I…"HEAR"…TIA

…บันทึกความทรงจำ…ทุกข์…สุข…สนุก…เศร้า…เหงา…เมา…เคล้าน้ำตา…สุราฮาเฮ…

"มานี-ชูใจ ๒๕๕๑"

May10

 

     หมายเหตุ : เรื่องสั้น “มานี-ชูใจ ๒๕๕๑” นี้ มีการนำชื่อตัวละครต่างๆ จากหนังสือแบบเรียนวิชา “ภาษาไทย” ที่ผู้เขียนเคยใช้ศึกษาหาความรู้เมื่อครั้งยังเด็ก มาเป็นตัวละครในยุคปัจจุบัน และเป็นการเล่าเหตุการณ์สมมติสะท้อนสังคมไทยในปัจจุบันขึ้นมาใหม่ มิได้มีเจตนาที่จะบิดเบือนและดัดแปลงเรื่องราวจากของเดิมที่เคยมีมา เพียงแต่ใช้ชื่อตัวละครชื่อเดียวกัน และไม่ได้มีเรื่องราวข้องเกี่ยวกับผลงานต้นฉบับ จึงขออภัยเจ้าของบทประพันธ์ไว้ ณ ที่นี้ หากทำให้เกิดความเสียหายไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม หวังว่าผู้อ่านคงจะมี “วิจารณญาณ” พอที่จะเข้าใจในเจตนาของผู้เขียน ขอขอบพระคุณ 

……………………………………………………………………………………..

 

.

 

     “ลุงคะ ไปโรบินสันรัชดาฯ ไหมคะ” เป็นเสียงของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เพิ่งออกมาจากสถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วดิ่งมายังรถ taxi ที่จอดอยู่บริเวณด้านหน้าสถานี เพื่อที่จะบอกจุดหมายปลายทางที่เธอต้องการจะไป

 

     “ไปครับ” ชายวัยกลางคนที่นั่งทอดอารมณ์อยู่ในรถ taxi กลางเก่ากลางใหม่ตอบตกลง แล้วกุลีกุจอเปิดท้ายรถเพื่อเก็บข้าวของจากสองมือที่หญิงสาวผู้นั้นหอบมาพะรุงพะรัง มีทั้งชะลอมใส่ผลไม้ต่างๆ และลังใส่ของ 2 ใบ ซึ่งจากการคาดคะเน น่าจะมีน้ำหนักที่ค่อนข้างหนักอยู่ไม่ใช่น้อย

 

“น่าจะเป็นของฝากจากบ้านนอก” ชายวัยกลางคนคิดในใจ ขณะกำลังยกของใส่ท้ายรถโดยมีหญิงสาวคอยช่วยอยู่ข้างๆ เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว รถคันนั้นก็ได้ออกเดินทางไปยังจุดหมายที่หญิงสาวต้องการจะไป…..

 

 

     “เข้ากรุงเทพฯ มาทำอะไรหรือหนู” เป็นเสียงเริ่มต้นการสนทนา จากคนขับแท็กซี่ เนื่องจากการจราจรในยามเย็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ ของเมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองฟ้าเมืองอมร” นั้น “รถติด…เป็นเรื่องธรรมชาติ” การพูดคุยกับผู้โดยสารนั้น น่าจะทำให้เกิดบรรยากาศภายในรถดีขึ้น ไม่เป็นการอึดอัดทั้งสองฝ่าย

 

“มาหาเพื่อนค่ะ” เสียงของหญิงสาวที่ด้านหลังคนขับตอบกลับมา

 

“ปิดเทอมแล้ว หนูเรียนจบพอดีด้วย เพื่อนเค้าเลยชวนมาเที่ยวกรุงเทพฯ เราไม่ได้เจอกันนานแล้วล่ะค่ะ” หญิงสาวเริ่มพูดคุยกับคนขับรถมากขึ้น

 

 “อ๋อ แล้วไปทำอะไรที่รัชดาฯ ล่ะหนู” คนขับรถถาม

 

“เพื่อนเค้านัดเจอที่ร้านอะไรนะ แม็ก แม็กอะไรสักอย่างล่ะค่ะ ลุงรู้จักไหมคะ”

 

“แมคโดนัลด์ หรือเปล่าหนู” คนขับรถตอบกลับ

 

“ใช่แล้วค่ะ ลุงช่วยไปส่งหนูหน่อยนะคะ หนูเพิ่งเคยเข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรก” เป็นเสียงขอร้องของหญิงสาว

 

“หึ หึ ได้ ได้ เรามันคนบ้านนอกเหมือนกันหนูเอ้ย ” คนขับรถรับคำ

 

     เมื่อมาถึงที่นัดหมาย คุณลุงคนขับก็ช่วยขนของลงจากท้ายรถและบอกสถานที่ให้แก่หญิงสาวว่า “แมคโดนัลด์” อยู่ที่ไหน หญิงสาวกล่าวขอบคุณ และหอบข้าวหอบของไปยังสถานที่ที่คุณลุงบอกเป็นร้านอาหารที่แปลกตาสำหรับเธอ กว้างใหญ่ ผู้คนจอแจ แต่งกายแปลกๆ ไม่เหมือนร้านอาโก ประจำหมู่บ้านของเธอเลย แม้แต่สักนิดเดียว เมื่อเธอเดินเข้ามาภายในร้าน แทบจะทุกสายตาในร้านจ้องมองมาที่เธอ เธอเดินงกๆ เงิ่นๆ อยู่สักพัก ก็มีมือมาสัมผัสที่ไหล่เธอเบาๆ

 

 “…ชูใจ ใช่ ชูใจ หรือเปล่าเค๊อะ คริ คริ อิ อิ หุ หุ…”

 

     เธอหันกลับไป พบกับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ หน้าตาคุ้นมาก แต่…เส้นผมของเธอ ช่างเหมือนกับสายไหมสี ที่ใช้ใส่โรตีเหลือเกิน มีทั้งสีทอง สีชมพู สีเขียวสด และใส่เสื้อที่ดูแล้วอึดอัดอกอึดอัดใจ เหมือนกับว่าเลือกซื้อเสื้อมาผิดขนาด กระโปรงไม่ต้องพูดถึง จากการคาดคะเนด้วยสายตา ความยาวของกระโปรงไม่น่าจะเกิน 2 คืบ และมีการแต่งหน้าแต่งตาคล้ายคลึงกับนางเอกงิ้วที่เคยมาแสดงที่ศาลเจ้าประจำหมู่บ้านเธอเลยทีเดียว เมื่อเธอเพ่งมองดูสักพัก แล้วอุทานออกมาว่า

 

“มานี…ใช่ มานีหรือเปล่าจ๊ะ”

 

“ตายแล้ว…ชูลี่ ทำไมตัวเองเรียกเค้าอย่างนี้เนี่ย ไม่เอานะเค๊อะ เค้าเปลี่ยนชื่อเป็น “มินนี่” แล้วนะ ห้ามเรียก มานี นะ คริ คริ หุ หุ อิ อิ…” หญิงสาวตอบกลับชูใจ พร้อมทำหน้าตาที่ชูใจไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นทำแก้มป้อง ขมวดคิ้ว แลบลิ้น และเหลือกตา พร้อมกับส่ายหัวไปมาเวลาพูดคุยกับเธอ นี่ยังไม่รวมสำเนียง “คริ คริ อิ อิ หุ หุ” ที่เธอไม่เข้าใจว่ามันแปลว่าอะไร

 

“จ๊ะ จ๊ะ มานี เอ้ย มินนี่” ชูใจรับคำ

 

 “ไปนั่งที่โต๊ะโน้นก่อนนะเค๊อะ เด๋วเค้าไปหาดริ๊งมาให้ดื่ม แล้วดูสิเนี่ย ตัวเอ๊ง หอบของอะไรกันมายะเธอ ยังกับย้ายบ้านมานะหล่อน คริ คริ หุ หุ อิ อิ”

 

“ของฝากจากทางบ้านน่ะจ้ะ ทางโน้นเขาให้ฉันเอามาฝากเธอ ฝากปิติ พี่มานะ แล้วก็พี่วีระ ด้วยน่ะ”  ชูใจตอบ

 

“ตายแย้ว เค้าลืมบอกนะเค๊อะ ตาปิติน่ะ เค้าเปลี่ยนชื่อเป็น “ปีเตอร์” แล้วนะยะหล่อน ส่วนเจ๊ เอ๊ย พี่มานะน่ะ เค้าชื่อ “แมนนี่” พี่วีระก็เป็น “วิลลี่” ห้ามเรียกชื่อเก่านะเค๊อะ คริ คริ หุ หุ อิ อิ” มานีพูดกับ  ชูใจพร้อมกับนำเครื่องดื่มมาให้เธอที่โต๊ะ

 

 “แล้วพวกเขาจะมาเมื่อไหร่ เหรอจ๊ะ มินนี่” คราวนี้ชูใจเรียกชื่อเธอไม่ผิด

 

“เด๋วก็มามั้งเค๊อะ หุ หุ ชูลี่มาถ่ายรูปกับเค้าเป็นที่ระลึกดีก่า นะ นะ อิ อิ คริ คริ” แล้วมานีก็หยิบวัสดุสี่เหลี่ยมคล้ายโทรศัพท์ แต่ดูไปดูมาก็คล้ายกล้องถ่ายรูป แล้วเบียดเข้ามานั่งใกล้ๆ ตัวเธอ ระหว่างที่ถ่ายรูปกันอยู่ ชูใจได้สังเกตเห็นตอนที่มานีเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างถ่ายรูปนั้น มานีไม่ได้ใส่ “กางเกงใน” เธอจึงรีบกระซิบบอกกับเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธอว่า

 

“มินนี่จ๊ะ เธอลืมใส่กางเกงในหรือเปล่าจ๊ะ”

 

“ต๊าย ตาย เชยจังเยย ชูลี่ เนี่ย ไม่ทันสะหมอ… เอ๊ย ทันสะหมัยเยยนะยะ ตอนนี้ เค้า อินเทรนด์ นะเค๊อะ หล่อน หุ หุ เด๋วว่างๆ เค้าจะไปทำสี ให้ แมทช์ กับ ผมเข้าอยู่เนี่ยตัว อิ อิ คริ คริ” มานีตอบกลับ ชูใจ พร้อมกับตั้งใจทำท่าทางประหลาดๆ กับเจ้ากล้องถ่ายรูปต่อไป

 

 

     “ว่าไง…ทรงผมใหม่ จี๊ดมั๊ย เจ๊มินนี่…อ๊ากซ์ พาสาวไหนมาด้วยเนี่ย ว่างัยน้องสาวววว” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นมา ระหว่างที่เธอนั่งมองดูพฤติกรรมของมานีอยู่เงียบๆ ชูใจหันไปมอง หน้าตาเหมือนคนคุ้นเคย แต่แตกต่างที่ทรงผมที่ดูเหมือนกับ ถูกหนูแทะเป็นหย่อมๆ และสีสันก็ไม่แตกต่างกับผมของมานีสักเท่าไหร่ ชูใจสังเกตที่จมูกของชายหนุ่ม ช่างคล้ายกับการ “สนตะพาย” ที่จมูกของเจ้าทุย ในท้องนาของบ้านเธอเสียเหลือเกิน มีการเขียนขอบตา ขอบปากให้เป็นสีดำ ใส่เสื้อเชิ๊ตรัดรูปสีมอซอ สิ่งที่ชูใจสะดุดตาที่สุดนั่นคือ “กางเกง” ของเขา ชูใจอดคิดไม่ได้ว่า ถ้า…วันหนึ่ง ระบบขับถ่ายของร่างกายเขาเกิดการรั่วไหลอย่างฉับพลันขึ้นมา เขาจะมีความสามารถถอดกางเกงได้ทันเวลาไหม???

 

“ชูใจ งัยยะ ตาปีเตอร์ ทำเป็นจำเพื่อนเก่าไม่ได้ แม๋ แม๋ เล่นกัดสีผมเหมือนชั้นเยยนะยะ อินเทรนด์นะตัวเนี่ย คริ คริ หุ หุ อิ อิ”

 

“ปิติ เอ้ย ปีเตอร์ หรือจ๊ะ สบายดีมั๊ย ย่าเค้าฝากของมาฝากเต็มเลยนะ” ชูใจกล่าวพร้อมกับสาละวนค้นหาของที่ย่าของปิติไหว้วานนำมาให้กับหลานชายสุดที่รัก มีทั้ง ปลาแห้ง ผลไม้นานาชนิด ที่ย่าคิดว่าหลานโปรดปรานที่สุด

 

“พอเลย เจ๊ พอเลย ไม่อ็าว อ๊ากซ์ “รีโทรเลี่ยน” ไม่ถือลัง ถือชะลอมกลับอพาร์ทเมนท์ ไม่เอา ยกให้เจ๊เค้าแล้วกัน อ๊ากซ์…”

 

“เค้าก็ม่ายอาวนะเค๊อะ ยกให้ชูลี่หมดเลยนะเค๊อะ หุ หุ” มานีก็ไม่ยอมรับ

 

     ชูใจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนสนิทของเธอ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะกลับไปบอกกับคนที่หมู่บ้านว่าอย่างไร ระหว่างที่เธอกำลังคิดหาคำตอบอยู่นั้น ก็พบกับชายหนุ่ม 2 คนที่เดิน “ควงคู่” กันมาจริงๆ และตรงมาที่โต๊ะเธอ

 

“ว่ายังไงยะยัยมินนี่ หล่อนนัดฉันกับวิลลี่มาเนี่ย ทำไมยะ” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น สำเนียงค่อนข้างกระเดียดไปทางตุ้งติ้งเสียมากกว่า

 

“หุ หุ คริ คริ ใจเย็นเจ๊แมนนี่ ดูสิใครมา” เสียงมานีเย้าแหยพี่ชายหัวใจสาวของเธอ

 

“ต๊าย ตาย พระเจ้าช่วย…กล้วยทอด ชูใจ ไปไงมาไงจ๊ะหล่อน”

 

“มาเยี่ยม มินนี่ กับพวกพี่ๆ แหละค่ะ” ชูใจตอบ

 

“ย๊ากซ์ แล้วเจ๊ไปไหนมา บอกเด็กเรโทร ได้มั๊ย” เสียงปิติแทรกมา

 

“นัดวิลลี่เค้าดูหนังย่ะหล่อน ดูเสร็จฉันก็รีบสะบัดตูดมาเนี่ยล่ะ” พี่มานะพูดพร้อมกับส่งสายตามองไปทาง พี่วีระอย่างหวานซึ้งอยู่เป็นระยะๆ

 

“ดูหนังไรมาเจ๊ อย่าบอกว่าดู หนังไทย นะ เด็กเรโทรเลี่ยน รับไม่ได้ ย๊ากซ์” ปิติพูดพร้อมทั้งทำท่าทางสะอิดสะเอียนหนังไทยสุดๆ ทั้งๆ ที่ตอนเด็กๆ นั้นปิติชอบหนีไปดูหนังกลางแปลงที่คนขายยานำมาฉายที่ท้ายหมู่บ้านอย่างเป็นที่สุด

 

“หนังไทยย่ะ ทำไม ดูไม่ได้หรือยังไงยะ” มานะตอบพร้อมทำท่าปะหลับปะเหลือก

 

“ดูเรื่องอะไร มาเค๊อะ หุ หุ” เสียงมานีถามสองชายหนุ่ม หันมามองหน้ากันอย่างสุดซึ้ง แล้วตอบคำถามแทบจะพร้อมกันว่า

 

“…เพื่อน…กูรักมึงว่ะ…” แล้วโน้มตัวเข้าหากันจนแทบจะปากชนปาก

 

“พอ เจ๊ พอ เด็กเรโทร จาอ๊วก แหวะ ย๊ากซ์ ” ปิติปรามให้สองชายตื่นจากภวังค์

 

     หลังจากสนทนากันได้สักพัก พี่มานะกับพี่วีระก็ขอตัวไปฟิตเนสแถวสีลมต่อ ส่วนปิติก็ได้บอกกับ ชูใจและมานีว่า

 

 “เจ๊ เด๋ว เด็กเรโทร ขอตัวไปลองรถก่อนน่ะเจ๊ วันนี้วันศุกร์ สก๊อยเพียบ เพ่งโมมาใหม่ ต้องไปร่อนรถหาสาวสักหน่อย ย๊ากซ์”

 

“ต๊าย ครั้งที่แล้วก็แพ้เค้ามา เสียทั้งรถ ทั้งสก๊อยม่ายช่ายเหยอ คริ คริ แล้วปายหารถใหม่จากไหนเค๊อะ หุ หุ” มานีถาม

 

“แซงค์มาใหม่ ม่ายเห็นยากเลยเจ๊ แถวตลาดนัดรถที่จอดๆ ของเราทั้งนั้น เลือกเอาเลย ย๊ากซ์ วิชาเราเยอะ” ปิติตอบพร้อมทำหน้าเจ้าเล่ห์

 

“ต๊าย จะไปไหนก็ไปเถอะ เค้าไม่ไปหรอก นัดป๋าไว้ที่ อา ซี เอ ชูใจละไปมั๊ยเค๊อะ เดี๋ยวไปนอนค้างที่คอนโดเค้า พรุ่งนี้ค่อยกลับ สบ๊าย สบาย หุ หุ อิ อิ” มานีถามชูใจ

 

“ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ เดี๋ยวเรากลับรถไฟได้ ถึงหมู่บ้านก็เช้าพอดี เกรงใจน่ะ” ชูใจตอบมานี ทั้งที่จริงแล้วชูใจอยากจะมานอนค้างกับมานีเพื่อนที่สนิทที่สุด อยากจะคุยด้วยกันทั้งคืน ถามสารทุกข์สุขดิบ แต่ตอนนี้ มานี ได้กลายเป็น มินนี่ ที่เธอไม่เคยรู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงไปแล้ว

 

“เค้าตามใจตัวเองแย้วกาน เอาของฝากกลับไปด้วยนะเค๊อะ เค้ายกให้ คริ คริ” มานีตอบชูใจ พร้อมกับต่อโทรศัพท์หาใครบางคน “อะโห อะโห โย๋ ป๋า เรอะเค๊อะ….”

 

     ส่วนปิติก็จากไปก่อนหน้านั้น พร้อมกับเสียงแผดร้องของท่อรถมอเตอร์ไซด์ของเขาที่คำรามดังก้อง แข่งกับเสียงชื่นชมไปถึงบรรพบุรุษของปิติ ที่ออกมาจากปากคนในละแวกนั้น……

 

 

     ระหว่างที่ชูใจนั่งรถไฟกลับหมู่บ้าน เธอหวนคิดถึงอดีต

 

 ………………..

 

………………..

 

     ถ้า…มานี ไม่ตามพี่มานะกับพี่วีระ มาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แล้วเรียนที่มหาวิทยาลัยประจำจังหวัด ป่านนี้เราสองคนคงจะเรียนจบพร้อมๆ กัน และมานีคงไม่เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ เราสองคนยังคงไปเที่ยวที่ นาอา ไม่ใช่ “อาร์ ซี เอ” และพากันไปดูปู ดูงู ในนา ไม่ใช่ ไปเจอ งู ที่อยู่บนหัวบรรดาเสี่ยกระเป๋าหนักที่มานีพร้อมจะพาพวกนั้น ไปดู “รู” มานี กันสองต่อสอง ที่คอนโดของเธอ

 

     ถ้า…ปิติ ไม่คิดมาศึกษาวิชาช่างยนต์ที่กรุงเทพ เพื่อไปเปิดอู่ซ่อมรถประจำหมู่บ้าน ปิติก็ยังคงเป็นหลานชายผู้น่ารักของย่า ที่ชอบกินปลานิลตากแห้งฝีมือย่าอยู่เสมอ แล้วก็คง ขี่ เจ้าแก่ ไปตามทุ่งนา ทักทายผู้คนในหมู่บ้านอย่างเป็นกันเอง ไม่ใช่ ปิติ ที่ขี่เครื่องยนต์เนื้อหุ้มเหล็ก สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนบนท้องถนนเมืองกรุง และมีเสียงสาปแช่งไปถึงบรรพบุรุษของตัวปิติเอง

 

     ส่วน…พี่มานะกับพี่วีระ ถ้าไม่มาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ไม่รับวัฒนธรรมแปลกๆ ก็ยังคงรักษามิตรภาพในความเป็นเพื่อน เหมือนเมื่อสมัยเด็ก ไม่ใช่ “มิตรภาพที่เกินเลย” ที่ออกตามหน้าจอทีวี อย่างที่เห็นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

 

     ชูใจตั้งใจว่า…ตราบใด ที่เธอยังเห็น “สีเทา” เป็นแมวที่น่ารักกว่า “แมวสีชมพู หัวโต ไม่มีปาก”

เธอจะไม่มีทางหลงไปกับวัฒนธรรมประหลาดๆ ของเมืองหลวง และไม่คิดมาศึกษา หาความศิวิไลซ์ อะไรเพิ่มเติมจากที่นี อย่างเด็ดขาด

 

     “ลาก่อน…มานี…ลาก่อน…ปิติ ลาก่อน…พี่มานะ…ลาก่อน…พี่วีระ” เป็นเสียงละเมอของหญิงสาวคนหนึ่ง…เมื่อยามใกล้รุ่ง บนรถไฟขบวนหนึ่ง ที่กำลังแล่นกลับสู่มาตุภูมิของเธอ

 

………………..

 

………………..

 

…………………

 

………………….

 

…………………..

 

 

(ปัจฉิมลิขิต : ขอบคุณท่านผู้คิดแบบเรียน มานี ชูใจ ที่อบร่มบ่มนิสัยของผมเมื่อตอนเป็นเด็ก) 

 

 

96 Comments to

“"มานี-ชูใจ ๒๕๕๑"”

  1. October 7th, 2009 at 8:31 am       พิมพ์สุภัค จันทร์โอกุล Says:

    ขอบคุณที่ยังเก็บสิ่งดี ๆ ไว้ เหมือนกับว่าได้ย้อนหลังกลับไปมองดูตัวเองที่ได้ดีมีความรู้กับหลักสูตรนี้ ตอนนี้เป็นครูค่ะ ก็อยากได้บทเรียนนี้นำมาสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ออทิสติก และสติปัญญา ขอความกรุณาติดต่อกลับมาที่ นางสาวพิมพ์สุภัค จันทร์โอกุล 44 หมู่ 1 ต. ท่าระหัด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 72000 ขอบพระคุณมากค่ะ


  2. May 12th, 2008 at 6:34 pm       Lu Says:

    ตามความจริง เราเองก็ไม่ใช่คนที่ดีเลิศอะไรหรอก(แทบจะเหลวแหลกเสียด้วยซ้ำ) ไม่สามารถที่จะไปสั่งสอนเด็กๆได้หรอก

    โดยมาก เด็กในตอนนี้ถูกผู้ใหญ่ละทิ้งซึ่งการดูแลและสั่งสอน มันทำให้เป็นแบบนี้
    ถ้าไม่มีใครไปช่วยแนะให้ สุดท้ายแล้วปัญหามันก็เกิดขึ้นมาซ้ำซาก

    ก็พอๆกับผู้ใหญ่บางคน ที่มัวแต่ไปเรียกร้องสิทธิ์ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องโดยหวังว่าจะทำให้ตนเองมีชื่อเสียงขึ้นมาเฮ้อ น่ารำคาญ
    *หมายถึง เจ๊ระเบียบรัตน์ นะ ไม่ใช่คนอื่น
    บางคนก็มัวแต่ไปโทษคนอื่น แต่ลืมไปว่าตนเองนั่นแหละที่ผิด (อันนี้เอาไว้ด่าคนอื่นกับด่าตนเองด้วย) โดยเฉพาะพ่อ-แม่บางคน ชอบไปโทษโน่นโทษนี่ โทษสื่อว่าผิด แต่จริงๆแล้วต้องโทษตนเองบ้าง

    พูดไปเดี๋ยวจะนอกเรื่อง ยังไงแล้วขอตัดบทพูดดีกว่า


  3. May 12th, 2008 at 6:05 pm       Lu Says:

    ขอนำข้อความขออภัยของคุณในลงบอร์ดcartoon (ที่ได้ไปโพสในนั้น)ด้วยล่ะกัน
    เพื่อสื่อถึงเจตนาที่ดีของคุณ ก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้(ในบอร์ดนั้น)

    ต้องขออภัยที่นำข้อความของคุณไปเผยแพร่ด้วย มา ณ ที่นี้


  4. May 12th, 2008 at 5:55 pm       iheartia Says:

    ผมได้ทำตามที่คุณ LU ตักเตือนแล้วนะครับ
    (ในหัวเรื่อง มี “หมายเหตุ” บอกที่มาและที่ไปของเรื่องที่ผมเขียน)

    ปัจฉิมลิขิต : เรื่องจาก “ต้นฉบับ” ของจริงผมได้อ่านมาเรียบร้อยแล้วครับ คงไม่ต้องยืมใครอ่านนะครับ

    ผมหวังว่าให้ “เยาวชนไทย” คิดแบบคุณ LU สักครึ่งหนึ่ง
    ที่ต้องการให้ตัวละครต่างๆกระทำตัวถูกทำนองคลองธรรม
    แบบหนังสือแบบเรียนตามต้นฉบับ ผมคงไม่ต้องมานั่งเขียนเรื่องที่เกิด “ปัญหา” แบบนี้
    และสังคมไทยคงไม่ “วิบัติ” และโดน “ย่ำยี” ไปกว่านี้หรอกนะครับ

    ผมหวังอย่างนั้นจริงๆ นะ ขอบพระคุณครับ


  5. May 12th, 2008 at 5:20 pm       Lu Says:

    ถ้าจะเขียนอะไรก็ขอให้มันมีข้อมูลบ้าง ไม่ใช่สักแต่จะมั่วเอาๆแบบนี้

    “ทางที่ดี ควรจะแต่งฟิคเรื่องนี้ใหม่เสีย ถ้าพาดพิงก็ควรให้เกียรติเจ้าของบทประพันธ์ ไม่ใช่เอามาแล้วกลับไม่ให้เครดิต”

    หนังสือ\”ทางช้างเผือก\”ก็มีขายก็กรุณาหัดไปซื้มาอ่านบ้าง(หรือไม่มีก็ไปยืมเอา) แล้วรู้ไว้ซะว่าตอนจบของมานี มานะ เป็นอย่างไรไม่ใช่มามั่วเอาแบบนี้

    ถ้าไม่มีการแก้ใขในเนื้หาฟิคล่ะก็ มันจะกล่าวเป็นเรื่องราวใหญ่โตมากกว่าที่คุณคิดเสียอีก

    *******
    เนื้อหาที่ควรแก้
    – ปิติ ไม่ใช่ ปีเตอร์ และ ปีเตอร์ เป็นสามีของชูใจ (ในเนื้อหาตอนจบของแท้กล่าวถึง หัดไปดูซะบ้าง)
    – วีระ เป็นคนขี้เมาเพราะได้เมียแย่
    – ถ้าชูใจ ไปหาเพื่อนที่อาร์ซีเอ ไม่นั่งรถไฟใต้ดิน จะประหยัดกว่าหรือ
    – ควรกล่าวขอโทษเจ้าของบทประพันธ์บนหัวเรื่อง (ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่และตัวหนา -ถ้ามี- )เพื่อแสดงความเคารพต่อเจ้าของบท

    แค่นี้คงพอ และหวังว่าคุณจะไม่ทำให้มานี มานะ ต้องวิบัติไปกว่านี้เฉกเช่นที่เพลงมิโยโกะ ของ แนท วาสนา เคยทำให้มานี มานะ โดนย่ำยี มาแล้ว


  6. May 12th, 2008 at 4:43 pm       iheartia Says:

    ผมรู้สึก “ตื่นเต้น” และ “ตกใจ” เป็นอย่างมากครับ
    เมื่อกลับเข้ามายัง “บล๊อค” นี้อีกครั้งในวันแรกของการทำงาน
    และได้พบกับ “คอมเมนท์” ที่มีจำนวน “มาก” กว่าที่คาดหวังไว้
    ทั้งๆ ที่วันที่ผมโพสต์ (วันเสาร์ที่ผ่านมา) ก่อนกลับบ้านนั้น
    ยังไม่มีคอมเมนท์หลุดมาเลยสักหนึ่งข้อความ (ก่อน 21.00 น.)

    สำหรับเรื่อง “มานี-ชูใจ ๒๕๕๑” ที่ผมได้เขียนขึ้นมานั้น
    ผมเพียงแค่ต้องการที่จะ “สื่อ” ให้เห็นถึง “มุมมอง” ของผมที่มีต่อ
    “วัฒนธรรมไทย” ที่กำลังจะเลือนหายไปในความคิดของ “เด็กรุ่นใหม่”
    โดยใช้ตัวละครจาก “หนังสือแบบเรียน” ที่ผมผูกพันมาตั้งแต่สมัยเด็ก
    มาดำเนินเรื่องในแบบฉบับที่แตกต่างจากมุมมองชาวบ้าน ซึ่งอาจจะเป็น
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในยุคนี้ สมัยนี้ ได้ทุกที่ ทุกเวลา ของบ้านเมืองเรา
    โดยผมไม่คิดเลยว่าชื่อ “ตัวละคร” ที่ผมเขียนได้ไปทำร้ายความรู้สึกของ
    บุคคลที่มีความรู้สึกดีๆ กับตัวละครจาก “หนังสือแบบเรียน” ในดวงใจ

    ผมหวังว่าหากได้อ่านในปัจฉิมลิขิตท้ายเรื่อง ทุกท่านอาจจะพอเข้าใจ
    ได้บ้างว่าผมต้องการ “สื่อ” ให้เห็นอะไรในเรื่องนี้ ทำไม…? แบบเรียนดีๆ
    ที่เป็นเหมือนเพื่อนร่วมรุ่นของเด็กทุกๆ คนในยุคนั้นถึงได้ “เลือนหายไป”
    เหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำ สำหรับคนรุ่นเก่าอย่างเราๆ เท่านั้นเอง

    ผมต้องขออภัยและยอมรับผิดในทุกกรณี หากงานเขียนของผมไม่เหมาะสม
    ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา หรือชื่อตัวละคร แต่ผมอยากให้มองถึง “ความหมาย”
    ที่ผมพยายามที่จะ”บอกเล่า” ความเป็นไปอะไรในสังคมยุคปัจจุบันมากกว่า
    ที่จะมา “ตัดสิน” ว่าผม “ผิด” และ “เลวร้าย” หรือ “ไร้ซึ่งรอยหยักในสมอง”
    ซึ่งผมขอน้อมรับในคำว่ากล่าว ตักเตือนทุกคำ เพื่อนำไปแก้ไขและปรับปรุงต่อไป

    แต่…ผมก็ยังคงเขียนเรื่องราวใน “มุมมองที่ไม่เหมือนชาวบ้าน” ทำนองนี้ต่อไป
    จนกว่าจะ “ไม่มีคนสนใจ” เรื่องของผมแหละครับ และถึง”ไม่มีคนสนใจ”
    ผมก็จะ “เขียน” ต่อไป ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านอีกครั้งนะครับ

    คำขอบคุณ จากใจจริง

    I…”HEAR”…TIA

    ปัจฉิมลิขิต : ชื่อผมในเครื่องหมายคำพูด คงบอกได้นะครับว่า
    “ดุ ด่า ว่า กล่าว” ผมมาได้เลยครับ ผมรับได้ทุกกรณี


  7. May 12th, 2008 at 4:14 pm       pijika Says:

    อ่านค่ะ


  8. May 12th, 2008 at 4:08 pm       rinn Says:

    ค่านิยมในสังคมเราเปลี่ยนไปเยอะเจง ๆ…


  9. May 12th, 2008 at 2:45 pm       apooh Says:

    โย่
    ฟามเปี่ยนแปง
    ..


  10. May 12th, 2008 at 11:45 am       007 Says:

    โรบินสันรัชดาน่ะ จากหัวลำโพง มี MRT รถใต้ดิน

    ไปนั่งแท็กซี่ให้เปลืองตังค์ ฝ่ารถติดทำไม

    คนเขียนนั่งรถใต้ดินบ้างป่ะ


  11. May 12th, 2008 at 11:44 am       Onn Says:

    เป็นรุ่นเกือบสุดท้ายที่ได้เรียน ประทับใจเรื่องนี้มาก เราเป็นเด็กบ้านนอกนะ มีโอกาสไปศึกษาต่อที่กรุงเทพ และเรียนจนจบมหาวิทยาลัย แต่เรายังคงยึดสิ่งดี ๆ ที่มีในวัยเด็ก และความเป็นมานีมานะ ปิติ วีระ ชูใจ ตอนนี้พึ่งนึกออกว่า เป็นคนอย่างทุกวันนี้ได้ยังไง ส่วนหนึ่งที่สำคัญมากคือบทเรียนชุดนี้ เป็นสิ่งที่ซึฒซับเข้าสู่กระแสเลือดของเรา จิตใจของเรา จน ไม่สามารถลืมความดีที่ทุกคนในบทเรียนนี้ทำได้ ถึงแม้ตอนนี้ความทรงจำจะเลือนลางมาก จำได้น้อยกว่าลืม แต่สิ่งนึงที่หล่อหลอม และถือเป็นยอดของการเรียนรู้จากหนังสือเรียนชุดนี้คือ การเป็นคนดี จริงนะ


  12. May 12th, 2008 at 11:19 am       abu Says:

    谢谢 我看得很开心


  13. May 12th, 2008 at 11:04 am       bever Says:

    ผมอ่านหนังสือได้ เขียนได้ ก็เพราะหนังสือเล่มนี้แหละ

    “มานี – ชูใจ” เสียดายหนังสือ ไม่ได้เก็บไว้เลย ไห้รุ่นน้องๆ หมดแล้ว คงจะหาซื้อยากแล้ว เป็นหนังสือที่บอกได้เลยว่า สุดยอดจริงๆ อยากเจอคนแต่งจัง


  14. May 12th, 2008 at 10:57 am       bap_newtown Says:

    อ่านแล้วรู้สึกได้ ว่าผู้เขียนคงอยากสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนไปของสังคม ที่เปลี่ยนไปจนบางทีคนเราก็ไม่ทันได้สังเกตุ ว่าคนรุ่นก่อนๆในอดีต สอนอะไรแล้ววัยรุ่นปัจจุบัน เป็นกันอย่างไร


  15. May 12th, 2008 at 10:44 am       ป๋อง Says:

    อ่านแล้วน้ำตาซึมอ่ะ คิดถึงสมัยเด็กๆจัง…ดูรูปแล้วมีความสุขอ่ะ ตอนนี้อายุ 31 แล้ว


  16. May 12th, 2008 at 10:28 am       panaz Says:

    1.ครูคนสวยของเรื่องนี้ชื่อ.. (ครูไพลิน)
    2.ครูคนสวยแต่งงานกับใคร (เกษตรอำเภอ)
    3.ครูคนสวยกับกับแฟนหนุ่มที่ไหน (ไม่เข้าใจคำถาม แต่น่าจะถามว่าพบกับแฟนหนุ่มที่ไหน น่าจะพบกันที่งานไหนซักแห่งประมาณว่าช่วยเหลืองานอะไรซักอย่าง)
    4.แฟนครูคนสวยทำงานอะไร (รับราชการ)
    5.ครอบครัวใครเผาถ่านขาย (เพชร)
    6.ใครเป็นคนที่ฝันว่า มานะ ปิติ วีระ เป็นนักรบสมัยบ้านบางระจันต่อสู้ร่วมกับนายจันหนวดเขี้ยว (มานีมั้ง)
    7.บ้านจันทรทำอะไรขาย (เครื่องจักสาน)
    8.ใครทำงานเสริมโดยล้างชามก๋วยเตี๋ยว (เพชร)
    9.วันที่ลุงวีระพาเด็กๆไปเที่ยวที่ประจวบ ลุงวีระเล่าเรื่องอะไรให้เด็กฟัง(นิทานพื้นบ้าน แต่จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร)


  17. May 12th, 2008 at 9:59 am       phet Says:

    ใครอยาก อ่านของจริงทุกหน้าไปที่เว็บนี้คับ
    เจอโดยบังเอินครับ ดีมากๆ
    http://www.horhook.com/ebook/thai2521.htm


  18. May 12th, 2008 at 9:28 am       conqueror Says:

    ได้อ่านของน้องค่ะ
    จำได้ว่าพอน้องไปรับหนังสือมา
    เราจะต้องอ่านก่อน
    ชอบมากค่ะ


  19. May 12th, 2008 at 7:45 am       คห 33 เจ้าเก่า Says:

    ถึงคนที่ตอบคำถาม ขอบคุณครับ ก็มีตอบถูกหลายข้อนะครับ บางข้อผมนึกแล้วว่าคุณนึกไม่ออก ไว้จะมาเฉลยทีหลังนะครับ


  20. May 12th, 2008 at 7:25 am       Old memory Says:

    อ่านแล้วถ้าวางใจให้เป็นอุเบกขาสักหน่อย เข้าใจว่าเจ้าของบล็อกคงตั้งใจจะแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อสะท้อน(และเสียดสี)ภาพสังคมวัยรุ่นในปัจจุบัน มากกว่าคิดที่จะทำลายหรือล้อเล่นเอาสนุกกับตัวละครที่น่ารักเหล่านี้ในแบบเรียนวัยเด็กของพวกเรากันหรอกค่ะ..อ่านแล้วนึกถึงเพื่อนสาวเราคนหนึ่งที่ไปเรียนและตอนนี้ทำงานที่กรุงเทพฯ บุคคลิกนี่ช่างถอดแบบมาจากมานี ปี 51 เสียจริงๆ กับเสียงหัวเราะ อุ อุ คริ คริ และคำแปลกๆอีกมากมายที่เธอชอบใช้ใน msn chat (ทั้งๆที่อายุจะสามสิบอยู่แล้ว)อ่านแล้วพาลให้ปวดตับ เวียนหัวอยู่เรื่อยๆ .. คิดแล้วก็อยากให้เจ้าหลานชายตัวเล็กได้อ่านแบบเรียนนี้บ้าง ไม่รู้สมัยนี้จะไปหาได้จากที่ไหน


  21. May 12th, 2008 at 5:29 am       xx Says:

    อ๋อ ตอบ คห.33

    1.ครูคนสวยของเรื่องนี้ชื่อ.. -ครูไพลิน
    2.ครูคนสวยแต่งงานกับใคร -เกษตรอำเภอ
    3.ครูคนสวยกับกับแฟนหนุ่มที่ไหน -จำไม่ได้ครับ
    4.แฟนครูคนสวยทำงานอะไร -ก็ทำการเกษตรอำเภอไงครับ
    5.ครอบครัวใครเผาถ่านขาย -เพชร
    6.ใครเป็นคนที่ฝันว่า มานะ ปิติ วีระ เป็นนักรบสมัยบ้านบางระจันต่อสู้ร่วมกับนายจันหนวดเขี้ยว -อันนี้จำไม่ได้แล้วครับ แต่พอเอ่ยขึ้นมาก็คุ้น ๆ
    7.บ้านจันทรทำอะไรขาย -จำไม่ได้อีกเช่นกัน
    8.ใครทำงานเสริมโดยล้างชามก๋วยเตี๋ยว -เหมือนข้อ 7.

    9.วันที่ลุงวีระพาเด็กๆไปเที่ยวที่ประจวบ -ลุงวีระเล่าเรื่องอะไรให้เด็กฟัง นิทานพื้นบ้านประจวบฯครับ จำได้ว่าตอนนี้เป็นคำกลอนทั้งตอน จำได้ถึงตอนนึงว่า “ถึงประจวบคีรีขันธ์ตะวันบ่าย พบน้องชายป้าสะใภ้ใจดีแสน ได้พักบ้านหลังใหญ่ไม่ขาดแคลน สุขสบายเหมือนแม้นอยู่บ้านตน…”


  22. May 12th, 2008 at 5:23 am       xx Says:

    หลายคนถามว่า เด็ก ๆ เหล่านี้เขาอยู่ที่จังหวัดไหน

    ตอบว่า อยุธยาครับ ทำไมอยุธยา ผมจำได้ว่ามีบทนึง (ไม่รู้แล้วว่าของ ป. ไหน) เคยมีกล่าวถึงไว้สั้น ๆ

    พ่อของมามีและมานะชื่ออะไร ชื่อ กล้าครับ เหตุผลก็แบบเดียวกับข้างต้น

    ผมอายุปีนี้ 28 ครับ จะครบก็ปลายเดือนนี้แล้ว

    ปล.ไว้อาลัยให้กับคนที่ไม่เข้าใจโลกและไร้ซึ่งอารมณ์ขันครับ


  23. May 12th, 2008 at 3:46 am       ชอบคะ Says:

    เข้าใจว่าคนเขียนสื่อถึงอะำไร…ไม่ว่ากันคะ


  24. May 12th, 2008 at 1:39 am       กานา Says:

    กรุงเทพไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนครับ แต่คนต่างหากที่เปลี่ยนตามกรุงเทพ ถ้าตัวละครทุกตัวมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนยึดถือ และมั่นคงในใจของตัว เรื่องที่ว่าก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาหรอกครับ เหมือนอย่างชูใจ

    สังคมเมืองอาจจะมีแง่ร้ายอย่างที่ว่า แต่มันก็มีแง่ดีในส่วนที่ให้เสรีภาพแก่ทุกคนที่กล้ายึดมั่นในตัวเองมากกว่าโดนกลืนไปในกระแส และให้โอกาสคนได้เลือกทำสิ่งที่ตนอยากทำมากกว่ามาถูกบอกให้ทำและให้เชื่อในสิ่งที่คนอื่นเห็นแล้วว่าดี

    ทุกอย่างมีข้อเสียก็ต้องมีข้อดีครับ มีข้อดีก็ต้องมีเวียครับ


  25. May 12th, 2008 at 12:51 am       เอก Says:

    ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆ และตัวละครที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับเด็กไทย เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วกันนะครับ


  26. May 12th, 2008 at 12:50 am       ลิง Says:

    มันมีรถใต้ดินจากหัวลำโพงมาโรบันสันรัชดา
    ไปขึ้นแท๊กซี่ให้รถติดทำมาย ..


  27. May 12th, 2008 at 12:09 am       panchos Says:

    # 33 ขอตอบดังนี้ (ที่จำไม่ได้ขอเว้นไว้ อาจมีผิดบ้าง)
    1. ครูไพลิน
    2. ???
    3. ???
    4. เกษตรอำเภอ
    5. เพชร
    ุ6. ปิติ
    7. ขนมใส่ไส้
    8. วีระ
    9. ???
    ผม 35 แล้วนะ คริ คริ หุ หุ อิ อิ


  28. May 11th, 2008 at 11:12 pm       loveleklek Says:

    ไม่ชอบให้แต่งแบบนี้เลย เพราะตัวละครทุกคนถือว่าเป็นต้นแบบของเด็กๆ ในยุคก่อน อยากให้เก็บความทรงจำดีๆ ไว้แบบนั้นมากกว่า มันเป็นความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ ที่ไม่อยากให้เอามาทำปู้ยี้ปู้ยำแบบนี้เลย… เสียความรู้สึก


  29. May 11th, 2008 at 10:48 pm       อีสโรชา Says:

    “คนสื่อเดอะเนชั่น” บอกว่า นสพ.ผู้จัดการ+ASTV เป็นสื่อที่ไร้ความรับผิดชอบ…ชาวเวปเห็นว่าอย่างไร!!!!
    ….”ไม่แน่ใจว่าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการต้องการสถาบันฯ จริงๆ หรือเปล่า จะเล่นกับทักษิณ ถ้าเก่งจริงก็ควรเล่นกันตัวต่อตัว อย่าดึงข้างบนมาเล่น” สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พูดตอนนึงในงานเสวนาวิชาการเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน กับความคิดเห็นที่แตกต่าง’ โดย สถาบันสันติประชาธรรม เมื่อ 2 พ.ค.51 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

    ….ขณะนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ….บอกบนเวทีเดียวกันในตอนนึงว่า สื่อกระแสหลักจำนวนมากในไทยเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขามิเพียงละเลยหน้าที่ที่จะเป็นเวทีเปิดของความเห็นต่างให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนโต้เถียงอย่างสันติ มิหนำซ้ำ ยังนิ่งดูดายกับการที่สื่อเครือข่ายพันธมิตรฯ พยายามเรียกร้องให้มีการกดทับ ปราบปราม หรือทำร้าย

    ……..ต้องขอออกตัวว่าที่มาพูดที่นี่ไม่ได้มาในนามหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น แม้ว่าผมจะทำงานอยู่ที่นั่น และสิ่งที่ผมจะเสนอก็อาจจะต้องหรือต่างกับความเห็นของคนในหนังสือพิมพ์บ้างก็แล้วแต่ ประเด็นนี้เตรียมมาอ่านเป็บบทความสั้นๆ ขอตั้งชื่อบทความว่า “คำถามต่อสังคมที่มิต้องการคำถาม”

    ….ไม่ว่าผู้ฟังจะเห็นด้วย หรือไม่กับนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง กรณีนายโชติศักดิ์ ผู้ไม่ยอมยืนระหว่างเปิดเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง ได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามในสังคมว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถาบันฯในปัจจุบัน ปฏิกิริยามีทั้งเห็นใจ ชื่นชม รวมถึงโกรธแค้น เกลียดชัง และต้องการทำร้ายหรือแม้กระทั่งประชาทัณฑ์เข่นฆ่านายโชติศักดิ์

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในจังหวะที่สถาบันฯกำลังถูกนำมาอ้าง เพื่อผลประโยชน์ในการต่อสู้ทางการเมือง โดยกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และสื่ออย่าง ASTV นสพ.ผู้จัดการ วิทยุผู้จัดการ อย่างที่ท่านผู้ฟังได้ฟังตอนต้น หรือที่ถูกเรียกขานนามว่าเป็น ดาวสยามยุคใหม่ หรือเรียกว่า ดาวสยามยุคดิจิตอลอาจจะดีกว่า

    ก่อนอื่นผู้พูดอยากให้พิจารณาข้อเท็จจริงบางประการ เช่น นายโชติศักดิ์กับเพื่อนหญิง หลังจากที่ไม่ยืน ถูกทำร้ายร่างกายในโรงหนัง และตัวนายโชติศักดิ์เองเป็นผู้โทรศัพท์ เรียกให้ตำรวจเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ และการฟ้องเกิดขึ้นหลังจากที่นายโชติศักดิ์ไม่ยอมถอนฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายแก่นายนวมินทร์ นายโชติศักดิ์เท่าที่ผมทราบ ไม่ใช่สมาชิก นปก. หรือ นปช. และก็ไม่สู้จะชื่นชอบนายทักษิณ ชินวัตร

    แต่ก็มิวายที่สื่อที่ไร้ความรับผิดชอบอย่าง นสพ.ผู้จัดการและ ASTV พยายามที่จะจับแพะชนแกะ ปลุกผีให้ผู้คนคลุ้มคลั่งเกลียดชังนายโชติศักดิ์ และถึงแม้นายโชติศักดิ์จะได้เขียนจดหมายร้องเรียนพยายามอธิบายตนเองแก่ นสพ.ผู้จัดการ แต่ก็ดูเหมือนจะมิได้รับแม้กระทั่งโอกาส ที่จะมีพื้นที่ชี้แจงความเห็นต่างและจุดยืนตัวเองใน นสพ. ฉบับนั้น

    http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index2.php?option=com_content&task=view&id=501


  30. May 11th, 2008 at 10:47 pm       ลิ้มหน้าเหี้ย Says:

    บ่ายนี้กดปุ่มไปดูastv ข่าว15.00 แต่ปรากฎว่าไม่ใช่รายการข่าว
    ดูเหมือนเป็นรายการโจมตี ดูถูก เยาะเย้ย เสียดสี ให้ร้าย ทำลายพลังประชาชน ท่านนายกทักษิณ ไทยรักไทย และทุกคนที่เกี่ยวข้อง

    ดูๆฟังๆมาชั่วโมงครึ่ง ยังไม่มีข่าวอื่นเลยนอกจากข่าวโจมตีให้ร้ายอย่างที่ว่า โดยเอาทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเรื่องการเมือง หยิบยกมาพูดคุยและวิจารณ์(ไม่ใช่การรายงานข่าว) พร้อมทั้งเยาะเย้ย กล่าวเท็จ ให้ร้าย
    เมื่อกำลังพูดถึงข่าวใด ก็จะไปค้นหาเอกสาร ข่าว คอลัมน์ ความเห็น บทสัมภาษณ์ ทุกชนิดทั้งในและต่างประเทศ มาใช้เป็นวัตถุดิบในการดิสเครดิตและกล่าวหา

    ข้อมูลทีพิธีกรทั้งคู่(เติมศักดิ์ กับผู้หญิงชื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่านิสัยแย่กว่าเติมศักดิ์อีก) มีทั้งการโกหก พูดเท็จ คิดเอาเอง จินตนาการเอาเองแล้วเอามาให้ร้ายว่าคนๆนั้นที่กำลังวิจารณ์ถึงคงคิดชั่วๆแบบนั้น

    ผมดูแล้ว นี่แหละคือรายการในสื่อสารเลวทรามต่ำช้าที่คนในสังคมกำลังตำหนิว่าไร้จรรยาบรรณอย่างแรง
    ผมค่อนข้างแน่ใจว่าตราบใดที่ยังมีการรายการลักษณะเช่นนี้ออกอากาศอยู่ ประเทศไทยและประชาธิปไตยคงจะไม่มีวันพัฒนาไปได้ไกล เพราะจะถูกคนพวกนี้ฉุดรั้งไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองจริงๆ

    ป.ล. กรณีของพิธีกรหญิง ผมรู้สึกว่าเธอกำลังลืมตัวว่ากำลังทำหน้าสื่ออยู่ เพราะดูเธอจะพูดทุกอย่างที่อยากพูดโดยไม่คำนึงถึงกาลเทศะและสถานภาพของตัวเอง
    ผมกลัวอนาคตเธอคงจะไม่มีอนาคตในวงการนี้อีกแล้ว เมื่อทุกอย่างคลี่คลายและกลับมาสู่ความเป็นปกติ เธอจะอยู่ในสังคมสื่อไม่ได้แน่ๆ เพราะสิ่งทีเธอกำลังทำในวันนี้ วันทำลายตัวเธอเอง


  31. May 11th, 2008 at 10:46 pm       ไอ้เหี้ยลิ้ม Says:

    ทำไมพวกพันธมิตร ต้องอ้างเบื้องสูง และอ้างเรื่องปฏิวัติด้วยนะ ไม่กลัวนรกกันบ้างเหรอ
    หมดเรื่องที่จะยุยงให้คนไทยแตกเเยกแล้วหรือ เลยเอาเบื้องสูงมาอ้าง และอ้างว่าฝ่ายตัวเอง จงรักภักดี คนอื่นไม่จงรักภักดีอย่างนั้นเหรอ พอบ้านเมืองกำลังพัฒนาอยู่ดีๆก็เอาเรื่องปฏิวัติเข้ามาอีก ไม่นึกถึงบ้านเมื่องจะพินาศ เลยหรือ เอาแต่จะกัด กันท่าเดียว ผมว่าควรกลับไปทำมาหากินสุจริตกันได้แล้ว บ้านเมืองไม่ต้องการพวกพันธมิตรแล้วไป..ไป๊.ชิว..


  32. May 11th, 2008 at 9:34 pm       x Says:

    น่ามาทำเป็นหนังนะ น่าจะดังกว่าแฟนฉันนะคับว่าปะ


  33. May 11th, 2008 at 9:25 pm       polawin Says:

    เพื่อไม่ให้หลายท่านในที่นี้ทีผูกพันกับตัวละครให้เสียความรู้สึก เพราะผมก็ยังรู้สึกกับตัวละครว่าเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผมเหมือนกัน ดังนั้นจึงอยากเสนอให้แก้ไขเป็นเรื่องทั้งหมดชูใจฝันไปเอง และดีใจเมื่อตื่นขึ้นพบว่าทุกคนยังเป็นเพื่อนที่ดีเหมือนเดิม ก็คงไม่ทำให้เสียอรรถรสของเรื่อง หวังว่าผู้เขียนคงรับฟัง


  34. May 11th, 2008 at 9:16 pm       จอย Says:

    คิดถึงความหลังจังตอนนี้ 35 เหมือนกันค่ะ


  35. May 11th, 2008 at 9:04 pm       tomyum Says:

    ทางช้างเผือก
    http://www.vr4ever3.com/?p=111


  36. May 11th, 2008 at 8:43 pm       .. Says:

    ดีครับ เป็นบทความที่เยี่ยมยอดมาก สอนเด็กสมัยนี้ได้ดีทีเดียว


  37. May 11th, 2008 at 8:20 pm       jairuck Says:

    เห็นรูปแล้วคิดถึงบทเรียนเก่าๆ ภาพเก่าๆ ที่สุด เมื่อไรจะได้เห็นอีกครั้งก็ไม่รู้ ไม่เก็บหนังสือเก่า มานี มานะ ฯ ไว้เลย

    เสียดายจัง


  38. May 11th, 2008 at 7:15 pm       ตระกูลป. Says:

    อนาถใจ เรื่องนี้มันเป็นไปได้นะ เพราะอดีตเราจะเห็นความงดงามด้านภาษาที่ปลูกฝังไว้ให้เยาวชน และเช่นกัน ปัจจุบันเยาวชนก็ได้รับการปลูกฝังในสิ่งที่ไร้คุณค่าอย่างงน่าใจหาย


  39. May 11th, 2008 at 6:59 pm       ดร.โจ Says:

    อ่านแล้วนึกถึงอดีตเลยครับ เด็กสมัยนี้น่าสงสารไม่มีโอกาสได้อ่านมานีชูใจ ขอบคุณที่นำเรื่องราวดีมาให้อ่าน ขอบคุณผู้แต่งเรื่องมานีชูใจที่สอนผมตั้งแต่เด็กๆ ครับ


  40. May 11th, 2008 at 6:54 pm       kamonlojn Says:

    ชอบมากเลย คิดถึงอดีตมากๆ


  41. May 11th, 2008 at 6:45 pm       30ปีเเล้ว Says:

    Classic ครับ
    อยู่กับธรรมชาติ อยู่อย่างพอเพี่ยง
    ไม่หลงกับวัตถุนิยม
    อยู่กันเป็นสังคม

    อ่านเเล้วอยากไปเป็นเด็กอีกหน


  42. May 11th, 2008 at 6:06 pm       ซอส Says:

    ฟิคอันนี้ ขอบอกว่ามั่วครับ ถ้าตามเนื้อเรื่องจริงๆ ชูใจได้ดีกว่านี้ครับ เพราะไปอยู่กับแม่ที่ต่างประเทศ มานีมานะมีEQมากกว่านี้ครับ ปีตีวีระก็ไม่เลวขนาดนี่นะ ขอเคารพคนเขียนฟิคอันนี้ครับ เคารพเสร็จวางดอกไม้จันทร์แล้วเผาเลย แม่ง อยากแต่งฟิคก็เคารพคาแรคเตอร์หน่อยครับ ไม่ใช่อยากเขียนไรก็เขียน ถ้ามีรางวัลฟิคห่วยแห่งปีขอให้เรื่องนี้เลยครับ ถ้าอยากสร้างสรรค์สังคมขอให้ใช่ชื่ออื่นครับ รับไม่ได้


  43. May 11th, 2008 at 5:28 pm       joylyt Says:

    อ่านแล้วชอบมากค่ะ..จริงๆแล้วไม่ได้เรียนเล่มนี้ค่ะ เพราะว่าเรียนหลักสูตรรุ่น มานะ-ธิดา ..ที่ว่ามานะจะ ปะ กะทะ นะคะ แต่แอบไปเอาของรุ่นน้องมาอ่านจนกระทั่งเปลี่ยนเป๋นแก้วกับกล้าค่ะ ..ขออนุญาติก๊อปนะคะ


  44. May 11th, 2008 at 5:22 pm       รุ่นสุดท้าย Says:

    ดีใจจังได้มาเห็นหนังสือเรียนภาษาไทยระดับประถมในยุคที่เราเป็นยุคสุดท้ายที่ได้เรียน มานี มานะ คิดไปคิดมาก็ไม่น่าทิ้งหนังสือพวกนี้เลย ถ้าเก็บรักษาไว้ก็จะเอามาอ่านอีก เพราะว่าคิดถึงบทเรียนนี้มาก ๆ เลย อ่านสนุกแล้วก็ไม่เบื่อด้วย


  45. May 11th, 2008 at 5:07 pm       เด็กดง Says:

    อยากให้เอากลับมาสอนใหม่ หนังสือเรียนดี ๆ แบบนี้
    เด็กสมัยก่อนชอบมาก (จะเลข 3 แล้ว)หนังสือเรียนภาคต่อ กับภาคแรกตอนเด็ก หาซื้อได้ที่ไหน แบบว่าอยากอ่าน นึกถึงตอนที่เรายังเป็นเด็ก


  46. May 11th, 2008 at 4:36 pm       Aramy Says:

    ผมก็เห็นด้วยว่าควรมอง ที่เจตนา มากกว่ามองที่เนื้อเรื่อง เพราะเค้าไม่ได้แต่ง เพื่อให้ มองเปนละครน้ำเน่า แต่สะท้อน อะไร บ้าง อย่างที่มองรู้สึกได้ที่ใจ ท่าอ่านแล้ว รู้ว่าเค้าเขียนดูถูก บทเรียน สมัย ประถม เล่ม นึง มันก็รู้สึก สงสารคนเขียนที่ ต้องการสื่อให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลง และสะท้อนชิวิต และการมีจุดยืนที่ไม่แปรเปลี่ยน ไปอย่างน่าเสียดาย


  47. May 11th, 2008 at 3:50 pm       ถุย Says:

    ของเค้ามีคุณค่าในอดีต
    เอามาเขียนแฉความถ่อยของรอยหยักในสมอง


  48. May 11th, 2008 at 2:41 pm       polawin Says:

    อยากให้มองที่เจตนาคนเขียนบล๊อกนี้ก่อน ดีกว่าที่จะรีบสรุปว่ามันไร้สาระ ผมเห็นด้วยกับเนื้อหาเพราะทำให้เห็นสภาพสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างมากจากอดีต เป็นการเขียนที่กระตุกอารมณ์ได้ดี หากไม่มีการนำเรื่องมานี มานะมาใช้ เนื้อหาก็คงไม่สามารถทำให้เห็นภาพในอดีตมาเปรียบกับปัจจุบันได้ดีเท่านี้ และยังดึงอารมณ์ร่วมของผู้ที่ได้เรียนแบบเรียนเก่านั้น
    อย่ามาตำหนิคนเขียนบทความนี้เลย แต่อยากให้ช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้สังคมที่ดีเหมือนในอดีตได้กลับมา ทุกคนต้องช่วยกันสังคมจึงจะเปลี่ยนแปลงได้


  49. May 11th, 2008 at 2:15 pm       mblogtips Says:

    ตรวจพบว่า ความคิดเห็นที่ใช้ชื่อว่า
    “นี่แหละ ASTV”
    “เดอะเอ็มกรุ๊ป”
    “แป๊ะลิ้ม”
    และ “Yahoo”
    ใช้หมายเลขไอพีเดียวกันคือ 125.27.25.95 แต่ลงชื่อไม่เหมือนกัน และโพสต์ความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง จงใจป่วนบล็อก ดังนั้นจึงถูกคลิกลงโดยเว็บมาสเตอร์ค่ะ

    ต้องขออภัยสมาชิกเจ้าของบล็อกด้วยค่ะ ท่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของความคิดเห็นดังกล่าว รวมทั้งจัดการกับความคิดเห็นต่างๆ ได้โดยการ ล็อกอินเข้าไปที่”ระบบจัดการบล็อก” แล้วคลิก “ระบบจัดการความคิดเห็น” นะคะ

    ขอบคุณค่ะ


  50. May 11th, 2008 at 2:15 pm       เอ้ Says:

    มันมีหนังสือที่เขียนภาคต่อของมานี มานะ วีระ ชูใจและปิติด้วยนะ ชื่อหนังสือ “ทางช้างเผือก” คนเขียนคนเดียวกับที่แต่งหนังสือเรียนนั่นแหละ เป็นเรื่องราวในช่วงวัยผู้ใหญ่ของแต่ละคน ซึ่งมีวิถีชีวิตแตกต่างกันมาก วีระได้เป็นตำรวจเท่เลย มานีเป็นหมอ ส่วนชูใจเป็นนักเรียนนอก ไฮโซเลยล่ะ วีระเป็นบ้าเพราะกินเหล้ามาก ส่วนเพชรได้กับใครหว่า…จำชื่อไม่ได้ ที่ขาเค้าพิการน่ะ แล้วเพชรก็เป็นจิตรกรเอก มีฝีมือและมีชื่อเสียง ส่วนปิติ เราจำไม่ได้ แต่รู้สึกว่าก็ได้ดีเหมือนกัน และเป็นเพื่อนกับมานีจนโตเลยแหละ อ้อ…มานีเค้าได้แต่งงานกับคนใหญ่คนโตด้วยนะ จำได้แค่นี้แหละ ลองหามาอ่านดู


  51. May 11th, 2008 at 2:13 pm       นพ Says:

    เลวจริงๆ แต่งมาได้ไง รู้หรือเปล่าว่าตัวละครทั้งหมดเนี่ยเป็นขวัญใจพวกเราตอนเด็กๆ เสียความรู้สึกหมดเลย รู้หรือเปล่ามานีตอนโตเค้าเป็นอะไร “เค้าเป็นแพทย์หญิงมานี” หนังสือตอนตัวละครเหล่านี้โตขึ้นมาพร้อมกับพวกเรา เค้าก็แต่งออกมานะ ไปหัดหาอ่านซะบ้าง ไม่ใช่มาแต่งอะไรที่ไร้สาระแบบนี้


  52. May 11th, 2008 at 1:50 pm       แชท Says:

    เห็นด้วยกับ #40 แต่งได้ไร้สาระจริงๆ หาไรไม่ได้เลย ทำให้คนที่เค้ารู้สึกดีๆ กับเรื่องนี้ เสียความรูส้ึกป่าวๆ


  53. May 11th, 2008 at 1:36 pm       นิดหน่อย Says:

    อยากให้ลูก หลาน ได้มีโอกาสเรียนหนังสือเรียนเล่มนี้มาก เพราะเชื่อว่าจะทำให้ลูกหลานของเราเติบโตเป็นเด็กดีในอนาคต (น่าเสียดายจริงๆ)ใครทราบว่าจะหาซื้อ หรือมีสำเนาขายที่ไหน โปรดติดต่อมาด้วยน่ะค่ะpiyata2000@yahoo.com


  54. May 11th, 2008 at 1:14 pm       Lu Says:

    แต่งได้ไร้สาระจริงๆ หาข้อมูลอ้างอิงอะไรไม่ได้เลย


  55. May 11th, 2008 at 12:52 pm       ดล Says:

    เอามาแต่ใหม่แบบนี้ อาจารย์รัชนี อาจไม่พอใจนะครับ


  56. May 11th, 2008 at 11:48 am       หักใจไม่ได้ Says:

    ถามหน่อย ถามหน่อย ทำไมชูใจไม่นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปโรบินสันรัชดาฯ อ่า มินนี่ไม่ได้บอกเหรอ


  57. May 11th, 2008 at 10:28 am       คห 18 อีกที Says:

    คราวนี้ไม่เฉลยข้างล่างนะครับแต่จะมาเฉลยที่หลัง
    1.ครูคนสวยของเรื่องนี้ชื่อ..
    2.ครูคนสวยแต่งงานกับใคร
    3.ครูคนสวยกับกับแฟนหนุ่มที่ไหน
    4.แฟนครูคนสวยทำงานอะไร
    5.ครอบครัวใครเผาถ่านขาย
    6.ใครเป็นคนที่ฝันว่า มานะ ปิติ วีระ เป็นนักรบสมัยบ้านบางระจันต่อสู้ร่วมกับนายจันหนวดเขี้ยว
    7.บ้านจันทรทำอะไรขาย
    8.ใครทำงานเสริมโดยล้างชามก๋วยเตี๋ยว
    9.วันที่ลุงวีระพาเด็กๆไปเที่ยวที่ประจวบ ลุงวีระเล่าเรื่องอะไรให้เด็กฟัง

    มาดูสิว่าความจำในตอนนั้นของพวกคุณจะจำได้ไหม ขณะที่พิมพ์อยู่นี่บอกได้เลยว่าผมไม่มีหนังสือมานะมานีในมือเลยเพราะผมเก็บไว้ที่ตจว (ตอนนี้อยู่กทม)มีแต่ความทรงจำเรื่องนี้ล้วนๆในหัว มาลองดูว่าพวกคุณยังจำได้ไหม จะเฉลย คห ต่อไปครับ


  58. May 11th, 2008 at 10:15 am       โอ Says:

    ได้อ่านแล้วยิ่งคิดถึงบรรยากาศในอดีต ชีวิตวัยเด็ก บ้านเมืองมีแต่ความสงบสุข ปัจจุบันเปลี่ยนไปมากอย่างกับหน้ามือเป็นหลัง…. อยากจะหาแบบเรียนเก่าๆเก็บไว้สอนลูกหลานผมเชื่อว่าพัฒนาจิตรใจได้มากกว่าแบบเรียนปัจุบัน ท่านใดมีหนังสือ แบบเรียนภาษาไทยรุ่น มานะ มานี หากไม่ได้ใช้ประโยชน์ขายต่อให้ผมนะครับ หรือขอถ่ายสำเนาก็ได้ จะเอาไว้สอนลูกสอนหลาน


  59. May 11th, 2008 at 10:11 am       คห 18 อีกครั้ง Says:

    มาลองดูสิว่าคุณเป็นแฟนพันธ์แท้ มานะมานีหรือเปล่า
    1.สัตว์เลี้ยงของมานะคือ…
    2.สัตว์เลี้ยงของมานีคือ….
    3.สัตว์เลี้ยงของชูใจคือ….
    4.สัตว์เลี้ยงของวีระคือ….
    5.สัตว์เลี้ยงของปิติคือ….
    6.วีระอยู่กับใคร
    7.ใครอยู่ภูเก็ตในตอนท้ายเรื่องนี้
    8.ใครขาพิการ
    9.แม่ของเพชรเป็นอะไรตาย
    10.ในตอนสุดท้ายใครมาหาชูใจ
    11.ตอนสุดท้ายของเรื่องมานะมานี ชื่อว่าอะไร..
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    เฉลย
    1.หมาชื่อเจ้าโต
    2.นกแก้ว(ไม่รู้จักชื่อแต่เคยหนีไปทำให้มานีร้องไห้สุดท้ายก็บินกลับมาพร้อมกับพาคู่มาด้วยอีกตัว)
    3.แมวชื่อสีเทา
    4.ลิงชื่อเจ้าจ๋อ ที่เกลียดกะปิสุดๆ
    5.ม้าตัวแรกชื่อเจ้าแก่ พอตายไปปิติเลยไปซื้ออีกตัวชื่อเจ้านิล(ที่ได้จากการขายปลานิล)
    6.อยู่กับลุง
    7.สมคิด(จำได้ว่าไม่ค่อยชอบตัวละครตัวนี้)
    8.จันทร (เพราะตกต้นไม้)
    9.โดนงูกัดที่ไหล่เพราะขึ้นไปหาหน่อไม้ในป่าในคืนที่ฝนตก
    10.แม่ชูใจมาหาเพื่อจะพาชูใจไปอยู่ด้วย แต่ชูใจไม่ไปเพราะจะอยู่กับย่า ในที่สุดก็ให้เงินไว้จำนวนนึงเพื่อเป็นการศึกษาของชูใจ (จำได้ว่าหลักแสน)
    11.ทางชีวิต


  60. May 11th, 2008 at 8:17 am       นี่แหละ ASTV Says:

    “คนสื่อเดอะเนชั่น” บอกว่า นสพ.ผู้จัดการ+ASTV เป็นสื่อที่ไร้ความรับผิดชอบ…ชาวเวปเห็นว่าอย่างไร!!!!
    ….”ไม่แน่ใจว่าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการต้องการสถาบันฯ จริงๆ หรือเปล่า จะเล่นกับทักษิณ ถ้าเก่งจริงก็ควรเล่นกันตัวต่อตัว อย่าดึงข้างบนมาเล่น” สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พูดตอนนึงในงานเสวนาวิชาการเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน กับความคิดเห็นที่แตกต่าง’ โดย สถาบันสันติประชาธรรม เมื่อ 2 พ.ค.51 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

    ….ขณะนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ….บอกบนเวทีเดียวกันในตอนนึงว่า สื่อกระแสหลักจำนวนมากในไทยเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขามิเพียงละเลยหน้าที่ที่จะเป็นเวทีเปิดของความเห็นต่างให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนโต้เถียงอย่างสันติ มิหนำซ้ำ ยังนิ่งดูดายกับการที่สื่อเครือข่ายพันธมิตรฯ พยายามเรียกร้องให้มีการกดทับ ปราบปราม หรือทำร้าย

    ……..ต้องขอออกตัวว่าที่มาพูดที่นี่ไม่ได้มาในนามหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น แม้ว่าผมจะทำงานอยู่ที่นั่น และสิ่งที่ผมจะเสนอก็อาจจะต้องหรือต่างกับความเห็นของคนในหนังสือพิมพ์บ้างก็แล้วแต่ ประเด็นนี้เตรียมมาอ่านเป็บบทความสั้นๆ ขอตั้งชื่อบทความว่า “คำถามต่อสังคมที่มิต้องการคำถาม”

    ….ไม่ว่าผู้ฟังจะเห็นด้วย หรือไม่กับนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง กรณีนายโชติศักดิ์ ผู้ไม่ยอมยืนระหว่างเปิดเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง ได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามในสังคมว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถาบันฯในปัจจุบัน ปฏิกิริยามีทั้งเห็นใจ ชื่นชม รวมถึงโกรธแค้น เกลียดชัง และต้องการทำร้ายหรือแม้กระทั่งประชาทัณฑ์เข่นฆ่านายโชติศักดิ์

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในจังหวะที่สถาบันฯกำลังถูกนำมาอ้าง เพื่อผลประโยชน์ในการต่อสู้ทางการเมือง โดยกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และสื่ออย่าง ASTV นสพ.ผู้จัดการ วิทยุผู้จัดการ อย่างที่ท่านผู้ฟังได้ฟังตอนต้น หรือที่ถูกเรียกขานนามว่าเป็น ดาวสยามยุคใหม่ หรือเรียกว่า ดาวสยามยุคดิจิตอลอาจจะดีกว่า

    ก่อนอื่นผู้พูดอยากให้พิจารณาข้อเท็จจริงบางประการ เช่น นายโชติศักดิ์กับเพื่อนหญิง หลังจากที่ไม่ยืน ถูกทำร้ายร่างกายในโรงหนัง และตัวนายโชติศักดิ์เองเป็นผู้โทรศัพท์ เรียกให้ตำรวจเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ และการฟ้องเกิดขึ้นหลังจากที่นายโชติศักดิ์ไม่ยอมถอนฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายแก่นายนวมินทร์ นายโชติศักดิ์เท่าที่ผมทราบ ไม่ใช่สมาชิก นปก. หรือ นปช. และก็ไม่สู้จะชื่นชอบนายทักษิณ ชินวัตร

    แต่ก็มิวายที่สื่อที่ไร้ความรับผิดชอบอย่าง นสพ.ผู้จัดการและ ASTV พยายามที่จะจับแพะชนแกะ ปลุกผีให้ผู้คนคลุ้มคลั่งเกลียดชังนายโชติศักดิ์ และถึงแม้นายโชติศักดิ์จะได้เขียนจดหมายร้องเรียนพยายามอธิบายตนเองแก่ นสพ.ผู้จัดการ แต่ก็ดูเหมือนจะมิได้รับแม้กระทั่งโอกาส ที่จะมีพื้นที่ชี้แจงความเห็นต่างและจุดยืนตัวเองใน นสพ. ฉบับนั้น

    http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index2.php?option=com_content&task=view&id=501


  61. May 11th, 2008 at 8:13 am       เดอะเอ็มกรุ๊ป Says:

    บ่ายนี้กดปุ่มไปดูastv ข่าว15.00 แต่ปรากฎว่าไม่ใช่รายการข่าว
    ดูเหมือนเป็นรายการโจมตี ดูถูก เยาะเย้ย เสียดสี ให้ร้าย ทำลายพลังประชาชน ท่านนายกทักษิณ ไทยรักไทย และทุกคนที่เกี่ยวข้อง

    ดูๆฟังๆมาชั่วโมงครึ่ง ยังไม่มีข่าวอื่นเลยนอกจากข่าวโจมตีให้ร้ายอย่างที่ว่า โดยเอาทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเรื่องการเมือง หยิบยกมาพูดคุยและวิจารณ์(ไม่ใช่การรายงานข่าว) พร้อมทั้งเยาะเย้ย กล่าวเท็จ ให้ร้าย
    เมื่อกำลังพูดถึงข่าวใด ก็จะไปค้นหาเอกสาร ข่าว คอลัมน์ ความเห็น บทสัมภาษณ์ ทุกชนิดทั้งในและต่างประเทศ มาใช้เป็นวัตถุดิบในการดิสเครดิตและกล่าวหา

    ข้อมูลทีพิธีกรทั้งคู่(เติมศักดิ์ กับผู้หญิงชื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่านิสัยแย่กว่าเติมศักดิ์อีก) มีทั้งการโกหก พูดเท็จ คิดเอาเอง จินตนาการเอาเองแล้วเอามาให้ร้ายว่าคนๆนั้นที่กำลังวิจารณ์ถึงคงคิดชั่วๆแบบนั้น

    ผมดูแล้ว นี่แหละคือรายการในสื่อสารเลวทรามต่ำช้าที่คนในสังคมกำลังตำหนิว่าไร้จรรยาบรรณอย่างแรง
    ผมค่อนข้างแน่ใจว่าตราบใดที่ยังมีการรายการลักษณะเช่นนี้ออกอากาศอยู่ ประเทศไทยและประชาธิปไตยคงจะไม่มีวันพัฒนาไปได้ไกล เพราะจะถูกคนพวกนี้ฉุดรั้งไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองจริงๆ

    ป.ล. กรณีของพิธีกรหญิง ผมรู้สึกว่าเธอกำลังลืมตัวว่ากำลังทำหน้าสื่ออยู่ เพราะดูเธอจะพูดทุกอย่างที่อยากพูดโดยไม่คำนึงถึงกาลเทศะและสถานภาพของตัวเอง
    ผมกลัวอนาคตเธอคงจะไม่มีอนาคตในวงการนี้อีกแล้ว เมื่อทุกอย่างคลี่คลายและกลับมาสู่ความเป็นปกติ เธอจะอยู่ในสังคมสื่อไม่ได้แน่ๆ เพราะสิ่งทีเธอกำลังทำในวันนี้ วันทำลายตัวเธอเอง


  62. May 11th, 2008 at 8:10 am       monika Says:

    อายุ ๒๔ ปีค่ะ เป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้เรียน มานี มานะ หนังสือมานี มานะ นี้ เป็นแบบเรียนที่สุดยอดมากเลยค่ะทำให้เราอ่านออกเขียนได้อย่างถูกต้องตามหลักภาษาไทยมาจนทุกวันนี้(อ่านหนังสือออกตั้งแต่ยังไม่เข้าอนุบาล)แต่เดี๋ยวนี้พอเห็นเด็กรุ่นใหม่ใช้ภาษาไทยไม่ถูกก็เศร้าใจ อยากบอกว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองน่าจะเอาหนังสือ มานี มานะ กลับมาเป็นแบบเรียนให้เด็กๆอีกครั้งเพราะ มีการสอนด้านคุณธรรม จริยธรรมแทรกอยู่ในเรื่องทุกเรื่องจะช่วยทำให้เด็กๆ มีจิตสำนึกมากกว่านี้ค่ะ


  63. May 11th, 2008 at 8:09 am       แป๊ะลิ้ม Says:

    ทำไมพวกพันธมิตร ต้องอ้างเบื้องสูง และอ้างเรื่องปฏิวัติด้วยนะ ไม่กลัวนรกกันบ้างเหรอ
    หมดเรื่องที่จะยุยงให้คนไทยแตกเเยกแล้วหรือ เลยเอาเบื้องสูงมาอ้าง และอ้างว่าฝ่ายตัวเอง จงรักภักดี คนอื่นไม่จงรักภักดีอย่างนั้นเหรอ พอบ้านเมืองกำลังพัฒนาอยู่ดีๆก็เอาเรื่องปฏิวัติเข้ามาอีก ไม่นึกถึงบ้านเมื่องจะพินาศ เลยหรือ เอาแต่จะกัด กันท่าเดียว ผมว่าควรกลับไปทำมาหากินสุจริตกันได้แล้ว บ้านเมืองไม่ต้องการพวกพันธมิตรแล้วไป..ไป๊.ชิว..


  64. May 11th, 2008 at 8:06 am       Yahoo Says:

    นักวิชาการประณาม ผู้จัดการยั่วยุ นำไปสู่‘ความรุนแรง’
    นักวิชาการประณาม ผู้จัดการยั่วยุ นำไปสู่‘ความรุนแรง’
    วิทยุชุมชนเครือข่ายผู้จัดการพล่าน หลังโดนกลุ่มนักวิชาการ-เอ็นจีโอ นำทีมโดย “ใจ อึ้งภากรณ์-ไชยันต์ ไชยพร-นิธิ เอียวศรีวงศ์-สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ-สมเกียรติ ตั้งนโม” ออกแถลงการณ์ “ประณามพฤติกรรม” กรณียุให้เกิดความรุนแรงในคดีหมิ่นเบื้องสูง ถึงขั้นเรียกร้องให้ 3 พันธมิตรฯ “สมศักดิ์-พิภพ-สมเกียรติ” ร่วมบอยคอตสื่อทุกชนิดในเครือผู้จัดการ

    ซัดแรงยั่วยุเหมือนพวก “ขวาจัด” ให้เกิดความรุนแรงเพื่อนำไปสู่นองเลือด 6 ตุลาฯ “97.75” ยอมรับหลังรู้ตัวว่าพลาด โบ้ยเป็นความเห็นของดีเจ และขอโชว์สปิริตให้หยุดจัดรายการ

    กลุ่มนักวิชาการและเอ็นจีโอบางส่วน ได้ร่วมลงชื่อเพื่อออกแถลงการณ์ “เราขอประณามพฤติกรรมของสื่อในเครือข่ายผู้จัดการ กรณีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ขอประณามพฤติกรรมของสื่อ ผู้จัดการ ในการยุให้เกิดความรุนแรงกับผู้ที่มองต่างมุม กรณีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

    ในรายการ Metro Life ของวิทยุผู้จัดการมีการส่งเสริมยุให้ประชาชนเข้าไปทำร้ายร่างกายของผู้เข้าร่วมการสัมมนาเรื่อง สิทธิมนุษยชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และก่อนหน้านั้นสื่อ ผู้จัดการได้เปิดเว็บไซต์ให้ผู้ที่ส่งเสริมการทำร้ายร่างกายของบุคคลที่ไม่ยอมยืนในโรงภาพยนตร์และผู้ที่สนับสนุนสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นในการแสดงออกอีกด้วย มีการโฆษณาทั้งชื่อ ที่อยู่ และแนะนำให้คนร้ายไปรอดักทำร้ายร่างกาย

    การส่งเสริมความรุนแรงต่อผู้ที่มองต่างมุมถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยและเป็นพฤติกรรมคล้ายกับการกระทำของพวกฝ่ายขวาจัดที่นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519

    เรา
    • ขอเรียกร้องให้ทุกคนที่รักสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยร่วมกันบอยคอตสื่อทุกชนิดในเครือข่ายผู้จัดการ
    • ขอเรียกร้องให้ “สมศักดิ์ โกศัยสุข-พิภพ ธงไชย-สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ออกมาประณามการกระทำของสื่อนี้ด้วย


  65. May 11th, 2008 at 7:46 am       kp Says:

    เมื่อเห็นภาพทำให้ย้อนนึกไปถึงช่วงเวลาดีๆในสมัยเด็ก แบบเรียนมานีมานะสมัยก่อนได้สอนให้เด็กๆมีจินตนการในเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ สอดแทรกคุณธรรมในทุกบท แต่มานีมานะ 2551 ดูเหมือนจะสะท้อนความเป็นสังคมเมืองได้ดีจนหน้าใจหาย ไม่อยากให้สังคมเราเป็นอย่างนั้นเลยค่ะ เห็นด้วยกับเศรษฐกิจพอเพียงที่ควรจะเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต


  66. May 11th, 2008 at 7:38 am       ครูเก่า Says:

    อ่านแล้ว น้ำตาไหลเลยคะ เพราะอนาถกับสังคมไทย เป็นเรื่องที่เศร้านะ


  67. May 11th, 2008 at 7:20 am       ว่าที่คุณแม่ Says:

    ได้อ่านแล้วอึ้งค่ะบอกได้คำเดียวว่าคิดถึงหนังสือเรียนเล่มนี้มาก จำได้ว่าตอนเด็กๆพอไปซื้อหนังสือเรียน เรื่องนี้จะเป็นเรื่องแรกที่จะอ่านก่อนเปิดเทอมด้วยซ้ำเพราะรู้สึกสนุกมากๆและทำให้อยากอ่านหนังสือโดยไม่เบื่อเลย พูดแล้วอยากหาซื้อเก็บไว้ให้ลูกบ้างจังค่ะ ไม่รู้ว่ายังมีอยู่อีกไหม ใครพอรู้บ้างคะ


  68. May 11th, 2008 at 7:09 am       สมเกียรติ Says:

    ผมก็คนนึ่งและครับที่เคยเรียน มานะ มานี (อย่าต้องให้บอกอายุกันเลย ^ ^)
    บอกตรง ๆ ว่า อ่านแล้วลืมเรื่องต่าง ๆ ในหนังสือไปเลย แต่กลับเห็นภาพ มานี ในยุคปัจจุบันเสียมากกว่า (น่าเศร้าครับอ่านแล้ว ถ้ามันเกิดในแง่ลบเช่นนี้)
    ในทางกลับกัน ถ้าทั้งสามคนเรียนจบจากกรุงเทพ ฯ และไม่ประสพกับเหตุการณ์ดังกล่าว บทความนี้ก็จะธรรมดา พื้น ๆ และจบอย่างมีความสุข คนที่อ่านแล้วก็แค่นึกถึงอดีตของตนเองที่พ่านมาเมื่อครั่นเป็นเด๊ก
    แต่เมื่อบทความนี้ดำเนินเรื่องไปในด้านนี้ก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับ พี่ ๆ ในหนังสือ ที่ได้มีโอกาสได้ไปศึกษาที่กรุงเทพ ฯ แล้วมีจิตรใจเปลี่ยนไป ไหลหลงไปตามกระแสสังคมของคนเมือง (เช่นบทความนี้)
    ทราบครับว่ามันเป็นเพียงบทความ ความเห็นที่แตกต่าง ของผู้เขียน แต่ก็ยินดีด้วยว่า ทำให้คนที่เข้ามาอ่านได้ รำลึกถึงอดีต และผู้ที่ไม่มีโอกาสได้เรียน (มีการปรับปรุงระบบการศึกษา จึงถูกยกเลิก) ได้รับรู้ว่าคนรุ่น น้า อา พ่อ แม่ ลุง ป้า หรือบางคนก็เป็น ปู่ ย่า ตา ยาย กันแล้วก็มี เมื่อก่อนเขาเรียนอะไรกันมา การเขียนภาษาไทยถึงได้ไม่ มั่วและเอาแต่ใจเหมือน ทุกวันนี้ครับ


  69. May 11th, 2008 at 7:07 am       วัชระ Says:

    ผมเรียนรู้การรู้จักสิ่งรอบตัวเรา มากมายโดยเริ่มต้นจาการเรียน หนังสือมานีมานะ เเละบางครั้งยังคิดถึงความหลังครั้งเก่าสมัยประถมครับ


  70. May 11th, 2008 at 6:50 am       ไตรรัตน์ Says:

    อายุ 35 แล้วเป็นรุ่นแรกที่เรียน มานี มานะ ยังจำได้อยู่ คิดถึงตำราชุดนี้เหมือนกัน ปลูกฝังความคิดดีๆ หลายอย่าง ที่ตำราสมัยใหม่ไม่มี อยากให้ผู้บริหารกลับไปอ่านบ้าง ….แค่หวังนะครับ


  71. May 11th, 2008 at 5:59 am       คนไทย Says:

    เคยสอนภาษาไทยแช้หนังสือมานี ชูใจนี่แหละ ชอบ มานี ชูใจ ๒๕๕๑ มาก


  72. May 11th, 2008 at 5:34 am       เอ๋ Says:

    คงไม่มีใครปฎิเสธได้ว่า มานะ มานี ปิติ ชูใจ เป็นหนังสือที่ทำให้คนรุ่นอายุสักประมาณ 40-30 ปี อ่านหนังสือและเขียนได้กันมาถึงปัจจุบันนะค่ะ ขอบคุณมากสำหรับผู้นำเนื้อหาเหล่านี้มาให้อ่านย้อยอายุ ลงไปถึงวันวานอีกครั้ง


  73. May 11th, 2008 at 5:26 am       ket Says:

    It reminds me about the past. Very very impressive. Thank you for bring back the old time and pointing out the new generation..


  74. May 11th, 2008 at 1:42 am       pathompong Says:

    เยี่ยมมากๆเลยครับ ไม่ทราบว่ารูปภาพจากหนังสือ ป.1 เล่มนี้ ยังมีอีกไหมครับ อยากเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำ นะครับ จะติดต่อได้ยังงัยครับ soaw11pk@hotmail.com


  75. May 11th, 2008 at 1:19 am       เด็ก33 Says:

    อ่านแล้วระลึกถึงความหลังเมื่อครั้งยังเด็ก เป็นคนมาได้ก็ด้วยหนังสือภาษาไทยชุดนี้ ทำให้ได้รู้ถึงวัฒนธรรมไทยหลายอย่างเลย แต่เด็กสมัยนี้คงไม่ได้อ่านกันแล้วถึงได้มีพฤติกรรมแบบแปลกๆกัน


  76. May 11th, 2008 at 12:44 am       35 Says:

    บางเล่มผมยังเก็บไว้อยู่เลยน่าจะเป็นของตอน ป.5นะ
    อ่านทีไรสนุกทุกที


  77. May 11th, 2008 at 12:43 am       mblogtips Says:

    ตรวจพบว่า ความคิดเห็นที่ใช้ชื่อว่า “katay” “สื่อที่ไร้ความรับผิดชอบ” และ “Kera” ใช้หมายเลขไอพีเดียวกันคือ 125.27.3.7 แต่ลงชื่อไม่เหมือนกัน และโพสต์ความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง จงใจป่วนบล็อก ดังนั้นจึงถูกคลิกลงโดยเว็บมาสเตอร์ค่ะ

    ต้องขออภัยสมาชิกเจ้าของบล็อกด้วยค่ะ ท่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของความคิดเห็นดังกล่าว รวมทั้งจัดการกับความคิดเห็นต่างๆ ได้โดยการ ล็อกอินเข้าไปที่”ระบบจัดการบล็อก” แล้วคลิก “ระบบจัดการความคิดเห็น” นะคะ

    ขอบคุณค่ะ


  78. May 11th, 2008 at 12:14 am       ม้าแกลบ Says:

    สุดยอดครับ…แต่อ่านแล้วรู้สึกสะท้อนใจยังไงก็ไม่รู้เนาะ…เหมือนกับสิ่งดีๆ ใสๆ ซื่อๆ ในอดีตมันหายไปจากรอบๆ ตัวเรา


  79. May 10th, 2008 at 11:44 pm       panchos Says:

    ใครหรือที่ไหนยังมีขายบ้างครับ ขอตั้งแต่ ป.1-ป.6 เลย อยากเก็บไว้ระลึกถึงอดีต ตอนนี้อายุ 35 แล้ว
    mbokudake@yahoo.com


  80. May 10th, 2008 at 11:37 pm       Always Says:

    สุดยอดมากครับ ทําให้เห็นถึงเด็กสมัยนี้เลย


  81. May 10th, 2008 at 11:26 pm       BOON Says:
  82. May 10th, 2008 at 11:14 pm       โดนใจมากคะ หลงเข้ามา คุ้มจริงๆ Says:
  83. May 10th, 2008 at 11:10 pm       supakorn Says:
  84. May 10th, 2008 at 10:35 pm       san Says:

    เขียนได้ดีมากครับ เป็นกำลังใจ ให้คิดงานแปลกๆ กระตุกต่อมความรู้สึกของใครหลายๆคน …..


  85. May 10th, 2008 at 10:28 pm       katay Says:

    ทำไมพวกพันธมิตร ต้องอ้างเบื้องสูง และอ้างเรื่องปฏิวัติด้วยนะ ไม่กลัวนรกกันบ้างเหรอ
    หมดเรื่องที่จะยุยงให้คนไทยแตกเเยกแล้วหรือ เลยเอาเบื้องสูงมาอ้าง และอ้างว่าฝ่ายตัวเอง จงรักภักดี คนอื่นไม่จงรักภักดีอย่างนั้นเหรอ พอบ้านเมืองกำลังพัฒนาอยู่ดีๆก็เอาเรื่องปฏิวัติเข้ามาอีก ไม่นึกถึงบ้านเมื่องจะพินาศ เลยหรือ เอาแต่จะกัด กันท่าเดียว ผมว่าควรกลับไปทำมาหากินสุจริตกันได้แล้ว บ้านเมืองไม่ต้องการพวกพันธมิตรแล้วไป..ไป๊.ชิว..


  86. May 10th, 2008 at 10:26 pm       สื่อที่ไร้ความรับผิดชอบ Says:

    “คนสื่อเดอะเนชั่น” บอกว่า นสพ.ผู้จัดการ+ASTV เป็นสื่อที่ไร้ความรับผิดชอบ…ชาวเวปเห็นว่าอย่างไร!!!!
    ….”ไม่แน่ใจว่าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการต้องการสถาบันฯ จริงๆ หรือเปล่า จะเล่นกับทักษิณ ถ้าเก่งจริงก็ควรเล่นกันตัวต่อตัว อย่าดึงข้างบนมาเล่น” สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พูดตอนนึงในงานเสวนาวิชาการเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน กับความคิดเห็นที่แตกต่าง’ โดย สถาบันสันติประชาธรรม เมื่อ 2 พ.ค.51 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

    ….ขณะนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ….บอกบนเวทีเดียวกันในตอนนึงว่า สื่อกระแสหลักจำนวนมากในไทยเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขามิเพียงละเลยหน้าที่ที่จะเป็นเวทีเปิดของความเห็นต่างให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนโต้เถียงอย่างสันติ มิหนำซ้ำ ยังนิ่งดูดายกับการที่สื่อเครือข่ายพันธมิตรฯ พยายามเรียกร้องให้มีการกดทับ ปราบปราม หรือทำร้าย

    ……..ต้องขอออกตัวว่าที่มาพูดที่นี่ไม่ได้มาในนามหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น แม้ว่าผมจะทำงานอยู่ที่นั่น และสิ่งที่ผมจะเสนอก็อาจจะต้องหรือต่างกับความเห็นของคนในหนังสือพิมพ์บ้างก็แล้วแต่ ประเด็นนี้เตรียมมาอ่านเป็บบทความสั้นๆ ขอตั้งชื่อบทความว่า “คำถามต่อสังคมที่มิต้องการคำถาม”

    ….ไม่ว่าผู้ฟังจะเห็นด้วย หรือไม่กับนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง กรณีนายโชติศักดิ์ ผู้ไม่ยอมยืนระหว่างเปิดเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง ได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามในสังคมว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถาบันฯในปัจจุบัน ปฏิกิริยามีทั้งเห็นใจ ชื่นชม รวมถึงโกรธแค้น เกลียดชัง และต้องการทำร้ายหรือแม้กระทั่งประชาทัณฑ์เข่นฆ่านายโชติศักดิ์

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในจังหวะที่สถาบันฯกำลังถูกนำมาอ้าง เพื่อผลประโยชน์ในการต่อสู้ทางการเมือง โดยกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และสื่ออย่าง ASTV นสพ.ผู้จัดการ วิทยุผู้จัดการ อย่างที่ท่านผู้ฟังได้ฟังตอนต้น หรือที่ถูกเรียกขานนามว่าเป็น ดาวสยามยุคใหม่ หรือเรียกว่า ดาวสยามยุคดิจิตอลอาจจะดีกว่า

    ก่อนอื่นผู้พูดอยากให้พิจารณาข้อเท็จจริงบางประการ เช่น นายโชติศักดิ์กับเพื่อนหญิง หลังจากที่ไม่ยืน ถูกทำร้ายร่างกายในโรงหนัง และตัวนายโชติศักดิ์เองเป็นผู้โทรศัพท์ เรียกให้ตำรวจเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ และการฟ้องเกิดขึ้นหลังจากที่นายโชติศักดิ์ไม่ยอมถอนฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายแก่นายนวมินทร์ นายโชติศักดิ์เท่าที่ผมทราบ ไม่ใช่สมาชิก นปก. หรือ นปช. และก็ไม่สู้จะชื่นชอบนายทักษิณ ชินวัตร

    แต่ก็มิวายที่สื่อที่ไร้ความรับผิดชอบอย่าง นสพ.ผู้จัดการและ ASTV พยายามที่จะจับแพะชนแกะ ปลุกผีให้ผู้คนคลุ้มคลั่งเกลียดชังนายโชติศักดิ์ และถึงแม้นายโชติศักดิ์จะได้เขียนจดหมายร้องเรียนพยายามอธิบายตนเองแก่ นสพ.ผู้จัดการ แต่ก็ดูเหมือนจะมิได้รับแม้กระทั่งโอกาส ที่จะมีพื้นที่ชี้แจงความเห็นต่างและจุดยืนตัวเองใน นสพ. ฉบับนั้น


  87. May 10th, 2008 at 10:24 pm       Kera Says:

    นักวิชาการประณาม ผู้จัดการยั่วยุ นำไปสู่‘ความรุนแรง’
    นักวิชาการประณาม ผู้จัดการยั่วยุ นำไปสู่‘ความรุนแรง’
    วิทยุชุมชนเครือข่ายผู้จัดการพล่าน หลังโดนกลุ่มนักวิชาการ-เอ็นจีโอ นำทีมโดย “ใจ อึ้งภากรณ์-ไชยันต์ ไชยพร-นิธิ เอียวศรีวงศ์-สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ-สมเกียรติ ตั้งนโม” ออกแถลงการณ์ “ประณามพฤติกรรม” กรณียุให้เกิดความรุนแรงในคดีหมิ่นเบื้องสูง ถึงขั้นเรียกร้องให้ 3 พันธมิตรฯ “สมศักดิ์-พิภพ-สมเกียรติ” ร่วมบอยคอตสื่อทุกชนิดในเครือผู้จัดการ

    ซัดแรงยั่วยุเหมือนพวก “ขวาจัด” ให้เกิดความรุนแรงเพื่อนำไปสู่นองเลือด 6 ตุลาฯ “97.75” ยอมรับหลังรู้ตัวว่าพลาด โบ้ยเป็นความเห็นของดีเจ และขอโชว์สปิริตให้หยุดจัดรายการ

    กลุ่มนักวิชาการและเอ็นจีโอบางส่วน ได้ร่วมลงชื่อเพื่อออกแถลงการณ์ “เราขอประณามพฤติกรรมของสื่อในเครือข่ายผู้จัดการ กรณีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ขอประณามพฤติกรรมของสื่อ ผู้จัดการ ในการยุให้เกิดความรุนแรงกับผู้ที่มองต่างมุม กรณีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

    ในรายการ Metro Life ของวิทยุผู้จัดการมีการส่งเสริมยุให้ประชาชนเข้าไปทำร้ายร่างกายของผู้เข้าร่วมการสัมมนาเรื่อง สิทธิมนุษยชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และก่อนหน้านั้นสื่อ ผู้จัดการได้เปิดเว็บไซต์ให้ผู้ที่ส่งเสริมการทำร้ายร่างกายของบุคคลที่ไม่ยอมยืนในโรงภาพยนตร์และผู้ที่สนับสนุนสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นในการแสดงออกอีกด้วย มีการโฆษณาทั้งชื่อ ที่อยู่ และแนะนำให้คนร้ายไปรอดักทำร้ายร่างกาย

    การส่งเสริมความรุนแรงต่อผู้ที่มองต่างมุมถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยและเป็นพฤติกรรมคล้ายกับการกระทำของพวกฝ่ายขวาจัดที่นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519

    เรา
    • ขอเรียกร้องให้ทุกคนที่รักสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยร่วมกันบอยคอตสื่อทุกชนิดในเครือข่ายผู้จัดการ
    • ขอเรียกร้องให้ “สมศักดิ์ โกศัยสุข-พิภพ ธงไชย-สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ออกมาประณามการกระทำของสื่อนี้ด้วย


  88. May 10th, 2008 at 10:11 pm       Yui Says:

    ชอบจังค่ะ….คิดถึงสมัยเรียน ประถม


  89. May 10th, 2008 at 10:07 pm       แคท Says:

    คิดถึงมานี มานะ ชูใจ วีระ เจ้าโตจัง..อยากให้กลับมาอีกครั้งจัง อยากเก็บไว้ให้ลูกดูตอนโต


  90. May 10th, 2008 at 10:05 pm       กิตติ Says:

    ผมอายุ 35 แล้ว


  91. May 10th, 2008 at 9:59 pm       Fiat Says:

    Thank you krap. Time changes as well as people.


  92. May 10th, 2008 at 9:55 pm       ธรรศพงษ์ Says:

    รู้สึกดี ชื่นใจกับความรู้สึกของชูใจที่ไม่หลงไปกับเพื่อนของเธอ อยากอนุรัษ์บรรยากาศเหล่านี้จัง


  93. May 10th, 2008 at 9:54 pm       wiwat Says:

    เป็นหนังสือเล่มแรกที่ทำให้โดนตี เพียงครั้งเดียวในชีวิต และมันทำให้อ่านหนังสือได้จนถึงทุกวันนี้ ขอขอบคุณผู้แต่ง ผู้ตี และผู้สอน ที่ทำให้มีวันนี้


  94. May 10th, 2008 at 9:53 pm       xanax Says:

    สุดยอดดดด

    มานี ชูใจ แอนต์เดอะแก้งค์ใน ยุคโลกาภิวัตน์
    55555


  95. May 10th, 2008 at 9:49 pm       anne Says:

    เป็นบทความที่เจ๋งมาก มากเลย เด็กรุ่นหลังๆ ไม่แน่ใจว่าจะยังได้เรียนอยู่รึเปล่า มันแตกต่างจากเด็กสมัยนี้จริงๆ


  96. May 10th, 2008 at 9:41 pm       เอ็ม surasak Says:

    ชอบจัง ทำให้คิดถึงอดีตประถมนหัดเรียนหนังสือ ดูแล้วคิดถึงภาพเก่าๆๆดีจัง


You must be logged in to post a comment.