในการถกเถียงประเด็นกลไกอีไอเอ/อีเอชไอเอ กรณีถ่านหินกระบี่ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คุณศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยจากมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ได้วิเคราะห์ถึง “ความไม่จำเป็นของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และทางเลือกพลังงานยั่งยืน” ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

“กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศคาดว่าจะล้นเกินอย่างมากจนถึงปี พ.ศ. 2573 โดยที่ในแต่ละปีปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจะล้นเกิน 1,800-15,000 เมกะวัตต์ ในแต่ละปี จากเกณฑ์มาตรฐานกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (ร้อยละ 15) ซึ่งหมายความว่าขณะนี้เรามีความมั่นคงทางพลังงานมากพออยู่แล้ว แต่แนวทางแผน PDP ยังคงยืนยันว่าต้องมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อเพิ่มความมั่นคง แม้จะไม่มีมติผูกพัน และมีปัญหาขัดแย้งหลายภาคส่วน การเลื่อนโครงการถ่านหิน 4 โครงการ ไปอีก 12 ปี คือ ที่เขาหินซ้อน กระบี่ และเทพาอีกสองโรง จะไม่มีผลกระทบ และช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า รวมถึงลดกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินได้” คุณศุภกิจ นันทะวรการ กล่าว

คุณศุภกิจ นันทะวรการ วิเคราะห์ว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าเมื่อปี 2557 ว่า มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด คือ 26,942 เมกะวัตต์ ในวันที่ 23 เมษายน 2557 ซึ่งต่ำกว่าที่พยากรณ์ความต้องการไว้ในแผน PDP 1,848 เมกะวัตต์ โดยรวมแล้ว ระบบไฟฟ้าไทยในปีพ.ศ.2557 มีกำลังผลิตติดตั้งมากกว่าความต้องการอยู่ 6,437 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นกำลังผลิตสำรองมากถึงร้อยละ 23.9 ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุด โดยที่เกณฑ์มาตรฐานของการผลิตไฟฟ้าเพื่อสำรองไฟนั้นอยู่ที่ร้อยละ 15

ภาคใต้กำลังผลิตไฟฟ้าไม่พอ จริงหรือ?

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับพร้อมกันใน 14 จังหวัดภาคใต้นาน 6 ชั่วโมง เมื่อ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2556 ยังคงเป็นข้ออ้างหลังถึงความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งในความจริงภาคใต้มีกำลังผลิตติดตั้ง 2,429 เมกะวัตต์ รวมถึงอีกสองระบบเข้ามาเสริม คือ การรับจากภาคกลาง 500 เมกะวัตต์ และมีการแลกไฟฟ้ากับประเทศมาเลเซียอีก 300 เมกะวัตต์ เฉลี่ยแล้วรวมทั้งสิ้น 3,229 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งสองโครงการมีการลงทุนไว้แล้วมูลค่าหลาย 10,000 ล้านบาทแต่มักไม่ถูกนับรวมในแผนการผลิตพลังงาน ดังนั้นเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการจ่ายไฟ ไม่เกี่ยวกับการที่กำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน

ในปีพ.ศ. 2557 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้สูงสุดอยู่ที่ 2,468 เมกะวัตต์ ขณะที่ข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตระบุไว้ว่า ทางภาคใต้สามารถผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 3,888 เมกะวัตต์ แม้ในแผน PDP จะมีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2558 จะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 ซึ่งจะทำให้ความต้องการสูงสุดอยู่ที่ 2,609 เมกะวัตต์  แต่หากไม่นับโรงไฟฟ้าดีเซลสุราษฎร์ฯ และสายส่งจากมาเลเซีย ในปีพ.ศ.2558 นี้ คุณศุภกิจ คาดว่าจะมีกำลังผลิตสำรอง 754 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 29 ของการใช้สูงสุด และหากคิดรวมทั้งหมด (โรงไฟฟ้าดีเซลสุราษฎร์ฯ 234 เมกะวัตต์ และ สายส่งจากมาเลเซีย 300 เมกะวัตต์) จะมีกำลังผลิตสำรอง 1,279 เมกะวัตต์ เรียกได้ว่าเกินพอต่อความต้องการ ถึงร้อยละ 49

“เมื่อประเมินแล้ว ภาคใต้จำเป็นต้องมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2564-2565 ประมาณ 400 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถเพิ่มได้จากการปรับปรุงโรงไฟฟ้าขนอม กำลังผลิตไฟฟ้า 930 เมกะวัตต์ และสามารนำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี มาใช้ตามร่างแผน PDP 2015 ซึ่งเป็นแผนที่คุ้มค่ามากในการลงทุน โดยในช่วง 5 ปีแรกใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ 29,500 ล้านบาท เพื่อการประหยัดถึง 55,700 ล้านบาทต่อปี” คุณศุภกิจ นันทะวรการ กล่าว

พลังงานหมุนเวียน ศักยภาพที่ไทยมี
แต่แผน 
PDP ยังไม่สนับสนุนเต็มร้อย

ภาครัฐมักอ้างว่าพลังงานหมุนเวียนมีความไม่มั่นคง และมีต้นทุนที่สูง แต่แท้ที่จริงแล้วไฟฟ้าจากถ่านหินนั้นมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ชุมชนต้องเป็นผู้รับภาระจ่ายในส่วนของผลกระทบอย่างไม่สามารถคำนวนได้ แต่ประเทศไทยนั้นมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ จังหวัดกระบี่ ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP “ขณะนี้ร้อยละ 30 ของไฟฟ้าที่ใช้ในกระบี่นั้นมาจากพลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันมีผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานก๊าซชีวภาพ 11 ราย ชีวมวล 1 ราย แสงอาทิตย์ 1 ราย ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะขยับเป็นร้อยละ 50 จากโครงการที่ผ่านการเรียบร้อยแล้ว พลังงานหมุนเวียนในรูปแบบของพลังงานชีวมวลและชีวภาพที่เหลือใช้จากโรงงานปาล์มมีสูงมาก จากโรงงานปาล์มทั้งหมด 17 โรง สามารถผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซชีวภาพจากกากปาล์มและน้ำเสียแล้วทั้งสิ้น 13 โรง และผลิตไฟฟ้าด้วยชีวมวลจากกากเส้นใย และเศษวัสดุ 4 โรง ยังไม่รวมถึงศักยภาพจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งสามารถทำให้กระบี่ตั้งเป้าพึ่งตนเองได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าทำได้เมื่อไร และอย่างไร” คุณศุภกิจ นันทะวรการ กล่าวทิ้งท้าย

น่าเสียดายกำลังไฟฟ้าที่จะสูญหายไปโดยเปล่าประโยชน์จากการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าที่ผิดพลาด และพยายามดึงดันเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินจากร้อยละ 20 เป็น 30 ของแผน PDP 2015 ผู้กำหนดนโยบายจำต้องมีวิสัยทัศน์และเจตจำนงแน่วแน่ในการปฏิวัติพลังงานไทยไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริงด้วยระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด การนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลียและอินโดนีเซียนั้นมิได้ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน แต่เป็นการทิ้งภาระให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า และชุมชน  อีกทั้งเมื่อมองผ่านมุมวิเคราะห์กำลังสำรองไฟฟ้าที่ยังเหลือใช้เช่นนี้แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินยิ่งไม่ใช่คำตอบ ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบันหรืออนาคต

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — มีนาคม 18, 2558 ที่ 13:57

เปิดสวิตช์พลังงานหมุนเวียน เทรนด์ใหม่ที่กำลังเบ่งบานในโลกธุรกิจ

March17

ปี 2558 นี้ดูเหมือนจะเป็นปีที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับด้านพลังงานของโลก ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นของหลายประเทศ แต่ที่น่าสนใจคือการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อดังหลายแห่งต่างเรียงแถวหันมาลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น Apple, IKEA และ Google บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกกำลังเดินหน้าลดคาร์บอนอย่างเต็มที่ เห็นได้ชัดว่าอนาคตของพลังงานหมุนเวียนนั้นกำลังสดใสเป็นพิเศษ

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา นอกจากการที่ประเทศจีนเริ่มหันเหทิศทางสู่พลังงานหมุนเวียนเพื่อแก้ปัญหาหมอกควันพิษ ทิศทางลมของประเทศเดนมาร์กก็น่าสนใจกับการที่เดนมาร์กสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมได้มากถึงร้อยละ 39.1 จากความต้องการพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ ซึ่งอยู่ในเป้าหมายของการเป็น “สังคมปลอดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล” ภายในปี 2563 แม้แต่ประเทศที่มีปัญหาด้านพลังงานอย่างแอฟริกาก็เริ่มหันมาพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนกับหนึ่งในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุด ณ ภูมิภาคตอนใต้ของทะเลทรายสะฮารา ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็สดใสไม่แพ้กัน โดยที่มีการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 30 ซึ่งหมายถึงการสร้างงานมากขึ้นถึง 174,000 ตำแหน่งเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 36,000 ตำแหน่งภายในปี 2558 นี้ พลังงานหมุนเวียนสร้างโอกาสและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับภาคธุรกิจและภาครัฐ นี่เองคือสาเหตุสำคัญที่บริษัทชั้นนำของโลกกำลังเดินหน้าปฏิวัติสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง

Google ทุ่มสุดตัวเพื่อโครงการพลังงานหมุนเวียน

หลังจากที่ปี 2550 Google ได้ริเริ่มโครงการ Renewable Energy Cheaper than Coal (พลังงานหมุนเวียนถูกกว่าถ่านหิน) เพื่อพยายามลดต้นทุนของพลังงานหมุนเวียน แม้ว่า Google จะไม่ได้ดำเนินโครงการนี้ต่อ แต่ยังคงสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้าและสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน โครงการเหล่านี้มีทั้งพลังงานจากลมและแสงอาทิตย์ ที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าให้กับครัวเรือนในเมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาใต้ตามโครงการ REIPPPP ของรัฐ

ล่าสุดนี้ Google ได้ทำสัญญาร่วมกันบริษัท SolarCity กับการลงทุน 300 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตไฟฟ้าให้กับอย่างน้อย 25,000 หลังคาเรือน การลงทุนในครั้งนี้จะเป็นการเร่งการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับ 15 รัฐ ของอเมริกาภายในเวลา 12 เดือน ถือเป็นการลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดของ Google

“หวังว่าการลงทุนของ Google ในครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทอื่นหันมาลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเช่นกัน” ลินดอน รีฟ ประธานบริหารของบริษัท Solar City กล่าว

ฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ของ Google ที่ ทะเลทรายโมฮาวี ทางใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียติดกับเนอวานา
ขอบคุณรูปจาก reuters.com

นอกจากนี้ Google มีแผนที่จะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานลมทั้งหมดสำหรับสำนักงานใหญ่ภายในปี 2559  ขณะนี้โครงการทั้งหมดของ Google ผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 2.5 กิกะวัตต์ต่อปี จากการลงทุนไปทั้งสิ้นกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต้องปรบมือชื่นชมให้กับความยอดเยี่ยมและทุ่มเทของ Google จริงๆ อ่านโครงการทั้งหมดของ Google ได้ที่นี่

Apple พลังเทคโนโลยีสีเขียวเพื่ออนาคต

ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครยอมใคร แม้กระทั่งในเรื่องของการก้าวกระโดดเข้าสู่โครงการพลังงานหมุนเวียนระดับยักษ์ บริษัท Apple ล่าสุดได้ลงทุนไปกับโครงการพลังงานหมุนเวียนมูลค่า 848 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซื้อโครงการของ California Flats Solar Projects ซึ่งปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้า 130 เมกะวัตต์ แต่เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะสามารถผลิดไฟฟ้าได้มากถึง 280 เมกะวัตต์ ซึ่งมากพอที่จะจ่ายไฟให้กับ 1 แสนครัวเรือน ด้วยโซลาร์เซลล์บนพื้นที่กว่า 2,900 เอเคอร์

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple กล่าวไว้ว่า “เราทุกคนที่ Apple รู้ว่าวิกฤตโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นจริง หมดเวลาพูดแล้วและถึงเวลาลงมือทำ ขณะนี้ศูนย์ข้อมูลของเราทั้งหมดได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ Apple ได้กล่าวว่า ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในรัฐอริโซนา จะใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่ง Apple ได้ลงทุนกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์นี้ไป 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สามารถผลิตพลังงานได้ 70 เมกะวัตต์ เพียงพอกับการจ่ายไฟฟ้าให้กับ14,500 ครัวเรือนในรัฐอริโซนา

ภาพจาก usnews.com

“การพูดว่าจะเป็นบริษัทที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ความมุ่งมั่นและลงมือทำอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่ Apple ทำได้อย่างโดดเด่นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะยังต้องทำอีกมากเพื่อลดรอยเท้าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่บริษัทสร้าง แต่การเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มที่นี้ถือเป็นการต่อกรกับวิกฤตโลกร้อนที่ต้องการการลงมืออย่างเร่งด่วนได้เป็นอย่างดี” แกรี คุก ผู้วิเคราะห์นโยบายเทคโนโลยีอาวุโสของกรีนพีซสากล กล่าว 

Ikea เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุกคน

“ความยั่งยืนคือปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจของเรา เรามองเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาธุรกิจ” Peter Agnefjäll ประธานและซีอีโอของบริษัท Ikea กล่าว “นี่เป็นเหตุผลที่เรามุ่งมั่นสู่เป้าหมายความยั่งยืน 100% ไม่ว่าจะเป็นไฟ LED วัตถุดิบการผลิต รวมถึงพลังงานหมุนเวียน เรามุ่งหมายที่จะพัฒนา Ikea โดยที่สร้างผลกระทบทางบวกให้กับผู้คนและโลกของเรา”

ภาพจาก http://www.energy-today.biz

บริษัทเฟอร์นิเจอร์น่ารักๆ สัญชาติสวีเดนอย่าง Ikea เองก็วางเป้าหมายลงทุนมูลค่า 1.72 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ กับโครงการพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2558 ตามเจตนารมย์มุ่งสู่ความยั่งยืน และลดคาร์บอนของบริษัท โดยที่มุ่งจะผลิตพลังงานหมุนเวียนให้ได้สัดส่วนมากกว่าพลังงานที่ใช้ทั้งหมดภายในปี 2563  จวบจนปี 2557 Ikea ได้ติดตั้งกังหันลมไปทั้งหมด 224 เครื่อง และโซลาร์เซลล์ 700,000 แผง ทำให้ร้าน Ikea ที่สหรัฐอเมริกานั้นใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากถึงร้อยละ 90 จากจำนวนร้านทั้งหมดในในปัจจุบัน

แม้แต่บริษัทรถยนต์ของอเมริกา GM Motors ก็ยังหันมามุ่งมั่นสร้างฟาร์มกังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าให้กับโรงงานการผลิตของตน การปรับทิศทางมาใช้พลังงานหมุนเวียนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจจนกระทั่งกลายเป็นเทรนด์การแข่งกันการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนไปเสียแล้ว การหันมาลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเช่นนี้จะเป็นการทำให้ธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนขยายตัว สามารถต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวลาที่พลังงานฟอสซิลยังคงมีราคาลงทุนที่น่าดึงดูดกว่าพลังงานหมุนเวียน การแข่งขันเช่นนี้ ไม่ว่าใครแพ้หรือชนะ แต่หากเราสามารถเอาชนะการเสพติดพลังงานฟอลซิลได้ ผลดีก็คืออนาคตสีเขียวของพวกเราทุกคน

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — มีนาคม 17, 2558 ที่ 10:03

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/52337/

« Older EntriesNewer Entries »