hAnxen: 変身

ขอให้ไอ้ไจล์ ลงนรกไปซะเร็วๆ

สัมภาษณ์พิเศษ พระอดิศักดิ์ วิริยสกโก 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งธรรมกาย (2542)

August8

พอดีได้ลิ้งค์นี้มา แต่ยังไม่ได้อ่าน เลยเอามาโพสต์ไว้ก่อนเผื่อใครยังไม่เคยอ่าน เพราะกลัวต้นฉบับหายน่ะ….  ตีแผ่แฉวัดจานบิน DMC: Detroit Metal City เอ๊ย ดำมะชาแน่วววววว…. ช่องที่มีเจ้าอาวาส Alien ออกมาพูดให้บริจาคทำบุญ สลับกับ MV ปัญญาอ่อน ตลอดวัน  (บาปมั๊ยเนี่ยด่ามะนาวต่างดุ๊ดเนียะ???)

 

ต้นฉบับจาก *http://rabob.tripod.com/siamturakij4.htm

.

หนังสือพิมพ์ สยามธุรกิจ

คู่ มื อ ธุ ร กิ จ หนังสือพิมพ์ธุรกิจรายสัปดาห์ที่มียอดสมาชิกผู้อ่านประจำสูงสุด

ฉบับที่ 211 ปีที่ 5 วันที่ 27 ธ.ค. 2541 – 2 ม.ค. 2542


พระอดิศักดิ์ วิริยะสักโกเป็นหนี่งใน 3 ผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกาย อดีตมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอา

วาสและเหรัญญิก ซึ่งได้เปิดใจกับ”สยามธุรกิจ”เกี่ยวกับกรณีอื้อฉาวของวัดพระธรรมกาย

สยามธุรกิจ พฤติกรรมของวัดพระธรรมกายจุดหลัก ๆ ที่อาจารย์มองเห็นว่าไม่ถูกต้อง

แยกออกเป็นประเด็นอะไรได้บ้าง

พระอดิศักดิ์ : แยกแยะออกได้คือ ประเด็นเทคนิคการสอนของวัดพระธรรมกายเป็นเทคนิคที่

พยายามจะเร่งเร้า เรี่ยไรบอกบุญในรูปแบบของบริษัท รูปแบบของธุรกิจมากกว่าที่จะสร้างศรัท

ธาให้คนเห็นความสำคัญของการทำบุญด้วยจิตใจ

การเรี่ยไรนั้นจัดเป็นขบวนการ มิใช่เป็นการบอกบุญธรรมดา แต่พยายามไปเซ้าซี้ พยา

ยามที่จะไปทำให้ชาวบ้านเกิดความรำคาญและเกิดความเกรงใจแล้วก็ทำบุญกันมา
ซึ่งทำให้

ชาวบ้านเดือดร้อน แม้กระทั่งเขาไม่มีเงินก็ไปทำให้เขาเกิดความงมงาย ไปกู้ยืมเงินมาเป็นหนี้

เป็นสิน
ซึ่งมันผิดหลักของพุทธศาสนา ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นการเผยแพร่ใน

ทางที่ผิด

อีกประการหนึ่งก็คือว่า การเผยแพร่พุทธศาสนาแทนที่จะเผยแพร่พุทธศาสนาให้ลึกซึ้ง ให้

เกิดความสงบ ให้เกิดความสุข
กลับตรงกันข้าม เป็นการเผยแพร่พุทธศาสนาออกไปให้คนเกิด

ความโลภยิ่งขึ้น คือเร่งเร้าให้เขาทำบุญเพื่อแลกกับนิพพาน แลกกับสวรรค์ ยิ่งทำบุญมากเท่าไหร่

ยิ่งได้สวรรค์ใหญ่โตมากเท่านั้น ซึ่งมันผิด

สยามธุรกิจ : เขาบอกว่าเขาไม่ได้บังคับในเรื่องการทำบุญ

พระอดิศักดิ์ : คือเขาพูดนะพูดได้ แต่การปฏิบัติมันไม่เหมือนคำพูด

สยามธุรกิจ : เพราะฉะนั้นการที่มาพูดว่า เข้าถึงธรรมกายแล้วสามารถสื่อสารกับพระพุทธเจ้า

ในอายตนะนิพพานเป็นเรื่องไม่จริง

พระอดิศักดิ์ : ล้วนเป็นเรื่องที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการยกย่องตนเอง เป็นเรื่องของ

การสร้างสัญลักษณ์ให้กับตนเอง ว่าเป็นผู้วิเศษ

สยามธุรกิจ : คิดว่าเขาเข้าใจผิดหรือเจตนาที่จะหลอกลวง

พระอดิศักดิ์ : เป็นทั้ง 2 สองอย่างนั่นแหละ คืออันที่หนึ่งก็คือว่าหลงไป จิตวิปลาสไป อีกอย่าง

หนึ่งก็คือต้องการให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของตนเอง คือต้องการความยิ่งใหญ่ในทางพระพุทธ

ศาสนา ยิ่งใหญ่ในทางโลก ในทางอำนาจและในทางเงินตรา

สยามธุรกิจ : คิดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้ามั้ย

พระอดิศักดิ์ : คือ เขาคิดว่าเขาเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด เขาเป็นหัวหน้าของพระพุทธ

เจ้าทั้งหมดบนพระนิพพาน

สยามธุรกิจ : ตรงนี้เขาเคยแสดงออกให้อาจารย์เห็นหรือไม่

พระอดิศักดิ์ : ตรงนี้เขาเคยประชุมสานุศิษส์จำนวนมากที่เขาต้อน หรือพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมดึง

ขึ้นไปดอยสุเทพ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเศรษฐีณีที่เขาสอบประวัติอย่างแน่นอนแล้วว่า คนเหล่านี้มีทรัพย์

สมบัติมหาศาล แล้วคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เขาจะส่งสาวกไปทาบทามไว้ล่วงหน้าแล้ว มีจุดอ่อนจุดแข็ง

ที่ไหนอย่างไร
แล้วก็พยายามที่จะโน้มน้าวให้คนเหล่านี้เกิดศรัทธาให้เห็นว่าเขา เป็นหัวหน้า

ของพระพุทธเจ้าทั้งหมด มีสิทธิ์มีเสียงมีอำนาจเต็มบริบูรณ์ที่จะสั่งพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ทำอะไร

ก็ได้ มีสิทธิ์ที่จะลงโทษพระพุทธเจ้าได้

สยามธุรกิจ : คุณไชยบูรณ์คิดแผนการอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อไร

พระอดิศักดิ์ : แกคิดแผนการนี้ตอนที่ไปอยู่ที่นั่นแล้วที่คลองสอง แกคิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าพระ

พุทธเจ้า เมื่อถึงตรงนี้เราพูดได้เลยว่าสำหรับคุณไชยบูรณ์หรือวัดธรรมกาย เราไม่ต้องมานั่งถก

เถียงกันเลยว่าหลักธรรมมันเป็นพุทธหรือเปล่า มันพูดได้เลยว่า มันเป็น 18 มงกุฎดี ๆ นี่เองมัน

คงเกิน 18 แล้ว
มันวิปริตไปแล้วจากพุทธศาสนา เป็นเพียงแค่มาอาศัยพุทธศาสนาหากินเท่านั้น

เอง

สยามธุรกิจ : นอกจากพยายามสร้างภาพตัวเองว่าเป็นหัวหน้าพระพุทธเจ้าแล้ว ที่หลัก ๆ และที่

น่าเกลียดมาก ๆ มีอะไรอีก

พระอดิศักดิ์ : น่าเกลียดมาก ๆ ก็คือ การเย้าแหย่สีกา เช่น เจอสีกาที่สวยๆ ถูกใจก็จะเย้า

แหย่แหมวันนี้นะคุณแดง (สมมุติชื่อ) แก้มแดง น่าหยิก แหมหูสวย หน้านวล จมูกโด่ง คือชมกัน

แบบชายหนุ่มเกี้ยวหญิงสาว มันก็เหมือนหมาหยอกไก่นั่นแหละ
ก็เคยมีคนมาสารภาพให้อาตมาฟัง

ว่ามันติด เข้าใกล้แล้วมันลืมโลกไปเลย แล้วก็มีเรื่องเยอะแยะเกี่ยวกับสีกา ซึ่งอาตมาตอนอยู่ที่นั่น

เป็นคนคอยกันสีกาออกไป แล้วก็พบเรื่องสีกาแย่งกันไปแย่งกันมา ถึงกับทะเลาะเบาะแว้งกัน

บางคนก็มาร้องห่มร้องไห้

อาตมาก็ไล่ออกไปหลายคน เพราะว่าอาตมาจับหลักฐานได้ ถึงขั้นสีกานั้นเขียนจดหมาย

มาสารภาพ คือคนๆนี้เป็นคนวิปริตโดยบริบูรณ
์ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ใดๆก็ตาม ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่ง

เขียนมาสารภาพถึงความยิ่งใหญ่และความเก่งของตนเอง ซึ่งหมายถึงหลังจากมีการประพฤติผิดกัน

aacute;ล้ว ให้เขียนจดหมายมาว่าคนนี้เก่งอย่างโน้นอย่างนี้ อาตมาก็จับจดหมายได้

สยามธุรกิจ : เหตุการณ์นี้ปีพ.ศ.อะไร

พระอดิศักดิ์ : ประมาณพ.ศ.2524-25

สยามธุรกิจ : สีกาคนนี้มีสามีหรือไม่

พระอดิศักดิ์ : มีสามีมีลูก 2 คน ฐานะอยู่ในขั้นปานกลางค่อนข้างดี ไม่ถึงกับเป็นเศรษฐีณี แต่เขา

สวย ไม่ใช่สีกาอี๊ด

สยามธุรกิจ : อยากให้ท่านเรียบเรียงความเกี่ยวข้องกับสีกาตั้งแต่เริ่มต้นมา ใครเป็นคนแรก

พระอดิศักดิ์ : คนแรกถ้านับจากสมัยชีวิตเขาเป็นฆราวาส เยอะเหลือเกินหลายคน แต่สมัยนั้น

อาตมาก็ไม่เชื่อนึกว่าผู้หญิงพวกนี้มันบ้า เห็นผู้ชายหล่อไม่ได้ ตามตื้อ มาร้องห่มร้องไห้ เขาก็บอก

เขาไม่มีอะไร ผู้หญิงมันบ้าเอง เราก็เลยช่วยกันกีดกันออกไปหลายรายทีเดียว

ตอนสมัยฆราวาสเขาก็เคยมาเล่าให้ฟังว่า เขาเคยพาผู้หญิงไปทำมิดีมิร้าย จนกระทั่งเขา

บวชแล้วซัก 1-2 พรรษาโรคมันก็กำเริบ จนถึงกับต้องให้ชิดชัยที่บวชเป็นพระในภายหลังพาไป

หาหมอ โรคมากำเริบหลังจากบวชแล้ว ต่อๆมามีผู้หญิงที่แวะเข้ามาเยอะ เมื่อเป็นพระแล้วเขาก็

รูปหล่อ ผู้หญิงคนที่สำคัญที่สุดคือคนที่จับจดหมายได้ แต่อาตมาไม่ได้เก็บหลักฐานไว้ ก็สีกาตุ๊นี่แหละ

คือมีสามีและมีลูกแล้ว เขาบอกว่าเขาไม่เคยมีความสุขมีลูก 2 คนแล้วยังไม่เท่ากับนายไชยบูรณ์

เลย

สีกาตุ๊เข้ามาในเวลาใกล้เคียงกับสีกาอี๊ด ต่างคนต่างมา มาแล้วก็เลยมาชิงรักหักสวาทกัน

เดิมทีก็บอกว่ามาช่วยงานวัด แต่ในที่สุดก็มาช่วยเป็นเจ้าของวัด เกิดความเสื่อมเสียมาก อาต

มาก็เลยกันสีกาตุ๊ออกไป ในที่สุดสามีเขาก็รู้ข่าว ก็เลยเลิกไป เนี่ยคือทำให้ครอบครัวเขาแตก

สยามธุรกิจ :สีกาตุ๊มาพัวพันอยู่นานมั้ย

พระอดิศักดิ์ :ก็สัก 2-3 ปีได้ เป็นสีกาที่เด่นที่สุด สีกาอี๊ดมาในยุคใกล้ๆกัน สีกาตุ๊ชัดกว่า แต่ว่าใน

ภายหลังสีกาอี๊ดก็ชัดมาก

สยามธุรกิจ : สีกาอี๊ดเกี่ยวข้องธุรกิจมากเหลือเกิน

พระอดิศักดิ์ : เท่าที่อาตมาอยู่ที่นั่น การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ปีๆหนึ่ง ทอดผ้าป่าหลายครั้ง

ทอดกฐินอยู่ 1 ครั้ง เงินแต่ละครั้งได้มาทีหลายสิบล้าน แล้วก็เอาธนาคารกสิกรไทย สำนักงาน

ใหญ่มาทั้งสำนักงานเลย เรายกอาคารให้ 1 หลัง อาคารหลังใหญ่ แค่เช็คเคลียร์ตัวเลขอย่าง

เดียว ไม่นับแบงก์นะ ตั้งแต่เช้ามืด ยันเที่ยงคนไม่จบ ไปจบเอาวันรุ่งขึ้น คือ วันจันทร์

เงินทั้งหมดในนามของมูลนิธิ เดิมทีใช้คำว่ามูลนิธิธรรมประสิทธิ์ ต่อ ๆ มาเป็นมูลนิธิ

ธรรมกาย เงินนี้เข้าแบงก์กสิกรไทยในวันนั้น แล้วก็กระจายทันทีไปตามแบงก์ต่าง ๆ ทั้งหมดกระ

จายออกไปในนามของแบงก์ต่างๆ เสร็จแล้วก็ย้อนกลับเข้ามาในแบงก์กรุงเทพอีกที รู้สึกจะเป็นสา

ขาแถวสะพานควายในนามของสีกาอี๊ด จากสีกาอี๊ดก็กระจายออกไปอีกในนามของบริษัทต่าง ๆ

สีกาอี๊ดเป็นหน้าฉากของนายไชยบูรณ์ กระจายออกไปตามแบงก์ต่างๆ คือพูดง่าย ๆ ทำให้

ระบบการเงินสับสน หาตัวเลขไม่เจอ ติดตามได้ลำบาก

สยามธุรกิจ : ทำไมสีกาอี๊ดถึงได้รับการยอมรับอย่างสูง

พระอดิศักดิ์ : จริง ๆแล้วคน ๆ นี้เป็นคนใจกล้า เป็นนักธุรกิจขายยา อะไรต่าง ๆ ให้กับทาง

หน่วยราชการ ให้กับโรงพยาบาล ขายทั่วๆไปแม้กระทั่งขายอาวุธ
 เป็นนายหน้าติดต่อ เพราะฉะ

นั้นคน ๆนี้พูดเก่ง หน้าตาก็ไม่ได้สวย แต่พูดเก่งและใจกล้า กล้าทำทุกเรื่อง จนกระทั่งไชยบูรณ์ก็

Ecirc;นใจความกล้า

แรก ๆ ก็เข้ามาเป็นสานุศิษย์ เบ็ดเสร็จแล้วในที่สุดก็ยกระดับฐานะตัวเอง เขาบอกเขา

เป็นทุกอย่างของไชยบูรณ์ เขามากับสามี สามีก็เป็นลูกศิษย์ด้วย คือเขาเป็นคนพาสามีเข้าวัด

แล้วก็เป็นคนชักจูงสามีทุกเรื่องราว ในที่สุดพอเขามายุ่งกับตัวเงินมากเข้า เขาก็กลัวว่าสามีจะ

ติดร่างแหของความทุจริต อาจจะถูกสอบ เพราะสามีเป็นข้าราชการ ก็เลยทำนิติกรรมหย่าร้างกัน

ก็ยิ่งสนุกใหญ่ แล้วก็กลับไปใช้นามสกุลเดิม แต่จริง ๆ แล้วเขาก็ยังอยู่กับสามี

สยามธุรกิจ : ความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับคุณไชยบูรณ์ สามีทราบหรือไม่

พระอดิศักดิ์ : สามีคงไม่ทราบเพราะว่าสามีเข้าใจว่าภรรยาตัวเองเก่ง

สยามธุรกิจ : ธุรกิจหลัก ๆ ของคุณไชยบูรณ์โดยสีกาอี๊ดช่วงนั้นมีอะไรบ้าง

พระอดิศักดิ์ : มีค้าน้ำมันอีสานกับสีกาอี๊ด จริง ๆ แล้วเป็นการค้าขายกับคุณวาสนา แต่เลิกค้ากันไป

ค้ากันมาเจ๊งยับเยิน คุณวาสนาเห็นว่าไอ้บริษัทนี่เหลือแต่ชื่อกลวง ๆ แล้ว ก็ยกย่องสีกาอี๊ดขึ้นมาเป็น

ผู้จัดการ ช่วงนั้นเข้าใจว่า หมดไปเป็นพัน ๆ ล้าน

สยามธุรกิจ : ธุรกิจจัดสรรที่ดินทำกันอย่างไร

พระอดิศักดิ์ : สีกาอี๊ดเป็นคนจัดการ กว้านซื้อที่ดินรอบบริเวณวัด บุกรุกป่าทำสารพัดก็อาศัยสีกาอี๊ด

เป็นคนวิ่งเต้นขึ้นเหนือลงใต้ทุกอย่าง เป็นตัวจักรเด่นชัดที่สุด คนอื่นเป็นเพียงแต่ฉากประกอบ

สยามธุรกิจ : ช่วงหลังสีกาอี๊ดห่างเหินไปจากวัดธรรมกาย

พระอดิศักดิ์ : ช่วงระยะสั้นๆ เนื่องจากมีสีกาอีกคนหนึ่งเข้ามา สีกาเมียเสี่ยพ.เข้ามาทั้งรูปสวย

รวยทรัพย์ สมบัติมหาศาล นายไชยบูรณ์หลงไประยะหนึ่ง พาไปไหนต่อไหนด้วยกัน จนกระทั่งสีกา

Iacute;ี๊ดทนไม่ได้เพราะมีคนเห็นไปกัน 2 ต่อสองที่เชียงใหม่ ถึงขั้นมาคาดคั้นนายไชยบูรณ์ นายไชย

บูรณ์บอกว่าไม่จริง ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้ในที่สุดเขาก็อ้างพยานได้ว่ามีคนเห็นไปอยู่ด้วยกันสองต่อ

สอง ที่ไหนอย่างไร จนในที่สุดจนด้วยหลักฐาน พยานบุคคล

สีกาอี๊ดโกรธมากถามว่าจะเลือกใครระหว่างคนนั้นกับตน คนนั้นมีเงินมากมายมหาศาลและ

สามีตายแล้ว นายไชยบูรณ์เขาบอกว่าเขาเลือกคนนั้น สีกาอี๊ดโกรธมาก นายไชยบูรณ์เป็นคน

หวาดระแวงว่า ตายจริงธุรกิจทั้งหมดอยู่ในมือของสีกาอี๊ดหมดเลย ก็เลยให้คนปลอมลายเซ็นต์

ของสีกาอี๊ด โอนกิจการกลับคืนมาหมด ได้ข่าวว่าถึงขั้นฟ้องร้องกันว่าปลอมลายเซ็นต์ ในที่สุดนาย

ไชยบูรณ์เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาแล้วก็เลยออกมาโอ๋สีกาอี๊ด ทุกอย่างก็เงียบไปเพราะเขามี

วาทะศิลป์ดี

สยามธุรกิจ : โอนธุรกิจกลับมาอยู่ในมือใคร

พระอดิศักดิ์ : ตอนนั้นไม่ทราบว่า กลับมาอยู่ในมือใคร คงอยู่ในมือของสาวกคนอี่น แต่ความที่เขา

ไม่ไว้ใจใครเลย ฉนั้นพอมีปัญหาที่เขาแสวงหาเหมืองทอง เพชรนิลจินดาแถวพิษณุโลก พิจิตร

เพชรบูรณ์หลายแห่งในย่านนั้น เขาก็บอกแถวนั้น หยกชั้นหนึ่ง มรกตก็มีอะไรก็มี เขาไปสืบเสาะ

มาหมดเลยในช่วงนั้นประมาณ ปีพ.ศ. 2528 ได้ คุณไชยบูรณ์เล่าให้อาตมาฟังว่า เมืองไทย

อุดมสมบูรณ์มาก มีเพชรนิลจินดา พวกมรกตชั้นหนี่ง พวกเหมืองทองแถวพิษณุโลกหรือที่อี่น ๆ เต็ม

ไปหมด แล้วก็บอกว่า คนอื่นจะยึดเลยยึดเสียเอง ความที่เขาไม่ไว้ใจใคร การซื้อที่ ซื้อเหมืองจึง

ใช้ชื่อเขา จึงเป็นเรื่องขึ้นมาให้เห็น

สยามธุรกิจ: ตกลงสีกาอี๊ดยังไม่ใช่อดีต

พระอดิศักดิ์:ได้ข่าวว่ายังเป็นปัจจุบันอยู่

สยามธุรกิจ:แสดงว่าปัจจุบันยังมีหลายคน มีสีกาอี๊ด เมียเสี่ย พ.

พระอดิศักดิ์: และคุณวิชญา หรือนัส คนนี้เป็นเจ้าแม่ที่นั่นเลย และสีกา ส.ที่ทำบริษัทจิวเวอร์

หลายคนที่เดียว

สยามธุรกิจ : แล้วกรณีแม่ชีจันทร์สถานะในวัดเป็นอย่างไร

พระอดิศักดิ์ : จุดเริ่มต้นจริงๆ ต้องไปกล่าวย้อนถึงในสมัยโน้นตอนที่นายไชยบูรณ์ เป็นนิ

สิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แกก็ไปอ่านวิปัสนาบันเทิงสารของแม่ชีวรมัย กบิลสินธ์ ซึ่งเขียนว่าวัด

ปากน้ำมีแม่ชีปฏิบัติธรรมมะ และมีคุณวิเศษเกิดขึ้น และแกก็เขียนเป็นวิปัสนาบันเทิงสารซึ่งเราก็

ต้องเข้าใจว่า มันมีลักษณะเป็นนิยายอิงความจริงบ้าง เขาบอกว่ามีแม่ชีเหาะขึ้นไปบัดระเบิดบ้าง

และอ้างถึงว่ามีแม่ชีไม่รู้อ้างถึงชื่อรึเปล่าไม่ทราบ อาจจะอ้างถึงแม่ชีจันทร์ขึ้นไปบัดระเบิด เสร็จ

แล้วนายชัยบูรณ์จึงเกิดติดอกติดใจแบบเด็กหนุ่มยังเรียนหนังสืออยู่ ก็รีบเลยเพราะอยากจะเป็นผู้วิ

เศษบ้าง ก็มาวัดปากน้ำ
และถามหาแม่ชีจันทร์ ก็เจอแม่ชีคนหนึ่งซึ่งผอมหน้าตาก็เป็นแม่ชีบ้านนอก

พูดจาไม่ค่อยชัดหนังสือก็อ่านไม่ออก ก็มีความรู้สึกว่าคนนี้บริสุทธิ์ดี ก็ถามหาแม่ชีจันทร์ที่เขาบอกว่า

บัดระเบิดได้ ยายนี่ก็เลยสวมรอย ว่าฉันนี้คือแม่ชีจันทร์แล้วก็ไม่มีสอบประวัติใด แล้วก็กราบก้น

โด่ง ในที่สุดก็ยกย่องเป็นครูบาอาจารย์ สอนสมาธิ สอนต่างๆ และแกก็รับสมอ้างเป็นศิษย์เอกวัด

หลวงพ่อปากน้ำ

จริงแล้วแม่ชีจันมีจริงแต่ตายไปแล้ว
ถ้าอยู่ป่านนี้ก็อายุ 100 กว่าแล้ว แม่ชีจันทร์ท่าน

เก่งจริงๆ เป็นที่ยกยอ่ง แต่แม่ชีนี้ก็เก่งเหมือนกันคือ ตอแหล คือ อยากดัง ก็เลยร่วมมือกับนายชัย บูรณ์ นายเผด็จ เขียนนวนิยายปัดระเบิดปรมาณูไปลงที่ฮิโรชีม่า กับนางาซากิ อาตมาก็อยากจะ ถามว่าถ้ามีความสามารถทำได้ ไม่รู้หรือว่าระเบิดนั้นฆ่าคน

ได้ แล้วเมื่อปัดไปลงที่นั้น มีคนตายเป็นแสนๆ คน แกไม่เกิดความสลดใจบ้างหรือ แทนที่จะเป็น

เช่นนั้นกลับชื่นชมกันใหญ่
มีความรู้สึกว่ายิ่งใหญ่เหลือเกินที่ฉันสามารถปัดระเบิดไปลงที่นั่นคนตาย

กันเกลื่อน คนที่มีคุณธรรมเนี่ยที่มีธรรมะอยู่ในใจควรจะสังเวชต่อบาปกรรมที่ตัวเองทำหรือไม่

แต่ถ้าทำไม่ได้แสดงว่า นี่คือนวนิยายโกหกตอแหล เพื่ออะไรเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ เพื่อ

สร้างทรัพย์สมบัติ สร้างเงินสร้างทอง เกียรติยศให้กับตนเอง นี่คือความเท็จเป็นการหลอกลวง

ชาวบ้าน

สยามธุรกิจ : โดยส่วนใหญ่แล้ว ธุรกิจของเขาเป็นอย่างไรบ้าง

พระอดิศักดิ์ : ธุรกิจของเขาเป็นธุรกิจสวมรอยชาวบ้าน ได้มาฟรี ๆ

สยามธุรกิจ : แล้วส่วนที่ผันเงินของวัดไปทำธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง

พระอดิศักดิ์ : เจ๊ง เจอวิบัติหมด เช่น น้ำมันอีสานหมดเป็นพัน ๆ ล้าน หรือที่เอาไปปั่นหุ้นใน ตลาดหลักทรัพย์ ลูกศิษย์ของอาตมาเล่าให้ฟังว่า หมดไปประมาณ 2 หมื่นล้าน

สยามธุรกิจ : จุดเริ่มการเล่นหุ้นพอจะลำดับความได้อย่างไร

พระอดิศักดิ์ : เดิมที มีการเล่นหุ้นน้ำมันของแม่ชม้อย นายไชยบูลย์เป็นหัวคิว เชียร์ลูกน้องให้ เล่นด้วยเพื่อหวังรวย แต่ในสุดท้ายลูกศิษย์ก็ซวย

เจ๊งไปตาม ๆ กัน นายไชยบูลย์จึงหลบหน้าไปพักหนึ่ง

สยามธุรกิจ : หลบหน้าไปไหน

พระอดิศักดิ์ : หลบหน้าไป ไม่รับผิดชอบ ไปเชียงใหม่ กบดานอยู่ในที่นั่น แต่ก็ไปปั้มเงินจากที่นั่น

อีกจากเศรษฐีหน้าโง่ต่อไป เสร็จแล้วหลังจากนั้น ทราบว่า มีลูกศิษย์ผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง เล่นหุ้น มี

ครอบครัวแล้ว และประสบความสำเร็จมากในการเล่นหุ้น ก็เลยอยากจะได้กำไรด้วย ก็เลย เรียกลูกศิษย์ให้นำเงินวัดไปเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

สยามธุรกิจ : พูดชัด ๆ อย่างนี้เลยใช่ไหมครับ

พระอดิศักดิ์ : ใช่ ลูกศิษย์ก็เลยตกใจ ไม่รู้จะถอนตัวอย่างไรได้ ก็เลยบอกว่ามีลูกอยู่คนหนึ่งกำลัง

โตเป็นสาว กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี่ยวหัวต่อ สามีก็อายุมากแล้ว อยากขอตัวไปดูแลลูกสามีก่อนสักปี

สองปี เมื่อลูกโตแล้วจะรีบกลับมาช่วย พูดง่าย ๆ ก็ คือ ชิ่ง หลังจากนั้นจึงไม่กลับมาเลย เพราะ

รู้ว่า เจ้าอาวาสมีเจตนาทุจริต

สยามธุรกิจ : ทำไมลูกศิษย์ถึงรับไม่ได้กับข้อเสนอเพราะการเล่นหุ้นเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง

พระอดิศักดิ์ : ใช่ แต่เป็นพระเล่นธุรกิจได้อย่างไร แกเอามาเล่าให้อาตมาฟัง เห็นว่า ไม่ถูก

ต้อง แกก็เลยหนี หนีเสร็จในช่วงนั้น นายสอง ซึ่งเพิ่งจบธรรมศาสตร์ใหม่ ๆ ฐานะทางบ้าน

ปานกลางไม่มีงานทำ ไปเรียนหมอนวดจากหมอนวดไทยคนหนี่ง เรียนเสร็จแล้วมารับใช้เจ้าอา

วาส เพราะน้องชายบวชอยู่ที่นั่น มาบีบมานวดนายไชยบูลย์ นายไชยบูลย์ก็ชอบด้วยเห็นว่าคุยเก่ง

เห็นว่า เด็กคนนี้มีแววดี ก็เลยอุปโลกน์นายส.เข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ชี้ตัวโน้นขึ้นตัวนี้ลง ปั่นหุ้นจนกระทั่งติดอันดับเสร็จแล้วก็เอาเงินจากลูกศิษย์

ที่ไว้ใจเอามาเล่น แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินของวัด

ชี้ตัวไหนตัวนั้นขึ้น ก็เลยมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว

แต่ในที่สุดเวรกรรมตามทันนั้น หุ้นเจ๊งระเนระนาด นายส.เกือบเป็นบ้า นายไชยบูลย์

หมดตัวเป็นเงิน 2 หมื่นล้าน ก็เลยต้องเรี่ยไรต่อ สร้างโครงการสวรรค์วิมานในฝันต่อ

แต่สร้างอะไรไม่ได้ตังค์รวดเร็วเท่ากับโกหกหลอกลวง

สยามธุรกิจ : เสี่ยส.เป็นตัวแทนของชัยบูลย์ในการเล่นหุ้น

พระอดิศักดิ์ : ใช่

สยามธุรกิจ : มีส่วนเกี่ยวพันธ์กับเมียเสี่ยพ.หรือเปล่า

พระอดิศักดิ์ : ช่วงนั้นสีกาอี๊ดชักไม่พอใจ ในเวลาเดียวกัน เสี่ยส.เริ่มเข้ามามีอิทธิพลเรื่องการ

เงินการทอง ดึงความสำคัญของสีกาอี๊ดไป ในขณะเดียวกันเสี่ยส.ก็เข้ากันได้กับเมียเสี่ยพ.แล้วก็

มีการเอาเงินส่วนหนี่งของเสี่ยพ.มาปั่นหุ้นด้วย

สยามธุรกิจ : เงินส่วนใหญ่กองอยู่ในธุรกิจ แล้วมีเงินสดสำรองอยู่มากไหม

พระอดิศักดิ์ : ได้มาก็นำเงินไปหมุนซื้อที่จัดสรรต่อไป โครงการจัดสรรที่ดินมีจำนวนมหาศาลนับ

ไม่ถ้วน หมุนอยู่ในที่ เมื่อเศรษฐกิจพัง เขาจึงหมดตัว จึงต้องเรี่ยไรไม่หมดไม่สิ้น พยา

ยามสร้างสวรรค์วิมานต่าง ๆ บอกบุญอย่างบ้าระห่ำ

สยามธุรกิจ : ที่ดินอย่างที่เป็นข่าวมีที่ไหนอีกบ้าง

พระอดิศักดิ์ : เยอะมากแทบพูดได้ว่า แทบทุกจัดหวัด

สยามธุรกิจ : มาถึงตอนนี้สรุปได้ว่า วัดพระธรรมกายไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเลย

พระอดิศักดิ์ : เพี้ยน 100 เปอร์เซ็นต์

สยามธุรกิจ : เป็น 18 มงกุฎหลอกลวงมาตลอดเวลา

พระอดิศักดิ์ : เป็นอย่างนั้น

สยามธุรกิจ : ที่มีคนพูดว่า จะเป็นนิกายใหม่อะไรอย่างนั้น ไม่ใช่เป็นประเด็นที่จะต้องมาวิ

เคราะห์

พระอดิศักดิ์ : ไม่ใช่เป็นนิกายใหม่ เป็นการหลอกลวง

สยามธุรกิจ : เนื่องจากทางวัดมีรายรับเยอะ มีการซื้อความสนับสนุนจากผู้มีอำนาจทั้ง

จากฆราวาสและบรรพชิตบ้างไหม

พระอดิศักดิ์ : ครั้งหนี่งเคยทะเลาะกับอาตมา เขาให้อาตมาเซ็นเช็คจ่ายเงินกี่แสนแล้วจำไม่ได้

ซื้อพระรูปหนึ่ง เพราะพระรูปนั้นต่อไปมีโอกาสเป็นพระผู้ใหญ่ โดยพูดว่าเราซื้อเอาไว้ใช้สักคนไม่

ได้เชียวหรือ อาตมาก็บอกว่า เงินนี้เขามาบริจาคสร้างวัด ถ้าเอาไปซื้อพระมันผิดวัตถุประสงค


อาตมาก็ไม่ยอมเซ็นเช็คให้ เมื่ออาตมาไม่ยอม ก็รู้สึกโกรธแต่ไม่รู้จะทำยังไง เขาก็เลยหาเงิน

ก้อนใหม่ที่ไม่ผ่านบัญชีมาให้ ซื้อพระองค์นั้น ความที่อาตมาไม่ยอม กลายเป็นที่เขม่นของพระองค์นั้น

เมื่อเขาเป็นใหญ่เป็นโต ซึ่งขณะนี้พระองค์นี้มีตำแหน่งใหญ่จริง ๆ

สยามธุรกิจ : พระไชยบูรณ์จ่ายเงินมากไหมสำหรับการซื้อตัวพระรูปนั้น

พระอดิศักดิ์ : มากหรือไม่ต้องไปถามพระมโน พระเมตตาเพราะท่านอยู่ใกล้ชิดข้อมูล จ่ายเท่า ไหร่ จ่ายอะไรบ้าง

สยามธุรกิจ : กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นกับพระรูปเดียว

พระอดิศักดิ์ : เท่าที่รู้มีหลายรูป

สยามธุรกิจ เห็นบอกว่ามีการซื้อรถเบนซ์ให้พระบางรูป

พระอดิศักดิ์ : ใช่ เบนซ์ 500

สยามธุรกิจ : รูปเดียวกันกับที่เอ่ยถึงเมื่อกี้

พระอดิศักดิ์ : คนละรูป ที่ให้เบนซ์ 500 รู้สึกว่าจะให้กันเป็นประจำ ใ

ห้เพื่อซื้อยศ 2-3 คน ซี่ง เงินที่ใช้ซื้อยศเป็นเงินของชาวบ้านทั้งนั้น เดิมทีเราบอกว่า ไม่เอายศ ตอนนี้ต้องไล่ซื้อ

สยามธุรกิจ : นอกจากได้ยศแล้วได้แบกอัพจากพระผู้ใหญ่ด้วย

พระอดิศักดิ์ : ใช่ทุกอย่าง

สยามธุรกิจ: มีผู้ที่เป็นทั้งพระ ทั้งสานุศิษย์เดิม ๆ ที่เห็นข้อเท็จจริงแล้วถอยออกมาบ้างไหม

พระอดิศักดิ์ : มีอยู่เยอะ จำนวนมหาศาล แต่บุคคลเหล่านี้ไม่กล้าเปิดเผยตัว เพราะอิทธิพลเขา

มาก ทั้งอิทธิพลทางฆราวาสและในวงศาสนามากมายมหาศาล แม้ความชั่วของเขามาก

มายขนาดนี้ เขายังลอยนวลได้

สิ่งที่อยากพูด คือ การบิดเบือนหลักพระพุทธศาสนา คือ เขาจะเชิญชวนญาติโยมไปทำบุญใน

วันอาทิตย์ทุกต้นเดือน อันนี้สำคัญที่สุด จุดนี้คือจุดหาเงิน คนเก็บหอมรอบริบเพื่อไปซื้อบุญมีเป็นจำ

นวนมาก เพราะเขาโฆษณาว่า การทำบุญในวันอาทิตย์ต้นเดือนหนึ่งครั้ง ได้บุญกว่าการทำบุญ กับพระพุทธเจ้าจริง ๆ เสียอีกมากกว่าเป็นอสงไขยเท่า

ไชยบูลย์ให้เหตุผลว่า ยายชีจันทร์สามารถเอาธรรมกายน้อมนำเอา

อาหารที่ชาวบ้านไป ถวายมากลั่นเป็นอาหารทิพย์ เอากายมนุษย์ที่ละเอียดมาไว้ที่ศูนย์กลางของยายชี นี่เป็นคำพูด

ของนายไชยบูลย์ จากนั้นก็กลั่นให้ละเอียดขึ้นพระนิพพาน ซี่งคำสอนอย่างนี้ชัดต่อหลักพระพุทธศานา

นอกจากนี้แล้ว การกลั่นอาหารทิพย์เอาไปถวายพระพุทธเจ้านับ

อสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนมี บุญนับไม่ถ้วน แม้เราตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอย่างมากเจอแค่พระพุทธเจ้าองค์เดียว

แต่ด้วยความวิเศษของยายชีจันทร์ บวกด้วยความสามารถของนายไชยบูลย์ ทำให้เราทุกคนสา มารถเอากายขึ้นไปเที่ยวพระนิพพานได้ เหมือนอย่างจัมโบ้เจ็ต มีโอกาสน้อมนำอาหารทิพย์พระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าสวดมนต์อวยพร

เจ็ดวันเจ็ดคืน บุญนี้ไหลหลั่งนับไม่ถ้วน คำสอนดังกล่าวนี้นับว่า อุตริมากเป็นการทำลายหลักการพระพุทธศาสนาอย่างยับเยิน

เพราะหากทำตามคำสอนดังกล่าวแล้วเราไม่ต้องทำความดีอะไรอีกแล้ว เพราะเสียเงินไม่กี่บาท

อาศัยชีจันทร์หลับตาหน่อยเดียวก็ได้บุญมหาศาล เป็นคำสอนวิปริต ตกลงคนไม่ต้องคิดถึงความดี

อย่างอื่น ไม่ต้องทำภาวนาอะไรทั้งสิ้น แม้โจรยังสามารถไปนิพพานได้ เพราะขอให้ไปวันนั้นจะ

ได้บุญมหาศาล ฉนั้นไม่จำเป็นต้องทำความดี แม้ทำความขชั่วยังไปสวรรค์ได้ นิพพานได้ รอวันนี้วัน

เดียววันอาทิตย์ต้นเดือน

อยากให้สื่อเขียนเรื่องถวายข้าวพระและการปัดระเบิด เพราะในวันอาทิตย์ที่ 27 นี้เขานัด

ชุมนุมสาวกไปวันเกิดยายชีจันทร์ คนจะได้รู้ว่า ยายชีเป็นตัวปลอม แล้วจะได้รู้ว่า การปัดระเบิด

เป็นบาปมหาศาล เพราะถ้าทำอย่างนั้นจริง ๆ ตายไปตกนรกขุมอเวจีเป็นอย่างน้อยเพราะฆ่าคน

เป็นแสน ๆ
แล้วการหลอกลวงต้มตุ๋นโดยไปถวายพระพุทธเจ้าเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา

อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้สอนให้คนทำดี สอนให้คนอ้อนวอนอย่างเดียว พุทธศานาสอนให้คนมัก

น้อยสันโดษ ให้พอใจในสิ่งที่ควรมีควรได้ แต่นี่ไม่ใช่ ให้โลภบุญอย่างมหาศาล ทำให้มันสุด ๆ มีตัว

ดูดบุญ ตัวอะไรมากมาย

by posted under Uncategorized | 63 Comments »    
63 Comments to

“สัมภาษณ์พิเศษ พระอดิศักดิ์ วิริยสกโก 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งธรรมกาย (2542)”

  1. May 1st, 2013 at 8:30 am       นางแก้ว Says:

    การทำบุญอย่าทำให้ตัวเองเดือดร้อน
    อนิสงส์ของการทำบุญอยู่ที่เจตนา หากทำโดยความโลภผลบุญนั้นจะเกิดสักกี่มากน้อย
    หากไร้สติ หลงมัวเมาในการซื้อบุญ เราจะเหลืออะไร
    เคยอ่านเรื่องผลบุญซึ่งเขียนในหนังสือของชาวพุทธที่ว่า มีทาสีนางหนึ่งไม่มีทรัพย์สินมีค่ามากพอที่จะทำบุญ แต่นางมีจิตใจอันมั่นคงต่อการไปไหว้สถูปเจดีย์ นางตั้งมั่นด้วยจิตอัญเป็นกุศล มีเพียงดอกบวบเป็นพุทธบูชา นางยังไปไม่ถึงที่หมายก็โดนงูเห่ากัดตายเสียก่อน แต่จิตอันเป็นกุศลนั้นได้ส่งผลให้นางไปเสวยบุญด้วยการเป็นนางฟ้ามีเครื่องแต่งกายสีดอกบวบ
    อ่านเรื่องนี้แล้วรู้โดยปัญญาว่า การทำบุญโดยเจตนาดีแล้วกุศลผลบุญย่อมส่งผลด้วยดี

    แต่ละวัดมีเงินมาก มีการสร้างวัตถุมาก แต่วัตถุเหล่านั้นช่วยชีวิตคนที่เจ้บป่วยได้มากพอหรือเปล่า

    ได้เห็นโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งขาดเครื่องมือแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย หรือเครื่องมือที่สามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ให้ได้พ้นจากความทรมานด้วยความเจ็บไข้ ขาดเสื้อผ้า ชุดผู้ป่วย
    การช่วยชีวิตคนเป็นบุญมหาศาล เชิญบริจาคเงินซื้อเครื่องมือแพทย์ร่วมมือกันอย่าให้เดือดร้อน มีบาททำบุญหนึ่งสลึง มีสิบบาททำสองบาท อย่าให้เดือดร้อน แต่กุศลผลบุญที่ได้ตั้งจิตไว้แล้วจะส่งส่งเองโดยเจตานา หันมาทำบุญทานทางนี้บ้างนะคะ
    แม้การ เกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดา แต่การดูแลรักษาก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน
    ก่อนตายต้องถึงโรงพยาบาล ทำทานด้วยการบริจาคทานในการช่วยคนให้พ้นความเจ็บ ความทุกข์ทรมานเป็นกุศลผลบุญที่ย้อนเข้ามาหาตัวเราได้เสมอค่ะ เพราะมนุษย์เราหนีไม่พ้นเรืองเวทนาไปได้


  2. April 13th, 2013 at 8:17 pm       Sambuaga Says:

    ใช่ขอขอบคุณคุณทราบเป็นลายลักษณ์อักษรว่า


  3. March 23rd, 2013 at 1:07 am       ขอพระพุทธองค์เป็นสรนะ Says:

    พระพุทธเจ้าเคยสอนว่าเมื่อไม่มีพระองค์ให้เห็นพระธรรมเป็นตัวแทนอาจจะฟังมาจากพระสงฆ์แล้วมาใช้วิจารนญาณว่าถูกไหม ถ้าคิดว่าไม่ถูกก็ลองไปถามพระสงฆ์รูปอื่นหรือศึกษาจากพระไตรปิฎกเองถ้าวัดนี้ไมดีจริงเป็น18มงกุฎจริงพอเขาตายไปก็ต้องไปชดใช้ในนรกอยู่ดี


  4. March 3rd, 2013 at 3:51 am       คิดเอาเอง ตาสว่างได้แล้ว Says:

    พระอรหันต์ไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอกครับ ที่บ้านนี่แหละ พ่อกับแม่เรา ดูแลท่านดีๆ ทำให้ท่านมีความสุข ไม่ทำให้ท่านทุกข์ใจ ชีวิตคนเราหายใจเข้า ไม่หายใจออกกก็ตายแล้ว ทำไรมีสติเข้าไว้ครับ คนที่ผมรู้จักเค้าก็ถอนตัวออกมาเยอะแล้วครับ จุดหลักของเค้าคือ ทำให้ดูเว่อร์ๆเข้าไว้ มีงานก็จุดพลุ แหม่ เอิกเหลิกจริงๆ ทำบุญ ก่อนทำสบายใจ ระหว่างทำสบายใจ หลังทำก็ยังสบายใจ ไม่ใช่ทำแล้วเราเดือดร้อน ไม่มีก็ไปกู้เค้า แล้วมาทำ พอทำเสร็จ อ่าวจะหาเงินที่ไหนมาคืนตายหละ เอาเถอะครับโตๆกันแล้ว คิดเอาเองนะจ๊ะ ไม่พอใจใครก็ขออภัยครับ ^^


  5. February 5th, 2013 at 7:09 am       นะโม สติ Says:

    คุณขันติธรรม ครับ ว่ากันง่ายๆนะครับ สิ่งที่คุณสัมผัสคือเปลือกนอกครับ กับความสงบของจิตใจ ที่ไม่มีใครปฏิเสธ กับแนวทางการสอนการจูงใจขั้นพื้นฐานที่ธรรมกายใช้เป็นเทคนิคในการจูงใจคน
    แต่สิ่งที่เป็นจริงคือ พฤติกรรมที่แท้จริงของเจ้าลัทธิที่ “คนนอก” หรือ สาวกผู้ที่เข้ามาสัมผัสเพียงเปลือกนอก มองไม่เห็น
    คุณควรเปิดใจ ศึกษาข้อมูลให้ถ่องแม้ ลองเข้าเวปพลังจิต หรือเวปพุทธทั้งหลาย ที่พูดคุยกันเรื่องนี้ จะหูตาสว่างขึ้นครับ พบธรรมที่แท้จริง ไม่หลงมัวเมาอยู่กับสวรรค์ที่ตาเห็น


  6. January 31st, 2013 at 12:09 pm       pd6g Says:

    เพี้ยนสุดๆๆแล้ว…


  7. January 30th, 2013 at 1:56 pm       รักธรรมกาย Says:

    เสียดายแม่ชีไม่่น่ารีบตายเลยถ้ายังอยู่จะชวนให้ไปปัดระเบิดที่ภาคใต้ซะหน่อย 555+


  8. January 11th, 2013 at 3:57 pm       ธรรมกาย18มงกฎ Says:

    วัดเหี้ย18มงฏ ไถ่เหมือนจราจร


  9. January 10th, 2013 at 1:03 pm       ธรรมกวย Says:

    พุทธศาสนิกชน ทั้้งหลาย
    การสืบทอดพระพุทธศาสนา เป็นหน้าที่ของทุกคน
    ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่เผยแผ่นั้นจะใช้วิธีการใด
    เพื่อคงไว้ซึ่ง ศาสนา ตราบชั่วลูกชั่วหลาน
    คำว่า ของฟรี ไม่มีในโลก มันคือความจริง
    ทุกสิ่งทุกอย่าง อยากได้ต้องแลกมา
    อยากได้เงิน ต้องทำงานแลก ฉันใด
    อยากได้บุญ ก็ต้องทำทานแลก ฉันนั้น…

    แต่ทำจนตัวเองไม่มีจะแดก เค้าเรียกว่าโง่
    ทำบุญทำทานเพื่อลบล้างความผิด เค้าเรียกว่าควาย ถ้างั้นตามเรือนจำก็แค่ทำบุญ ก็ออกจากคุกได้แล้วสิ คิดถึงหลักความเป็นจริงมั่ง
    มีเหตุ ถึง มีผล
    ทำดี ถึง ได้ดี
    รู้ทั้งรู้… แต่ก็ยังยอมให้เค้าจูงจมูกอยู่ได้
    มีหัวกลวง ๆ เอาไว้กั้นหู แท้ ๆ ข้างในสมงสมองไปหมดแระ….


  10. January 8th, 2013 at 9:03 pm       phase Says:

    หลัวจากลองไปศึกษาด้วยตัวเองแล้ว ผมมีความเชื่อแก่ตัวเองว่า ลัทธิจานบิน โกหกปลิ้นปล้อนกะล่อนตอแหลบิดเบือนบิดเบี้ยวฟู่ฟ่าฟุ้งเฟ้ออู้ฟู่ พวกที่โดนล้างสมองก็เอาสิ ส่วนจะบวชที่ไหนก็บุญกุศลไม่ต่างกันหรอกอยู่ที่จิตใจ ตั้งใจแ่่ค่ไหน ส่วนนั่งสมาธิน่ะ สายๆไหนก็มีดีทั้งนั้น วิชชาธรรมกายก็ดี แต่วัดจานบินนั้นไม่ดีเพราะมีสมีธัมมี่อยู่เป็นเจ้าอาวาส (ปาราชิกไปนานแล้วเอ็งน่ะ ด่าไปข้าก็ไม่บาปหนาเพราะเอ็งไม่ใช่พระ) ฟังไว้นะจ๊ะ พวกกราบพระไม่ดูปูม อ้อๆๆ อีกอย่า่งนึง ที่พระรูปนี้มากล่าวท่านไม่อาบัตินะเพราะท่านไม่ได้ใส่ร้าย ศีลภิกษุบัญญัติไว้ ห้ามภิกษุิปิดบังอาบัติหยาบช้าของภิกษุอื่น แต่ที่ท่านจะอาบัติเพราะท่านนำมาเปิดเผยต่อผู้ไม่ใช่ภิกษุ แค่่นั้น


  11. November 30th, 2012 at 10:25 am       เอ Says:

    “อธรรมกาย ลวงโลก”

    คนมีเงิน มันเห็นเป็น เทวดา
    จนเงินตรา แค่หมาตัว หนึ่งไหม
    ศาสดา ที่แท้ สอนอะไร
    แล้วทำไม ยังเสือกโง่ ไม่รู้ตัว

    เอาเงินตรา ซื้อบุญ ขึ้นสวรรค์
    ทานเงินมัน จึงว่าดี ทุกถ้วนทั่ว
    เงินล้างบาป ก่อบุญ ช่างมืดมัว
    ใครกลัวบุญ ไม่ถึงตัว ก็ซื้อเอา

    ใจโสมม จมปลัก ชนักติด
    หลอกชีวิต ว่าสว่าง ดันโง่เขลา
    โดนมารหลอก ปลอกลอก ทรัพย์สินเจ้า
    ยังโง่เง่า เต่าตุ่น หลงบุญกรรม

    คนชาติชั่ว นำทาง สู่สวรรค์
    ทุกข์มหันต์ ตกนรก จนชอกช้ำ
    เวรกรรมใด ใครก่อ ย่อมตัวทำ
    หาพ้นกรรม ด้วยน้ำเงิน ซื้อเอาบุญ

    ตามืดบอด จมเจ่า อับเฉาจิต
    อ้างชีวิต เห็นสว่าง ทางสถุล
    ว่าเขานำ ความดีให้ เป็นบุญคุณ
    เททานเงิน เจือจุน หวังบุญใด

    สาวกแท้ แค่โดนหลอก ว่าสูงส่ง
    อวดดำรง ศาสนา ว่าบุญใหญ่
    อธรรมลวง บ่วงหลอก ชอกช้ำใจ
    คนจัญไร กายห่มเหลือง มันเคืองตา

    ให้ไปเถิด เงินทอง ที่ท่านมี
    เห็นว่าดี ทำต่อไป กันเถิดหนา
    แต่อย่าหวัง สวรรค์เจ้า วิมาลา
    จงโหยหา กันต่อไป พวกโง่งม

    โดย พวกนอกรีตอธรรมกาย


  12. October 8th, 2012 at 8:00 pm       ดิฉันเริ่มศึกษาเกี่ยวกับวัดธรรมกาย มาตั้งแต่สมัยเป็นชมรมพุทธศาสตร์สากล มีนักศึกษามหาว Says:
  13. October 7th, 2012 at 10:40 pm       ตน Says:

    สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่มีใครหนีกรรมพ้น กรรมใครกรรมมัน อย่าไปสนใจมาก ดูแลจิตของตนเองและเจริญสติสำคัญที่สุด


  14. October 7th, 2012 at 6:07 pm       น้อง Says:

    การทำบุญอยู่ที่ใจเราแต่ถ้าเราไม่สบายใจ
    ก็ไม่ต้องทำ นั่งสมาธิอยู่บ้านดีกว่า สวดมนต์
    ด้วยใจอยากที่จะสวดไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัด
    ทำที่ใจเรานี่แหละถูกต้องที่สุดแล้วสวดที่บ้านก็ได้


  15. September 10th, 2012 at 10:52 pm       ขายพระเครื่องออนไลน์ Says:

    เว็บขายพระเครื่องออนไลน์


  16. September 5th, 2012 at 9:41 am       เนนา Says:

    ทุกอย่างไม่มีอะไรที่จะดี100%ข้อมูลบางอย่างต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองและใช้ปัญญาพิจารณาอย่างถูกต้องไม่มีอคติในการแสดงความเห็นแล้วเลือกเอามุมมองหรือข้อดีที่มีประโยชน์เอามาใช้กับตนเชื่อว่าในวัดทุกวัดหรือวัดธรรมกายมีสิ่งดีๆที่มีคุณค่ากับตัวเรามากถ้าเรารู้จักมองและก็มีมุมที่ไม่ดีเช่นกันเราก็จะต้องระวังตราบใดที่มนุษย์มีกิเลสๆไม่ละเว้นในประเทศไทยคนมักจะไม่ใช้สติปัญญาในการคิดจึงทำให้เกิดปัญหาเมื่อทำไปแล้วก็สงสัยเสียดายเราอย่าไปคิดให้มากเราทำตามความตั้งใจของเราเชื่อว่าไม่มีใครหลอกใครได้ศาสนาพุทธถ้าไม่มีวัดธรรมกายตอนนี้เราเป็นอดีตเมืองพุทธไปแล้วข้อดีเขาก็มีขอเสียเขาก็คงพยายามแก้แน่นอนแล้วเราละนอกจากวิจารณืต่อว่าในสิ่งไม่ดีแล้วเราได้ทำอะไรให้กับพุทธศาสนาบ้างลองตรอจดูตัวเราศาสนาพุทธจะเสื่อมได้นั้นไม่ได้อยู่ที่ศาสนาอื่นจะมารุกรานอย่างเดียวที่น่าห่วงคือชาวพุทธเราเองเสื่อมคำสอนไม่ศึกษาหาความรู้และไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนคือชาวพุทธเสื่อมคำสอนเองอันนี้ร้ายแรงที่สุดไม่ต้องอะไรมาคุณสวดมนต์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่เชื่อว่าชาวพุทธจำนวนมากไม่ได้ทำส่วนใหญ่มักจะออกมาวิจารณ์แลล้วก็ปล่อยตัวเองจนทุศีลไม่รักษาศีลอราธนาศ๊ลยังไม่ถูกก็มีแล้วศาสนาพุทธจะอยู่รอดได้อย่างไร


  17. September 4th, 2012 at 2:12 am       งมงายทั้งเพ Says:
  18. August 28th, 2012 at 12:14 pm       พ.โสดาบัน Says:
  19. August 13th, 2012 at 4:18 pm       วีร Says:

    คุณเคยทราบหรือเปล่า พรรษาสุดท้ายของหลวงพ่อสดผู้คิดค้นและเผยแพร่วิชาธรรมกาย เมื่อท่านพิจารณาดูกองกิเลสของตนแล้วเห็นว่ายังไม่ลดลงเลยท่านจึงไปเรียนปรึกษากับท่านเจ้าคุณธรรมโชดกซึ่งเป็นพระอาจารย์ผู้ถวายการสอนสมถะวิปัสนากรรมฐานแด่สมเด็จย่า ท่านเจ้าคุณจึงแนะนำวิธีการปฎิบัติที่ถูกต้องตรงตามหลักพุทธศาสนามาให้ท่านปฏิบัติ แค่ข้อนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า วิชาธรรมการนั้นทำให้ได้เพียงสมาธิ ไม่ถึงวิปัสนาปัญญา ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับพวกยิปซีเพ่งลูกแก้วแล้วยึดลูกแก้วเป็นอารมณ์ แล้วมันจะไปลดไปกำจัดกิเลสกองไหนได้บ้างละ ผู้มีปัญญาผู้ศรัทธาทั้งหลายจงคิดซิ


  20. August 13th, 2012 at 4:10 pm       วีระ Says:

    กระดาษย่อมห่อไฟได้ไม่นาน ความจริงย่อมปรากฏ พุทธศาสนาสอนว่าอย่าปรุงรส ดูปรากฏที่ของจริง คุณมีความเข้าใจเรื่องสมถะกับวิปัสนากรรมฐานสักเท่าไรคุณถึงตัดสินใจและเชียร์ให้คนอื่นเข้าไปฝึกกับธรรมกาย บอกได้ผลดี บอกว่าได้ตามที่ขอ เห็นศาสนาเป็นที่ขอไปเสียแล้ว ถ้าเราท่านทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธไม่อ่านไม่ศึกษาตามพระไตรปิฎกและยังงมงายกันอย่างนี้ ศาสนาพุทธก็จะเสื่อมลงเสื่อมลง พระสงฆ์ที่มียศใหญ่โตยังถูกปิดปากด้วยเงินหรือรถเบนซ์แล้วละก็ น่าสงสารพระพุทธศาสนา ลองดูให้ชัดเถิด


  21. July 23rd, 2012 at 12:10 am       พรายกระซิบ Says:

    ขอร้องอย้าหยาบคาย วิจารณ์ได้แต่อย้าด่า
    ด่าทำเี้.ี้.ยไร
    ไม่ได้เข้าวัดแต่อ่านแล้วเซ็งไอ้พวกด่า
    ไม่ได้ทำประโยชน์ให้ศาสนายังเ.ื.อกด่าอีก


  22. June 23rd, 2012 at 12:34 am       จิราภรณ์ ข้อแท้จริงอยู่ที่ www.dmc.tv Says:
  23. June 23rd, 2012 at 12:32 am       จิราภรณ์ สารตันติพงศ์ Says:
  24. June 23rd, 2012 at 12:29 am       จิราภรณ์ สารตันติพงศ์ Says:
  25. May 28th, 2012 at 3:53 am       มนุษย์คนหนึ่ง Says:

    อย่างความเห็นที่38ว่าครับ วิชา ไม่ใช่วัด ตัววิชานั้นผมว่ามีดีอยู๋แล้วครับ แต่วัดนี่สิมีดีอยู๋หรือเปล่า ผมเคยเจอครับ ทั้งเรี่ยไรซ้ำๆ พูดวกวนจะเอาเงินเราไปทำบุญ(ที่เขาพูด)ให้ได้ ความคิดผมเรื่องทำบุญมีแค่ว่า ถ้าจะเอาเงินไปสร้างองค์พระ สู้ไปพัฒนาวัดหรือสถานที่ในถิ่นทุรกันดาร ได้บุญมากกว่าอีกครับ อิ่มใจด้วย อีกเรื่องคือชวนบวชฤดูร้อน ผมก็ไม่ทราบหรอกนะว่าเป็นยังไง แต่ได้ข้าวแว่วๆทางลบมาว่าบวชแล้วได้เงินด้วยนี่สิ =.=” สุดท้าย ผมว่าคำสอนที่”ผู้ห่มผ้าเหลือง”ในวัดนั้น ไม่ได้มาจากวิชาธรรมกายทั้งหมดหรอกครับ น่าจะมากจากความต้องการของผู้พูดเสียมากกว่า


  26. May 17th, 2012 at 12:22 pm       TRUTH Says:

    วิชาธรรมกาย ไม่ใช่ วัดธรรมกายอย่างแน่นอน
    ในเมื่อท่านทั้งหลายเห็นความจิงเยี่ยงนี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็คงรู้แล้วว่าวัดธรรมกายเป็นอย่างไร ถึงกระนั้นก็ยังมีคนที่ศรัทธากับสิ่งที่เหลวไหลไร้แก่นสารอยู่ซึ่ง ความศรัทธาเหล่านี้ไม่ได้ประกอบด้วยปัญญาเลยแม้แต่น้อย ศรัทธานี้ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญานั้นคือความงมงายนั้นเอง วิชาธรรมกายนั้นเป็นวิชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลองศึกษากันดูนะขอรับ http://khunsamatha.com/


  27. May 8th, 2012 at 3:40 pm       เคยมาวัด Says:

    เราเคยมาวัดหลายปี ตอนแรกมาแบบอาสาสมัคร นักศึกษาฝึกงาน พนักงาน อยู่มาร่วม 7 ปี เจอคนมาหลายประเภทนะค่ะ เรียนพระพุทธศาสนามาด้วย กิน นอนที่นั่น รับบุญที่นั่นมาแล้ว ไม่รุจะพูดอย่างไร แต่ดิฉันสัมผัสมาแล้ว การปฏิบัติของคนรวยกับคนจนต่างกัน ถ้าเป็นเจ้าภาพ จะให้เกียรติมากหน่อย จะประคบประหงม ดีมาก เวลาบอกบุญจะให้ทุ่มแบบสุดตัว เอาชีวิตเป็นเดิมพันกันเลย แบบสุดโต่ง จนบางทีฉันรู้สึกว่า มันเกินไปไหม แล้วคนที่อยู่ข้างหลังเราละ พ่อแม่เรา เราเลี้ยงดูท่านบ้างรึเปล่า หรือมัวแต่ทุ่มเทสร้างวิมาณบนสวรรค์อย่างเดียว แล้วถ้าเกิด เราทำบุญเพื่อหวังผล เราจะได้บุญกันสักเท่าไหร่เชียวค่ะ แล้วเรื่องลับๆของวัดดิฉันอยู่มานาน คนแต่ละคนนิสัยเป็นอย่างไร เล่นกันลับหลัง พูดดีเวลาอยู่ต่อหน้า ลับหลังก้อว่าร้าย ใส่ไฟกัน ฉันก้อเจอมาแล้ว จนตอนนี้ดิฉันเหนื่อยหน่ายมาก ถ้าวัดนี้สอนให้เป็นคนดีจริง ทำไมถึงเลี้ยงคนออกมาร้ายลึกกันแบบนี้ เรื่องลับๆก้อมีเยอะ แต่ไม่เคยให้คัยบอก ปิดเป็นความลับ เยอะแยะมากมาย อย่านึกว่าฉันไม่รู้นะค่ะ อยู่มาแล้ว สัมผัสมาแล้ว


  28. May 2nd, 2012 at 3:22 pm       ไม่หลงบุญอีกคน Says:

    ไม่ได้เข้าใจไปเองนะ สัมผัสมาแล้ว แต่รู้สึกมันทะแม่งๆ แล้วมาใช้สติคิดด้วยเหตุผล และตัดความโลภออกไป …เลยใส่เกียร์ถอย อย่างไว 555


  29. May 2nd, 2012 at 2:21 am       จูเต้ Says:

    ละสัญญา สู่ความว่าง


  30. May 1st, 2012 at 10:37 am       ไม่หลงบุญ Says:

    เพื่อนดิฉันคนหนึ่งได้อาจารย์ 3 มาบอกเรี่ยไรทำบุญผ้าป่ายิ่งใหญ่มาก ดิฉันไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรก็เลยทำไป 20 บาท ตั้งแต่นั้นไม่มาอีกเลย(ใจดิฉันไม่คิดว่าทำบุญหรอก แต่คิดว่าทำทานคือให้ขอทานน่ะค่ะ)และอาจารย์คนเดียวกันนี้บอกเรี่ยไรทำบุญจากเด็กนักเรียนเกือบทุกชั่วโมงเพราะลูกมาเล่าให้ฟัง ธรรมกายอาจจะดีจริง แต่วัดธรรมกายตอนนี้เหมือนเอาเดรัจฉานวิชามาสอนให้งมงาย พวกนี้คือพวกหลงบุญ ทำบุญเรียกเงิน ทำบุญเรียกสวรรค์ ทำบุญเรียกนิพพาน ทำไมไม่คิดว่าทำบุญแล้วสบายใจ ทำบุญเท่าที่ตนเองไม่เดือดร้อน ทำไมต้องไปกู้หนี้เขามาทำบุญ ตรงนี้ก็ผิดหลักพระพุทธศาสนาแล้ว แม่ดิฉันสอนอยู่เสมอว่าทำบุญอย่าให้เดือดร้อน ถ้าเราเดือดร้อน จากบุญจะกลายเป็นบาป คิดว่าท่านเป็นผู้รู้กันทั้งนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าให้ไปศึกษาจากพระไตรปิฎกก่อนจะเชื่ออะไรดีหรือไม่


  31. April 27th, 2012 at 3:49 pm       สมเกียรติ ตั้งสุวรรณศรี Says:

    หากท่านได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธ ท่านใช้สติปัญญาสักเท่าไหร่ ในการสนับสนุนศาสนาของท่าน ทุกผู้คนที่ลงมือลงแรงรวบรวมชาวพุทธเป็นหนึ่งเดียว น่าสรรญเสริญยกย่องและสมควรให้กำลังใจ ท่านละ ช่วยหวนคิดก่อนว่า ท่านปฏิบัติศีล5 ได้กี่ข้อ ก่อนจะใช้คำพูด วาจา อันขาดการพิสูจน์ กล่าวโดยไม่แยเสรับผิดชอบต่อผลที่ทำร้ายศาสนาพุทธของท่านเอง หรือท่านยังหาจุดยืนที่จะยึดมั่นในศาสนายังไม่ได้ ขอจงใช้หลัก ไม่เชื่อต้องพิสูจน์ หลายคนเสียคนเพราะเชื่อผู้อื่น ท่านละเลือกที่จะพิสูจน์ให้เห็นจริง รู้จริงด้วยตัวท่านเอง หรือออกความคิดเห็นด้วยความเขลาอยู่ล่ำไป เชิญ


  32. April 19th, 2012 at 2:58 pm       somporn Says:
  33. April 8th, 2012 at 10:48 pm       คายธรรมกวย Says:

    ตอนแรกผมคิดว่า พวกควายแดงมันโง่ที่สุดในประเทศแล้วนะ วันนี้แหละก็พึ่งมาเจอพวกไร้สมองงมงาย ท่านอุส่ามาชี้ทางสว่างให้ว่าอะไรถูก อะไรผิด พวกควายที่โง๊โง่ก็ยังมาง๊องแง๊งๆว่าดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ เอาเงินไปให้มันอะ ไปทำบุญทุกวันอาทิตย์อะ เคยเอาเงินให้พ่อให้แม่เยอะๆแบบให้มันปะ เคยเอาเวลาไปดูแลพ่อดูแลแม่ หรือแม้แต่ ดูแลลูก มากกว่าไปวัดปัญญาอ่อนปะ? ดูแลคนรอบข้างเท่ากับที่แคร์วัดที่ไม่ใช่วัดปะ จะโง่ก็เชิญโง่ต่อไป ผมบังคับพวกคุณไม่ได้ แต่อยากให้คิด คุณดูแลพ่อคุณ แม่คุณ ลูกคุณ ดีพอแล้วหรือยัง ก่อนจะเอาเวลา”อันมีค่า”ไปวัดที่ไม่สมควรเรียกว่าวัดนั่น่ะ


  34. April 8th, 2012 at 10:39 pm       ไร้นาม Says:

    อย่ามาปัญญาอ่อนกันหน่อยเลย มึงมีอะไรดีนักหนา มีแต่คนชั่วอยู่ มีแต่พวกหื่นกาม คนที่ผมรู้จักน่ะ ไปที่นั่น จะโดนข่มขืนกี่ครั้งแล้วรู้มั้ย แล้วพวกมึงก็เอาแต่เห่าหอนว่ามันดีงู้นดีงี้ พระที่ก่อตั้งเค้าเอามาบอกขนาดนี้แล้ว มึงยังโง่อีก ตาสว่างซักทีเถอะ อย่าปัญญาอ่อนไปหน่อยเลย ผมอ่านคอมเม้มแล้วสงสารประเทศไทยหว่ะ มีแต่ตวายงมงายเต็มไปหมด คนแม่งก็นะ โน้มน้ามใจเก่งเหลือเกิน ยั่งกะฮิตเลอร์กลับชาติมาเกิดใหม่งั้นแหละ พอเถอะครับกับการกระทำโง่ๆ ผู้ก่อตั้งเค้าก็อุส่าเอามาแฉแล้วนะ ว่าชั่วยังไง บิดเบือนหลักคำสอนยังไง ตื่นซักทีเถอะเถอะครับพวกงมงายกับอะไรบ้าๆอะ ผมมานั่งอ่านความชั่วของพวกคุณ ผมยังสะอิดสะเอียนอยากจะอ้วกออกมาให้ได้เลย อะไรวะ นี่มึงใช้ความศรัทธาคนอื่นเค้ามาทำเรื่องแบบนี้หรอ งี้ไงล่ะปัญญาอ่อนกันทั้งนั้น เรียนไม่จบ พ่อแม่ไม่เคยบอกหรอครับ อะไรดี อะไรไม่ดีน่ะ


  35. April 7th, 2012 at 10:10 pm       ผู้เจริญแล้ว Says:

    การที่จะเปลี่ยนคนให้เป็นสัมมาทิฐิต้องใช้บุญมากใช้ความอดทนมาก คนส่วนใหญ่ตัดสินใจจากการเข้าใจเอาเอง คิดเอาเอง ไม่มีการพิสูจน์ พอไม่พิสูจน์ก็ไม่รู้จริง แล้วก็เอามาพูดว่าร้ายสร้างบาปสร้างกรรมให้กับตนเองโดยความไม่รู้ พวกคุณบอกว่ารถติด แต่คนหมู่มากเขาเกิดบุญเกิดกุศล ชาวต่างชาติต่างปลื้มปิติยินดี พวกคุณเป็นชาวพุทธแท้ๆกลับไม่ศรัทธาพระ ทั้งๆที่ท่านมาปัดเป่าให้ประเทศที่ร้อนด้วยกิเลศทั้งหลาย ได้มีที่พึ่ง รถติดแต่มงคลเกิดเป็นมหาศาล อยากให้คนหันหน้าเข้าหาที่พึ่งที่ระลึก การจะมีการเดินธุดงค์ที่เยอะขนาดนั้นเกิดขึ้นได้ยาก ต้องเกิดจากผู้ที่มีมโนปณิธานเดียวกัน อยากจะสร้างสิ่งมงคลให้กับชาวพุทธ ให้ชาวพุทธเข้มแข็ง ประเทศเราเจอเรื่องเลวร้ายมามากแล้ว ตลอด2-3ปี ที่ผ่านมา การที่เราได้พบเจอสิ่งที่เป็นมงคลเช่นนี้ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศลอย่างมาก ทำให้ใจเรามีความสุข คนที่มีความสุข ไม่ใช่คนที่รวยที่สุด หล่อ สวยที่สุด แต่เป็นคนที่มึความสุขที่ใจ สิ่งต่างๆที่เรามีในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่ พอเราหลับตาลาโลกแล้วเราก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง แล้วสิ่งไหนคือสิ่งที่เป็นของจริงในช่วงที่เรายังมีลมหายใจอยู่บนโลก เราต้องศึกษาเรื่องราวความเป็นจริงเหล่านั้นว่า “เราเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน” อย่ามั่วแต่เข่นฆ่าทำร้ายกันอยู่เลย เพราะทุกคนก็ต่างเวียนตายเกิดนับภพชาติไม่ถ้วนแล้ว เราควรหันหน้ามาสร้างสันติสุขที่เกิดจากการหยุดนิ่งจากภายใน เดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหาหนทางพ้นจากกองทุกข์กันดีกว่าคะ สำหรับข่าวต่างๆที่ได้ฟังได้ยินมา อยากให้ทุกท่านได้พิสูจน์ด้วยตัวของทุกท่านเอง เพราะจะได้เป็นการยุติธรรมกับฝ่ายวัดพระธรรมกายด้วย สำหรับผู้ใดจะว่าวัดอย่างไร เราไม่ขอเอาเรื่อง ขออโหสิกรรมทุกอย่าง จะได้ไม่ผูกเวรกันข้ามภพชาติ ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านเดือดร้อน และอยากจะเชิญชวนทุกท่านได้เปลี่ยนจากความหงุดหงิด อารมณ์ไม่ดีเปลี่ยนเป็นใจใสๆ และร่วมอนุโมทนาบุญกับการต้อนรับพระธุดงค์ด้วยกันเถอะค่ะ เพื่อสิ่งที่ดีๆจะได้เกิดขึ้นกับตัวเรา และประเทศชาติของเราค่ะ…กราบอนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ..^-^


  36. April 6th, 2012 at 12:23 pm       ken Says:

    ให้ดูที่ปัจจุบันนี้้เลยครับกับกิจกรรมเบียดเบียนประชาชน ตักบาตรปิดถนนทุกสี่แยกใหญ่ ธุดงในเมืองหลวงโปรยด้วยกลีบกุหลาบ เสื่อมจริงๆ


  37. April 6th, 2012 at 10:52 am       kamnitnoom Says:

    ผมก็เคยบวชที่วัดนี้ครับ บางอย่างผมสนับสนุนเต็มที่
    ปฏิบัติสมาธิภาวนา อบรมแบบเข้มงวดก่อนบวช
    บางอย่างก็ไม่เห็นด้วย เช่น ชักชวนทำบุญแบบน็อกเอ้าค์
    และทำกิจกรรมแบบทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
    ส่วนคำสัมภาษณ์ด้านบนนั้น ต้องแยกแยะเอาเองนะครับ อย่างที่บอก ต้องเข้าไปคลุกคลีเอง มีทั้งพูดจริงและเท็จ ต้องใช้ปัญญาแยกแยะเอานะครับ

    สรุป… ในขาวมีดำ ในดำก็มีขาวเช่นกันครับ.


  38. April 6th, 2012 at 10:26 am       wa Says:

    ถึงขนาดนี้แล้ว ทาสรักยังไม่ยอมตาสว่าง อ้างว่าต้องสัมผัสน์ด้วยตัวเอง

    ผมเคยสัมผัสน์แล้ว เคยนิยมธรรมกลาย แต่ต้องเสื่อมศรัทธา ไม่ใช่เพราะสื่ออื่นๆ เลย แต่เป็นเพราะหนังสือเผยแพร่ลัทธิของธรรมกลายเอง (ผมใช้คำว่าเผยแพร่นะครับ ไม่ใช่เผยแผ่ เพราะมันไม่ใช่ศาสนา)

    จนถึงขั้นฮาสุด ก็แม่ชีปัดระเบิดนี่แหละ ไอ้นี่ก็อยู่ในหนังสือเผยแพร่นะครับ ไม่ใช่คนอื่นเลย

    ผมเกิดคำถามว่า ถ้ามันจริง ทำไมแม่ชีแกไม่ปัดไปลงทะเลทรายโกบี หรือแปซิฟิค แต่ดันปัดไปลงญี่ปุ่น ไกล ก็ไกล คนก็เพียบ บาปชีทหายเลย ตายกันเป็นแสนเป็นล้าน โง่หรือเปล่าครับ แม่ชี?

    ทุกวันนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เคลียร์ ทั้งเรื่องตัดต้นไม้ที่พระเทพฯ ทรงปลูก เมื่อไชยบูรณ์ไม่ได้สมณศักดิ์ตามที่ขอ หรือการฆ่าตัวตายของพระรูปหนึ่งที่ไปอัดธรรมกลาย ที่วันอนาลโย หรือเรื่องฮุบที่ชาวบ้าน แล้วก็เรื่องเปลี่ยนวัดต่างจังหวัดให้เป็นสาขาธรรมกลาย งดปฏิบัติกิจในฐานะวัดชุมชน เช่นการเผาศพ

    ตาสว่างทีเถอะ พวกทาสรักทั้งหลาย ไม่ต้องเอานรก เอาบาปมาขู่ เพราะผมเชื่อในพระวินิจฉัยของสมเด็จพระสังฆราช ที่ท่านทรงมีพระวินิจฉัยแล้วว่า ชัยบูรณ์ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว แต่มันก็ได้รับการโอบอุ้มจาก สมเด็จเกี่ยวฯ และมหาเถรสมาคม โดยไม่เอาพระวินิจฉัยของสมเด็จพระสังฆราช มาพิจารณา

    สรุป อย่าเอาบาป เอากรรม มาขู่ผม เมื่อผมด่าธรรมกลายและอีจ๊ะ เพราะผมไม่กลัว มันขาดจากพระนานแล้ว และธรรมกลายก็ไม่ใช่พุทธศานาด้วย


  39. March 30th, 2012 at 6:25 pm       ขอท้า Says:

    หากวัดธรรมกายคิดจะแสดงความบริสุทธิ์จริงๆ ขอเรียกร้องให้ทางวัดประกาศคืนเงินทั้งหมดแกผู้ที่ต้องการเงินคืนโดยทันที! ไ


  40. February 9th, 2012 at 2:31 pm       prakit Says:

    คุณอดิศักดิ์ สติปกติหรือเปล่า จึงได้โกหกมากมายขนาดนี้..


  41. October 13th, 2011 at 7:03 am       artosung Says:

    เอ่อ…..ท่านอดิศักดิ์ครับ……
    …..

    ..พระธรรมวินัย….ข้อว่าห้ามให้ร้ายพระกันเองเนี่ย…ท่านมิอาบัติแล้วเหรอครับ……
    ….

    ….ออกมาว่าอะไรใคร….สำรวจตนดูก่อนดีไหมครับ


  42. September 26th, 2011 at 6:12 pm       Fxjanova Says:

    เทพสไน


  43. September 19th, 2011 at 2:20 pm       อภิชวน Says:
  44. May 28th, 2011 at 5:49 pm       บุคคลใดที่ไม่รู้จักรบุญคุณคนย่อมเป็นผู้ไม่เจริญหยาบคาย วัดพระธรรมกายสร้างพระให้เป็นพร Says:
  45. February 19th, 2011 at 9:58 pm       ชาวพุทธ Says:

    เราเป็นพุทธศาสนิกชน ต้องใจ กว้าง ไม่ยิดติด ไม่ว่าจะยังไง เราทำเราได้ ไม่ว่า บาป หรือ บุญ ทำได้ทุกที ไม่ยึดติด
    ทำบุญกับพระผู้ทรงศีล ไม่ว่าท่าน จะเป็นยังไง ศีลท่านก็เยอะกว่า คน ทั่ว ที่ยัง รักษาศีล ๕ ไม่ครบ ดังนั้น ไม่ควรจะ เปล่ง คำอะไรออกมา เพราะจะติดอนิสงค์ ไม่ว่ายังไงบุญ คือที่พึ่ง ที่ระลึก บุญ ทำได้ ทุกที่ สมาธิ สติ ปัญญาถ้าฝึกจิง ใจจะละเอียด เราเกิดมาเพื่อตัวเอง พระท่าน คือ เนื้อนาบุญ


  46. January 27th, 2011 at 1:24 am       กวินทร์วัลย Says:

    เขามีส่วนเลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนดีเขามีอยู่
    คิดว่าเราทำบุญแต่พอดีทำด้วยสติมิใช่สตางค์ปฏิบัติบูชาทำเพื่อละวาง..จะเกิดประโยชน์กะตัวเองได้แน่นอน…ชวนกันไปวัดทำความดีดีกว่าชวนไปเมา.ไปช็อปปิ้งแน่นอน.เงินจะหมดไปกะสร้างพระ.โบสถ์วิหาร ก้น่าจะดีกว่าหมดไปกะยาม้ายาบ้าหมดไปกะของนอกจริงป่าวคะ..
    ส่วนที่เหลือธรรมะจัดสรรกรรมเอง..


  47. January 11th, 2011 at 12:31 pm       ชัยชนะ สีแดง Says:

    มนุษย์ผู้มีกิเลศหนาปัญญาหยาบ…ย่อมไม่ให้โอกาสตัวเองเข้ามาพิสุจน์ความจริง…?


  48. January 11th, 2011 at 12:18 pm       ชัยชนะ สืแดง Says:

    ถ้ายังไม่ให้โอกาสตัวเองเข้ามาพิสุจน์ความจริงว่าคืออะไรกันแน่…? อย่าพึ่งแถไปเรื่อยเปื่อย…วิบากกรรมมันไม่ยกเว้นนะว่าคุณเป็นใคร….???


  49. January 6th, 2011 at 10:38 pm       gonow Says:

    บาปหนอ ๆๆๆ น่าสงสารจริงๆ


  50. December 25th, 2010 at 8:20 am       แวววรางค์ คล้ายคลึง Says:
  51. December 20th, 2010 at 12:50 pm       หล่อขั้นเทพ Says:
  52. December 16th, 2010 at 8:10 am       จินเจ Says:
  53. December 16th, 2010 at 8:00 am       จินเจ Says:
  54. December 3rd, 2010 at 11:30 pm       จานบิน Says:

    เรียบง่าย สงบ จริง ก็ดีไป
    อยู่อย่าง สงบ
    อยู่อย่างมี สติ
    มุ่งไปสู่ความว่างเปล่า
    ว่างเปล่า
    ว่างเปล่า
    ไม่มี


  55. October 30th, 2010 at 3:42 am       ลูกพระกรรมฐาน Says:

    พระธรรมกายอะดีนะผมเคยไปแร้วโดยส่วนตัวผมนะศรัทธาต่อครูบาอาจารย์ที่ปฎิบัติวิปัสนากรรมฐานยุแร้วไม่ว่าจะเป็นสายหลวงปู่มั่นหรือสายหลวงพ่อสดผมก็ศรัทธาหมดแหละครับเพราะว่าท่านปฎิบัติแร้วเห็นจริงบรรลุจิงคำว่าธรรมกายอาจจะเป็นชื่อที่หลวงพ่อสดท่านตั้งขึ้นมาก็ได้แต่ที่จิงธรรมกายก็คือวิปัสนากรรมฐานเหมือนสายหลวงปู่มั่นแหละคับเพียงแต่หลวงพ่อสดท่านเรียกชื่อใหม่เฉยๆปัจจุบันพระสงฆ์ที่เป็นสายกรรมฐานสายพระป่าก็เคยมาเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อสดยังมีเลยแล้วเป็นที่เคารพเลื่อมใสของคนทั่วไปด้วยเช่นหลวงปู่ทิม วัดพระขาว เทพเจ้าเเห่งความเมตาก็ยังเคยเป็นศิษย์หลวงพ่อสดวัดปากน้ำหลวงปู่ผาด วัดไร่ จังหวัดอ่างทองพระอริยเจ้าผู้สมถะเรียบง่ายก็เคยมาเรียนกรรมฐานวิปัสนากับหลวงพ่อสด แร้วก็มีอีกหลายๆองค์ที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสดแต่ละองค์ก็บรรลุธรรมทั้งนั้นบางองค์ก็มีกระดูกเป็นแก้วใสก็มีท่านก็ไม่เห็นจะพูดเลยว่าธรรมกายไม่ดีฉะนั้นจะมาสรุปว่าธรรมกายไม่ใช่วิปัสนากรรมฐานไม่ได้นะ…พระพุทธเจ้าท่านก็บอกคนเราจะปฏิบัติธรรมได้ต้องขึ้ยุกับบุญเก่าด้วยว่าเคยสร้างไว้แบบไหนบางคนนั่งสมาธินานเป็นปีก็ไม่บรรลุธรรมแต่ไปนั่งเพ่งกระสินวันเดียวก้ได้ญาณบรรลุวิปัสนาได้ธรรมกายก็เช่นเดียวกันบางคนก็ฎิบัติตามหลักธรรมกายก็เห็นผลบางคนก็ไปปฎิบัติอีกแบบหนึ่งซึ่งผลสุดท้ายก็คือนิพพานเช่นเดียวกันเพียงแต่ว่าเราะจะถนัดและชอบแบบใดแค่นั้นเองและขอย้ำอีกทีว่าธรรมกายก็คือวิปัสนากรรมฐานนั่นแหละเพียงแต่เรียกไม่เหมือนกันแค่นั้นเอง…..แร้วขอเตือนคนที่ว่าพระนะคับมันเป็นบาปมหาศาลแร้วหลวงพ่อสดท่านเป็นพระอริยเจ้านะคับแร้วไปว่าท่านแบบนั้นมันเป็นบาปมหาศาลเลยนะหรือจะเป็นพระรูปอื่นก็ดีถึงไม่ได้เป็นพระอริยเจ้าถึงไม่ได้มีญาณสมาบัติแต่ขึ้นชื่อว่าพระแร้วเราไม่มีสิทธิ์ไปว่าท่านนะครับถึงท่านจะปฏิบัติไม่ดีเพียงไรก็ว่าไม่ได้นะคับบาปเห็นๆเรื่องนี้ถ้าใครไม่เชื่อไปถามแม่ชีทศพรได้นะครับว่าการที่เราว่าพระมันบาปแค่ไหนถึงท่านจะปฎิบัติไม่ดีเราก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่าท่านนะคับ….สุดท้ายนี้ถ้าบทความที่ผมเขียนไปผิดพลาดประการใดหรือไม่เหมาะสมไม่สมควรผมก็กราบขอขมาครูบาอาจารย์ด้วยนะคับเพาะเพาะผมเพียงแสดงความคิดต้องการสรรเสริญครูบาอาจารย์ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ประการใดถ้าได้เขียนชื่อครูบาอาจารย์ลงไปโดยที่ยังไม่ได้ขออนุญาตก็กราบขอขมาด้วยนะคับ…..สุดท้ายจิงๆถ้าท่านคิดว่าพระธรรมกายไม่ใช่วิปัสนากรรมฐานไม่สามารถทำไห้ไปถึงพระนิพพานได้เป็นเพียงชื่อที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหลองลวงท่านลองไปหาพระสายปฎิบัติสายพระป่าหรือสายหลวงปู่มั่นหรือพระท่านที่มีประสบการณ์กรรมฐานวิปัสนาดูนะครับแร้วไปถามว่าธรรมกายใช่วิปัสสนากรรมฐานสามารถทำนิพพานไห้แจ้งได้ไหมแร้วท่านจะรู้ตำตอบเองไปถามหลวงปู่ผาดวัดไร่จังหวัดอ่างทองก็ได้คับหรือถามหลวงปู่ท่านใดก็ได้นะ


  56. October 29th, 2010 at 10:26 pm       N22 Says:

    ถูกล้างสมองแน่นอนครับ เพราะท่านจะเหลือแต่สิ่งที่ดี และเป็นมงคงกับชีวิตอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน รวมทั้งความเจริญก้าวหน้าหลังจากกลับจากการอบรมไปแล้ว หลายต่อหลายคนมีชีวิตใหม่ที่ดี จากการอบรมธรรมทายาทครับ ผมยืนยันจากการพิสูจน์ด้วยตัวเองครับ


  57. October 29th, 2010 at 10:16 pm       Says:

    เอาตัวเองเข้ามาพิสูจน์เถอะค่ะ

    คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจวัด เพราะ
    ๑. ไม่เคยมาวัดพระธรรมกาย
    ๒. ได้ทราบเรื่องราวต่างๆ จากสื่อที่โจมตีวัด ขึ้นหน้า ๑ ส่วนเวลาสื่อออกมาขอโทษก็เป็นกรอบเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ เลยทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ
    ๓. ได้ฟังจากคนอื่น ที่เค้าเล่าต่อๆ กันมา
    ๔. ไม่ได้เข้ามาพิสูจน์ ว่าสิ่งที่เคยได้ยิน ได้ฟัง มาเป็นความจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นคำสอน หรือเรื่องราวต่างๆ


  58. October 29th, 2010 at 10:14 pm       อิคคิว072 Says:

    ผมเคยบรรพชาที่ธุดงคสถานล้านนา จ.เชียงใหม่วัดสาขาวัดพระธรรมกาย รับรองว่าคุณจะเปลี่ยนไปจากดำเป็นขาวเลยละครับเข้มงวดมาก บวชเถอะครับวัดพระธรรมกายมีของดี(พระธรรมกาย กายธรรม อันบริสุทธิ์)ให้คุณ


  59. October 29th, 2010 at 10:12 pm       มุนิวโร Says:

    แต่ก่อนผมก็มองภาพลบ จนได้มาบวชรุ่นผู้บริหาร ผมก็เข้าใจอะไรๆ ได้ดี
    เชื่อไหม แล้วผมก็กลับมาบวชอีกรอบด้วยความสมัครใจ

    และคิดว่าจะบวชไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแรงบวช

    ส่วนชีวิตหลังบวชแต่ละครั้ง ชีวิตรุ่งแบบ อัศจรรย์ แบบที่ไม่เคยเกิดมีแบบนี้มาเลย
    งานเข้าเพียบ ได้เงินเป็นอัศจรรย์จริงๆ

    และ อะไรๆ ก็เสร็จได้ดั่งใจหมาย
    ผมมีอาชีพวิศวะ ทำโปรเจคตามโรงงานนะครับ งานที่ไม่เคยทำมาก่อนก็เสร็จได้อย่างรวดเร็ว มีปัญหาก็นั่งสมาธิ ปัญหาต่างๆ แก้ได้อย่างรวดเร็ว ปิดงาน 20 กว่างานใน 1 เดือนเลยครับ ทั้งๆที่แต่ก่อน ทำได้แค่ 4-5 งานเท่านั้น
    อะไรอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ น้องลองคิดดูเอง ว่าบวชที่นี่ได้บุญมากขนาดไหน


  60. October 29th, 2010 at 10:11 pm       ขันติธรรม Says:

    อยากให้ตัดสินใจด้วยตนเองนะคะ
    เช่น หากมีคนมาบอกเราว่าก๋วยเตี๋ยวร้านนี้อร่อย แต่อีกคนกลับบอกว่าไม่อร่อยอย่าไปกินเลย
    แต่ในความจริงเราก็ไม่รู้ว่าอร่อยหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้ลองชิม
    ฉะนั้นต้องลองมาบวชที่วัดพระธรรมกายดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าดีอย่างไร
    เพราะความจริงที่คุณอยากรู้รอคุณอยู่ค่ะ


  61. October 29th, 2010 at 10:09 pm       Ozeria Says:

    เรามาพิสูจน์ด้วยตัวเอง ดีกว่า


  62. October 29th, 2010 at 10:08 pm       Kwan Krittaphat Says:

    ก่อนอื่นถ้ายังมีความเคลือบแคลงสงสัยประการใด ผมว่าให้มาศึกษาประวัติความเป็นมาของวัดพระธรรมกาย
    และมหาปูชนียาจารย์ พระเดชพระคุณหลวงปู่สด จนฺทสโร ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย
    และคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งได้รับคำชมจากหลวงปู่ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองในการทำวิชชาธรรมกาย และเป็นผู้สืบสายธรรมวิชชาธรรมกายมาสู่หลวงพ่อธัมมชโย เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา
    และวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทั่วโลก
    เมื่อได้ศึกษาถึงประวัติของวัดพระธรรมกายและมโนปณิธานของมหาปูชนียาจารย์และหมู่คณะ รวมถึงได้เรียนรู้ความจริงของชีวิตและหลักธรรมต่างๆแล้วก็มาดูข้อวัตรปฎิบัติของวัดพระธรรมกาย
    รวมทั้งภิกษุ สามเณร บุคลากร อุบาสก อุบาสิกา ว่าประพฤติปฎิบัติตนเป็นอย่างไร?
    เพราะถ้าเชื่อในสิ่งที่ยังไม่พิสูจน์ด้วยตัวเองให้รู้จริงเสียก่อนนั้น เราอาจจะเสียโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตไปเลยก็ได้ครับ

    ส่วนสาเหตุของการเข้าใจวัดพระธรรมกายในทางลบนั้น เกิดจากสื่อที่เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชนในข้อมูลที่บิดเบือนต่อความเป็นจริง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่สร้างวัดพระธรรมกายมา ด้วยความเอาใจใส่ทุ่มเทการทำงานเผยแผ่เพื่อพระพุทธศาสนาโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันของพระราชภาวนาวิสุทธิ์และหมู่คณะทีมงาน ทำให้วัดพระธรรมกายมีผลงานการเผยแผ่อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ เป็นที่ประจักษ์และยอมรับทั้งภายในและต่างประเทศ และเพราะการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจึงเป็นเหตุให้มีผู้ไม่หวังดีกระทำการโจมตีและใส่ความวัดพระธรรมกายตลอดถึงพระราชภาวนาวิสุทธิ์และทีมงานในข้อหาต่างๆมากมาย
    แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป โดยผ่านขั้นตอนกระบวนการพิจารณาในชั้นศาล ที่ตัดสินคดีให้สื่อมวลหลายแห่งที่ได้เขียนข่าวโจมตีวัด มีความผิดในข้อหากระทำการใส่ความพระราชภาวนาวิสุทธิ์ และการติดตามความเคลื่อนไหวจากมหาเถรสมาคม ความจริงก็ปรากฏออกสู่สาธารณะชนว่าข้อกล่าวหามากมายที่เลื่อนลอยเหล่านั้นล้วนเป็นเท็จ ไม่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งภายหลังสื่อมวลชนต่างๆก็ได้ลงพิมพ์ขอขมาโทษในข้อความที่ตีพิมพ์คลาดเคลื่อน ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดวัดพระธรรมกายและพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หนังสือพิมพ์มติชน ซึ่งได้ตีพิมพ์คำชี้แจงดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๙๒๖๒)


  63. October 29th, 2010 at 10:04 pm       ben Says:


You must be logged in to post a comment.