พ่อขา..หนูขอโอกาสได้ไหมคะ(๑)

 



เด็กน้อย

ความฝัน

รอบรู้

ใฝ่รู้และไขว่คว้า

สู้สู้

ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้



ความพยายามอยู่ที่ไหน

 

ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

 

ปราถนาดี

 

ทำให้ดีที่สุด

 

รักตนเอง

 

รักชื่อเสียง



รักวงศ์ตระกูล

 

  

หนูขอโอกาสค่ะพ่อ

  

อุปสรรค

 

.

 

 

 

 

๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๒

 

 

ขอโอกาส

 

ขณะที่ฉันกำลังสอนวิชา”คุณภาพชีวิต”ให้ลูกสาวอยู่อย่างสนุกสนาน (อุปโลกชื่อวิชาขึ้นกันเอง เพราะฉันบอกลูกว่า..”ลูกเรียนรู้ทุกวิชาได้จากหนังสือที่พ่อแม่หามาให้ รวมถึงเก็บเกี่ยวความรู้จากคุณครูที่ร.ร. แต่วิชาคุณภาพชีวิตเป็นวิชาการพูดคุยและซักถาม ในเรื่องต่างๆที่ลูกอยากทราบรวมถึงแม่อยากบอกกล่าว ตั้งแต่จริยธรรม คุณธรรม ธรรมะ เพลง การใช้ชีวิต มารยาท รวมถึงภัยรอบตัว โดยมีตัวช่วยคือแผนที่ความคิด( mind mapping )ที่ฉันทำขึ้นโยงใยให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น”)

 

 



 

 



ตัวอย่าง mind mapping แบบง่ายๆที่แม่พูดไปเขียนไป

แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 

 

“หม่าม๊าขา หนูอยากไปเรียนที่กรุงเทพฯ” ลูกขอฉันด้วยน้ำเสียงจริงจังและ ต้องการสื่ออ้อมๆให้ฉันส่งผ่านความคิดนี้ไปยังพ่อของเธอนั่นเอง

ฉันไม่รู้จะตอบลูกอย่างไร เพราะคำตอบที่ผุดขึ้นมาในสมองคือ ไม่มีทางที่พ่อจะให้ลูกสาววัย๑๒ขวบ ไปอยู่ที่อื่นห่างไกลพ่อแม่เด็ดขาด!! เราเคยคุยกันมาตั้งแต่ลูกยังเล็กๆแล้ว ลูกต้องอยู่ใกล้ตัวจนจบมัธยมปลาย เรื่องนี้ลูกก็ทราบดี

“ลูกน่าจะรู้คำตอบดีนะ ว่าไม่ได้ไปแน่นอน ว่าแต่ทำไมลูกถึงอยากไปเรียนที่กท.ล่ะคะ ?” ฉันต้องการเหตุผลที่ชัดเจนและเหมาะสม สิ่งที่แวบเข้ามาในก้นบึ้งหัวใจคือ ใจหายและเริ่มคิดใหม่กับแผนการเรียนที่อาจจะถูกเปลี่ยนในเร็ววันนี้

ลูกมองฉันตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น”หนูเรียนที่นี่หนูเก่งใช่ไหมคะ แต่จริงๆแล้วหนูอาจจะไม่เก่งก็ได้นะ ถ้าหนูไปเรียนที่อื่นหนูอาจร่วงไปที่กลางๆหรือท้ายๆก็ได้ หนูจะรู้ทันทีว่าหนูต้องวางแผนอย่างไรต่อไป หม่าม๊าเคยสอนว่า ไม่ต้องไปแข่งกับใคร เราต้องแข่งกับตัวเอง แต่หนูแข่งกับตัวเองจนหนูคิดว่าหนูมีความพร้อมแล้วค่ะ แต่อย่างหนึ่งที่หนูต้องการในเวลานี้คือ”โอกาสค่ะหม่าม๊า” ให้โอกาสหนูเถอะนะคะหม่าม๊า หนูรู้ว่าปาป๊าต้องไม่ให้ไป ต้องไม่ยอมแน่ หนูอยากไปลองสอบและอยากเข้าไปเรียนในสถานที่เรียนใหม่ๆ เพื่อประสบการณ์ของหนูนะคะ อยากเรียนพิเศษอะไรก็หาได้ง่าย ทางเลือกมากมาย มุมมองที่ต้องไปเจอะเจอก็หลากหลายนะคะ หนูพร้อมแล้วค่ะหม่าม๊าๆช่วยพูดกับปาป๊าให้หน่อยนะ”

ฉันครุ่นคิดสักครู่.. “ลูกสนใจร.ร.อะไรล่ะ แต่ลูกคงรู้นะว่าร.ร.แบบใดที่หม่าม๊าอนุญาต ส่วนปาป๊าจะยอมหรือไม่ เดี๋ยวค่อยคิดกันอีกที”

ฉันพูดดักคอลูกในขั้นต้น เพื่อให้ลูกลำดับความคิดก่อนที่จะขอพ่อแม่

“ลูกรู้ไช่ไหมว่าร.ร.ประเภทไหนที่ลูกมีสิทธิ์เรียน จากที่เคยฟังพ่อแม่พูดคุย”

-นานาชาติไม่แน่นอน เทอมละสามสี่แสนหนึ่งปีมีสามเทอมไม่ไหว..ไม่ผ่านด่านหม่าม๊า เพราะไม่มีปัญญาส่ง

-สหะ(ชาย-หญิง) จบเห่ตั้งแต่อ้าปากขอก็ว่าได้..ไม่ผ่านด่านปาป๊า

-เรียนไป-กลับ จบเห่ตั้งแต่เริ่มคิด..ไม่ผ่านด่านปาป๊าหม่าม๊า ภัยสังคมมันเยอะ พ่อแม่อยู่ที่บ้านตจว.ต้องมาห่วงว่า”เช้ามาถึงร.ร.หรือยัง ตกเย็นถึงบ้านหรือยัง” เหนื่อยทั้งคนเรียนและพ่อแม่ที่บ้าน หากไปเรียนต้องอยู่บ้านคนเดียว ก็ไม่ได้ห่วงค่ะห่วง จะไปอยู่กับตายายที่กท.ก็ไม่ได้ ปาป๊าหม่าม๊าไม่ชอบรบกวนญาติพี่น้องหากไม่จำเป็น เราต้องรบกวนใครๆน้อยที่สุด อย่าสร้างภาระให้ใครนะลูก

-หากเป็นร.ร.ประจำ แต่เดือนนึงให้รับออกได้แค่ครั้งเดียวก็ไม่ไหวอีก..ไม่ผ่านด่านคนเรียนอยู่แล้ว ลูกไม่ยอม เพราะลูกชอบเรียนพิเศษ

“เพื่อความสงบสุข บางครั้งคนเราต้องยึดกฏเกณฑ์เงื่อนไขที่ตั้งไว้ในบ้านบ้างนะลูก”

ลูกเข้าใจในความปราถนาดีที่พ่อแม่สื่อให้ฟัง ลูกทราบถึงขอบเขตเงื่อนไขดี”สรุปคือต้องเป็นโรงเรียนประจำ, หญิงล้วน, และพ่อแม่ต้องมารับบุตรหลานได้ทุกเสาร์-อาทิตย์”

“ถูกต้องจ๊ะ เป็นร.ร.สตรีล้วน อยู่ประจำ และรับกลับบ้านได้ทุกสัปดาห์”

มีร.ร.สตรีดีๆมีชื่อเสียงมากมาย พลันให้เราสองแม่ลูกใจตรงกัน เสมือนไปนั่งคิดในแกนสมองชั้นใน แล้วสแกนออกมาเป็นคำตอบที่จูนกันติด “ร.ร.สตรีประจำอยู่แถวสุขุมวิทเนี้ย โอเคไหมคะหม่าม๊า”

เพราะลูกทราบดีว่าพ่อแม่ห่วงเรื่องใดบ้าง ทั้งฉันและสามี มักเล่าเรื่องราวสมัยเรียน รวมถึงเืรื่องของคนใกล้ตัวให้ลูกฟังอยู่บ่อยๆ สามีจะห่วงเป็นพิเศษเรื่องเมื่อยังไม่ถึงวัยอันควร หรือสิ่งที่ทำให้เราเป็นศูนย์ (ไม่มีค่า) สามีอดสะท้อนใจไม่ได้ เมื่อนึกถึงเพื่อนสาวคนสนิทที่ไปเรียนในกท. หรือญาติที่ไปเรียนแล้วเกเรบ้าง เรียนไม่จบบ้าง หลอกพ่อแม่บ้าง

ฉันคิดหนักและอดคิดไม่ได้ว่า บ้านเราไฟอาจลุกหลังลูกร้องขอจากผู้เป็นพ่อ เรื่องไปเรียนที่อื่นบ้านอื่นอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่บ้านฉันมันเป็นเรื่องใหญ่มาก

“ลูกอย่าตั้งความหวังว่าต้องได้ไปนะคะ ลูกอาจผิดหวังก็ได้ เพราะเหตุใดลูกรู้ใช่ไหม ไม่ใช่ว่าปาป๊าไม่ไว้ใจลูกนะ แม้พ่อแม่จะฉีดวัคซีนคุ้มกันภัย ด้วยการอบรมสั่งสอนอย่างดีให้ลูกแล้วก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปมันจะมีตัวแปรมากมายที่จะมาย่อยสลายความคิดของลูก หากลูกไม่หนักแน่นพอ ลูกอาจเปลี่ยนได้ หม่าม๊าพร่ำสอนทุกเมื่อเชื่อวันในสิ่งที่ดี แม่เชื่อในตัวลูกนะจ๊ะ”

ลูกเลือกเย็นของวันศุกร์เพื่อร้องขอ เพราะทุกเย็นวันศุกร์เราจะไปทานข้าวนอกบ้านกัน ทุกคนจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

ขณะที่นั่งกินข้าวลูกถามแบบจู่โจมและจริงจัง

“ปาป๊าขา ม.๑หนูขอไปเรียนที่กรุงเทพฯนะคะ คือว่า..”ลูกยังพูดเหตุผลไม่จบ พ่อก็แทรกแบบหงุดหงิดทันที

“หยุดเลย จบความคิดนี้ซะ ไม่มีทาง”

แล้วหันหน้าขวับมาที่ฉัน “ทำไมนะ อะไรกัน เรามีลูกแค่คนเดียวทำไมถึงอยากให้ลูกไปเรียนที่อื่น คิดยังไงกันเนี้ย”

ฉันสะอึกก่อนจะตอบกลับสามีที่ปั้นหน้าขมึงขรึงว่า”ลูกเขาอยากไป ลูกมีความพร้อมในทุกด้านนะ ทั้งความคิด ความรู้ และความรักในตนเองชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เค้าเชื่อว่าลูกเราต้องคิดดี ทำดีนะ”

สามีย้อนกลับแบบทันทีทันใด”ใช่ถูกต้องลูกเป็นแบบนั้น แต่อย่าลืมนะ สิ่งแวดล้อม เพื่อนฝูงก็มีส่วนที่ทำให้เปลี่ยนได้ ดูอย่าง… และ…(เพื่อนและญาติที่เป็นหญิง)ดีมากๆเลย เป็นไงล่ะ ตอนนี้พ่อแม่นั่งกุมขมับกลุ้มใจจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน”

ฉันจบการโต้เถียงแบบดื้อๆ “อ่ะน่ะ ไม่ให้ไปก็ไม่ไปก็ได้ แต่ตัวเองอย่าลืมนะ บ้านเราทั้งสองฝ่ายไม่เคยมีลูกคนไหนทำให้เสียชื่อเสียง รักดีทุกคน เชื้อดีสอนมาดี จะกลัวอะไรล่ะ”

“ภัยสังคมมันเปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว ไม่เอาอย่างไงก็ไม่ให้”

บรรยากาศเดินผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ฉันได้แต่ให้กำลังใจลูกสาวด้วยการกุมมือแล้วบีบเบาๆ

ลูกมาพูดกับฉันอีกอยู่เป็นระยะ “หม่าม๊าขาหนูอยากไปจริงๆนะ ทำไงดีคะ”

ฉันพูอปลอบประโลมใจลูกอย่างเนือยๆ”หนูคงรู้นะว่า สิ่งที่ปาป๊าพูดออกมาและขึงขังยืนยันปฏิเสธนั้น มันคือความปราถนาดีและความหวังดีล้วนๆ มันคือความรักแท้ๆของพ่อนะลูก เขารักของเขา เขาห่วงของเขา ทุกคนรักลูก แต่ละคนก็รักแตกต่างกันนะ อย่าโกรธปาป๊านะคะ หนูต้องเข้าหาบ่อยๆ เห็นว่าอารมณ์ดีก็ขอใหม่พูดด้วยเหตุผลและจริงจัง โต้เถียงพองามอ่อนโยนนะ ห้ามเถียงแทรกไปมา หม่าม๊าจะช่วยคุยให้อีกแรงจ๊ะ”

ทุกครั้งที่ฉันเอ่ยเรื่องเรียนของลูก สามีไม่รับฟังเดินหนีอย่างเดียว ทิ้งความเสียใจให้ฉัน จนแอบร้องไห้บ่อยๆ มิใช่ร้องไห้เพราะเขาไม่ฟังเรา แต่ร้องเพราะฉันมิสามารถช่วยสานฝันของลูกได้เลย

“ลูกเราเรียนดี ไม่น่าห่วงว่าจะเรียนสู้เขาไม่ได้ ความประพฤติดีเรียบร้อยมีน้ำใจ เชื่อเถอะอยู่ที่ไหนใครก็รักใคร่เอ็นดู อย่าหาว่ากดดันเลยนะ เราเป็นพ่อแม่ต้องเป็นผู้สนับสนุนลูกซิ ลูกรักเรียนรักดี ขอนะขอเถอะนะ” ฉันตะล่อมพูดกับสามีทั้งน้ำตา แต่ได้ความเงียบอันแสนเหยือกเย็นเป็นคำตอบให้เศร้าใจ

๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒

 

วันสุดท้ายของการจำหน่ายใบสมัครเรียนต่อในระดับมัธยมปีที่ ๑

 

 

ฉันตั้งสติปรับแนวรุกใหม่นั่นคือ..ขอได้ไปซื้อใบสมัครก่อนเถอะนะ แล้วค่อยว่ากันใหม่ แล้วดันยัยหนูให้รุกด้วยตนเองอีกหน “ลูกต้องคิดใหม่ว่า ลูกจะทำอะไรให้ปาป๊าเปลี่ยนใจ ลองไปคิดดู”

“หนูจะร้อยมาลัยค่ะ หนูทำไม่เป็น แต่หนูจะลองทำดู”

 

 

ดาวเรืองดอกรักซื้อจากตลาด มะลิเก็บจากกระถางข้างบ้านเรา

 

 

 

มาลัยหวังว่า เข้าใจว่าจะคล้องใจพ่อให้ใจอ่อนให้ได้

ลูกร้อยมาลัยได้มาสองแบบ แม้จะไม่ค่อยสวยนัก

แม่เห็นความตั้งใจของลูกเสียขนาดนี้ น้ำตาพลันบ่มอยู่ภายใน

ลูกเขียนจดหมายมาหนึ่งฉบับเตรียมมอบให้พร้อมพวงมาลัย สรุปใจความคือขอบคุณที่ดูแลมาเป็นอย่างดี และขอโทษที่ทำให้เสียใจ ที่ร้องขอพ่อไปนั้น เพียงเพื่อต้องการสานฝันของตนเอง แต่ฝันของหนูจะมาสร้างความกดดันของพ่อแม่ งั้นหนูขอล้มหวังล้มฝัน แต่ท้ายที่สุดแล้วยังแอบหวังไว้เล็กๆ เพราะมีป.ล.ว่า “ขอให้ทบทวนดูหลายๆรอบ เพราะมันมีความหมายสำหรับหนูมากๆ..

“หนูจะกราบเท้าปาป๊าเหมือนตอนที่เคยขอพร แต่ครั้งนี้เพื่อขอโทษที่ทำให้เครียดตลอดเวลาหลายวันมานี้” ฉันคอยสนับสนุนลูกอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ

คืนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ เราสองแม่ลูกถือฤกษ์งามยามดี ในวัีนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อการณ์นี้ ขอครั้งสุดท้าย ก่อนจะไปฉันกล่าวกับลูกว่า “คำตอบจะอย่างไรก็ตาม ลูกต้องยอมรับการตัดสินใจของปาป๊านะคะ เดี๋ยวหม่าม๊าขอตัวขึ้นไปบนห้องก่อน เดี๋ยวจะหาว่าคอยยุแหย่ ได้ความว่าไงรีบขึ้นมาบอกนะลูก” แต่ฉันย่องๆมาแอบฟังสองพ่อลูกแบบเงียบๆ

ลูกก้มตัวลงกราบที่เท้า “ปาป๊าขาหนูนำพวงมาลัยที่หนูร้อยด้วยตัวเองมาให้ค่ะ หนูอยากให้ปาป๊าพิจารณาอีกครั้งนึง”

ทันใดนั้นเอง พ่อเธอรีบเดินหนี ปล่อยให้ลูกสาวถือพานมาลัยเก้อแต่ผู้เดียว พอลูกสาวเดินตามไปประกบ พ่อหันมามองลูกสาวที่รักดั่งดวงใจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แววตามีน้ำตาคลอ “ปาป๊ามีลูกคนเดียว และเป็นผู้หญิงด้วย อีกอย่างลูกก็ยังเล็ก” สามีนิ่งไปสักพัก ลูกก็เว้าวอนต่อด้วยน้ำตาเอ่อใบหน้า “หนูอยากไป หนูอยากไป ปาป๊าขาหนูอยากไป”

พ่อเสียงดังแข็งกร้าว “พูดรู้เรื่องไหม ไม่ให้คือไม่ให้ จบนะวันนี้เอาให้จบ พูดครั้งสุดท้ายนะ ปาป๊าทำใจไม่ได้ที่จะให้ลูกจากบ้านไปอยู่ไกลๆ เราไม่เคยจากกัน”

ลูกพร่ำร้องเสียงไม่ขาดสาย”ต้องหัดไว้ซิคะ ต่อไปหนูก็ต้องไปเรียนต่อไกลๆ หัดไว้ตอนนี้ต่อไปจะชินเอง ปาป๊าทำใจไม่ได้ที่จะให้หนูจากบ้านไปเรียนไกลๆ หนูก็ทำใจไม่ได้ที่ต้องพังความฝันของหนู” แล้วลูกก็รีบวิ่งมาหาฉันซบหน้าร้องไห้ไม่หยุด “ปาป๊าไม่ให้ๆๆๆ หนูอยากไปๆๆๆ ปาป๊าทำไมต้องร้องไห้ด้วย หนูไม่เข้าใจเลย” ฉันกอดลูกลูบหัวลูบหลังด้วยใจระทึก “มันคือความปราถนาดีของพ่อนะลูก มันคือความรักความหวังดีของพ่อนะลูก ทำใจเถอะลูก นี่เป็นเพียงก้าวแรกของการเริ่มต้นเท่านั้น เดี๋ยวลูกจะต้องเผชิญกับสิ่งอื่นๆอีกมากมาย ใจเย็นนะเข้านอนนะลูก” ไม่รู้จะสรรหาคำปลอบโยนใดมาปลอบขวัญเจ้าละ แม่ต้องกำหัวใจตัวเองไว้ให้มั่น ลูกร้องแล้วแม่จะร้องได้หรือ?

…. 



ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อต้องการให้ผู้ที่กำลังเดินหาฝัน

อย่าท้อแท้ อย่าสิ้นหวัง อยากให้มุมานะให้ถึงที่สุด

ตอน๑..ขอโอกาส

ตอน๒..ไปสมัครสอบและสัมภาษณ์

ตอน๓..ไปสอบ

 ตอนจบ..ประกาศผลสอบ   



26 Responses to “พ่อขา..หนูขอโอกาสได้ไหมคะ(๑)”

  1.   hataraki Says:

    เข้าใจทุกฝ่าย
    แต่คงต้องเชื่อใจ ไว้ใจ และซื่อตรงต่อตัวและอีกฝ่าย
    ลูกก็ทนความเย้ายวน คำชวนของเพื่อน
    คุณพ่อคุณแม่ต้องไว้ใจ อดทนต่อความคิดถึงและปล่อยให้ลูกโต

    คุณแม่เหงา ก็มาคุยเล่นกับน้องๆในนี้ก่อนนะคะ
    อิอิอิ

  2.   henggy Says:

    คุณฮอลล์เนื้อหอมขา..
    ท้ายสุดแล้ว เราก็ต้องพึ่งตนเอง
    และเป็นผู้กำหนดเส้นทางชีวิตของเราน่ะค่ะ
    เป็นกำลังใจให้นะคะ

    ….

    ออยญ่า..
    นี่เป็นเม้นต์แรกของน้องสาวฉัน ดีใจจริงๆอ่ะ
    เดี๋ยวจะได้ไปอยู่ใกล้กันเน่อ

    ….

    โชคเพื่อนรัก..
    ขอบคุณๆๆๆๆ ดีใจที่เห็นชื่อโชคที่นี่จ้า

    ไว้เดี๋ยวนัดเจอกันทั้งครอบครัวเลยนะจ๊ะ

  3.   Chok Says:

    น้องเกรซสู้ๆนะลุงขอเป็นกำลังใจให้หนูอีกคนไว้เจอกันนะครับ

  4.   aoyaa Says:

    ขนาดรู้เรื่องแล้วนะ พอมาอ่านเชื่อไหม ต้องลุกไปเช็ดนำตา 3 รอบ สงสารเกรซ และคนสนับสนุนให้กำลัง(เจ๊) มันเป็นความห่วงใยอย่างพูดไม่ถูกนะ เรามาอยู่กรุงเทพฯ ถึงจะเจอสังคมหรือเรืองไม่ดี แต่เราก็คิดที่จะทำในสิ่งดี ๆ ที่พ่อแม่สอนมา ไม่ให้ท่านผิดหวัง เสี่อมเสีย และเสียใจ จนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี และส่งเสียน้องเรียนต่อได้อีก

    เกรซ หนูเป็นเด็กดี อี๊เชื่อว่า เกรซ ก็ทำได้ดี เพราะเกรซ มีป่าป๊าหม่าม๊า ที่คอยสอนให้หนูเป็นคนดี และรักดี เช่นกัน

    เราก็มาอยู่ใกล้กันแล้วซิ มีอี๊กับกู๋อยู่กรุงเทพฯ ตั้ง 6+6 คน อากง อาม่า อีก 2 เหล่าอี๊อเหล่าเตี๋ยว อีก 2+1 อาโกว อีกเพรียบ

    ขอให้โชคดีนะจ๊ะ

  5.   pijika Says:

    ไม่รู้จะคอมเม้นท์ยังไง
    เพราะเข้าใจทั้งลูกสาว คุณแม่
    และ… คุณพ่อ

    ฮอลล์เรียนจบจากที่บ้าน ขอมาทำงาน กทม.
    ตั้งแต่มาทำงาน จนเดี๋ยวนี้ ไม่เคยได้กลับไปอยู่บ้านอีกเลย
    แค่ไป – กลับ ไม่เกิน 3 วัน

    แม่เคยถามว่า
    เคยคิดจะกลับมาอยู่บ้านเราบ้างมั้ย
    ก็ส่ายหน้า—แน่นอนไม่คิด

    ผู้ชายหลายคน ขอแต่งงาน (ทีละคนน่า)
    ชวนไปอยู่ต่างจังหวัด
    ก็ปฏิเสธ

    เพราะงานของเรามีแค่ใน กทม.
    เรารัก เราชอบมัน มันคือชีวิตของเราไปแล้ว

    ไปอ่านต่อดีกว่าค่ะ

  6.   henggy Says:

    น้อมรับทุกความเห็นด้วยความขอบคุณและปลื้มปิติ

    ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น ประทับใจอย่างสุดซึ้ง
    และขอบคุณด้วยใจจริงที่ทุกท่านสละเวลาในการให้ข้อคิด แง่คิดดีๆ

    ดิฉันจะพาลูกมาอ่านทุกตัวอักษรนะคะ เพราะทุกความเห็นมีค่ามากๆค่ะ

    ****วันนี้ไปมอบตัวมาแล้วค่ะ (เกริ่นแล้ว อย่าลืมอ่านต่อนะคะ)

    ……………………………………………………………………………….

    คุณKong..เพื่อนมีส่วนสำคัญมากจริงๆค่ะ เห็นด้วยค่ะ
    ดิฉันก็โชคดีได้เพื่อนดี จึงดูแลกันมาเช่นกัน
    วันนี้ยังโทรไปแจ้งให้ทราบเรื่องนี้เลยค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ

    คุณพยายามเข้านะ ^^..เป็นมุมมองที่มีค่าอีกด้านค่ะ
    เพราะชีวิตเดินด้วยจังหวะระทึกเสมอ หากต้องใช้ชีวิตอยู่นอกบ้าน
    แสดงว่าดูแลตัวเองได้ดีมากมากๆ ชื่นชมด้วยใจจริงนะคะ
    ขอบคุณมากๆนะคะ

    คุณkokoseven..แช่มชื่นด้วยน้ำตาและน้ำใจทีเดียวค่ะ
    ขอบคุณที่แวะมาเยือนค่ะ

    คุณคนหนี่ง..แหม ในช่วงเส้นทางระทึก อุตส่าห์นำเพลง ไมเคิลมาให้ฟัง ชื่นใจจัง
    ดิฉันชอบมากๆ โดยเฉพาะเพลง BEN ขอบคุณค่ะ


    คุณmaleeคะ..อยู่เพชรบูรณ์ค่ะ ดีใจจังเลยที่มีคุณแม่ของนักเรียนว.ว.เข้ามาให้ข้อมูล
    รัตน์ศึกษาข้อมูลมาแล้วค่ะ เรื่องวิชาการจะอ่อนไปนิด ดั่งคำขวัญของร.ร.กระมัง
    “คุณธรรมนำวิชาการ” รัตน์พึงพอใจและให้ความสำคัญเรื่องการดูแลเอาใจใส่
    เป็นหลักค่ะ จึงเลือกที่นี่

    หากมีข้อมูลที่จะแนะนำยินดีอย่างยิ่งเลยนะคะ henggy2005@hotmail.com
    ครอบครัวรัตน์เป็นผู้มาใหม่สำหรับที่นี่น่ะค่ะ

    คุณพ่ออีกคนหนึ่งคะ..ดิฉันอ่านความเห็นคุณแล้ว หัวใจพองโตเชียวค่ะ
    มีกำลังใจขึ้นกองโตเลย ขอบคุณมากค่ะ

    ….

    น้องบีคะ..That’s actually one of my favorites life quote.
    it was designed by Here Be.๛๛๛๛ .
    thx for yr kind comment na ka.

  7.   Here Be.๛๛๛๛ Says:

    If you really LOVE something, set it free. If it comes back to you, it’s yours. If it doesn’t, it never was!!

    But in this case…

    I have no idea :-)

  8.   พ่ออีกคนหนึ่ง Says:

    จริง ๆ แล้วผมฝากความคิดเห็นไว้ในตอน 2 แล้ว แต่พอมาอ่านความคิดเห็นในตอนที่ 1 หลาย ๆ คนบอกว่า ม 1 น่าจะเด็กเกินไป ผมขอยกตัวอย่างภรรยาผมครับ เค้าเป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกัน ต้องไปเรียนโรงเรียนในเมืองประมาณ ม 1 ปัจจุบันเค้าก็เป็นคนที่ดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากที่พ่อแม่ส่งไปเรียนตั้งแต่ ม 1 เค้าเคยพาผมไปดูที่โรงเรียนเก่าเค้า ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเค้าต้องไปเรียนที่นั่นเหมือนกัน ทางบ้านเค้าจะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนี้เป็นส่วนใหญ่ ผมเห็นเด็กเล็ก ๆ อายุน่าจะประมาณ ป 1 เวลาต้องการปัสสาวะ ก็เดินมาหยิบกระโถนเอง ทำธุระเสร็จก็ไปเท และล้างเอง เป็นเด็กที่เก่งมากครับ
    โอกาสที่ลูกร้องขอ พ่อแม่เป็นเพียงคนหยิบยื่น ผมเข้าใจว่าความเป็นห่วงมีกันทุกคน แต่ที่สุดเด็กเป็นคนตัดสินใจครับว่า เค้าจะเดินทางไหน อย่างที่หลาย ๆ คนเขียนความคิดเห็น พ่อแม่ดี ลูกดี ผมว่ายังไม่พอสำหรับสังคมปัจจุบันไม่ว่าต่างจังหวัดหรือในกรุงเทพ เราคงต้องมีเพื่อนดีด้วยครับ เพราะอายุเด็กช่วงนี้ เพื่อนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดครับ การป้องกันที่ดีที่สุดคือ เราต้องรู้จักเพื่อนลูก และสังคมของลูกครับ การพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่เราทำได้ ผมเองก็มีลูกสาวที่ปีนี้ก็ต้องสอบเข้า ม 1 เช่นกัน จากโรงเรียนเอกชนตั้งใจจะเข้าโรงเรียนรัฐ สังคมจะเป็นอีกแบบนึง แต่ก็คงให้เค้าไปตามฝันของเค้าครับ เราคงได้แต่อบรม ดูแล และให้เค้าเข้าใจถึงความรักที่เรามีให้ ส่วนการดูแลตัวเอง อย่างที่บอกครับ เค้าต้องทำเอง
    หวังว่าคุณพ่อ จะได้อ่านความคิดเห็นของเพื่อน ๆ ในนี้ครับ กรุงเทพไม่ใช่ที่อันตรายครับ

  9.   malee Says:

    คุณรัตน์คะไม่ทราบว่าอยู่จว.ไหนคะ เพราะถ้าไกลมากก็คงจะลำบากในการมารับส่งลูกช่วงส.-อา เหมือนกันนะคะ แต่เท่าที่ลูกสาวเคยอยู่ที่รร.นี้ ก็อยากจะบอกว่ามันก็มีทั้งดี และไม่ดี
    นะคะ ที่ไม่ดีก็ขอติเรื่องเดียว เรื่องวิชาการไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ แต่ด้านสังคม ความเป็นอยู่ การดูแลเด็กก็ดีทีเดียวค่ะ มีการฝึกให้เด็กได้ดูแลกันเป็นระดับ พี่ๆคอยดูแลน้องเป็นทอดๆ
    มีความรัก ผูกพันกันดีค่ะ ถ้าสอบได้ก็ไปเรียนเถอะค่ะ แต่ก็อยู่ที่เด็กด้วยนะคะ เด็กบางคนไม่ชอบถูกบังคับให้อยู่ในกฎเกณฑ์ ก็อาจจะไม่ชอบ

  10.   คนหนี่ง Says:

    http://www.youtube.com/watch?v=E4Hcd60VoRM&feature=player_embedded#

  11.   kokoseven Says:

    แช่มชื่นหัวใจจริงๆครับ สำหรับความรักที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ สื่อออกมาจากใจ

    แก้วตาดวงใจ..ใช้คำดี น่าจะเหมาะสมนะครับ

  12.   พยายามเข้านะ ^^ Says:

    พี่ยอมรับว่าน้องมุ่งมั้น แต่ว่าพี่ว่าถ้าน้องอยากไปน้องลองเรียนให้จบมัธยมต้นก่อนดีมั้ย?

    พี่รู้ว่าการสอบเข้ามันยากกว่าในเบื้องต้น เพราะการสอบเข้าม.ปลายอัตราส่วนการรับจะน้อยมาก

    แต่ว่าพี่เองใช้ชีวิตในกรุงเทพมาตลอดเป็นคนกรุงเทพเลยล่ะ พี่ว่าเด็ก 12 น้อยคนนักที่จะใช้ชีวิตที่นี่ได้โดยพ้นสายตาพ่อแม่ คือมันต้องใช้แรงใจอย่างมาก สิ่งล่อตาล่อใจมันเยอะ

    แล้วอีกอย่างพ่อแม่เขาห่วงน้องมากเพาะน้องยังเด็ก…พี่ว่าน้องน่าจะใช้เวลานี้(2-3ปี)เตรียมพร้อมตัวเอง และเตรียมพ่อคุณพ่อคุณแม่ดีกว่า ปุ๊บปั๊บปล่อยลูกไปพ่อแม่ที่ไหนก็ไม่อยากและยิ่งฝืนมันจะยิ่งตึง

    พี่ยกตัวอย่างพี่ตอนอายุ 17 พี่ติดมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง พ่อแม่พี่ยังไม่ปล่อยให้อยู่หอเลย พี่ต้องทนยื้อสู้กันตั้งนานแต่สุดท้่ายท่านก็ยอมเองแต่ท่านก็ออกมาดูหอ ดูที่ทางให้

    พี่เคยย้ายไปเรียนต่างจังหวัดช่วงหนึ่งพี่ในช่วงชีวิตที่น้องอยากจะไปตอนนี้มันก็คงเหมือนน้องอยากเข้ากรุงเทพ และมันก็ตรงข้ามกับน้องที่อยากเข้ามาเรียนกทม แต่พี่อยู่กทมไปเรียนต่างจังหวัด
    พี่ไปเรียนต่างจังหวัดเป็นโรงเรียนประจำมีชื่อมากๆ ในรายตัวพี่ที่ก่อนนห้านี้(ประถม) เป็นเด็กเรียนดีมากกกกก แต่พอไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองมันยากมาก มีครูก็จริงมีเพื่อนก็จริงแต่เวลาตัดสินใจก็ต้องมีพ่อแม่ พี่พูดตรงๆว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้พี่จะอยู่กับพ่อแม่นะ พี่จะไม่ไปเรียนที่นั่นเลยต่อให้ชื่อเสียงดีแค่ไหนที่ต้องคุยกับพ่อแม่ผ่านโทรศัพท์แล้วคุยกันทีไรก็ร้องไห้ทุกที
    อีกอย่างพี่คุ้นเคยการใช้ชีวิตแบบคนกรุงมาตลอด มาเจอชีวิตคนต่างจังหวัดภาษาต่างจังหวัดเล่นเอาพี่สติแตกไปเลย

    การคิดมันดูง่ายแต่การทำจริงมันยากนะ ยากมากๆ แล้วถามพี่ว่าลูก12จะปล่อยไปมั้ย? พี่ไม่ปล่อย เขากำลังจะโตเป็นวัยรุ่นชีวิต 13-15 น่ะเป็นช่วงมีปัญหามากของวัยรุ่น พีไ่ม่อยากให้ลูกโตไกลมือเหมือนพี่เคยเป็น พี่เคว้งมากช่วงนั้น มันสับสนต้องแ้กปัญหามทุกอย่างด้วยตัวเองหมด ขนาดเป็นประจำเดือนยังไม่ใช่แม่ที่สอนพี่เลย
    น้องสาวพี่ตอนนี้เปรยๆว่าจะไปเรียนเชียงใหม่ แม่พี่ยังพูดเลยว่าไปก็ไปได้แต่ให้พี่ตามไปอยู่ด้วยอย่างน้อยก็จะได้มีคนปรึกษา แต่พี่ก็จะไปเรียนเมืองนอกปีหน้าเหมือนกันแม่พี่ก็กะว่าจะไปกับน้องแทน ขนาดน้องพี่ 17 แล้วนะ น้องพี่ก็เลยเลือกสอบจุฬา/มศว แทนเพระาไม่อยากให้แม่ลำบาก

    พี่เองกว่าจะรบเรื่องไปเรียนเมืองนอกได้ก็เป็นปริญญาโทแล้วแน่ะ ขนาดนี้พ่อแม่ยังร้องไห้แล้วร้องไห้อีกเลยแต่เขาก็คิดว่าเราโตพอแล้วที่จะตัดสินใจเองได้

  13.   Kong Says:

    สวัสดีครับ พออ่านจบแล้วนึกถึงเรื่องของตัวเองสมัยเด็กตอนนั้น ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพมากท่านนึชวนมาอยู่ กทม.ก็บอกกับพ่อแม่ว่าสอบได้จะไปนะ ดันสอบได้ซะอีกวันที่พ่อมาส่งแม่น้ำตาซึมเลย ผมบอกได้อย่างเดียวว่าโชคดีมากที่ได้พบเพื่อนที่ดี แม้ผมจะได้อยู่ในโรงเรียนที่ดีมากก็ไม่ได้หมายความว่าคนรอบตัวเป็นคนดีทุกคน สว่นตัวผมคิดว่าการดูแลที่พอสมควรจากพ่อแม่นั้นสำคัญที่สุด สังคมรอบข้างเป็นแค่ส่วนช่วยเติมเต็มชีวิตเราเท่านั้น แต่วัยรุ่นก็มักจะเห็นเป็นเรื่องยุ่งยกสำหรับตัวเขาเท่านั้น ขอให้โชคดีนะครับ

  14.   henggy Says:

    คุณsuchatคะ..
    ถูกต้องคะ ดิฉันจึงแต่งงานไปใช้ชีวิตที่คจว.ไงคะ
    อากาศและความเป็นอยู่อยู่ที่กท.สู้ไม่ได้สักนิดเลยค่ะ

    ดิฉันใช้ชีวิตในกท.มายี่สิบกว่าปี พอไปอยู่ตจว.มีความสุขมากๆค่ะ
    ลูกไม่ได้อยากไปอยุ่กท. เพราะสวยงามเลยค่ะ แต่ลูกมีความฝันหลายด้านที่ต้องการไป

    ปกติดิฉันต้องจ้างครูมาสอนพิเศษลูกที่บ้าน เพราะครูเฉพาะด้านหายากเหลือเกิน
    ทำให้บางด้านที่ลูกอยากเรียนเสริม แล้วไม่ได้เรียน

    ขอบคุณสำหรับความใยค่ะ น้อมรับด้วยความขอบคุณ

  15.   suchat Says:

    กรุงเทพน่าเที่ยวหรือไม่ มีแต่อันตราย ควันพิษ ทางเท้าหาย ถนนรถติด

    http://webboard.sanook.com/forum/3009680_กรุงเทมหานคร_สวยงามจริงหรือ.html

  16.   henggy Says:

    คุณเล็กคะ..
    ในความขับขันของการตัดสินใจ หัวใจแทบจะแจกเป็นเสี่ยงเลย
    ขอบคุณสำหรับกำลังใจกองโตค่ะ สบายดีนะคะ

    …..

    คุณ1234คะ..
    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ แม้สั้นๆแต่กินใจค่ะ

    …..

    คุณเซฟฯคะ..
    ถูกต้องค่ะการที่จะต้องจากกันเพื่อการณ์ใดก็ตาม
    ความเศร้าอาดูรมักจะครอบงำจิตใจคนอันเป็นที่รักเสมอ

    เหนื่อยหัวใจไปหลายเพลา คิดอยู่นานทีเดียวค่ะ ขอบคุณค่ะคุณเซฟฯ

    …..

    คุณpannawatpคะ..
    ดิฉันไม่ทราบจะต่อรองอะไรกับลูก เพราะสิ่งที่คุณกล่าวมา ลูกทำได้ทุกเทอม
    แต่รางวัลที่ดิฉันเสนอลูก เมื่อสามารถทำคะแนนได้ดีคือ การเที่ยวตปท.

    ดิฉันมิกล้าเสนอรางวัลเรื่องการจากกัน เพื่อไปเรียนไกลๆเลย

    ขอบคุณสำหรับความแนะนำดีๆ ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆค่ะ

    ….

    คุณbuadhramคะ..
    เป็นความรักล้วนๆของพ่อเลยค่ะ หัวใจขับเคี่ยวมาแบบเหนื่อยล้า
    แต่ต้องตัดสินใจ จึงออกมาในรูปนี้

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่อ่อนโยนและมีค่าค่ะ

    ….

    คุณลูกของแม่-พ่อ…คะ..
    รัตน์ค่ะ ส่วนลูกสาวชื่อเกรซ
    ดิฉันผ่านช่วงเวลาของการจากลาพ่อแม่เพื่อไปเรียนเช่นกัน
    ทุกช่วงเวลาผ่านไปด้วยความมุมานะที่จะไม่ให้พ่อแม่เสียใจ
    แต่มันแอบแฝงด้วยน้ำตาเป็นระยะๆ ด้วยความคิดถึงของพ่อแม่และตัวเราเองจริงๆ

    ขอบคุณสำหรับการบอกเล่าเรื่องราวที่มีค่ายิ่ง
    เป็นความรักของพ่อแม่และตัวเราที่มิอาจลืมได้เลย

    คุณเป็นคนดีมากคนหนึ่งค่ะ ที่สละเวลาในการแนะนำด้วย
    ดิฉันอ่านทุกตัวอักษรทั้ง2ความเห็นเลยค่ะ อ่านเรื่องของคุณแล้ว
    น้ำอุ่นๆพลันมาหล่อเลี้ยงดวงตาแบบอัตโนมัติ
    ขอบคุณจริงๆค่ะ

    ….

    คุณnaminคะ..
    การต้องออกจากบ้านด้วยการศึกษา ยากที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตแบบปกติสุขดั่งเดิม
    หัวใจดิฉันร่ำหาพ่อแม่ทุกวัน สมัยที่จากบ้านไปเรียนที่อื่น

    ดิฉันรับรู้ถึงความรักความคิดถึงจากความเห็นของคุณมากทีเดียว
    ดิฉันคงต้องเตรียมใจรับสถานะการณ์ดั่งคุณแน่นอน

    คุณเป็นคนเก่งนะคะ ฝ่าฟันด้วยความมุมานะ
    จริงค่ะความฝันบางสิ่งเราไม่จำเป็นต้องวิ่งตาม เหนื่อยทั้งกายและใจของทุกคนรอบตัว
    แต่ความฝันของลูกหลายอย่างมาก ดิฉันจึงต้องให้ในบางสิ่ง เพื่อไม่ให้กับบางสิ่ง
    ขอบคุณด้วยใจจริงค่ะ

    ….

    พี่นิดคะ..
    วิ่งไล่ความฝันตั้งแต่เด็ก พ่อแม่เลยต้องเตรียมตัวเตรียมใจหลายอย่าง
    โชคดีอย่างที่ลูกเชื่อฟัง อยากทำสิ่งนี้ พ่อแม่ยืนยันว่าไม่ให้ ลูกก็จบความคิดนั้นเสีย
    แต่สิ่งนี้ที่บังเกิดขึ้น ลูกขอ ลูกเว้าวอน มิลดละเลย
    เห็นเขาทำขนาดนี้แล้ว ยากเหลือเกินที่จะหักหาญน้ำใจเขาค่ะ
    ขอบคุณพี่มากค่ะ สบายดีนะคะ

    ….

    คุณเคนจิคะ..
    จริงๆแล้วไม่ว่าลูกชายหรือลูกสาว คาดว่าน่าจะห่วงเหมือนกันนะคะ
    (น่าจะมีอีกสักคนซินะ เฮ่อ สงสัยพี่คงเป็นเพื่อนกับขนมจีนอ่ะ)

    ทุกวันนี้บ้านพี่ ก็มีกฏกติกามากมายเหลือเกิน แต่โชคดีลูกเชื่อฟัง จึงปฏิบัติตามได้ดี
    เหนื่อยเหลือเกินสำหรับการตัดสินในครั้งนี้
    ขอบคุณนะคะน้องเคนจิ

    …..

    ………………..ขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆค่ะ…………………

  17.   kenjionline Says:

    ถ้าผมเป็นคุณพ่อ ก็คงทำใจลำบากเหมือนกันครับ

    แต่ลองคิดว่า เปลี่ยนเป็นลูกชาย คุณพ่อจะคิดเหมือนกันไหม
    อาจจะอนุญาตไปแล้ว
    เป็นลูกสาวก็น่าน้อยใจอย่างนี้นี่เอง
    แต่ก็มองอีกมุมหนึ่ง ที่ห้ามเพราะรัก และห่วงมากกว่าลูกชาย

    ถ้าเป็นผม สุดท้ายคงต้องอนุญาต อะครับ
    แต่คงจะต้องมีสัญญา หรือกฎกติกามารยาท พอสมควร อิอิ

  18.   athenaz Says:

    ความฝันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่สำหรับหัวใจน้อยๆเสมอมา
    แต่ความฝันที่สำเร็จก็ไม่เคยเล็กเสมอมาเช่นกันนะคะ คุณรัตน์

    หายไปนาน ไปติวลูกนี่เอง คอยอ่านต่อ เรื่องน่ารักค่ะ
    พี่ก็มีหลานอายุไล้เลี่ย อ่นกว่านิดหน่อยค่ะ :))

    Happy Valentine to lovely family ka :))

    P athenaz :))

  19.   namin Says:

    คิดว่าคงจะขอพ่อได้แล้ว แต่จริงๆอยากให้เรียนจนถึง ม 3 ก่อนเพราะออกจากบ้านมาแล้วโอกาสที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตกับพ่อแม่แบบเดิมอีกคงยาก หลังจากนี้อาจจะชิงทุนไปแลกเปลี่ยนเมืองนอกหรือเรียนต่อมหาลัยซึ่งเชื่อว่าก็คงอยู่ในกรุงเทพ เรื่องจบแล้วจะกลับไปทำงานต่างจังหวัดเพื่ออยู่กับพ่อแม่นั้นเป็นอันเลิกคิด ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะให้ออกจากบ้านตั้งแต่ตอนนี้ก็คงคิดไว้ได้เลยว่าลูกออกเดินจากเราไปแล้ว คุณแม่อาจจะมองว่าลูกสู้เพื่อฝัน แต่จะบอกว่าฝันบางฝันเราไม่ต้องออกตามล่าให้เร็วนัก และชีวิตที่วิ่งตามฝันตลอดก็ไม่ได้มีความสุขเสมอไป
    ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ออกจากบ้านไปเรียนต่อม.1 (ไม่ได้มีความฝันอะไร เพียงแต่ต้องหาที่เรียนต่อ ม.1 โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ดีในภาคใต้เมื่อสอบได้ก็เลยต้องอยู่หอ) ตอน ม. 5 ไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐ กลับมาต่อมหาลัยและทำงานที่กรุงเทพ ได้ทุนต่อโทต่างประเทศกลับไปก็ทำงานใน กท. ถึงตอนนี้นั่งเขียนจากญี่ปุ่น เรียนจบคราวนี้ตั้งใจว่าจะแต่งงาน เป็นอันสรุปได้ว่าตั้งแต่ออกจากบ้านตอนอายุ 12 ปีเมื่อ 18 ปีก่อนโอกาสที่ได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่เกิน 1 เดือนมีนับครั้งได้เพราะถึงปิดเทอมก็มีกิจกรรมอย่างอื่นทำ

  20.   ลูกสาวของแม่-พ่อ (ปรับข้อความใหม่) Says:

    โพสต์ใหม่ เพราะข้อความที่พิมพ์มันสลับไปสลับมาเกรงว่าจะอ่านไม่รู้เรื่อง ด้วยลวดลายที่พื้นหลังและสีตัวอักษรในกล่องเขียนความเห็นมันทำให้เราต้องทำแถบดำเป็นช่วงๆ เพื่อให้อ่านได้ในขณะพิมพ์ ทำไปทำมาก็เกิดปัญหาข้อความโยกย้ายโดยไม่รู้ตัวค่ะ …… เราตั้งใจอยากแลกเปลี่ยนมากๆ เพิ่อตอบแทนความรักของพ่อและแม่ค่ะ …… เราไล่หาชื่อคุณเจ้าของบล๊อกจากหน้านี้ ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกแทนชื่อคุณเจ้าของบล๊อก และลูกสาวว่ายังไงดี ขออภัยด้วยนะคะ :)

    *********************************

    ชื่นชมในความน่ารัก เก่งและไฝ่ดีของคุณลูกสาวค่ะ :) …. เห็นถึงความมุ่งมั่นของคุณลูก และจากข้อความส่วนท้ายคิดว่า คุณพ่อน่าจะยอมอนุญาตให้ด้วยความรัก รักอย่างสุดหัวใจ … ทุกๆ อย่างพ่อ-แม่ล้วนให้ลูกด้วยรัก

    *********************************

    สำหรับเรา เราเลือกในสิ่งที่ทำให้แม่และพ่อไม่ห่วงกังวลค่ะ

    จำได้ว่าช่วงเรียน ม. ปลาย ที่เรียนพิเศษกลับถึงบ้านในต่างอำเภอในเวลาค่อนข้างมืด พ่อต้องเดินออกมารอรับ ซึงถนนทางเข้าบ้านก็ไม่ได้เปลี่ยว … ท่านกลางอากาศที่ค่อนข้างเย็น เห็นร่างพ่อยืนใส่เสื้อกันหนาวและห่มผ้าห่มรออยู่ เราเดินตามหลังพ่อไปช้าๆ พร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลคลอ … หลังจากนั้น เราเลิกการเรียนพิเศษค่ะ

    ช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์ คนในครอบครัวเราจะกลับไปรวมกันที่บ้าน หรือหากมีธุระกลับบ้านไม่ได้ก็จะไม่เดินทางไกลไปท่องเที่ยวในหน้าเทศกาล …. เพราะเราต่างรู้ว่า แม่จะต้องห่วงกังวลเกรงว่าลูกๆ จะเกิดอุบัติเหตุ … เราจะมีความสุขสนุกสนานได้อย่างไร เพราะรู้ว่า หากจิตใจของแม่ต้องคิดกังวลกับลูก

    โตขึ้นมาแม้อยู่ในวัยทำงาน เมื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน ถึงวันกลับพ่อกับแม่ก็จะยืนส่ง เฝ้ามองจนสุดสายตา … ช่วงที่ตัดสินใจเรียนต่อในระดับสูงสุด แม่ขออย่าให้เราเลือกไปต่างประเทศเพราะมันไกลกันเกินไปแม่เป็นห่วง-หากใครเป็นอะไรไปอาจจะไม่ได้เจอกัน ครั้งนี้แม่ขอให้เราเรียนที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย เราเรียนแบบที่มีทุนให้ไปต่างประเทศด้วย 1 ปี … ช่วงที่ต้องเลือกมหาวิทยาลัยในอเมริกา พ่อ-แม่ก็จะขอว่าไม่ไปเมืองนี้ได้มั๊ยลูกมันมีปัญหาโน้นนี้ เราก็เลือกเมืองที่สงบปลอดภัย ….วันออกเดินทางได้เห็นอีกครั้งว่าพ่อ-แม่รักและห่วงแค่ไหน พ่อจดคาถาให้เราเอาไว้ติดตัว ส่วนแม่ก็ให้ของสำคัญ คือ ฟันของแม่เพื่อให้ตามติดไปดูแลเรา และให้ศิลให้พรให้เราปลอดภัยด้วยน้ำตาคลอ ช่วงที่เราโทรศัพท์กลับบ้าน พ่อ-แม่จะมีข้อมูลข่าวคราวที่อเมริกาคุยแลกเปลี่ยนซักถามกับเราตลอด ทำให้เรารู้ว่า การจากมาครั้งนี้ พ่อกับแม่ได้เฝ้าติดตามข่าวต่างประเทศเพราะอยากรู้ว่าที่ที่ลูกอยู่เป็นอย่างไร

    ยิ่งเห็นข่าวคราวในกรุงเทพฯ ที่มีปัญหาต่างๆ มากมาย เด็กนักเรียนรุมตี-ฆ่ากันเกือบทุกวัน …. แม่เราขอกับหลานชายว่า ช่วงเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องเข้าไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ยายเป็นห่วง

    สำหรับเรา … เวลานี้ เราตั้งใจว่า บนเส้นทางความสุข ความฝันของเราจะต้องไม่ทำให้พ่อแม่ห่วงกังวล ทุกข์ใจกับเราค่ะ …. ตอนนี้ เรารอเวลาทำงานใช้ทุนและกลับไปทำงานในจังหวัดที่บ้านเพื่อได้อยู่ใกล้ๆ แม่กับพ่อ …. ขอให้ท่านแข็งแรงอยู่กับเราไปได้อีกนานๆ :)

    ขอบคุณสำหรับความรักของแม่และพ่อที่ปกปักษ์ลูก … ทำให้ลูกไม่ประมาท ระวังในการใช้ชีวิต ด้วยรู้ว่าแม่และพ่อรักและห่วงลูกมากแค่ไหน พ่อแม่จะเป็นอย่างไรหากลูกมีปัญหาเกิดขึ้น

    *** เรายอมรับความรักและการตัดสินใจของพ่อ-แม่ค่ะ … ก็ขอเป็นกำลังใจให้ลูกสาวของคุณปลอดภัยในทุกเส้นทาง และสมหวังในสิ่งที่มุ่งมั่นตั้งใจค่ะ … ฝากบอกน้องว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามให้นึกถึงความรักของพ่อกับแม่ให้มากๆ ค่ะ สิ่งนี้จะคุ้มครองเราให้ไปในทางที่ดี …….. วันที่เรียนในกทม. อาจมีบางช่วงที่เหงา คิดถึงบ้าน เหน็ดเหนื่อยกับการเรียน หรือสนุกสนานกับกลุ่มเพื่อนๆ พ่อ-แม่ที่รักลูกสาวคนเดียว เลี้ยงมาอย่างทะนุถนอม ท่านกำลังห่วงกังวลและคิดถึงลูกอยู่เสมอ

  21.   ลูกของแม่-พ่อ... Says:

    เราไล่หาชื่อคุณเจ้าของบล๊อกจากหน้านี้ ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกแทนชื่อคุณเจ้าของบล๊อก และลูกสาวว่ายังไงดี ขออภัยด้วยนะคะ :)

    ชื่นชมในความน่ารัก เก่งและไฝ่ดีของคุณลูกสาวค่ะ :) …. เห็นถึงความมุ่งมั่นของคุณลูก และจากข้อความส่วนท้ายคิดว่า คุณพ่อน่าจะยอมอนุญาตให้ด้วยความรัก รักอย่างสุดหัวใจ … ทุกๆ อย่างพ่อ-แม่ล้วนให้ลูกด้วยรัก

    ………………………….

    สำหรับเรา เราเลือกในสิ่งที่ทำให้แม่และพ่อไม่ห่วงกังวลค่ะ จำได้ว่าช่วงเรียน ม. ปลาย ที่เรียนพิเศษกลับถึงบ้านในต่างอำเภอค่อนข้างมืด พ่อต้องเดินออกมารอรับ ซึงถนนทางเข้าบ้านว่าที่ที่ลูกอยู่มันเป็นอย่างไร

    ณ วันนี้ เราตั้งใจว่า เราจะไม่ทำอะไรที่จะทำให้ท่านต้องห่วงกังวลกับเรา ความสุขของเราจะไม่อยู่บนความทุกข์ของพ่อแม่ ….. ช่วงเทศกาลในครอบครัวเราจะไม่เดินทางไกลไปที่ไหน เพราะก็ไม่ได้เปลี่ยวหรือน่ากลัว แต่พ่อก็มายืนรอด้วยความเป็นห่วง … ท่านกลางอากาศที่ค่อนข้างเย็น เห็นร่างพ่อยืนใส่เสื้อกันหนาวและห่มผ้าห่มรออยู่ เราเดินตามหลังพ่อไปช้าๆ พร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลคลอ … หลังจากนั้น เราเลิกการเรียนพิเศษค่ะ

    ช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์ คนในครอบครัวเราจะกลับไปรวมกันที่บ้าน หรือหากมีธุระกลับบ้านไม่ได้ก็จะไม่เดินทางไกลไปท่องเที่ยวในหน้าเทศกาล …. เพราะเราต่างรู้ว่า แม่จะต้องห่วงกังวลเกรงว่าลูกๆ จะเกิดอุบัติเหตุ … เราจะมีความสุขสนุกสนานได้อย่างไร เพราะรู้ว่า หากจิตใจของแม่ต้องคิดกังวลกับลูก

    โตขึ้นมาแม้อยู่ในวัยทำงาน เมื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน ถึงวันกลับพ่อกับแม่ก็จะยืนส่ง เฝ้ามองจนสุดสายตา … ช่วงที่ตัดสินใจเรียนต่อในระดับสูงสุด แม่ขออย่าให้เราเลือกไปต่างประเทศเพราะมันไกลกันเกินไปแม่เป็นห่วง-หากใครเป็นอะไรไปอาจจะไม่ได้เจอกัน ครั้งนี้แม่ขอให้เราเรียนที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย เราเรียนแบบที่มีทุนให้ไปต่างประเทศด้วย 1 ปี … ช่วงที่ต้องเลือกมหาวิทยาลัยในอเมริกา พ่อ-แม่ก็จะขอว่าไม่ไปเมืองนี้ได้มั๊ยลูกมันมีปัญหาโน้นนี้ เราก็เลือกเมืองที่สงบปลอดภัย ….วันออกเดินทางได้เห็นอีกครั้งว่าพ่อ-แม่รักและห่วงแค่ไหน พ่อจดคาถาให้เราเอาไว้ติดตัว ส่วนแม่ก็ให้ของสำคัญ คือ ฟันของแม่เพื่อให้ตามติดไปดูแลเรา และให้ศิลให้พรให้เราปลอดภัยด้วยน้ำตาคลอ ช่วงที่เราโทรศัพท์กลับบ้าน พ่อ-แม่จะมีข้อมูลข่าวคราวที่อเมริกาคุยแลกเปลี่ยนซักถามกับเราตลอด ทำให้เรารู้ว่า การจากมาครั้งนี้ พ่อกับแม่ได้เฝ้าติดตามข่าวต่างประเทศเพราะอยากรู้ว่าที่ที่ลูกอยู่เป็นอย่างไร

    ยิ่งเห็นข่าวคราวในกรุงเทพฯ ที่มีปัญหาต่างๆ มากมาย เด็กนักเรียนรุมตี-ฆ่ากันเกือบทุกวัน …. แม่เราขอกับหลานชายว่า ช่วงเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องเข้าไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ยายเป็นห่วง

    สำหรับเรา … เวลานี้ เราตั้งใจว่า บนเส้นทางความสุข ความฝันของเราจะต้องไม่ทำให้พ่อแม่ห่วงกังวล ทุกข์ใจกับเราค่ะ …. ตอนนี้ เรารอเวลาทำงานใช้ทุนและกลับไปทำงานในจังหวัดที่บ้านเพื่อได้อยู่ใกล้ๆ แม่กับพ่อ …. ขอให้ท่านแข็งแรงอยู่กับเราไปได้อีกนานๆ :)

    ขอบคุณสำหรับความรักของแม่และพ่อที่ปกปักษ์ลูก … ทำให้ลูกไม่ประมาท ระวังในการใช้ชีวิต ด้วยรู้ว่าแม่และพ่อรักและห่วงลูกมากแค่ไหน พ่อแม่จะเป็นอย่างไรหากลูกมีปัญหาเกิดขึ้น

    *** เรายอมรับความรักและการตัดสินใจของพ่อ-แม่ค่ะ … ก็ขอเป็นกำลังใจให้ลูกสาวของคุณปลอดภัยในทุกเส้นทาง และสมหวังในสิ่งที่มุ่งมั่นตั้งใจค่ะ … ฝากบอกน้องว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามให้นึกถึงความรักของพ่อกับแม่ให้มากๆ ค่ะ สิ่งนี้จะคุ้มครองเราให้ไปในทางที่ดี

  22.   buadhram Says:

    อ่านแล้ว เห็นน้ำใจ และความห่วงใย
    ความรักปรารถนา อันประมาณมิได้ ของ คุณพ่อ….
    เพราะ…ท่านเข้าใจ วัย วัน เวลา และ กาละ อันเป้น มงคล ของชีวิต….

  23.   pannawatp Says:

    ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนะครับ ผมเข้าใจความรู้สึกทั้ง2ฝ่ายนะครับ ลูกต้องการสิ่งที่ท้าทายในชีวิต ส่วนอีกด้านก็หัวอกพ่อนะครับ ในกรณีถ้าเป็นผมหัวอกพ่อเหมือนกัน ก็อาจจะเสนอเงื่อนไขตรงกลางนะครับ ทางคุณพ่ออาจจะเสนอให้เรียนที่ต่างจังหวัดไปก่อน โดยเงื่อนไขให้พิสูจน์ความพร้อมอาจจะเป็นเกรด4ทุกวิชา หรือ อันดับสอบดีๆในระดับม.ต้นทั้ง3ปี ถ้าน้องทำได้ก็คงจะต้องยอมให้น้องไป แต่ก็สามารถดึงน้องให้มีวุฒิภาวะไปอีกถึงมัธยมปลายนะครับ ซึ่งผมว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีทั้ง2ฝ่าย ทางลูกก็ต้องพิสูจน์ความพร้อมของตัวเองที่แท้จริง ซึ่งฝันก็ไม่น่าสลายเพราะยังมีเป้าหมายในระดับม.ปลายอยู่ ส่วนทางคุณพ่อก็มีเวลาเตรียมใจกับทางลูกสาวอีก3ปีนะครับ

  24.   septimus Says:

    เข้าใจและเห็นใจทั้งคุณพ่อคุณลูกเลยค่ะ แต่อยากบอกว่าเข้าข้างคุณพ่อนะคะเพราะน้องยังเด็กอยู่่เลยค่ะ อายุ ๑๒ ปีรู้สึกจะน้อยไปหน่อยนะคะสำหรับการที่ต้องออกจากบ้านไปอยู่คนเดียวไกลๆค่ะ

    ^__^

  25.   1234 Says:

    อายุ 12 เด็ก ไป

  26.   conqueror Says:

    เอาใจช่วยเต็มที่เลยค่ะ
    “ไม่มีความสำเร็ขใด ได้มาจากความพยายามอันน้อยนิด”
    สู้ๆนะคะ คุณแม่คุณลูก^^

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.