hongdaruon

ทำชีวิตให้เบา..ย่อมเดินไปอย่างสบาย

ยุทธศาสตร์บารมีสยบมาร

March25

.

 

 

         คงไม่ต้องสาธยายอะไรกันมากนักสำหรับความดิบเถื่อน ความกักขฬะ

 ความตลบตะแลงของก๊กแดงทั้งตัวพ่อและบริวาร ที่ขุดเอายุทธศาสตร์ยุทธวิธี

ต่างๆเข้าถล่มรัฐนาวาอภิสิทธิ์เพื่อให้หงายล่มจมคว่ำทะเลภายในชั่วสามวัน

เจ็ดวัน เพื่อตัวเองจะได้กลับมามีอำนาจใหม่อีกครั้ง ทั้งจะได้ลบล้างความชั่ว

ที่ตัวเองได้กระทำไป

 

 

        แต่กาลกลับพลิกผันเมื่อนายกอภิสิทธิ์สู้ศึกใหญ่ครั้งนี้ด้วยยุทธศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา

อันกระบวนยุทธ์ในการสู้ศึกครั้งนี้คงมิใช่เป็นแนวคิดเพียวๆของนายกอภิสิทธิ์เป็นแน่แท้

เพราะหากพิจารณาจากยุทธศาสตร์และยุทธวิธีแล้วช่างล้ำลึก สงบนิ่ง หนักแน่นมั่นคง

และเฉียบขาด ที่กล่าวนี้ขอปฏิเสธว่าผมมิได้ล่วงรู้แผนการศึกของนายกอภิสิทธิ์แต่อย่างใด

เพียงแค่วิเคราะห์จากผลจึงพอเห็นเหตุจากรูปธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้

ด้วยการประลองกำลังกันทั้งสองฝ่าย จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง

 

        ฝ่ายหนึ่งตั้งตัวเองเป็นกองทัพไพร่และขนานนามคู่ต่อสู้ว่าเป็นอำมาตย์ และเรียกศึก

ครั้งนี้ว่าเป็น“กองทัพไพร่ไล่รัฐบาลอำมาตย์” ในกองทัพไพร่ กอปรไปด้วย แม่ทัพใหญ่

ซึ่งกำลังหลบหนีคดีเร่ร่อนแบบนกขมิ้น(คล้ายๆทัวร์นกขมิ้นหรือเปล่ามิอาจทราบได้)อยู่ต่างแดน

บัญชาการรบด้วยไฮเทคโนโลยี เรียกว่าการวิดีโอลิงก์ มายังขุนศึกแม่ทัพนายกองและเหล่าพลทหาร

 

 

 

        ส่วนขุนศึกแม่ทัพนายกองทั้งนั้น บ้างก็เป็นนักต้มตุ๋นหลอกแ..ก(สู้แล้วรวย)

บ้างก็เป็นนักโต้วาทีใช้ลิ้นสามแฉกหลอกแ..กเหมือนกัน บ้างก็เป็นนักการเมืองหมดอายุ

สติฟั่นเฟือนและทหารแก่ปลดระวางเพื่อตัวเองจะได้มีอำนาจบ้าง บ้างก็เป็นน้องเขย

น้องสะใภ้น้องสาวของแม่ทัพที่มีอุดมการณ์อย่างเด็ดเดี่ยวคือ”ปกป้องผลประโยชน์”(ของตัวเอง)

บ้างก็เป็นนักการเมืองประเภทเห็บสุนัขคอยเกาะกินดูดเลือดไปเรื่อยๆจนกว่าสุนัขจะตาย

 

       ส่วนพวกพลทหารแดงทั้งนั้น ส่วนมากมีปณิธานอันหนักแน่นเด็ดเดี่ยวว่า

หากไม่ได้วันละ“ห้าร้อยถึงหนึ่งพันจะไม่ออกรบเด็ดขาด”

 

       สภาพจิตใจและอารมณ์ของกองทัพไพร่จึงหลากหลายไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แต่แม่ทัพไพร่ก็พยายามหลอมรวมด้วยวาทะกรรมอำพรางเพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน

ซึ่งวาทะกรรมอำพรางนี้ แม่ทัพไพร่คิดว่าเป็นอาวุธลับร้ายกาจที่จะสยบฝ่ายอำมาตย์ได้

ด้วยความลำพองคิดว่าฝ่ายตัวเองกำลังจะชนะจึงปล่อยอาวุธอย่างไม่ยั้งในการวิดีโอลิงก์

ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา

 

        แต่กลับตาลปัดเพราะด้วยยุทธศาตร์“บารมีสยบมาร”และยุทธวิธี“สงบสยบความ

เคลื่อนไหว” ของฝ่ายอำมาตย์ จึงทำให้มองเห็นวิถีของอาวุธลับอัร้ายนี้และเปลือยให้เห็นธาตุแท้

ของแม่ทัพไพร่อย่างล่อนจ้อน เท่ากับเป็นการประจานให้ผู้คนทั้งหลายได้รู้เป้าหมายที่แท้จริงของ

แม่ทัพไพร่

 

      แม้จะมีสภาพที่หลากหลายในกองทัพไพร่แต่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน

ทั้งแม่ทัพ ขุนศึกและพลทหาร คือ”มิจฉาทิฐิ” ความหลงผิด จิตยึดอยู่ในอารมณ์

ความโลภโกรธหลง

 

       โลภอยากมีอำนาจบารมีที่ตัวเองไม่มี โลภอยากมีความมั่งคั่งร่ำรวยเหนือมนุษย์ผู้อื่น

โกรธเมื่อผู้อื่นจับได้ไล่ทันความฉ้อฉลเจ้าเล่ห์เพทุบายของตัวเอง โกรธเมื่อผู้อื่นไม่ยอมช่วยเหลือ

ให้พ้นผิดในความผิดที่ตัวเองก่อขึ้น หลงในลาภยศสรรเสริญสุขที่ตัวเองเคยมี และอีกมากหลาย

ทั้งความก้าวร้าว ความต่ำต้อยในความเป็นอารยะชน

 

        ด้วยสภาพของจิตที่ไม่เยือกเย็นและแข็งแกร่งพอ กอปรกับความมีโมหะ

โทสะมาก จึงทำให้ทั้งแม่ทัพและขุนศึกของกองทัพไพร่ต่างก็ปล่อยอาวุธอำมหิต

หลายชนิดอย่างสะเปะสปะ เพื่อฟาดฟันฝ่ายอำมาตย์ให้แพ้ฟ่ายในชั่วข้ามคืน

 

        แต่ด้วยฝ่ายอำมาตย์ตั้งรับด้วยความสงบนิ่งมั่นคงและเคลื่อนไหวอย่างมีพลังจึงไม่อาจ

สร้างความสะเทือนให้นาวารัฐบาลอภิสิทธิ์ได้

 

 

        การตั้งรับการรุกของข้าศึกด้วยความสงบนิ่งอย่างมั่นคงได้นั้น ไม่ใช่แค่

เป็นยุทธวิธีที่เป็นรูปธรรมในการใช้กองกำลังเท่านั้น แต่ต้องมียุทธวิธีทางนามธรรม

ซึ่งยุทธวิธีทางนามธรรมนั้นเป็นพลังที่ไม่อาจมองเห็นได้ และมีพลังอำนาจมหาศาล

ที่จะหยุดยั้งศัตรูหรือสยบศัตรูให้พ่ายแพ้ได้อย่างราบคาบ

 

        พลังนามธรรมนี้ต้องสร้างสะสมมาอย่างยาวนานจนก่อเกิดเป็นบารมี ซึ่งพลังนามธรรมนี้

ฝ่ายแม่ทัพไพร่ก็อาจจะเคยมีบ้างเล็กน้อยแต่ก็โดนทำลายด้วยพลังแห่งมารของตัวเองไปแล้ว

 

        ซึ่งฝ่ายอำมาตย์ที่เป็นเป้าหมายทางวาทะกรรมของแม่ทัพไพร่นั้น มีพลังนามธรรม

อันยิ่งใหญ่เป็นบารมีแผ่ไพศาล ครองอยู่ในหัวใจของคนไทยทั้งชาติและผู้คนทั้งโลก

ที่มิมีใครจะเสมอเหมือนได้ แล้วพลังแห่งมารของแม่ทัพไพร่จะบังอาจเข้าต่อกรกระนั้นหรือ

แค่คิดและเริ่มกระทำก็เห็นลางพินาศแล้วสำหรับแม่ทัพไพร่ จึงหายหน้าไม่วิดีโอลิงก์ถึงสามวัน

 

       การศึกครั้งนี้ฝ่ายกองทัพไพร่คงพ่ายแพ้ราบคาบอย่างมิต้องสงสัย เพราะด้วยสุดยอด

ยุทธศาสตร์ล้ำลึกอันเปรียบเสมือนคืนที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั่งขัดสมาธทำสมาธิจิตแน่วแน่สงบนิ่ง

เพื่อต่อสู้กับพญามารอย่างมิหวั่นไหว แต่ภายในสมาธิอันมั่นคงด้วยสตินั้นพระพุทธองค์ใช้พลังสติ

พลังปัญญาตั้งมั่นสืบสวนต่อสู้กับพญามาร จนกาลล่วงไปพญามารจึงพ่ายแพ้ โดยพระพุทธองค์

มิต้องลุกขึ้นมาแตะต่อยกับพญามารแต่ประการใด

 

       จึงขอให้กองเชียร์ทั้งหลายใจเย็นสักนิดเมื่อเห็นนายกอภิสิทธิ์นิ่งเฉยแล้ว

ไม่ได้ดั่งใจแม่ยกพ่อยกทั้งหลายว่าไม่ทำอะไรให้ชัดเจนเด็ดขาดซะที อดทนและ

อดกลั้นครับ เมื่อถึงจังหวะเวลาคงจะได้เห็นอะไรดีๆจากนายกฯคนนี้อย่างแน่นอน

 

 

ขอบคุณภาพจาก ASTVผู้จัดการ

 

หงส์ดรุณ

๒๕ มีนาคม ๒๕๕๓

7 Comments to

“ยุทธศาสตร์บารมีสยบมาร”

  1. May 18th, 2010 at 12:21 pm       toy_onice Says:

    กูเกลียดนายกเหี้ยจิงเห็นแก่ตัว แน่จิงก้อเลือกตั้งสิวะ


  2. March 26th, 2010 at 11:42 pm       athenaz Says:

    เป็นมุมมองที่ทำให้พี่คลายกังวลได้บ้าง

    การสยบ เขาคงทำอะไรเราไมได้มาก
    สิ่งที่คุมไม่ได้คือความรุนแรงจากการสร้างสถาณการณ์
    และเหตุจากการกระทบกรถทั่งกันกับประชาชนที่ไม่เห็นด้วยนะค่ะ (และหมดตวามอดทน)

    ขอบคุณค่ะหงษ์ดรุณ
    :)))


  3. March 26th, 2010 at 12:28 am       นิภา Says:

    เขียนได้ดีมาก เหมือนอย่างที่คิดเลย ขอบคุณ


  4. March 25th, 2010 at 10:25 pm       วิระ Says:

    สันดานเสื้อเเดง คือโง่สิ้นคิดเหมือนเดิม อย่างคห.2 ไง
    เเล้วเสื้อเเดงอ้างเบื้องอะไรหรือ ทำเพื่อใคร ตอบชัดๆเเบบมีกึ๋นหน่อยสิ


  5. March 25th, 2010 at 6:39 pm       hongdarun Says:

    อืม..เห็นภาพความล้มเหลวชัดเจน
    สรุปประเด็นอย่างเฉียบคม..เยี่ยมครับท่านเคนจิ

    ขอบคุณสำหรับการตรวจทานคำผิดครับ


  6. March 25th, 2010 at 6:30 pm       ผ่านมา Says:

    สันดารพธม.ชอบแอบอ้างเบื้องสูง ไม่เคยเปลี่ยนเลย


  7. March 25th, 2010 at 5:22 am       kenjionline Says:

    กึ๋นมันผิดกันครับ
    เปรียบเทียบการสู้ศึกปีนี้กับปีที่แล้วนายกมาร์คกินขาดกว่าเก่าอีกครับ

    ศึกที่แล้วพ่ายหมดรูป แม่ทัพใหญ่ทิ้งทัพ ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธยกใหญ่ว่าไม่เกี่ยวข้อง

    มาคราวนี้กลับมาใหม่ เหมือนอดีตไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ระดมไพร่(พล)มาอีกระลอก

    เขาว่าจะสู้ศึกฝ่ายบุกต้องพร้อมกว่าฝ่ายรับ แถมต้องมีไพร่(พล)มากกว่าอย่างน้อย 3 เท่า แต่เท่าที่จ้างมา รวมถึงกระชากลากฉุดก็มาได้มากที่สุดเท่าที่เห็น ด้านกำลังก็พ่ายแพ้ไปแล้ว

    ยุทธวิธีการศึกก็เละตุ้มเป๊ะ ดูเผินๆ อาจจะเหมือนปรับเปลี่ยนยุทธวิธีมากมายร้อยแปด แต่มองลึกๆ แล้วดูเหมือนเข้าตาจน นึกอะไรได้ ก็หยิบอันนั้นมาใช้ ผลจึงได้ไม่ตรงกับสิ่งที่ลงทุน เหมือนเอาตะหลิวไปตักแกง

    ที่สำคัญคือเป้าหมายไม่ชัดเจน จุดประสงค์ที่แท้จริงอย่างหนึ่ง แต่ตั้งเป้าหมายให้พลพรรคอีกอย่าง สู้เพื่อตัวเองกลับอ้างเพื่อประชาธิปไตย ลวงเป้าหมายแม้กระทั่งฝ่ายตัวเอง ตั้งสโลนแกนต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างไพร่กลับอำมาตย์ แต่แม่ทัพใหญ่กลับชวนพวกไพร่เล่น blackberry อย่างนี้มันไพร่ไฮไซนี่หว่า

    เวลานี้ทหารที่มีอยู่ต่างก็หนีทัพ เกณฑ์มาใหม่ด้วยเงิน ก็อยู่ได้ไม่นาน ไม่มีใจสู้ อากาศก็ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ แม่ทัพนายกองนั่งในเต๊นท์ติดแอร์ แถมนอนในโรงแรม ส่วนพวกไพร่(พล)นอนกลางดินกินกลางถนน เกิดชนชั้นในหมู่ไพร่ อย่างนี้จะชนะได้อย่างไร

    ภาพที่เห็นคือได้แต่ประคองทัพไปวันๆ จัดฉากเดินทัพรอบเมือง จ้างคนมาคอยเชียร์คอยโบกมือ หารู้ไม่คนส่วนใหญ่เอือมระอาเต็มที ได้แต่อดทน ไม่อยากใช้ความรุนแรงตอบโต้

    สรุปได้ว่าการศึกครั้งนี้ พลาดทั้ง กาละฟ้า ชัยภูมิดิน ประชากรหนุน มีแต่รอวันแพ้เท่านั้น

    ป.ล. น่าจะเป็นคำว่า กักขฬะ กับ กอปร ครับ


You must be logged in to post a comment.