Greenpeace Thailand กรีนพีซ ประเทศไทย

ปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อทุกชีวิต

บทใหม่แห่งชัยชนะ เปิดประตูปฏิรูป EHIA ปิดฉากถ่านหิน

March6

เรามาวันนี้เพราะเราเดือดร้อนจริงๆ ถ้าพวกเราไม่เกี่ยวก็ข้ามพวกเราได้เลย เหยียบพวกเราก็ยินดี เพื่อทรัพยากรของเราอยู่รอด ถ้าบอกว่าการศึกษาผลกระทบรายงาน EIA แบบนี้ถูกต้อง ผมว่าประเทศคงตายหมดทั้งประเทศ”อาหลี ชาญน้ำ นายกสมาคมคนรักเลกระบี่ กล่าวท่ามกลางฉากโศกนาฏกรรมของชาวกระบี่เกือบ 50 ร่าง

ราวสิบโมงเช้าวันนี้ บริเวณหน้าตึกสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  (สผ.) ได้กลายเป็นสถานที่จำลองการเกิดเหตุอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม หากคณะคชก. พิจารณาเห็นชอบ รายงาน EIA โครงการท่าเทียบเรือถ่านหินกระบี่

ศพ? ฉากโศกนาฏกรรมจากอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมจากถ่านหิน

ภาพของศพของคนร่วม  50 ร่าง นอนเรียงเรียงซ่อนสีหน้าความทุกข์ใจไว้ภายใต้ผ้าสีขาวบาง ปลายเท้าที่โผล่ออกมาภายนอกผ้ามีอักษรเขียนไว้ว่า “No Coal” บนฝ่าเท้าของทุกร่าง เดาได้ไม่ยากถึงสาเหตุที่คร่าชีวิตผู้คนเหล่านี้ .. “ถ่านหิน” ฉากที่แสนน่าสะเทือนใจนี้ปรากฎขึ้นที่สผ. ในช่วงเช้าที่ผ่านมา โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิตจริง แต่นี่เป็นการนอนประท้วงคว่ำบาตรของเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินประมาณ 50 คน จากอำเภอปกาสัย เกาะปู เกาะจำ เกาะลันตา ศรีบอยา จังหวัดกระบี่ เครือข่ายประชาชนพัฒนาเมืองเทพา จังหวัดสงขลา ที่กำลังถูกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินคุกคามเช่นกัน และสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย รวมถึงนักกิจกรรมกรีนพีซ ที่ร่วมคัดค้านกระบวนการ EIA โครงการท่าเทียบเรือคลองรั้วที่ฉ้อฉล เรียกร้องหยุดถ่านหิน ปฏิรูป E(H)IA โดยเร่งด่วน เพราะนี่คือภาพผลกระทบที่ชาวกระบี่จะได้รับ หากโรงไฟฟ้าถ่านหินถูกสร้างขึ้น

“เรากำลังเข้าสู่หายนะการพัฒนา รัฐบาลกำลังคิดอะไร ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือคนน้อยนิด แต่ได้รับผลกระทบทั้งประเทศ อารยะขัดขืนของเราเพื่อบอกรัฐบาลว่าถ่านหินคือความตาย และบอกสผ.ว่าให้ยกเลิกรายงาน EIA ฉบับฉ้อฉลนี้เสีย เพราะจะนำไปสู่หายนะของกระบี่และอันดามันรวมถึงภาคใต้โดยรวม หากเมื่อมีการปฏิรูประบบ EIA ค่อยมาพูดถึงกระบวนการนี้ แต่ในจังหวัดนี้ EIA คือเครื่องมือของการนำไปสู่โรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ใช่เครื่องมือของการหาคำตอบว่าจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างไร รัฐบาลต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ชัดเจน เมื่อหยุดกระบวนการถ่านหิน เราจะลุกขึ้นมาปฏิรูปพลังงานด้วยกัน” เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินกล่าวแถลงการณ์

“การปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศ ที่ตั้งท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินนี้ไม่เหมาะสมและมีโอกาสทำให้ทะเลปนเปื้อนจากสารเคมีและสารพิษจากถ่านหิน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ที่มีความสำคัญระดับโลก การพัฒนาอะไรต้องมองเห็นคนตรงพื้นที่นั้น อีกทั้งยังไม่มีเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดใดที่สามารถลดตะกั่วและปรอทได้” รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล ตัวแทนของเครือข่ายนักวิชาการ กล่าวในการแถลงการณ์

การแสดงท่านอนตายประท้วงคว่ำบาตร EIA  ผ่านไปเป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมงอย่างสงบภายใต้การเฝ้าสังเกตการณ์ของตำรวจอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาประมาณ 13.30 น. ที่การพิจารณาของ คชก. จะเริ่มขึ้น พี่น้องเครือข่ายและนักวิชาการได้ขอเชิญคณะคชก. ลงมาเพื่อฟังเสียงเดือดร้อนจากปากพี่น้องชาวกระบี่โดยตรงซึ่งเสียงเหล่านี้ไม่เคยได้อยู่กระบวนการ EIA อย่างไม่ชอบธรรมที่ กฟผ. อ้างถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่ผ่านมา

ทว่าทางเจ้าหน้าที่สผ.ไม่อนุญาต และกล่าวว่าไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติที่จะให้คชก.ลงมา แต่อนุญาตให้ขึ้นไปเพียง 3 คน โดยที่ไม่สามารถบันทึกภาพและเสียงใดๆ ทางเครือข่ายใช้เวลาขอร้องและเจรจาอยู่นาน ท้ายที่สุด รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล กล่าวว่า “ขอพบเพียงแค่ให้พี่น้องกระบี่ที่เดินทางมาไกลได้พูดเพียงแค่ 10 นาที ต่อหน้า คชก ทุกท่าน มีกฏหมายข้อใดหรือที่ห้ามไม่ให้ประชาชนเข้าไปฟัง?” จนในที่สุดพวกเราทั้งหมดทุกคนได้จึงได้รับอนุญาตให้ได้ขึ้นไปในห้องพิจารณารายงาน EIA ต่อหน้า คชก ทุกท่าน

นับได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การคัดค้านกระบวนการ EHIA ที่พวกเราทั้งหมดโดยพี่น้องกระบี่ร่วม 50 คน สามารถเข้าพบ คชก. ถึงห้องประชุม โดยต้องเดินขึ้นบันไดแถวเรียงหนึ่งเพื่อไปยังห้องประชุมบนชั้น 6  และเมื่อทุกคนเข้าไปในห้องประชุมแล้ว ตัวแทนกระบี่ก็ได้กล่าวขึ้นทั้งน้ำตา “ตรงนี้เป็นพื้นที่ทำมาหากินของพวกเรา เป็นตู้เอทีเอ็ม เป็นแหล่งส่งเสริมรายได้ของครอบครัว ถ้าถ่านหินเกิดขึ้นตรงนี้ แล้วจะมาจะทำมาหากินอะไร อยากขอทุกท่านว่า วันนี้เรามาด้วยความจริงใจพวกเราเดือดร้อน ขอให้ทุกท่านในที่นี้เอ็นดูชาวบ้าน เอ็นดูเด็กๆ พวกเราขอกราบ” เสียงนี้จบลงตรงหน้า คชก ทุกคนในเวลาจำกัด 10 นาที!

ความล้มเหลวขอกระบวนการ E(H)IA ในประเทศไทยได้ถูกตอกย้ำซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าและชัดเจนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ EIA ฉบับฉ้อฉล!กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินบ้านคลองรั้ว  ทำให้ก่อนหน้าสองสามวันที่ผ่านมานี้ ตัวแทนเครือข่ายปกป้องกระบี่ 5 คน จึงต้องเดินทางไปขอเข้าพบคณะคชก.ทั้ง 8 ท่านเพื่อฝากความหวังและอนาคตกระบี่เพื่อเป็นตัวแทนเสียงของประชาชนร่วมปกป้องกระบี่ในการประชุมวันนี้

จวบจนกระทั่งช่วงเวลา 17.00 น. นางปิยนันท์ โศภณคณาภรณ์ ผู้อำนวยการสผ. ได้ลงมาชี้แจงต่อชาวกระบี่ที่ยืนหยัดรอฟังผลการพิจารณา EIA ท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั้ว จ.กระบี่ มาตลอดทั้งวัน ว่าการพิจารณา EIA ในวันนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ยังคงต้องใช้เวลา เนื่องจากคชก.แต่ละท่านให้ความเห็นในด้านต่างๆ ว่ายังมีประเด็นข้อบกพร่องต้องพิจารณาแก้ไขอยู่มากที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องนำไปปรับแก้ โดยเฉพาะกรณีการขัดต่อกฎหมายพื้นที่แรมซ่าร์ไซต์ด้วยโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติ รวมทั้งวิธีการก่อสร้างและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ยังไม่มีความชัดเจน

อย่างน้อยในวันนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดไม่มีอยู่จริงในโลกนี้ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตไม่สามารถตอบโจทย์ได้ว่ามาตรการการบรรเทามลพิษสามารถทำได้จริง ทั้งคนกระบี่และคนเทพาที่มาในวันนี้จะไม่ยอมให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้น หลังจากนี้คงมีกระบวนการแก้ไขรายงาน EIA ไม่รู้ว่านานเท่าไร แต่สำหรับเราไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะในวันนี้เห็นได้ชัดแล้วว่ากฟผ.ไม่มีความชอบธรรม หลังจากนี้ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องถอดแผนโรงไฟฟ้าถ่านหินออกจากแผนพีดีพี และปฏิรูประบบ EHIA” ตัวแทนเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินกล่าว

หลังจากผ่านการต่อสู้ในกระบวนการ EIA ที่ไม่ชอบธรรมมาอย่างยาวนาน ในที่สุดความชอบธรรมก็กลับคืนสู่ประชาชน แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ เนื่องจาก กระบวนการ E(H)IA ยังคงเป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความชอบธรรมในการทำโครงการโดยขาดกระบวนการการรับฟังประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าของโครงการและชุมชน แม้กระทั่งคนในชุมชนด้วยกันเอง สิ่งที่จะหยุดความขัดแย้งและไม่ยั่งยืนทางพลังงานได้ คือ การหยุดยุคถ่านหิน ปฏิรูป EHIA เพื่อหยุดยั้งอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นตามมา และคอยสร้างบาดแผลร้ายให้กับชุมชน

ขอขอบคุณทุกเสียงที่ร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องไปถึงคณะคชก. หลายพันเสียงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  และ ผู้ร่วมปกป้องกระบี่ทั้งหมดกว่า 47,000 จาก ProtectKrabi.org, HugKrabi.org และ Change.org ได้ถูกส่งมอบให้กับนางปิยนันท์ โศภณคณาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงถึงพลังจากประชาชนที่หวังให้สผ.และคณะคชก.เป็นตัวแทนปกป้องกระบี่จากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เพราะกระบี่คือสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยทุกคน !

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — มีนาคม 6, 2558 ที่ 21:20
ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/ehia/blog/52254/
by posted under Uncategorized | Comments Off on บทใหม่แห่งชัยชนะ เปิดประตูปฏิรูป EHIA ปิดฉากถ่านหิน    

ทุกย่างก้าวเพื่อจุดจบยุคถ่านหิน ปฏิรูประบบ EHIA ประเทศไทย

March5
เพราะเหตุใดตัวแทนเครือข่ายปกป้องกระบี่ 5 คน ถึงมาเดินระยะทาง 13 กิโลเมตรในกรุงเทพฯ เพื่อฝากความหวังและอนาคตของกระบี่ให้กับคณะคชก.

หลายต่อหลายครั้งที่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดขึ้นจากการออกก้าวเดินของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง และในวันนี้ (3 มีนาคม 2558) ตัวแทนเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินและกรีนพีซได้ออกเดินรณรงค์ไปยังหน่วยงานรัฐและสถาบันอุดมศึกษาที่ คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) สังกัดอยู่ เพื่อฝากความหวังให้คณะคชก. ทั้ง 8 ท่าน ช่วยปกป้องกระบี่มรกตแห่งอันดามันให้พ้นจากอนาคตที่อยู่ใต้เงามืดของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินคลองรั้ว ในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2558 นี้

จากกระบี่สู่กรุงเทพฯ ฝากเสียงและความหวังของชาวกระบี่ และคนรักกระบี่อีกกว่า 46,000 เสียง จากทาง ProtectKrabi.org และ Change.org ส่งถึงคณะคชก. โดยวันนี้ตัวแทนเครือข่ายปกป้องกระบี่ ได้เดินเท้าไปพบ คชก. ทั้งหมด 4 ท่าน ด้วยใจมุ่งมั่นต้องการยื่นข้อเรียกร้องและฝากความหวังให้ถึงมือท่าน ทั้ง 5 คนออกเดินด้วยการเริ่มจากกรมควบคุมมลพิษ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วมุ่งสู่ย่านสยามสแควร์ เพื่อไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ถ่านหินเป็นมหันตภัยร้าย และการหยุดถ่านหินถือเป็นภารกิจสำคัญของคนไทยและโลกเรากังวลว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชน เราจึงมาเพื่อหารือกันในวันนี้ เรามาเพราะเราไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากหยุดกระบวนการที่จะได้มาซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน” หนึ่งในตัวแทนเครือข่ายปกป้องกระบี่ กล่าว

13 กิโลเมตรที่เปี่ยมไปด้วยความหวังเริ่มต้นที่กรมควบคุมมลพิษ เพื่อพบ นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศและเสียง ซึ่งได้ร่วมกันหารือด้วยบรรยากาศเป็นมิตร “คณะคชก.เป็นอิสระ ให้ความเห็นตามทิศทางความเชี่ยวชาญของตนเอง วันศุกร์นี้ผมจะพิจารณาโดยละเอียด ตามข้อห่วงใยของตัวแทนเครือข่าย แต่ทางสผ.ไม่สามารถชะลอโครงการนี้ได้ จำเป็นต้องเป็นเจ้าของโครงการ” นายเถลิงศักดิ์ กล่าว

ย่างก้าวต่อมา ทั้ง 5 คนได้เดินมาถึง คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในย่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้พบกับ นายสุวิทย์ ชุมนุมศิริวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำเสียและการระบายน้ำ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ประจำภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล อย่างไรก็ตามทั้ง 5 คน ได้ฝากความหวังไว้กับตัวแทนของคณะที่ออกมารับเรื่อง และหวังว่าอาจารย์จะพิจารณาโครงการนี้ด้วยความชอบธรรม และเป็นไปตามข้อเท็จจริงด้านสาธารณสุขซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชุมชน สมกับความเชี่ยวชาญและความนับถือของทุกคนในมหาวิทยาลัย

ต่อมาตัวแทนเครือข่ายปกป้องกระบี่ได้ออกเดินต่อมุ่งหน้าสู่สยามสแควร์เพื่อให้คนเมืองได้รับรู้ถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของโลกแห่งนี้ โดยระหว่างทางได้มีผู้ให้ดอกไม้เป็นกำลังใจ และบ้างก็สงสัยว่า “ฮักกระบี่” และ “ปกป้องกระบี่จากถ่านหิน” คืออะไร แต่อย่างน้อยในวันนี้ผู้คนในเมืองก็เริ่มสะกิดใจถึงปัญหาที่กำลังคุกคามความสวยงามของมรกตแห่งอันดามัน

เราได้มาถึงทั้งสองคณะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข และวิศวรรมศาสตร์ แต่น่าเสียดายที่อาจารย์ทั้งสองท่านไม่อยู่ แต่เราต้องขอบคุณตัวแทนของ นายวัฒนสิทธิ์ ศิริวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และ รศ. ดร. พูลศักดิ์ เพียรสุสม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้าง โดย รศ.ดร. สรวิศ นฤปิติหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา ได้ให้เกียรติเป็นตัวแทนมาพบ และกล่าวว่า “เชื่อว่าตัวแทนคชก.แต่ละท่านที่มาจากสาขาความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน ได้รับการคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว และจะพิจารณาได้อย่างตรงไปตรงมาและเหมาะสม”

การเดินไปเยี่ยมเยือนคณะคชก. ทั้ง 4 ในวันนี้ได้สิ้นสุดลง และเปี่ยมไปด้วยความหวัง ถึงแม้จะเป็นระยะทางที่ไม่ไกลนัก แต่เรายังต้องหวังอีกว่าก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยก็คงจะไม่ยาวไกลเช่นกัน “ประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูประบบ E(H)IA ทั้งระบบอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอให้มีกำกับดูแล จากหน่วยงานอิสระด้านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่แยกจาก สผ. เพื่อให้กระบวนการจัดทำรายงาน E(H)IA เป็นไปตามหลักการทางวิชาการอย่างแท้จริง มีความยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายพลังงานระดับชาติต้องมีวิสัยทัศน์และเจตจำนงทางการเมืองที่มุ่งมั่นต่อระบบพลังงานหมุนเวียนผสมผสานและกระจายศูนย์ที่เป็นความมั่นคงด้านพลังงานที่แท้จริง มิใช่การเสพติด “ถ่านหิน” ซึ่งไม่มีอนาคตในสังคมที่ยั่งยืนและปลอดภัย” ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเดินในครั้งนี้ กล่าว

ทุกย่างก้าวของตัวแทนเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินทั้ง 5 คน ในวันนี้ จะเป็นก้าวของพี่น้องกระบี่ที่ส่งต่อคนไทยทั้งประเทศ เพราะกระบี่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยทุกคนที่มั่งคั่งไปด้วยแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและเศรษฐกิจ ซึ่งก้าวนี้จะยังเป็นก้าวสำคัญของอนาคตสีเขียวของไทย ที่มีพลังงานหมุนเวียนใช้อย่างยั่งยืน พร้อมจะเป็นกระบี่ Go Green ดังที่ชาวกระบี่ตั้งปฏิญญาไว้ และตามที่ศักยภาพของจังหวัดกระบี่มีอย่างเต็มร้อย

ติดตามอีกครั้งว่า การเดินของตัวแทนเครือข่ายปกป้องกระบี่ในวันที่ 5 มีนาคม จะเป็นอย่างไร ….วันนี้คุณได้ลงมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือยัง ร่วมลงมือปกป้องถ่านหินกับเราได้ที่ ProtectKrabi.org และส่งเสียงถึงคณะคชก.ได้ที่ http://bit.ly/beourvoice

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — มีนาคม 3, 2558 ที่ 19:35

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/ehia/blog/52224/

by posted under สิ่งแวดล้อม | Comments Off on ทุกย่างก้าวเพื่อจุดจบยุคถ่านหิน ปฏิรูประบบ EHIA ประเทศไทย    

เปิดบ้านหมีขาว ทักทายและปกป้องเจ้าบ้านอาร์กติกทั้ง 13 ชนิด

February27

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ของทุก ๆ ปี เป็นวันหมีขั้วโลกสากล หรือ International Polar Bear Day :ซึ่งกำหนดไว้เพื่อให้เราตระหนักถึงการอนุรักษ์และปกป้องเหล่าหมีขั้วโลกที่อาศัยอยู่ในทวีปอาร์กติก

เมื่อได้ยินคำว่าอาร์กติก เรามักนึกถึงอะไรบ้าง? ผู้คนส่วนใหญ่ก็คงจะนึกถึง น้ำแข็ง ความหนาวเย็น และ หมีขั้วโลก แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากหมีขั้วโลกที่น่ารักแล้ว ยังมีเพื่อนสัตว์อีกหลายชนิดอาศัยอยู่ที่อาร์กติกหลังจากที่เราร่วมกันผลักดันปกป้องอาร์กติกกันมายาวนาน ลองมารู้จักกับผองเพื่อนของหมีขั้วโลกที่อาศัยอยู่ที่ดินแดนอาร์กติก แล้วคุณจะหลงรักดินแดนน้ำแข็งแสนมหัศจรรย์นี้มากขึ้น


เกาะน้ำแข็งกลาเซียร์ในสฟาลบาร์ อาร์กติก

แน่นอนว่าน้อยคนนักที่มีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในอาร์กติก จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้อาศัยอยู่ที่นั่นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สงบสุข ซึ่งผู้อาศัยที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ก็ไม่ใช่ชาวเอสกิโม แต่เรากำลังพูดถึงเหล่าสัตว์นานาชนิดที่พึ่งพาอาร์กติกเป็นบ้าน แม้ว่าอุณหภูมิที่ติดลบและป่าบอเรียลอันขรุขระอาจจะดูเป็นภูมิภาคที่ไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ เชื่อหรือไม่ว่าสัตว์เหล่านี้สามารถเติบโตในเขตทุนดราของอาร์กติกได้อย่างน่ามหัศจรรย์

 เราอาจรู้จักสัตว์ทั้ง 13 ชนิดนี้กันบ้างแล้ว ยกตัวอย่างเช่น หมีขั้วโลก หรือ นกเค้าแมวหิมะ แต่ก็ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่มีลักษณะแปลกแตกต่างจากที่เราเคยรู้จัก เช่น สัตว์ที่มีฉายาว่า “ยูนิคอร์นแห่งท้องทะเล” และ แมวป่าแคนาดา เป็นต้น วันนี้ เราจะไปรู้จักกับเพื่อน ๆ ตัวแทนแห่งทวีปอาร์กติก ภูมิภาคแห่งน้ำแข็งกัน

แม่และลูกหมีขั้วโลกบริเวณเกาะ สฟาลบาร์ อาร์กติก

หมีขั้วโลก (Polar Bear)

หมีขั้วโลกได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาคอาร์กติกด้วยความน่ารักและสง่างามของมัน  หมีขั้วโลกเป็นที่รู้จักในอีกหลากหลายชื่อ เช่น “nanook” “nanuq” “หมีน้ำแข็ง” “หมีทะเล” และ “isbj” เจ้าหมีขาวร่างยักษ์นี้ก็เป็นหนึ่งในหลายสายพันธุ์ที่ได้รับการพิจารณาให้อยู่ในระดับ “เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” และได้รับการคุ้มครองโดยสหรัฐแบบเดียวกับวาฬเบลูกา โดยอ้างอิงจากองค์กร U.S. Fish and Wildlife Service

แม้ว่ารูปร่างหน้าตาที่ดูน่ารักของหมีขั้วโลกนี้จะทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นสัตว์ที่น่ารัก แต่หมีขั้วโลกเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กินเนื้อ ซึ่งของโปรดของมันก็คือ แมวน้ำ ไม่แปลกใจเลยที่พวกมันจะอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลเป็นส่วนใหญ่

ถึงจะดูน่ารักน่าเกรงขาม แต่หมีขั้วโลกกำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างร้ายแรง ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อความเป็นอยู่ของหมีขั้วโลกเพราะน้ำแข็งที่ละลายเร็วเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้หมีล่าเหยื่อได้ยากขึ้น ทำให้หมีขั้วโลกเผชิญกับความอดอยาก และการขาดแคลนอาหาร

ตามอนุสัญญาการตกลงอนุรักษ์หมีขั้วโลกอย่างยั่งยืน ประเทศที่ลงนามกับอนุสัญญาดังกล่าวจะต้องออกกฎห้ามล่าสัตว์ชนิดนี้ นอกจากนี้หมีขั้วโลกยังถูกระบุไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าสัตว์สูญพันธุ์ระหว่างประเทศอีกด้วยว่า เป็นสัตว์ที่ต้องมีถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดในการซื้อขายสัตว์ระหว่างประเทศ


ภาพ: นกเค้าแมวหิมะในแคนาดา ขอบคุณภาพจาก nationalgeographic.com

นกเค้าแมวหิมะ (Snowy Owl)

หากใครที่เป็นแฟนวรรณกรรมเยาวชนชื่อดังอย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็คงจะรู้จักเพื่อนผู้ภักดีของแฮร์รี่อีกตัวหนึ่งเป็นอย่างดี นั่นก็คือเฮ็ดวิกส์ ถูกต้องแล้ว เฮ็ดวิกส์คือนกเค้าแมวหิมะ นกสายพันธุ์นี้เป็นนกเพียงชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ในอาร์กติกทั้งปี พวกมันอาศัยอยู่ในเขตตอนเหนือของทวีปอเมริกาและตอนเหนือของยุโรป เมื่อโตเต็มวัยนกเค้าแมวหิมะมีขนาดลำตัวใหญ่ มีสีขาวสะอาด ขนที่ปีกจะมีแต้มสีดำบ้าง มันมีดวงตากลมโตบ้างก็มีสีเหลือง บ้างก็มีสีฟ้า แตกต่างจากตอนที่พวกมันเป็นลูกนก เพราะเมื่อครั้งที่พวกมันยังเด็ก ขนของมันจะมีสีเทาปกคลุมทั้งตัว



วูฟเวอร์รีน ขอบคุณภาพจาก mnn.com

วูฟเวอร์รีน (Wolverine)

อย่าเพิ่งตกใจและนึกถึงความเก่งกาจของซูเปอร์ฮีโร่วูฟเวอร์รีนในภาพยนตร์ที่มีชื่อเหมือนกัน เพราะเจ้าสัตว์ชนิดนี้ลักษณะทางกายภาพของมันไม่เหมือนกับหมาป่าเลยซักนิด ความจริงแล้ววูฟเวอร์รีนเป็นสัตว์ในตระกูลพังพอน มีลักษณะคล้ายกับนากแม่น้ำ แล้วก็ไม่ได้มีกรงเล็บอะดาแมนเทียมที่พับเก็บได้อีกด้วย แต่ข้อมูลจาก U.S. Fish and Wildlife Services องค์กรที่มุ่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา สิ่งมีชีวิต และพืชพันธุ์ ในอเมริกา ให้คำตอบว่า วูฟเวอร์รีนมีกรงเล็บกึ่งพับได้ เพื่อใช้ในการขุดหิมะและปีนต้นไม้


แมวป่าแคนาดาใช้อุ้งเท้าที่หนาเดินบนเกล็ดน้ำแข็ง ขอบคุณภาพจาก mnn.com

แมวป่าแคนาดา (Canada lynx)

โดยทั่วไปเรามักจะเห็นแมวป่าที่มีขนาดเล็ก แต่รูปร่างอันใหญ่โตของแมวป่าแคนาดาจะทำให้เราตะลึง เพราะมันมีช่วงขาที่ยาวมากและอุ้งเท้ากว้างปกคลุมไปด้วยขนเพื่อทำให้ทนต่อความหนาวและเดินในหิมะได้ง่ายขึ้น แมวป่าแคนาดาล่ากระต่ายหิมะ (ญาติห่างๆของกระต่ายอาร์กติก) เป็นอาหาร

ในช่วงปี พ.ศ.2503 – พ.ศ.2512 แมวป่าแคนาดาในโคโรลาโดเกือบต้องสูญพันธ์ไป แต่ก็โชคดีที่ความพยายามอนุรักษ์และเพิ่มประชากรแมวป่าสายพันธุ์นี้ประสบความสำเร็จ ปัจจุบันองค์กร  U.S. Fish and Wildlife Service ได้พิจารณาและประกาศในรัฐอย่างน้อยใน 48 รัฐ ให้สัตว์ชนิดนี้อยู่ในระดับ “เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” และต้องอนุรักษ์


หงส์ทุนดรา ขอบคุณภาพจาก en.wikipedia.org

หงส์ทุนดรา (Tundra swan)

หงส์ทุนดราเป็นสัตว์ที่มีการอพยพโยกย้ายในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง โดยจะอพยพไปยังอลาสก้าในฤดูใบไม้ผลิของทุก ๆ ปี เพื่อสร้างรังและวางไข่ ส่วนในฤดูใบไม้ร่วง พวกมันจะย้ายไปตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ตามชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกตั้งแต่ นอร์ท แคโรไลนา ไปจนถึง รัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา



จิ้งจอกแดงในเยลโล่สโตน ขอบคุณภาพจาก nationalgeographic.com

สุนัขจิ้งจอกแดง (Red fox)

อันที่จริงแล้ว สุนัขจิ้งจอกแดงไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของอาร์กติก เพราะเราสามารถพบเห็นสุนัขจิ้งจอกแดงได้เกือบทุก ๆ ภูมิภาคในโลก ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติก โชคไม่ดีที่มันมักจะเป็นภัยคุกคามต่อสัตว์ในระบบนิเวศต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่นในออสเตรเลีย เมื่อปี พ.ศ. 2398 มนุษย์ได้นำจิ้งจอกแดงเข้ามาเลี้ยงเอาไว้ออกล่านกและสัตว์อื่นเพื่อความสนุกสนาน จนกระทั่งพวกมันขยายพันธ์ไปอย่างรวดเร็ว  150 ปีหลังจากนั้น สุนัขจิ้งจอกแดงแห่งอาร์กติกนี้กำลังคุกคามจำนวนประชากรนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพื้นเมืองในประเทศออสเตรเลีย



วาฬเบลูกา ขอบคุณภาพจาก mnn.com

วาฬเบลูกา (Beluga)

วาฬเบลูกาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีลักษณะพิเศษ พวกมันเป็นวาฬที่มีส่วนหัวเล็ก แต่ช่วงลำตัวแข็งแรง ตัวโตเต็มวัยไม่มีครีบบนหลัง ในอดีตการล่าสัตว์ในเชิงพาณิชย์เป็นภัยคุกคามวาฬชนิดนี้

วาฬสีขาวที่มีชื่อเสียงโด่งดังนี้พบเห็นได้บริเวณกระแสน้ำเย็นใน อลาสก้า แคนาดา กรีนแลนด์และรัสเซีย อย่างไรก็ตามจำนวนประชากรของมันน่าเป็นห่วงมากและถูกพิจารณาว่าเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อีกด้วย โดยวาฬเบลูกาที่สำรวจพบในอลาสก้า สหรัฐอเมริกา เหลือเพียงแค่ 5 ตัว จากการสำรวจประชากรวาฬเบลูก้าที่อ่าว คู้ก อินเลท บริเวณอลาสก้า มีวาฬหนึ่งในไม่กี่ตัวที่ไม่อพยพย้ายถิ่น

เมื่อเร็วๆ นี้ พวกมันได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายของสหรัฐที่ให้วาฬเบลูกาเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์


กวางคาริบู ขอบคุณภาพจาก nationalgeographic.com

กวางคาริบู (Caribou)

หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ กวางเรนเดียร์ เราสามารถพบเจ้ากวางคาริบูนี้ได้ในแถบตอนเหนือและตอนใต้ของอลาสก้า แคนาดา รัสเซียและกรีนแลนด์ พวกมันเป็นกวางสายพันธุ์เดียวที่ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีเขาเหมือนกัน ประชากรกวางคาริบูอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกับประชากรของหมีขั้วโลกและวาฬเบลูกา กวางคาริบูได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายเนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อีกเช่นกัน


นาร์วาฬ ขอบคุณภาพจาก assets.worldwildlife.org

นาร์วาฬ (Narwhal)

นาร์วาฬนี้เองที่มีฉายาว่า “ยูนิคอร์นแห่งท้องทะเล” เพราะความยาวของงา(บางครั้งยาวมากกว่า120 นิ้ว!) ที่งอกออกมาจากขากรรไกร คล้ายกับเขาของยูนิคอร์น นาร์วาฬอาศัยอยู่ในแถบอาร์กติกตลอดทั้งปี ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะพิเศษนี้อาศัยอยู่ในกรีนแลนด์และแคนาดา อาหารของมันคือปลาหมึก แม้เราจะทราบแล้วว่างาของมันไม่ได้ใช้สำหรับล่าสัตว์ แต่วิธีการหาอาหารและการผสมพันธุ์ของนาร์วาฬยังคงเป็นเรื่องลึกลับที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่กล้าฟันธง อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานไว้ว่า งาของนาร์วาฬคือสิ่งที่ดึงดูดตัวเมียในเวลาหาคู่


สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก ขอบคุณภาพจาก nationalgeographic.com

สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก (Arctic Fox)

สุนัขจิ้งจอกอาร์กติกพบได้ในระบบนิเวศอาร์กติก ซึ่งพบมากที่สุดในซีกโลกเหนือ แต่จะอยู่ในไอซ์แลนด์ ที่ที่เป็นพื้นที่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้น พวกมันอพยพมาถึงไอซ์แลนด์ในช่วงยุคน้ำแข็งตอนปลาย ก่อนที่จะข้ามน้ำแข็งไปยังเกาะภูเขาไฟ จิ้งจอกสายพันธุ์นี้ถูกคุกคามและใกล้สูญพันธุ์ในสแกนดิเนเวียร์ ที่ที่มันได้รับการปกป้องอย่างเข้มงวดมานานหลายทศวรรษ


นกเกรท อัค ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ลอส แองเจลิส
ขอบคุณภาพจาก nationalgeographic.com

นกเกรท อัค(Great Auk)

นกจำพวกนี้คือนกสายพันธุ์ดั้งเดิมของเพนกวินและเป็นนกที่บินไม่ได้ชนิดแรกที่เราเรียกว่า “เพนกวิน” พวกมันเคยอาศัยอยู่บริเวณมหาสมุทรทางตอนเหนือของแอตแลนติก แคนาดา และพบได้ในทางตอนใต้ของ นิว อิงแลนด์ ในที่สุด เพราะการล่านกเกรท อัค เป็นเหตุทำให้พวกมันต้องสูญพันธุ์ไปเมื่อช่วงปี พ.ศ.2330

เพราะการสูญพันธุ์ของนกเกรท อัค นี้เอง จึงทำให้ไม่มีนกเพนกวินอาศัยอยู่ในทวีปอาร์กติก เหลือแต่นกเพนกวินมีถิ่นที่อยู่อาศัยแค่ในซีกโลกใต้เท่านั้น นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมจึงไม่มีนกเพนกวินอาศัยอยู่ในอาร์กติก



นกพัฟฟินแอตแลนติก ขอบคุณภาพจาก en.wikipedia.org

นกพัฟฟินแอตแลนติก (Atlantic Puffin)

เจ้านกหน้าตาน่ารักน่าชังนี้ รู้จักกันในนามว่า พัฟฟิน พวกมันเป็นญาติห่าง ๆ กับนกเกรท อัค แต่โชคดีที่พวกมันยังมีชีวิตอยู่และสามารถพบได้ในตอนเหนือของยุโรป อารก์ติก นิวฟาวด์แลนด์ และส่วนหนึ่งของ รัฐเมน เจ้านกทะเลพันธุ์นี้ใช้เวลากว่าทั้งชีวิตว่ายบนผืนน้ำ หาปลาและปลาหมึกเป็นอาหาร หากเมื่อใดนกเหล่านี้ขึ้นบก เมื่อนั้นจะเป็นฤดูผสมพันธุ์ของนกพัฟฟินและเป็นสัญญาณว่าฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนกำลังจะมาถึง

กระต่ายอาร์กติก ขอบคุณภาพจาก animals.nationalgeographic.com

กระต่ายอาร์กติก (Arctic hare)

สิ่งมีชีวิตขนปุกปุยนี้พบได้ในเขตรัฐอลาสก้า แคนาดา กรีนแลนด์ และอาร์กติก ซึ่งสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจของเจ้ากระต่ายอาร์กติกก็คือความสามารถในการพรางตัว ในช่วงฤดูหนาว กระต่ายสายพันธุ์นี้จะผลัดขนขนทั้งตัวกลายเป็นสีขาวเพื่อพรางตัวให้กลืนไปกับหิมะ แต่ในช่วงฤดูร้อนขนของมันก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลเทา

เจ้ากระต่ายอาร์กติกเป็นสัตว์สายพันธุ์ที่ไม่ได้อยู่ในระดับที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แต่หากเกิดการขุดเจาะน้ำมันในอาร์กติก บ้านของสัตว์ทั้ง 13 ชนิดแล้วล่ะก็ สักวันหนึ่งกระต่ายอาร์กติกอาจต้องเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ถูกคุกคามและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แมวป่าแคนาดาคงเหลือแต่เพียงรูปถ่าย และยูนิคอร์นแห่งท้องทะเลก็คงจะกลายเป็นเพียงตำนาน ซึ่งเราคงไม่อยากให้เหตุการณ์การสูญพันธุ์ของสัตว์เกิดขึ้นอีก

อาร์กติกเป็นภูมิภาคที่เปราะบาง และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด หากอุตสาหกรรมน้ำมันและการประมงมุ่งแสวงหาประโยชน์จากอาร์กติกก็จะยิ่งเป็นการเร่งให้หมีขั้วโลก และเพื่อนสัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้ขยับเข้าใกล้การสูญพันธุ์เร็วขึ้น แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะร่วมรวมพลังกันปกป้องอาร์กติก บอกให้โลกรู้ว่าอาร์กติกสำคัญกับเหล่ามนุษย์และสัตว์มากขนาดไหน!

ร่วมปกป้องอาร์กติก

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.mnn.com

Blogpost โดย แปลและเรียบเรียงโดย Supang Chatuchinda — กุมภาพันธ์ 27, 2558 ที่ 8:54

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/13/blog/52194/

by posted under Uncategorized | Comments Off on เปิดบ้านหมีขาว ทักทายและปกป้องเจ้าบ้านอาร์กติกทั้ง 13 ชนิด    

ความหวังท่ามกลางม่านหมอกมลพิษ จุดเปลี่ยนจากถ่านหินสู่พลังงานหมุนเวียนของจีน

February25

นอกจากพลังงานถ่านหินจะมอบบาดแผลให้กับสิ่งแวดล้อมและชุมชนผู้อยู่อาศัยโดยรอบแล้ว ยังมอบบทเรียนเล่มใหญ่ให้เป็นที่ระลึก ถึงแม้จะเป็นบทเรียนที่ไม่น่าเรียนรู้สักเท่าไรนักเพราะแลกมาด้วยน้ำตา ถิ่นที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือแม้แต่ชีวิตของคนในชุมชน ขณะที่ชาวแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ได้รับชัยชนะบนความสูญเสียหลังจากสู้คดีมายาวนานกว่าสิบปี และชาวไทยกำลังได้เรียนรู้ถึงบทเรียนราคาแสนแพงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่จีนเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาหมอกควันพิษในกรุงปักกิ่งที่มีปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก แต่หลังจากที่จีนลดการใช้ถ่านหินลงในปี 2557 ที่ผ่านมา สภาพอากาศของปักกิ่งก็ดีขึ้น เล็กน้อย และความหวังในการกู้วิกฤตโลกร้อนของโลกก็ดูจะสดใสขึ้น

เมื่อปี2554 ปริมาณมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ประเทศจีนนั้นอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชาชนกว่า 257,000 คน โดยองค์การอนามัยโลกระบุไว้ว่า มลพิษทางอากาศนั้นส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งประเทศจีนมีโรงไฟฟ้าถ่านหินมากกว่า 2,300 โรง ที่ผ่านมานั้นประเทศจีนพึ่งพาถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลักถึงเกือบร้อยละ 80 ของประเทศเมื่อปี 2555  และมีอัตราการเติบโตของโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างรวดเร็ว มหานครใหญ่อย่างปักกิ่งก็ตกอยู่ในม่านหมอกของมลพิษ ขณะที่ประชาชนก็ยังคงต้องดำเนินชีวิตประจำวันต่อไปอย่างไร้ทางเลือก

“สิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งและทำให้ผมประหลาดใจมาก คือ ผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติแม้แต่ในวันที่เต็มไปด้วยหมอกมลพิษ” Jia Zhangke ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนกล่าว “แม้ในวันที่คุณภาพอากาศวัดดัชนีได้ว่ามีหนาแน่นเฉลี่ย 200-300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และอากาศกลายเป็นสีเทา ผมก็ยังคงเห็นผู้คนเต้นอยู่กลางจตุรัส หนุ่มสาวก็ยังคงเที่ยวเล่นกัน ทุกคนต่างทำสิ่งต่างๆ ที่ทำปกติในชีวิตประจำวัน”

 

/>

ผู้กำกับชาวจีนชื่อดังได้ร่วมมือกับกรีนพีซเอเชียตะวันออกถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมจีนผ่านทางภาพยนตร์สั้น “Smog Journeys” โดยถ่ายทำในกรุงปักกิ่งและมณฑลเหอเป่ย ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมถ่านหินที่อยู่รายล้อมกรุงปักกิ่ง และภาพยนตร์นี้ก็ได้สื่อถึงสิ่งที่เด็กได้พบเห็นในแต่ละวันที่เต็มไปด้วยหมอกพิษ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใด รวยหรือจน ทุกคนล้วนต่างต้องอาศัยอากาศที่บริสุทธิ์ในการหายใจ แม้แต่กลุ่มคนที่รวยที่สุดในกรุงปักกิ่งที่เก็บตัวอยู่ในบ้านพร้อมเครื่องกรองอากาศและหน้ากากชั้นดี ก็ไม่สามารถหลีกหนีวิกฤตมลพิษทางอากาศนี้ได้พ้น

“ปัญหาหมอกควันมลพิษเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวจีนทุกคนต้องเผชิญ ทำความเข้าใจ และแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน” Jia Zhangkeกล่าว

สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเทศบาลปักกิ่งแจ้งว่าปี 2557 ที่ผ่านมา ปริมาณฝุ่นละอองขนาด 2.5 พีเอ็มที่เล็กพอจะแทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อปอดลดลงร้อยละ 4 จากปีก่อนหน้านั้น โดยมีความหนาแน่นเฉลี่ย 85.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่จำกัดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อีกทั้งยังระบุว่า 22 วันที่คุณภาพอากาศดีกว่าปี 2556 และ 45 วันที่มลภาวะทางอากาศสูงมาก ซึ่งลดลง 13 วันจากปี 2556

เมื่อวิกฤตมลพิษทางอากาศของปักกิ่งเริ่มเกินเยียวยา รัฐบาลจีนได้ประกาศทำสงครามกับมลภาวะ และฟื้นฟูคุณภาพอากาศของจีนภายในปลายปี 2556 โดยหันเหทิศทางของเศรษฐกิจออกจากอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาลตั้งแต่ปี 2555 ล่าสุดตามรายงานการประเมินล่าสุดของสมาคมอุตสาหกรรมถ่านหินแห่งจีน ปี 2557 จึงเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษที่จีนมีการใช้ถ่านหินลดลง

“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดสำคัญสำหรับประเทศจีนในการต่อสู้กับมลพิษทางอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นไปสู่จุดอิ่มตัวของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกอีกด้วย” ฟาง หยวน เจ้าหน้าที่กรีนพีซ เอเชียตะวันออกกล่าว

ปัจจัยที่มีส่วนในการช่วยลดปริมาณการใช้ถ่านหินเมื่อปีที่แล้วมีหลายประการ ซึ่งประการสำคัญได้แก่ การผลิตพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงของทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมหนักไปสู่ภาคส่วนเศรษฐกิจใหม่  ซึ่งจีนประสบความสำเร็จในการเพิ่มสถิติของกำลังการผลิตไฟฟ้าผ่านสายส่งจากพลังงานลม (20 กิกะวัตต์) และ พลังงานแสงอาทิตย์ (11 กิกะวัตต์) การพัฒนาในแง่บวกที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อไม่นานมานี้จีนได้กำหนดให้ 4 มณฑลที่ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจสำคัญ จัดทำเป้าหมายในการลดการใช้ถ่านหิน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวไปแล้วในมณฑลอื่นอีก 4 มณฑล ซึ่งมณฑลเหล่านี้ใช้ถ่านหินมากกว่า 6 ร้อยล้านเมตริกตันต่อปี ซึ่งเกือบจะเท่ากับปริมาณการใช้ถ่านหินในอินเดียทั้งประเทศ

ถึงแม้จะตกอยู่ในม่านหมอกของควันพิษมาแสนนาน แต่เมื่อลดและเลิกเสพติดตัวการก่อมลพิษและวิกฤตโลกร้อนอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินลงได้ ท้องฟ้าจะคืนความสดใสมาสู่กรุงปักกิ่งอย่างแน่นอน แต่บทเรียนราคาแสนแพงและเต็มไปด้วยมลพิษเช่นนี้ ประเทศไทยคงไม่ต้องการเดินซ้ำรอยความผิดพลาดเช่นนี้ อากาศบริสุทธิ์เป็นสิทธิพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่ของทุกคน คงจะไม่มีท้องฟ้าแห่งในใต้เมืองไทยที่จะคุ้มค่ากับการแลกมาซึ่งมลพิษจากถ่านหินอย่างแน่นอน

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — กุมภาพันธ์ 24, 2558 ที่ 17:17

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/52179/

edit @ 25 Feb 2015 23:03:19 by กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

by posted under สิ่งแวดล้อม | Comments Off on ความหวังท่ามกลางม่านหมอกมลพิษ จุดเปลี่ยนจากถ่านหินสู่พลังงานหมุนเวียนของจีน    

13 สัตว์ ที่เราอาจต้องบอกลาตลอดกาลในปี 2558

February18

ครั้งหนึ่ง เซอร์เดวิด แอทเดนเบอโรว์ นักข่าวและนักอนุรักษ์เคยตั้งคำถามเอาไว้ว่า “เราจะมีความสุขหรือ ถ้าหลาน ๆ ของเรารู้จักช้างเพียงแค่รูปในหนังสือ ?”

ปีนี้เป็นปีครบรอบ 100 ปี การจากไปของ มาร์ธา นกพิราบนักเดินทาง พันธุ์เก่าแก่ของทวีปอเมริกา มาร์ธา มีชีวิตอยู่ในสวนสัตว์ได้เพียง 14 ปี  หลังจากพี่น้องของมันที่อาศัยอยู่ในป่าเริ่มสูญพันธุ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ แรดสีขาวอายุ 44 ปีก็เพิ่งตายในสวนสัตว์ที่ซานดิเอโก  โลกของเราจึงเหลือแรดสีขาวจำนวนเพียง 5 ตัวเท่านั้น และแน่นอน ทั้งหมดไม่ได้อาศัยอยู่ในป่า มีโอกาสสูงที่ลูกหลานของเราจะไม่มีโอกาสได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่งนี้อีก

ความจริงแล้ว โลกของเรากำลังจะสูญเสียพันธุ์สัตว์ จำนวนมากไปจากโลก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเป็น การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่รอบที่ 6 ในประวัติศาสตร์ ร้อยละ 30-50 ของสัตว์ทุกชนิด มีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อย ๆ และอาจสูญพันธ์ภายในอีก 50 ปี หากถามว่าเป็นความผิดใคร ก็ต้องโทษพวกเราเอง

“การทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย การปล่อยมลพิษ หรือการทำประมงเกินขนาด เป็นการฆ่าสัตว์ป่าและถิ่นที่อยู่อาศัยของมัน หรือไม่ก็เป็นการทำให้พวกมันใกล้ตาย” ดีเร็ก ทิตเทนเซอร์ นักนิเวศวิทยาทางทะเลประจำศูนย์อนุรักษ์และตรวจสอบสิ่งแวดล้อมโลก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์  กล่าว “ปัญหาดังกล่าวกำลังจะเป็นเรื่องใหญ่ของยุค เพราะสภาวะโลกร้อนยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นและเป็นสาเหตุบ่อนทำลายสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้”

ในเดือนธันวาคม ปีพ.ศ. 2557 องค์การสหประชาชาติได้จัดการประชุมเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนขึ้นโดยมี 190 ประเทศเข้าร่วม ณ เมืองลิมา ประเทศเปรู เพื่อหาทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีต่อไปให้มากที่สุด การประชุมจบลงด้วยข้อตกลงประเด็นการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยต่อสู้กับสภาวะโลกร้อนได้เท่าไหร่นัก

นอกจากนี้การคอร์รัปชั่นและการค้าออนไลน์แบบผิดกฎหมายยังเป็นภัยคุกคามต่อความพยายามในการอนุรักษ์สัตว์อีกด้วย  มีการประมาณมูลค่าจากอุตสาหกรรมการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านดอลล่าสหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งเป็นการค้าแบบผิดกฎหมายที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 รองจากการค้ายาเสพติด เหตุเพราะความต้องการนำสัตว์ป่าไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง ของที่ระลึก ส่วนผสมในยา หรือแม้กระทั่งอาหารและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

ไม่ต้องสงสัยว่าเรากำลังต่อกรกับความโลภของมนุษย์ที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่การปกป้องและอนุรักษ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์เหล่านี้ก็เป็นการต่อสู้ที่เรายอมแพ้ไม่ได้

และสัตว์ป่าต่อไปนี้คือสัตว์ป่าที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปในปี พ.ศ.2558

เสือดาวอามัวร์

 

(SEBASTIEN BOZON/AFP/Getty Images)

เสือดาวอามัวร์ถูกล่าเพราะรูปร่างที่สวยงาม ขนด่าง ซึ่งในตระกูลแมวป่านั้น เสือดาวอามัวร์เป็นสัตว์หายากมากที่สุดและใกล้สูญพันธุ์ไปจากโลกเต็มที พวกมันอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ระหว่างฝั่งตะวันออกที่ไกลในรัสเซียกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ปัจจุบัน มีเสือดาวอามัวร์ประมาณ 30 ตัวหลงเหลืออยู่ในป่าแถบนั้น เพราะสัตว์ชนิดนี้กำลังเผชิญกับการรุกล้ำและถูกทำลายที่อยู่อาศัย อีกทั้งยังไม่มีอาหารมากพอ

ช้างสุมาตรา

 

(Wikimedia Commons)

ช้างสุมาตราคือช้างที่มีขนาดเล็กที่สุดในเอเชีย ปัจจุบันมีช้างสุมาตราอาศัยอยู่ในป่าอยู่ประมาณ  2,400 ถึง 2,800 ตัว แต่สิ่งที่น่าตกใจคือจำนวนประชากรของช้างชนิดนี้ลดลงกว่าร้อยละ 80 ในเวลาไม่ถึง 25 ปีเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า ไม่มีแหล่งที่อยู่อาศัย และความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับช้างบนเกาะสุมาตรา

อีกปัจจัยหนึ่งก็คืองาช้าง แม้ว่าช้างสุมาตราตัวผู้มีขนาดงาที่ค่อนข้างเล็ก แต่เหล่านักบุรุกยังคงลอบฆ่าสัตว์ชนิดนี้เพื่อนำงาช้างไปขายในตลาดมืด ทำการบิดเบือนอัตราส่วนเพศของช้างป่าและทำให้ในอนาคตช้างชนิดนี้ก็จะสูญพันธุ์ไป

กอริลลาตะวันตก

 

(GREG WOOD/AFP/Getty Images)

ถึงแม้ว่าการล่าและฆ่าสัตว์ชนิดนี้จะผิดกฎหมาย แต่เนื้อกอริลลาตะวันตกก็ยังเป็นที่ต้องการเพื่อนำไปเป็นอาหาร ดังนั้น พวกมันจึงถูกไล่ล่าต่อไปเรื่อย ๆ  ในขณะที่ลูกกอริลลาไร้แม่ก็จะถูกจับไปเป็นสัตว์เลี้ยง

นอกจากนี้ อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กอริลลาตะวันตกใกล้สูญพันธุ์นั่นก็คือเชื้อไวรัสมรณะอีโบลาที่คร่าชีวิตประชากรลิงป่าเฉพาะในอุทยาน Gabon’s Minkébé ก็มีกอริลลาและชิมแปนซีตายไปมากกว่า ร้อยละ90 แล้ว

เสือไซบีเรียน

 

(Justin Sullivan/AFP/Getty Images)

เสือไซบีเรียนก็เป็นสัตว์ชนิดเดียวกับเสืออามัวร์ แต่พวกมันมีขนาดใหญ่และเป็นสัตว์ตระกูลแมวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถูกล่าไปขายเพื่อเป็นยาแผนโบราณในประเทศจีน หรือแม้กระทั่งเป็นกีฬาการฆ่าเพื่อความสนุกสนานของมนุษย์

ส่วนการล่าสัตว์ การทำเหมืองแร่ การเผาป่า การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ได้คุณภาพและการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ก็เป็นภัยคุกคามต่อเสือไซบีเรียนอยู่ ซึ่งในปัจจุบันมีประชากรเสือไซบีเรียนอยู่ในป่าประมาณ 400-500 ตัว

กอริลลาภูเขา

 

(Brent Stirton/AFP/Getty Images)

กอริลลาชนิดนี้พบได้ในเทือกเขาวีรูงกา แถบชายแดนประเทศยูกันดา รวันดา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและในเขตหวงห้ามของอุทยานแห่งชาติ บวินดี ปัจจุบันเหลือกอริลลาภูเขาประมาณ 880 ตัวที่ต้องดิ้นรนสู้ชีวิตและเผชิญกับภัยคุกคาม เช่น การถูกล่าโดยพราน โรคร้าย และเหมืองถ่านหิน ก็ได้ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของกอริลลา 

ลิงอุรังอุตังสุมาตรา

 

(Sutanta Aditya/AFP/Getty Images)

ในช่วงที่มีการเผาป่าเพื่อนำพื้นที่ไปพัฒนาเป็นสวนปาล์ม ทำให้อุรังอุตังถูกรุกล้ำแหล่งที่อยู่อาศัยอยู่บนเกาะสุมาตราและมีอัตราลดลงเป็นที่น่าตกใจ ซึ่งการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและการนำพื้นที่ป่าไปพัฒนาเป็นพื้นที่เกษตรนั้น ทำให้สัตว์สายพันธุ์นี้อยู่ในสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในขั้นวิกฤติ

นอกจากนี้ลิงอุรังอุตังยังถูกล่าเพื่อกินเนื้อ และถูกจับมาเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อแสดงฐานะทางสังคม อุรังอุตังกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอัตราการลดจำนวนลงของประชากรอย่างต่อเนื่อง เพราะการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ได้ผล และการลักลอบค้าสัตว์ผิดกฎหมายที่มีมากขึ้น ขณะนี้จึงเหลือลิงอุรุงอุตังเพียง 7,300 ตัวในป่า

แต่เราสามารถร่วมกันปกป้องพวกสัตว์ป่าบนเกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของทั้งช้างสุมาตรา อุรังอุตัง เสือและสัตว์ป่าอีกหลากหลายพันธุ์ที่กำลังใกล้สูญพันธุ์ จากการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย และการบุกรุกผืนป่าเพื่อทำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มได้

แรดชวา

 

ขอบคุณภาพจาก wikipedia.org

สัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามมากที่สุดในแรดทั้ง 5 ชนิด ตลอดเวลาที่อินโดนีเซียตกเป็นอาณานิคม แรดชวาถูกฆ่าตายโดยนักล่ารางวัล และการล่าก็มีเพิ่มขึ้นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนอแรดนั้นมีราคาสูง เนื่องจากในสมัยนั้นนอแรดถูกเชื่อว่าเป็นวัตถุในการปรุงยารักษาตามแบบโบราณ ปัจจุบันแรดชวาเหลือเพียง 35 ตัวในอุทยานแห่งชาติอูจุงกูลน ชวา ประเทศอินโดนิเซีย

แรดสายพันธุ์นี้มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญพันธุ์เนื่องจากภัยธรรมชาติ ถูกพรานไล่ล่า โรคร้าย และความไม่หลากหลายทางพันธุกรรม 

เต่ามะเฟือง

 

(Cameron Spencer/AFP/Getty Images)

เต่ามะเฟืองเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นสายพันธุ์ที่มีการอพยพมากที่สุด ประชากรของเต่ามะเฟืองลดลงจนน่าเป็นห่วงในหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากการประมงแบบทำลายล้าง การกินขยะพลาสติก การขโมยไข่ และการสูญเสียที่อยู่อาศัยเนื่องจากการขยายตัวของชายฝั่งทะเลเพื่อพัฒนาประเทศ ซึ่งนั่นรบกวนและทำลายสถานที่วางไข่ของเต่า

ซาวลา หรือ วัวหวูกว่าง

 

(World Wildlife Fund/Courtesy)

ซาวลาเป็นที่รู้จักในอีกชื่อคือ ยูนิคอร์นแห่งเอเชีย ปัจจุบันไม่มีค่อยมีใครพบมันในป่าแล้ว และก็ไม่มีสัตว์ชนิดนี้อาศัยในสวนสัตว์อีกด้วย (ภาพถ่ายซาวลาในภาพนี้นั้นเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปีที่ช่างภาพพบซาวลาและสามารถจับภาพมันได้) ประชากรซาวลาปัจจุบันน่าจะอยู่ระหว่าง 10-100 ตัว เจ้ายูนิคอร์นแห่งเอเชียนี้ถูกล่าเพื่อนำไปทำเป็นยาแผนโบราณในประเทศจีน ส่วนประเทศเวียดนามและลาวก็ชอบบริโภคซาวลาเป็นอาหาร

นอกจากนี้ มันยังสูญเสียแหล่งอยู่อาศัยและความไม่หลากหลายทางพันธุกรรม ทั้งสองสิ่งนี้ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดลงของประชากรซาวลาด้วย

วากีตา

 

(Wikimedia Commons)

ในฐานะที่เป็นสัตว์ทะเลที่หายากที่สุดในโลก วากีตาใกล้จะสูญพันธุ์แล้วด้วยจำนวนประชากรที่มีไม่ถึง 100 ตัวทั่วโลก

วากีตาพบได้ในบริเวณอ่าวแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ  น่าเศร้าที่วากีต้าทุก ๆ 5 ตัวจะมี 1 ตัวที่   จมน้ำตายเพราะตัวของมันพันกับอวน เพราะการใช้อวนล่าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อีกชนิดหนึ่งซึ่งก็คือ ปลาจวดเม็กซิกัน ปลาชนิดนี้ถูกล่าอย่างผิดกฎหมายเพียงเพื่อเอากระเพาะของมันไปทำเป็นอาหารที่ขายได้ราคาสูงมาก

ตราบใดที่การค้าปลาจวดเม็กซิกันอย่างผิดกฏหมายนี้ยังดำเนินต่อไป จำนวนประชากรของวากีตาก็คงลดลงไปอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าการกระทำต่อปลาจวดเม็กซิกันจะผิดต่อกฎหมายการค้าอย่างยั่งยืนของสากลก็ตาม แต่ประชากรของวากีตาก็ยังคงลดลง

ร่วมกับเราเพื่ออนุรักษ์สิ่งมีชีวิตที่น่าอัศจรรย์นี้ได้ ด้วยการยุติการประมงแบบทำลายล้างและผิดกฏหมาย เพื่อปกป้องวากีตาที่ใกล้สูญพันธุ์จากภัยคุกคาม

ลีเมอร์ไม้ไผ่

 

เราพบลีเมอร์ไม้ไผ่ได้ในป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของมาดากัสการ์ ลีเมอร์ไม้ไผ่เป็นสายพันธุ์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ที่สุดในบรรดาพันธุ์ลีเมอร์บนมาดากัสการ์ ขณะนี้เชื่อว่ามีลีเมอร์ไม้ไผ่หลงเหลืออยู่ในป่าเพียง 60 ตัวเท่านั้น และกระจายอยู่ตามสวนสัตว์ไม่เกิน 150 ตัว

และสาเหตุที่ทำให้เจ้าลีเมอรืไม้ไผ่มีแนวโน้มที่จะหายไปจากโลกก็เพราะสภาวะโลกร้อน การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียไม้ไผ่นั้นหมายถึงความตายของสัตว์ชนิดนี้

แรดดำ

 

(Horst Ossinger/Getty Images)

ในยุคแห่งการล่าอาณานิคมนั้น แรดดำถูกฆ่าทุก ๆ วัน เพื่อราคาของนอ หรือถูกฆ่าเป็นอาหาร แม้กระทั่งการฆ่าเป็นกีฬาเพื่อความสนุกสนาน จนกระทั่งแรดสายพันธุ์นี้ได้รับการพิจารณาให้เป็นสัตว์สำคัญต่อการท่องเที่ยวของประเทศในทวีปแอฟริกาเพื่ออนุรักษ์พวกมันไว้

แต่น่าเศร้าที่แม้ว่าจะมีความพยายามอย่างยิ่งในการอนุรักษ์แรดชนิดนี้เอาไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะยังมีการรุกล้ำถิ่นที่อยู่อาศัย เนื่องจากความต้องการนอแรดเพิ่มขึ้นในตลาดมืด และการและการเปลี่ยนแปลงแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เนื่องจากปัญหาความยากจน โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ปัจจุบันแรดดำมีประชากรอยู่เพียง 4,848 ตัวในโลก

โลมาหัวบาตรหลังเรียบ แม่น้ำแยงซีเกียง

 

 (Wikimedia Commons)

โลมาชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ แพนด้ายักษ์แห่งลุ่มน้ำ เจ้าสิ่งมีชีวิตสุดแสนฉลาดนี้พบมากที่สุดในแม่น้ำแยงซีเกียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในทวีปเอเชีย

แพราะการทำประมงเกินขนาด แหล่งอาหารที่ลดลง มลพิษและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเนื่องจากการสร้างเขื่อน  ทำให้ปัจจุบันเหลือโลมาหัวบาตรหลังเรียบอยู่เพียง 1,000-1,800 ตัว และมีแนวโน้มจะสูญพันธุ์เหมือนกับ เรื่องราวน่าเศร้าของโลมาไป๋จี้ ญาติสนิทของโลมาหัวบาตรหลังเรียบ ซึ่งถูกประกาศให้สูญพันธุ์เนื่องจากการกระทำของมนุษย์

นอกจากการล่าอย่างไม่ใส่ใจกับกฎหมายและศีลธรรมแล้ว อีกสาเหตุสำคัญที่เร่งให้สัตว์เหล่านี้สูญพันธุ์ คือ พฤติกรรมของมนุษย์ที่สร้างรอยเท้าคาร์บอนให้กับโลกของเรา นำไปสู่ความต้องการใช้ทรัพยากรของโลกอย่างเกินความจำเป็น เป็นต้นตอของการทำประมงเกินขนาด การบุกรุกผืนป่าเพื่อผลิตปาล์มน้ำมัน การสร้างมลพิษและขยะ และท้ายที่สุดคือการเสพติดพลังงานฟอสซิลที่สร้างภาวะเรือนกระจก ส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศของทั่วโลก ผู้ที่ได้รับเคราะห์กรรมมากที่สุดและเห็นผลที่ชัดเจนมากที่สุดคือ สัตว์ที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง ยากแก่การปรับตัว ทำให้สัตว์ที่แสนมหัศจรรย์จะต้องสูญพันธุ์ไป

“ในความคิดผม เสือที่เด็ก ๆ อยากเห็น คือเสือซึ่งอาศัยอยู่ในป่าใหญ่ แต่ทุกวันนี้เรากลับปล่อยให้สัตว์เหล่านี้ตายไปด้วยเหตุผลที่ว่าเรากำลังยุ่งอยู่กับงานและไม่ว่างพอที่จะปกป้องพวกมัน ต่อไปลูกหลานของเราคงจะไม่เห็นมันในป่าอีกแล้ว และการอธิบายเรื่องเสือคงแย่พอ ๆ กับการที่จะต้องอธิบายเรื่องผู้พิทักษ์ฟันน้ำนมให้เด็ก ๆ ฟัง เพราะเสือได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง” –ไซมอน อีวานส์ นักแสดงตลกชาวอังกฤษ

ขอขอบคุณบทความโดย Hyacinth Mascarenhas จาก GlobalPost.com

Blogpost โดย Supang Chatuchinda แปลและเรียบเรียง — กุมภาพันธ์ 9, 2558 ที่ 15:28

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/13-2558/blog/52065/

 

 

by posted under สิ่งแวดล้อม | Comments Off on 13 สัตว์ ที่เราอาจต้องบอกลาตลอดกาลในปี 2558    

อีไอเอ/อีเอชไอเอ กลไกที่สร้างความชอบธรรมให้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

February18

เพราะเหตุใดนักวิชาการ และคนรักกระบี่หลายภาคส่วนถึงยังต้องมาถกกัน แม้ขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำอีไอเอ/อีเอชไอเอ โครงการท่าเทียบเรือโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านคลองรั้ว จังหวัดกระบี่ จะสิ้นสุดไปแล้ว? และเพราะเหตุใดเรือหัวโทงอัตลักษณ์ของอันดามัน แหล่งหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุด ความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นความมั่นคงทางอาหารของไทย ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำติดอันดับโลก และความหลากหลายของชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของกระบี่ จึงถูกมองข้ามไปในอีไอเอ/อีเอชไอเอฉบับนี้

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นักวิชาการ ชาวกระบี่ และประชาชนคนรักกระบี่ได้รวมตัวกันถกถึงระบบกลไกอีไอเอ/อีเอชไอเอ กรณีถ่านหินกระบี่ เปิดรายงานอีไอเอ/อีเอชไอเอ โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จังหวัดกระบี่ ถือเป็นการชำแหละกระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีไอเอ/อีเอชไอเอ) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดทําโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว เผยให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมและไม่โปร่งใสของกระบวนการนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ดูแล้วจะเอื้อต่อการสร้างความชอบธรรมให้กับโครงการ จนไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กังวลต่ออนาคตของกระบี่ และไม่คำนึงว่าจะเป็นการทำลายความอุดมสมบูรณ์ของกระบี่ที่แสนสวยงามจนได้ขนานนามว่าเป็นมรกตแห่งอันดามัน

หรือกระบี่ก็เป็นเพียงแค่อัญมณีชิ้นหนึ่งที่ไร้ค่าไร้ราคาในสายตาของกฟผ.

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดทําโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ต. ตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เพื่อขนถ่านหินไปใช้ที่โรงไฟฟ้า โครงการนี้มีการตัดไม้ป่าชายเลน และขนถ่านหินผ่านพื้นที่ป่าชายเลน แหล่งประมง แหล่งดำน้ำ พื้นที่ชุมชน ตลอดระยะเวลาการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของโครงการนี้ ชาวกระบี่ ชาวไทย นักท่องเที่ยว และทุกคนที่รักกระบี่ต่างออกมาแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา แต่ดูเหมือนว่าเสียงของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนั้นจะเป็นเสียงที่กฟผ.ไม่ยอมรับฟัง จึงเป็นที่มาของความไม่ชอบธรรมและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับกระบวนการการจัดทำอีไอเอ/อีเอชไอเอ ที่แต่ละครั้งนั้นละเมิดสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น การใช้ความรุนแรงทั้งทางวาจา  การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นโดยที่ชุมชนในพื้นที่ไม่ได้รับรู้ ท้ายที่สุดในเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้าย ชาวกระบี่ผู้ไม่เห็นด้วยจากหลายพื้นที่ได้มานั่งปิดปากแสดงอารยะขัดขืนต่อกลไกอันไม่ชอบธรรมเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเเสียงของประชาชนที่ใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องจังหวัดกระบี่ไม่มีใครฟัง สิ่งเหล่านี้คือความไม่ชอบธรรม ไม่โปร่งใส และไม่ชอบด้วยกฏหมาย ที่เป็นคำถามคาใจประชาชนว่ากระบวนการอีไอเอผ่านพ้นลุล่วงมาถึงจุดที่ใกล้อนุมัติโครงการเช่นนี้ได้อย่างไร

โครงการนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่สําคัญนอกเหนือจากเป็นพื้นที่ชุ่มน้ําปากน้ํากระบี่ที่เป็นแรมซาร์ไซต์แล้ว ยังเป็น พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมซึ่งมีผืนหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และมีสัตว์ที่ถูกคุกคามระดับโลกและระดับประเทศ ทําให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นแหล่งผลิตอาหารและปอดเลี้ยงคนกระบี่ เป็นระบบนิเวศที่เกื้อหนุนให้สัตว์ใกล้สูญพันธุ์อาศัยอยู่ และมีชาวประมงเรือเล็กใช้พื้นที่ทํากินกว่า ๔๐๐ ลํา การขนถ่านหินมีเส้นทางเดินเรือซ้อนทับกับเรือท่องเที่ยว ผ่านจุดดําน้ําที่สําคัญและผ่านตําแหน่งวางอุปกรณ์ทําการประมงของชาวประมงเรือเล็ก

ความหลากหลายทางชีวภาพและสังคมมากขนาดนี้…ทำไมอีไอเอ/อีเอชไอเอไม่บอก

“อีไอเอระบุว่าหญ้าทะเลมีน้อยมาก ทั้งที่มีขนาดพื้นที่หญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดของไทย ไม่ศึกษาชนิดปลา กุ้ง หอย หมึก ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร มีแต่แพลงตอน และสัตว์หน้าดิน ขณะที่มหาลัยเล พบปลา 269 ชนิด เฉพาะแหลมหินที่เดียวที่จะสร้างท่าเทียบเรือพบ 173 ชนิด หอย 72 ชนิด เกาะปู หอย 42 ชนิด กุ้งและกั้ง 21 ชนิด พบที่ป่าชายเลนที่รายงานระบุว่าเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม” — ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิเคราะห์ถึงรายงานอีไอเอ/อีเอชไอเอฉบับย่อ เมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยมหาลัยเลของชุมชน

ไม่เพียงเท่านั้น ในรายงานอีไอเอ/อีเอชไอเอ ยังให้ความสำคัญของข้อมูลการประมงไว้น้อยมาก ทั้งที่คลองรั้วช่องแหลมหิน เป็นเสมือน “เมืองหลวงของการประมงแห่งอันดามัน”  เป็นพื้นที่สำคัญของการทำประมงชุมชนแถวนี้ เป็นตู้เอทีเอ็มของชาวบ้าน เป็นพื้นที่วิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชาวบ้าน “ถึงแม้จะมีความอุดมสมบูรณ์มากเพียงนี้ แต่กฟผ.กลับอ้างว่าหากได้รับผลกระทบจะรองรับชดเชยด้วยการให้เลี้ยงปลากระชัง ซึ่งไม่สมเหตุสมผลและทดแทนไม่ได้กับความอุดมสมบูรณ์ที่กระบี่มี” นายธีรพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะลันตา กล่าว

ไม่ใช่เพียงแค่ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังละเลยมิติทางสังคมของชุมชน กล่าวอ้างว่าไม่มีแหล่งโบราณคดี โดยที่ไม่ได้อธิบายให้เห็นประวัติศาสตร์ชุมชนที่มีความหลากหลาย เช่น อุรักละโวย ไทยพุทธ  และไทยมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีวันจัดการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 ได้จัดตรงกับพิธีลอยเรือ ซึ่งมีความสำคัญกับชุมชน แสดงว่าไม่ให้ความสำคัญกับคนแต่อย่างไร รวมถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของการประมงที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และขาดการกล่าวถึงเรือหัวโทงเป็นอัตลักษณ์ของอันดามัน

ผลกระทบต่อคลองปะกาสัย… ทำไมอีไอเอ/อีเอชไอเอไม่บอก

ทางกฟผ.อ้างว่าไม่มีการขุดลอกคลอง แต่ช่องเดินเรือแหลมหินมีความตื้นเพียง  2.5 เมตร อ้างว่าจะลอยเรือรอน้ำขึ้น แต่ระยะเวลาที่ต้องรอให้เรือเข้านั้นชาวประมงจะทำมาหากินไม่ได้ อีกทั้งยังระบุทิ้งท้ายว่าหากมีการขุดลอกคลอง จะเป็นมาตรการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทั้งที่อันที่จริงแล้วการขุดลอกร่องน้ำจะต้องใช้เวลา 8 ปี กว่าระบบนิเวศจะฟื้นคืนกลับมา นอกจากนี้ดูเหมือนว่ากฟผ.ยังลืมนึกถึงปริมาณน้ำหล่อเย็นที่ต้องทิ้งเป็นหลานแสนคิวต่อวันที่อาจต้องปล่อยลงคลองปะกาสัยที่แคบมาก แต่เป็นคลองของชุมชนที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ” — คุณณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร นักวิชาการอิสระวิเคราะห์เนื้อหาของรายงานอีไอเอ/อีเอชไอ

เมื่อมีการเปรียบเทียบเนื้อหาของรายงานอีไอเอ/อีเอชไอเอค.1 และค.3 ประเด็นสำคัญที่เป็นข้อถกเถียงคือ ขนาดของเรือขนส่งถ่านหิน จากเดิม3,000 เดทเวทตัน (กินน้ำลึก 3.5 เมตร) ในค.1 แต่ในค.3 เปลี่ยนเป็น 10,000 เดทเวทตัน (กินน้ำลึก 5.5 เมตร) วันละ 2 รอบ มีเรือนำ 2 ลำ และเรือนำเชือกอีก 1 ลำ “เห็นได้ชัดว่าที่ตั้งของโครงการไม่เหมาะสม ในบริเวณที่ใกล้กับพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่นี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นพื้นที่ประมง เกษตร การท่องเที่ยว พื้นที่สีเขียว การกำจัดปรอททำได้ยาก แม้จะใช้เทคโนโลยีระดับหนึ่ง แต่โครงการนี้ใช้เพียงระดับสี่เท่านั้น” คุณณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร กล่าว

ไม่ต้องห่วงหากถ่านหินตกลงทะเล ทางกฟผ.จัดการได้! ด้วยการช้อนเก็บและใช้นักประดาน้ำ

ถ้ามีถ่านหินร่วงหล่น จะต้องใช้นักประดาน้ำสักกี่คน ต้องใช้สวิงใหญ่ขนาดไหน จึงจะเก็บถ่านหินได้หมด กฟผ.จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ต่อผลกระทบเรื่องประมง เกษตร และการท่องเที่ยว  ทั้งที่การศึกษาวิจัยเสร็จสิ้นขั้นตอนแล้วยังไม่มีอะไรชัดเจน” —  นายธีรพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะลันตา กล่าวถึงวิธีการจัดการของกฟผ.

นายธีรพจน์ กษิรวัฒน์  เสริมว่า ในการแก้ไขปัญหาเรื่องถ่านหินตกลงทะเลระหว่างการขนส่ง ทางกฟผ.มีการจัดการด้วยการช้อนเก็บ และใช้นักประดาน้ำดำน้ำเก็บกู้ ซึ่งวิธีเช่นนี้จะยิ่งทำให้ถ่านหินฟุ้งกระจาย และยิ่งหากตกลงชายหาดด้วยไม่รู้ว่าจะมีวิธีจัดการอย่างไร

หากเรือถ่านหินล่ม การท่องเที่ยวฝั่งอันดามันก็พังหมด ขณะนี้มีมติคณะรัฐมนตรีว่าห้ามใช้ป่าชายเลนโดยเด็ดขาดเพียงแต่ยังไม่ประกาศออกมา พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ที่สำคัญระดับโลก เป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมกระบี่ หากสามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นี่ได้ ก็สามารถสร้างที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย” รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล กล่าว

หลากหลายเสียงที่มาร่วมกันแสดงความคิดเห็นเรื่องอีไอเอ/อีเอชไอเอ ของโครงการท่าเรือขนส่งถ่านหินกระบี่ในวันนี้ต่างเรียกร้องให้ภาครัฐผู้กำหนดนโยบาย และกฟผ.ยุติโครงการที่จะคุกคามความอุดมสมบูรณ์ของกระบี่แห่งนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นยังมีพี่น้องจากมาบตาพุด จังหวัดระยองมากล่าวถึงความเดือดร้อนของตน และกังวลว่ากระบี่จะเป็นอีกประวัติศาตร์ที่ซ้ำรอย “ถ่านหินไปเกิดที่ไหน หายนะก็เกิดที่นั่น น้ำฟ้าไม่ได้กิน น้ำดินไม่ได้ใช้ ตั้งแต่มาบตาพุดมีอุตสาหกรรม มีท่าเรือ มีแต่ต้องรับกรรมจากกลุ่มทุนหลายๆ ชนิด เราคิดว่ากระบี่ควรเป็นแหล่งอาหารของประเทศไทย อย่าให้เหมือนระยอง เป็นความทุกข์ที่เจ็บปวดของคนระยอง ฝนตกลงมาเราจะแสบ ผมจะร่วง เมื่อมีท่าเทียบเรือและโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมจะตามไปแน่นอน และชะตาก็คงไม่หนีจากคนระยอง

“หนูจะเอาเงินที่ไหนเรียนหนังสือ ถ้าพ่อจับปลาไม่ได้” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงเล็กๆ จากเยาวชนผู้เป็นอนาคตของกระบี่ แต่อนาคตของกระบี่ยังคงอยู่ในเงื้อมมือของกระบวนการอีไอเอ/อีเอชไอเอที่ไม่ชอบธรรม จากนี้ไปจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งจะเป็นผู้ชี้ชะตากระบี่ว่าจะให้อีไอเอ/อีเอชไอเอฉบับนี้ผ่านหรือไม่ แต่ยังไม่สายที่เราทุกคนจะมารวมพลังกันกำหนดอนาคตสีเขียวให้กับกระบี่และประเทศไทย ร่วมเปล่งเสียงรักกระบี่ให้ดังยิ่งขึ้นที่ HugKrabi.org และบอกกับกฟผ.ว่า ทางออกที่ยั่งยืนของพลังงานคือพลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่การดึงดันเร่งผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยอย่างไม่ชอบธรรม

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — กุมภาพันธ์ 12, 2558 ที่ 17:10

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/52097/

by posted under Uncategorized | Comments Off on อีไอเอ/อีเอชไอเอ กลไกที่สร้างความชอบธรรมให้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่    

รักเธอที่สุด…มหาสมุทรสุดที่รัก

February18

ในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่คนกำลังมีความรัก จนมีคำกล่าวว่า “Love is in the air”ไอความรักกำลังอบอวลในอากาศ หากจะบอกว่าแทบจะหายใจเข้าหายใจออกก็มีแต่ความรักเป็นเสมือนออกซิเจนหล่อเลี้ยงหัวใจก็คงจะไม่เกินความจริงเท่าไรนักในวันนี้ แต่รู้ไหมคะว่าออกซิเจนที่เป็นลมหายใจของเรานี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งนั้นเป็นออกซิเจนที่มหาสมุทรสร้างขึ้น ในวันวาเลนไทน์วันนี้เราจึงอยากให้คุณกุมมือคนข้างๆ มาร่วมกันโอบกอดท้องทะเล แบ่งกันความรักให้กับมหาสมุทรและผองเพื่อนสัตว์ทะเลใต้เกลียวคลื่น เพราะความรักจากคุณก็ช่วยต่อลมหายใจให้มหาสมุทรได้เช่นกัน ❤

รู้ไหมคะว่าขณะนี้มหาสมุทรของเรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามจนเข้าใกล้วิกฤต ไม่ว่าจะเป็นจากการประมงแบบทำลายล้างที่ทำลายระบบนิเวศจนเกินกว่าธรรมชาติจะฟื้นฟูได้ทัน  โดยในทุกปีตาข่ายจับปลาและอวนลากได้คร่าชีวิตวาฬ และโลมาไม่น้อยกว่า 300,000 ตัวทั่วโลก ปัญหามลพิษทั้งจากการทิ้งลงทะเลโดยตรง มลพิษจากน้ำเสีย รวมถึงจากการชะล้างมลพิษทางอากาศและพื้นดินของน้ำฝนที่ไหลลงสู่ทะเล และท้ายที่สุดสภาวะโลกร้อนที่กำลังรุนแรงขึ้นทุกปีนั้นทำให้อุณหภูมิของท้องทะเลสูงขึ้น และทำให้น้ำทะเลมีภาวะเป็นกรด คาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งถูกดูดซับโดยน้ำในมหาสมุทร ทั้งความเป็นกรดและอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ทะเลมีสภาวะที่เหมาะกับการอยู่อาศัยของสัตว์ทะเลน้อยลง และส่งผลต่อระบบนิเวศโดยรวม สัตว์น้ำบางชนิดไม่สามารถรอดชีวิตได้ในอุณหภูมิและกระแสน้ำที่แปรเปลี่ยน เช่น ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ทุกสิ่งที่เราทำบนผืนดินนั้นสะเทือนถึงผืนทะเลได้มากกว่าที่เราคิด ดังคำกล่าวที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”

Love is in the air, and in the ocean! แสดงความรักต่อคนที่คุณรักแล้ว อย่าลืมแบ่งปันความรักให้กับมหาสมุทรด้วยนะคะ มาปกป้องมหาสมุทรร่วมกัน เพราะหากปราศจากมหาสมุทรแล้ว โลกใบนี้ก็ไม่สามารถอยู่รอดได้เช่นกัน

 

ช่วยกันแชร์รูปน่ารักๆ นี้แล้วชวนทุกคนมารักและปกป้องมหาสมุทรร่วมกันนะคะ

© Greenpeace / Paul Hilton

© Greenpeace / Paul Hilton


© Greenpeace / Paul Hilton

© Greenpeace / Paul Hilton

© Greenpeace / Paul Hilton
© Greenpeace / Paul Hilton

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ -- กุมภาพันธ์ 13, 2558 ที่ 15:04

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/52112/
by posted under Uncategorized | Comments Off on รักเธอที่สุด…มหาสมุทรสุดที่รัก    

สุขภาพ: ภัยเสี่ยงที่มาพร้อมกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน

February11

“….เหยื่อมลพิษแม่เมาะสิ้นลมอีกรายจากสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์”  (ผู้จัดการออนไลน์ 21 ธันวาคม 2557)

ไม่มี “ถ่านหินสะอาด” อยู่จริงบนโลกนี้ ไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใดที่สะอาดอย่างแท้จริง โรงไฟฟ้าถ่านหินแต่ละโรงนั้นต่างปล่อยสารพิษอันตรายหลากหลายชนิดออกมา ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในดิน แหล่งน้ำ และมลพิษทางอากาศ รวมถึงก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วย และซ้ำร้ายอาจถึงชีวิต ลองมาทำความรู้จักกับอันตรายที่แฝงมากับถ่านหินที่ซุกซ่อนภัยมืดคุกคามสุขภาพของผู้คน แล้วอาจลองตั้งคำถามให้ภาครัฐได้คิดอีกสักนิดว่า ถูกแล้วหรือที่จะผลักดันพลังงานถ่านหินโดยที่ไม่สนใจกับสุขภาพของประชาชน


ผลจากการศึกษาวิจัยของกลุ่มแพทย์ในสหรัฐอเมริกา องค์กรแพทย์เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม (Physicians for Social Responsibility: PSR)  ได้เผยว่ามลพิษจากการเผาผลาญถ่านหินนั้นคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ซึ่งสำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษถ่านหินสูงถึงหลายหมื่นคนต่อปี และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคทางระบบประสาท ทางเดินหายใจ หอบหืด โรคหัวใจ และอาจเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็ง ด้วยมลพิษจากถ่านหินสูงถึงสี่ในห้าของสาเหตุการเสียชีวิตทั่วสหรัฐอเมริกา

เหมืองถ่านหิน ดังเช่นเหมืองของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะนั้นเป็นแหล่งกำเนิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจในคนงานเหมือง และทำลายสิ่งแวดล้อมรอบตัวเหมืองและโรงไฟฟ้า  ทั้งดิน น้ำ และอากาศที่อยู่ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินก็ต่างได้รับมลพิษปนเปื้อน อีกทั้งยังปลดปล่อยสารพิษมหาศาลไปในรัศมีไกล ชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบโรงไฟฟ้าต่างได้รับผลกระทบในชีวิตประจำวัน ทั้งทางสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ ล่าสุดเมื่อ 21 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา ผู้ป่วยจากสารพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ได้เสียชีวิตลงอีกราย ซึ่งไม่ใช่ผู้ป่วยเพียงคนเดียวที่ต้องเป็นเหยื่อสังเวยชีวิตให้กับพิษของโรงไฟฟ้าถ่านหิน  รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นรวม 20 อีกทั้งยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพทั้งที่ต้องเผชิญกับอาการป่วยด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรคทางระบบทางเดินหายใจ


ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมและชุมชนในบริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะเชื่อว่าเป็นผลกระทบจากมลพิษที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้

จากเหมืองขึ้นสู่ท้องฟ้า จากการขุดเจาะไปจนถึงการเผาไหม้ ก่อให้เกิดมลพิษในทุกขั้นตอนการผลิต โรงไฟฟ้าถ่านหินปลดปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ โดยมลพิษหลักนั้นได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ฝุ่น และปรอท ซึ่งไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะใช้ดักจับปรอทที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีสารโลหะหนักต่างๆ เช่น อาร์เซนิก แบรีเลี่ยม แคดเมี่ยม โครเมี่ยม ตะกั่ว แมงกานีส นิกเกิล เรเดี่ยม เซลีเนี่ยมและโลหะชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบอยู่ในผงฝุ่นที่ออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วย  สารพิษที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นจะวนเวียนอยู่ในห่วงโซ่อาหารของสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น เมื่อคนในชุมชนบริโภคปลาที่อยู่ในแหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษเข้าไป คนก็จะได้รับสารพิษนั้นเข้าสู่ร่างกาย

ปอดสีดำ ผลพวงจากฝุ่นผงของถ่านหิน

มีผลการวิจัยออกมาว่า หนึ่งในสาเหตุของการเกิดมะเร็งปอด คือ ฝุ่นผงจากถ่านหิน  โดยการสูดหายใจเอาฝุ่งผงจากถ่านหินเข้าสู่ปอดนั้นสามารถทำให้คนงานเหมืองถ่านหินเป็นโรคปอด หรือที่เรียกว่า “ปอดสีดำ” (black lung) ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ฝุ่นผงถ่านหินนั้นฝังตัวอยู่ในปอด ทำให้หายใจได้ลำบาก การวิจัยระบุว่าโรคนี้เกิดขึ้นกับร้อยละ 2.8 ของคนงานเหมืองถ่านหิน และร้อยละ 0.2 ของคนงานถ่านหินมีรายแผลเป็นในปอด ซึ่งเป็นอาการที่รุนแรงที่สุดของโรคนี้ โดยในแต่ละปีนั้นมีผู้เสียชีวิตเกือบ 400 คน จากอาการปอดสีดำนี้

ภาพผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จนป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ และเสียชีวิตแล้วหลายราย

ถ่านหินสะอาดคือความพยายามของภาคอุตสาหกรรมเพื่อลบล้างภาพลักษณ์ที่สกปรก เป็นคำประดิษฐ์ของอุตสาหกรรมถ่านหินเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้ถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินสกปรกน้อยลงนั้นมีราคาสูงมาก และหากภาครัฐยังคงเสพติดอยู่กับพลังงานถ่านหิน ประชาชนอาจต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะลบปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมออกไปได้ทั้งหมด

โรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้ทุกคนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ อันเกิดขึ้นจากมลพิษของถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นอายุเท่าใด หรือมีร่างกายแข็งแรงเพียงใด ก่อนจะเดินหน้าพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบายควรใคร่ครวญสักนิดว่า ควรแล้วหรือที่จะเติมปอดของประชาชนด้วยสารพิษ และเติมมลพิษร้ายสู่สิ่งแวดล้อม คุ้มแล้วหรือที่จะเอาสุขภาพของประชาชนไปแลกกับไฟฟ้าทั้งที่มีทางเลือกที่ยั่งยืนและปลอดภัยกว่าอย่างพลังงานหมุนเวียน

ร่วมเป็นอีกพลังเสียงผลักดันยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ HugKrabi.org

Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ — กุมภาพันธ์ 4, 2558 ที่ 15:28

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/52033/

by posted under สิ่งแวดล้อม | Comments Off on สุขภาพ: ภัยเสี่ยงที่มาพร้อมกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน    

สาส์นจากแอนตาร์กติก : อย่าให้น้ำมันทำร้ายเหล่าเพนกวินอีก

February11

หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่าเมื่อวันที่ 20 มกราคมของทุก ๆ ปี เป็นวัน ระลึกถึงเพนกวิน “National Penguin Awareness Day” ซึ่งวัตถุประสงค์ของวันระลึกถึงเพนกวินนี้ก็คือ สร้างความตระหนักเกี่ยวกับสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเหล่านกเพนกวิน ทั้งเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่ว และภาวะโลกร้อนมีแต่จะวิกฤติมากขึ้น

นกเพนกวินจักรพรรดิ รวมตัวกันบริเวณอ่าวเซนต์แอนดรูว์ ทางใต้ของรัฐจอร์เจีย

นกเพนกวินทั่วโลกมีทั้งหมด 17 สายพันธุ์ ตั้งแต่เพนกวินสายพันธุ์ใหญ่อย่างเพนกวินจักรพรรดิ ไปจนถึงสายพันธุ์เล็กอย่างเพนกวินสีน้ำเงิน ซึ่งทุกสายพันธุ์อาศัยอยู่บริเวณซีกโลกใต้ เจ้านกหน้าตาน่ารักมีครีบคล้ายปลาเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศของมหาสมุทร เนื่องจากเป็นทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าในห่วงโซ่อาหาร พวกมันกินปลา กุ้งตัวเล็ก ๆ รวมทั้งหมึก ในขณะเดียวกัน เพนกวินก็เป็นอาหารให้กับวาฬและแมวน้ำอีกด้วย

บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง เชลล์ ยังคงไม่ล้มเลิกแผนการที่จะขุดเจาะน้ำมันในทวีปอาร์กติกซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของ หมีขาว สิงโตทะเล แมวน้ำ รวมถึงสุนัขจิ้งจอกอาร์กติก แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกว่า 6.6 ล้านเสียงทั่วโลก ผ่านทางSavethearctic.org และต้องการหยุดยั้งแผนของเชลล์ในครั้งนี้ เพราะอาร์กติกมีน้ำมันให้พวกเขาใช้ได้เพียงแค่ 3 ปีของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งโลกเท่านั้น  ซึ่งแม้ว่าจะมีบริษัทน้ำมันหลายชาติถอนตัวออกจากการสำรวจน้ำมันที่อาร์กติกแล้ว แต่เชลล์ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านใด ๆ โดยมีแผนจะขุดเจาะน้ำมันในฝั่งอลาสกาของภูมิภาคอาร์กติกในฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง

ล่าสุด โครงการแผนขุดเจาะน้ำมันที่อาร์กติกผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาแล้ว เรากำลังส่งเสียงไปให้ถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ท่านใช้สิทธิ์ปกป้องอาร์กติกจากภัยร้ายแรงครั้งนี้

แม้ว่าน้ำมันนั้นจะทำให้ยานพาหนะแล่นได้ ทำให้การคมนาคมจึงสะดวกสบายขึ้นก็ตาม แต่การขุดเจาะน้ำมันที่กำลังจะเป็นปัจจัยในการเร่งให้น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายเร็วขึ้นนั้น เป็นภัยร้ายแรงที่อยู่อาศัย รวมถึงชีวิตของสัตว์ในอาร์กติกทั้งหมด

แล้วเกิดผลกระทบอะไรกับนกเพนกวินที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในทวีปอาร์กติก ?

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาร์กติกไม่ได้ส่งผลกระทบอยู่แค่เพียงในอาร์กติกเท่านั้น แม้จะเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแถบแอนตาร์กติกหรือขั้วโลกใต้ที่ห่างไกลออกไปอีกซีกโลก แต่เพนกวินก็ไม่รอดพ้นจากภัยของการขุดเจาะน้ำมันในทวีปอาร์กติกที่กำลังจะเกิดขึ้น และบทเรียนจากผลกระทบของเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่เกิดขึ้นกับนกเพนกวินเหล่านี้น่าจะเป็นบทเรียนที่แสนล้ำค่าให้กับอนาคตของภูมิภาคอาร์กติก หากมีการขุดเจาะน้ำมันเกิดขึ้น

ภัยจากน้ำมัน

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2543 นกเพนกวินแอฟริกันต้องรับเคราะห์จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วจากเรือ เทรเชอร์ หลายพันตันบริเวณนอกชายฝั่งเคป ทาวน์ แอฟริกาใต้ ระหว่างเกาะร็อบเบน และเกาะเดสเซน ซึ่งเกาะทั้งสองเป็นสถานที่ผสมพันธุ์หลักของเพนกวิน

เหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งนั้นเพนกวินที่รอดชีวิต 20,000 ตัว ต้องเข้ารับการรักษาเนื่องจากทั้งตัวถูกเคลือบไปด้วยน้ำมันดิบ  เนื่องด้วยเจ้านกเพนกวินมีขนสองชั้น ชั้นด้านในเป็นขนหนานุ่มป้องกันความหนาวในฤดูหนาว ส่วนขนชั้นนอกจะมีน้ำมันตามธรรมชาติเคลือบไว้เพื่อเป็นขนกันน้ำ แต่เมื่อขนของมันถูกเคลือบน้ำมันดิบแล้ว ขนของมันจึงไม่สามารถกันน้ำและอากาศหนาวได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ ‘เทรเชอร์’ นี้ยังมีข่าวดีให้พอชื่นใจบ้าง เมื่อเหล่าอาสาสมัครกว่า 12,500 คน จาก The South African Foundation for the Conservation of Coastal Birds(SANCCOB) สามารถช่วยชีวิตนกเพนกวินแอฟริกันที่เคยถูกจดทะเบียนเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธ์ได้เกือบทั้งหมด

เจ้าหน้าที่กำลังทำความสะอาดนกเพนกวินสีน้ำเงิน เพื่อล้างคราบน้ำมันออกจากขน

เช่นเดียวกับเหตุการณ์น้ำมันรั่ว ‘รีน่า’  ในปี พ.ศ.2554 เมื่อเรือรีน่าที่บรรทุกน้ำมันดิบ 1,700 ตัน น้ำมันเรือดำน้ำ200 ตัน รวมทั้งสารพิษอีกหลายชนิด ล่มที่ทัวรังก้า ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นอุบัติเหตุทางสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรงที่สุดของนิวซีแลนด์ นอกจากสารพิษที่จมลงทะเลจะทำลายสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลแล้ว ครั้งนี้น้ำมันที่รั่วไหลจากเรือรีน่าก็ทำร้ายนกเพนกวินสีน้ำเงินเช่นกัน

เพนกวินสีน้ำเงินที่เข้ารับการรักษาหลังจากเหตุการณ์ ‘รีน่า’

ขณะนี้ ถ้าโครงการขุดเจาะน้ำมันในอาร์กติกได้รับการอนุมัติแล้วล่ะก็ แม้ไม่ได้อยู่ในทวีปอาร์กติกก็ตาม แต่เพนกวินก็จะเสี่ยงต่อภัยจากน้ำมันดิบรั่วมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมน้ำมันมีการขนส่งไปทั่วโลก

ภัยจากสภาวะโลกร้อน

อาร์กติกเปรียบเหมือนเครื่องปรับอากาศของโลกและยังรักษาสมดุลของสภาพอากาศและน้ำทะเล  แต่ตอนนี้ อาร์กติกกำลังจะกลายเป็นทวีปไร้น้ำแข็งไปเสียแล้ว หลังจากนักวิทยาศาสตร์และลูกเรือกรีนพีซ ลงสำรวจพื้นที่อาร์กติก เพื่อสังเกตการละลายของน้ำแข็ง แล้วก็พบสิ่งที่น่าตกใจ

น้ำแข็งละลายเร็วกว่าปกติ! เพราะกระแสน้ำอุ่นขึ้น

แล้วเพนกวินตกอยู่ในอันตรายได้อย่างไร คำตอบก็คือ ภาวะโลกร้อนนั้นเป็นสาเหตุทำให้น้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกาละลายเช่นกัน ส่งผลให้จำนวนนกเพนกวินลดน้อยลง เพราะพวกมันต้องวางไข่บนผืนน้ำแข็งบางซึ่งเสี่ยงมากที่น้ำแข็งจะแตก หรือเมื่อลูกนกฟักออกมาแล้วพบกับสภาพอากาศแปรปรวนเนื่องจากภาวะโลกร้อน บางครั้งอากาศหนาวเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็งมาก บางครั้งอุณหภูมิสูงกว่าเยือกแข็งจะมีฝนตกลงมา ลูกนกเพนกวินจำนวนมากที่ยังไม่มีขนชั้นนอกที่กันน้ำได้ก็จะแข็งตาย

ลูกนกเพนกวินที่ยังไม่มีขนชั้นนอก

การขุดเจาะน้ำมันที่อาร์กติกก็จะเป็นปัจจัยเร่งให้โลกร้อนขึ้นอีก เพราะนอกจากการขุดเจาะน้ำมันบนน้ำแข็งจะทำความสะอาดได้ยากแล้ว สภาพแวดล้อมของอาร์กติกยังเป็นอุปสรรคต่อการขุดเจาะน้ำมัน เช่น การชนกันของภูเขาน้ำแข็งกับแท่นขุดเจาะ ซึ่งวิธีการจัดการของบริษัทคือการใช้เรือไฟละลายน้ำแข็งหากมีภูเขาน้ำแข็งเข้ามาใกล้   ซึ่งเรือไฟนี้ไม่ใช่วิธีที่เข้าท่าเอาเสียเลย

สภาวะโลกร้อนยังส่งผลให้กุ้งที่เป็นอาหารของเพนกวินและสัตว์อีกหลายชนิดมีจำนวนลดลง  ทำให้ให้เพนกวินขาดแหล่งอาหารจนจำนวนประชากรเพนกวินลดลง ส่วนวาฬและแมวน้ำซึ่งกินเพนกวินเป็นอาหารก็จะได้รับผลสะเทือนไปด้วย

แม้จะไม่ได้อาศัยอยู่ในทวีปอาร์กติก นกเพนกวินเองก็จะได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะน้ำมันเหมือนกับเพื่อนหมีขาว จิ้งจอกอาร์กติก และสิงโตทะเล  ดังคำที่กล่าวไว้ว่า “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว”

เราช่วยเพนกวินได้อย่างไรบ้าง

เราสามารถช่วยเหลือนกเพนกวินเหล่านี้ได้ ด้วยการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่สกปรก หันไปสู่ทางออกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนอย่างการใช้พลังงานหมุนเวียน ยุติการเผาไหม้พลังงานสกปรก ที่เป็นตัวการทำให้น้ำแข็งละลายส่งผลกระทบต่ออาร์กติกตั้งแต่แรกเริ่ม

เหล่านกเพนกวินคงจะดีใจมาก ถ้าพวกเขารู้ว่าคุณกำลังช่วยเหลือพวกเขาอยู่!

ร่วมลงชื่อกับเราเพื่อเป็นอีกหนึ่งเสียงในการร่วมปกป้องอาร์กติก

Blogpost โดย Supang Chatuchinda — กุมภาพันธ์ 3, 2558 ที่ 16:17

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/52024/

by posted under สิ่งแวดล้อม | Comments Off on สาส์นจากแอนตาร์กติก : อย่าให้น้ำมันทำร้ายเหล่าเพนกวินอีก    

ข่าวดีครั้งใหญ่สำหรับคนรักทะเล สหประชาชาติเดินหน้าทำพันธะสัญญาปกป้องมหาสมุทรเขตทะเลหลวง

February11

A Long-snouted Spinner Dolphin (Stenella longirostris) swims in the waters off Sri Lanka. 04/18/2010 © Paul Hilton / Greenpeace

เย้! ถึงเวลาที่คนรักทะเล #OceanLovers ทั่วโลกต้องฉลองครั้งใหญ่ หลังจากที่ต่อสู้ด้านนโยบายกันมาหลายปี และสี่วันแห่งการเจรจาต่อรองอันหนักหน่วง ที่สหประชาชาติ เราก็ได้รับข่าวดีครั้งใหญ่ ในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา รัฐบาลทั่วโลกต่างตกลงร่วมกันพัฒนาพันธะสัญญาทางกฎหมายในการปกป้องสัตว์ทะเลในทะเลที่ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของประเทศใด การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์, นี้เป็นการเริ่มกระบวนการกำหนดกฏเกณฑ์ในการสร้างเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลในทะเลหลวง อันเป็นพื้นที่ทางทะเลที่เป็นของเราทุกคน ข้อตกลงนี้เป็นการระบุว่าจำเป็นต้องมีการประเมิณผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ก่อนอนุญาตให้มีการทำกิจกรรมของมนุษย์ในพื้นที่มหาสมุทรดังกล่าว

ข่าวดีที่ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ คงเกิดขึ้นไม่ได้หากเราทุกคนทั่วโลกไม่ได้ร่วมกันเรียกร้องให้มีการปกป้องมหาสมุทรเขตทะเลหลวง ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฎการณ์แฮชแทค #OceanLovers จากการทวีตกว่า 6,000 ข้อความ และอีกหลายพันข้อความจากเฟสบุ๊ค ที่ช่วยทำให้ผู้แทนสหประชาชาติรับรู้ว่าโลกต้องการให้พวกเขาหันมาลงมือปกป้องมหาสมุทร

สหประชาชาติได้ตระหนักแล้วว่า การดูแลมหาสมุทร คือการปกป้องคุ้มครอง ไม่ใช่เพียงแค่การจัดการกับ “การทำลายมหาสมุทร” และทรัพยากรทางทะเล นี่เป็นโอกาสดีในการกำหนดมาตรฐานระกับโลกในการปกป้องมหาสมุทร และเชื่อมโยงการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทร พัฒนาการจัดการและร่วมมือกันระหว่างการทำประมง เหมือง การขนส่ง และด้านการจัดการมลพิษ แน่นอนว่านี่เป็นการดำเนินการครั้งใหญ่ และการกำหนดกฎเกณฑ์ที่จะคุ้มครองพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดบนโลกนั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย อีกทั้งยังจำเป็นต้องใช้เวลากว่ากฏเกณฑ์เหล่านี้จะถูกนำมาปฏิบัติใช้จริงในท้องทะเล และคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการนั้นในที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว ที่นี่ เวลานี้  #waveofchange

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อเริ่มลงมือ และกลายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เมื่อทำสำเร็จ – บ็อบ ฮันเตอร์

เป็นเวลาเกือบสิบปีมาแล้วที่เราเริ่มผลักดันให้รัฐบาลของโลกหันมากำหนดเครือข่ายอนุรักษ์ทางทะเลระดับโลก ที่ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 40 ของมหาสมุทรโลก ผ่านการเผยแพร่รายงาน Roadmap to Recovery นี้

Proposal for a global network of marine reserves - click to view interactive map

การเสนอตำแหน่งพื้นที่เครือข่ายอนุรักษ์ทางทะเลระดับโลก ที่ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 40 ของมหาสมุทรโลก คลิกที่นี่เพื่อดูแผนที่

การเสนอที่เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์นี้แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นมีเพียงพอที่จะสร้างระบบพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลที่มีประสิทธิภาพได้ หลังจากนั้น อนุสัญญาว่าด้วยความหลากลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity) ได้นำเอาเกณฑ์แบบเดียวกันนี้มาปรับใช้ และเริ่มระบุตำแหน่งพื้นที่ในทะเลหลวงที่ต้องการการคุ้มครอง (รวมถึงน่านน้ำบริเวณรอบขั้วโลกเหนือที่เราต้องการกำหนดให้เป็นเขตคุ้มครองธรรมชาติของโลกบริเวณอาร์กติก). แน่นอนว่าการกำหนดวิสัยทัศน์เช่นนี้ออกมา เราจำเป็นต้องเพ่งเล็งว่าเครือข่ายดังกล่าวนั้นสามารถสร้างขึ้นได้ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกลไลใดในการสร้างเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลในน่านน้ำหลวง จากนั้นประเด็นนี้ และการรณรงค์เรียกร้องให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพในบริเวณน่านน้ำหลวงของสหประชาชาติ (UN High Seas Biodiversity Agreement) จึงเกิดขึ้น และได้รับการสนับสนุนจากหลายพันคนทั่วโลก

ในปี พ.ศ. 2555 ในที่สุดเราก็ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ในแง่บวก จากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (UNCSD) หรือ Rio+20 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร นั่นก็คือ กำหนดเส้นตายในเดือนกันยายน ปี 2558 ที่สหประชาชาติจะต้องตัดสินใจว่าจะเริ่มการเจรจาต่อรองเพื่อกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับทะเลหลวงที่แสนสำคัญนี้

Postcard desk UN

และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่เส้นตายจาก Rio+20 งวดเข้ามา คนรักทะเลทั่วโลกได้ร่วมกันเรียกร้องให้ปกป้องมหาสมุทร ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากหลายต่อหลายประเทศ จนกระทั่งกลายเป็นกระแส และสามารถโน้มน้าวให้ประเทศมหาอำนาจต่างๆ ที่คัดค้านข้อตกลงนี้มาหลายปี หันมาเห็นชอบด้วย ประเด็นสำคัญที่คนรักทะเล  #OceanLovers เรียกร้อง ให้รัฐบาลลงมือคือ “ข้อตกลงกำหนดเขตคุ้มครองทางทะเลหลวง” ซึ่งเพียงไม่กี่วันต่อมาพวกเขาก็ทำสำเร็จ

เราดีใจมากที่ทางสหประชาชาติเข้าร่วม จากที่เคยไม่เห็นด้วยมาหลายปี ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า ข้อความหลายพันฉบับที่ส่งตรงไปยังเลขาธิการของสหประชาชาติ จอห์น เคอร์รี่ ซึ่งเป็นคนรักทะเลตัวยงเช่นกัน มีส่วนสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2557 ที่ผ่านมา กรีนพีซและประเทศต่างๆ ทั่วโลก(รวมถึง สวีเดน, เยอรมนี ฝรั่งเศส อินเดีย ออสเตรเลีย เกาหลี  และ อาร์เจนตินา) ได้ร่วมกันส่งจดหมาย “Dear John” ไปยังสถานทูตอเมริกา ถึงเลขาธิการ จอห์น เคอร์รี โดยตรง เพื่อผลักดันให้เขาหันมา “ลงมือปกป้องทะเลหลวง”  ในช่วงการประชุม Our Ocean ในปี 2557u ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทวิตเตอร์ของจอห์น เคอร์รี ได้รับข้อความกว่า 1,000 ข้อความภายในวันเดียว เรียกร้องให้เขา รับฟัง และลงมือเพื่อมหาสมุทร ต้องขอบคุณคนรักทะเล #OceanLovers จากทั่วโลกที่ร่วมกันเรียกร้อง ซึ่งทำให้จอห์น เคอร์รี ถึงกลับเอ่ยปากในงานประชุมว่า : “กลุ่มการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องมหาสมุทรนั้นเป็นกลุ่มคนที่หัวรั้นมาก!”

ช่วงต่อไปของการรณรงค์นั้นจะต้องยากลำบากอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราจำเป็นต้องยืนหยัดร่วมกันเพื่อต่อสู้กับอุตสาหกรรมที่ทำลายมหาสมุทร อาทิกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการจัดการอย่างหละหลวมขององค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (RFMOs) ซึ่งทำให้จำนวนปลาส่วนใหญ่หายไปจากท้องทะเลอย่างน่าตกใจ

เรายังต้องดำเนินการอีกมากเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของการสร้างเครือข่ายเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลที่ครอบคลุมร้อยละ 40 ของมหาสมุทรของพวกเราทุกคน ผลของการประชุมอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นต้องได้รับการปรับใช้โดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ภายในเดือนกันยายน ปีนี้ เพื่อที่จะก้าวต่อไป และดำเนินการเจรจาต่อรองข้อกำหนดตกลงทางกฎหมาย ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งจำเป็นจะต้องนำมาปฏิบัติใช้ในภายหลัง การเดินทางเพื่อปกป้องมหาสมุทรได้เริ่มขึ้น และการขับเคลื่อนจากกลุ่มคนรักทะเลทั่วโลกก็เข้มแข็งขึ้น พร้อมที่จะสนับสนุนและผลักดันต่อสู้ต่อไปเพื่อท้องทะเล เราได้ก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่เรายังต้องการความช่วยเหลือจากทุกคนเพื่อก้าวไปสู่ชัยชนะของท้องทะเลของพวกเราอย่างแท้จริง

ร่วมปกป้องมหาสมุทร

Blogpost โดย Sofia Tsenikli — มกราคม 29, 2558 ที่ 11:38

ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/51984/

by posted under Uncategorized | Comments Off on ข่าวดีครั้งใหญ่สำหรับคนรักทะเล สหประชาชาติเดินหน้าทำพันธะสัญญาปกป้องมหาสมุทรเขตทะเลหลวง    
« Older EntriesNewer Entries »