The Fool

เรื่องของ "คนโง่"

= เรื่องของเฉย .. ตอน เปิดร้านหนังสือ (แต่เช้า) =

September8

.



เช้าวันนี้ เป็นวันที่สดใสอีกวันหนึ่งของเฉย..

 

จากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุทธิสาร เฉยเดินต๊อกต๊อกแบบไม่ได้ย่ำต๊อกไปตามบาทวิถี อันเป็นแหล่งรวมผู้คนมากมาย ร้อยพ่อพันแม่

บัดนี้ .. นายเฉยของเราได้เปิดกิจการร้านหนังสือเล็กๆ แต่ใช้เงินก้อนโต

และเขา.. กำลังเดินตรงไปที่ร้านหนังสืออย่างเร่งรีบ

ระหว่างทางจากสถานีรถฟ้าใต้ดินไปยังร้านหนังสือ เฉยต้องเดินผ่านเหล่าแม่ค้า ต้องเหนื่อยลูกนัยต์ตากับการเหลือบมองสาวออฟฟิศที่แต่งตัวสวยๆด้วยกระโปรงรัดติ้ว ต้องแวะซื้อข้าวราดแกงใส่กล่องเอามาทานประทังชีพในมื้อเช้าและเที่ยง ต้องเดินผ่านบรรดาขอทานที่พยายามแสดงท่าทางบนพื้นทางเดินอันเบียดเสียด.. ในสายตาของเฉยแล้ว นี่มันเป็นการแสดงออกทางศิลปะอย่างหนึ่ง มันเป็นอาร์ตเฟอร์ฟอร์ม!  เสียงครูสอนศิลปะคนหนึ่งที่เฉยคุ้นเคย ก้องกังวาลขึ้นมาในโสตประสาท..  ถัดจากเหล่าขอทาน ก็เป็นคนห่มเหลืองที่ยืนถือบาตรขออาหารพร้อมลูกศิษย์ แต่ละคนสายตาหลุกหลิก ไม่มีอาการใดๆที่บ่งบอกว่าชายเหล่านั้นเข้ามาบวชเพื่อหวังนิพพาน..

 

จากตลาดย่อมๆ เฉยเดินหิ้วถุงข้าวแกงเข้ามาในอาคารหรู อันเป็นที่ตั้งของสำนักงาน นักค้าหุ้น ตลอดจนธุรกิจขายตรงและขายอ้อมๆมากมาย แล้วเฉยก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านหนังสือที่ยังคงปิดไฟมืด..

 

ในขณะที่ร้านปั่นน้ำผลไม้ข้างๆ ร้านขายของชำถัดไป ร้านกาแฟข้ามโลกที่ห่างออกไปสามห้อง จะว่าไปแล้ว เกือบทุกร้านต่างเปิดกิจการให้ลูกค้าเข้ามานั่งจิบกาแฟ ดื่มน้ำผลไม้ กันหมดแล้ว แต่เฉยเพิ่งก้มลงไขกุญแจแล้วลุกขึ้นผลักประตูร้านหนังสือของเขาให้เปิดออก

 

นี่มันยังเช้าอยู่เลยนี่นา เฉยคิดขณะแหงนดูนาฬิกาในร้าน เพิ่งจะแปดโมงห้านาทีเอง

 

ก้าวเข้าไปในร้านสลัว ตรงไปกดสวิตท์เปิดไฟให้กระจ่าง แล้วเขาก็คิดบางอย่างขึ้นมา

 

“เฉย.. ถามจริงๆเถอะว่ะ มึงรักการอ่านขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ว่ะ?

 

เฉยนึกถึงคำถามของเพื่อนคนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังหอบกองหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่คนส่งเจ้าประจำนำมาวางไว้ที่หน้าร้าน จากนั้นเฉยก็คิด.. พลางหอบหนังสือพวกนั้นเข้ามาในร้าน จัดแจงแยกหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับตามที่ลูกค้าสั่งให้ขึ้นไปส่งตามชั้นต่างๆ ..

 

แล้วเฉยก็นึกถึงคำตอบที่เขาตอบเพื่อนคนนั้นไปว่า

 

“เปล่า .. กูไม่ได้รักการอ่านหรอก กูแค่อยากเป็นนักเขียน”

 

“เป็นนักเขียน! แล้วทำไมมีงไม่เอาเวลาไปเขียนล่ะ เสือกมาเปิดร้านหนังสือทำไมว่ะ?

 

เฉยชักรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการอธิบายให้คนที่ไม่มีหัวใจศิลปิน คนพวกนี้ไม่มีวันเข้าใจในความคิดของเขาเลย

 

“มึงไม่รู้หรอก..” เฉยว่าด้วยน้ำเสียงลากยาวอย่างเบื่อ “นักเขียนที่ดีมันต้องเริ่มต้นจากการอ่านเสียก่อน อ่านมาก รู้มาก คิดมาก งานเขียนจะดีขึ้น”

 

“แล้วไม่เสือกไปยืนอ่านฟรีตามร้านหนังสือล่ะ กูเห็นโรงเรียนเลิกทีไร พวกเด็กนักเรียนไปนั่งอ่าน นอนอ่านนิยายกันเต็มร้านหนังสือในห้าง” เจ้าเพื่อนคนเดิมยังไม่มีท่าทีจะเข้าใจศิลปินอย่างเฉย “เงินมึงก็ไม่ค่อยมี แถมยังเสือกไปไถตังค์พ่อมาเปิดร้านซ่ะอีก.. ไอ้ร้านหนังสือกำไรน้อยๆอย่างนี้จะทำไปทำไมว่ะ! .. มึงนี่หาเรื่องจริงๆ”

 

เฉยไม่ใยดีกับคำทัดทานของเพื่อนคนนั้น..

 

กองหนังสือพิมพ์ที่จะต้องนำไปส่งลูกค้าถูกจัดวางแยกเป็นกองๆอย่างเรียบร้อย เฉยอุ้มมันขึ้นมาไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม

 

อ้าว.. ซีไรต์ประกาศผลวันนี้แล้วนี่หว่า  เฉยฉุกคิดขึ้นมาได้อีกเรื่อง ก่อนจะยิ้มอย่างขมขื่น

 

ปีนี้คงไม่มีชื่อเขาเป็นผู้รับรางวัลอีกเช่นเคย

 

ปราดตามองกองหนังสือที่วางอยู่บนชั้นพิเศษ.. อย่างเดียวดาย ทั้งหมดกองนั่นเพิ่งขายออกไปเพียง ๓ เล่ม ทั้งที่เป็นงานของนักเขียนซีไรต์ในอดีต ยังไม่นับรวมกับศิลปินแห่งชาติอีกด้วย

 

ยังไงช่วยผมทำมาหากินหน่อยนะครับ  เฉยเอ่ยกับพี่ๆศิลปินที่นอนกองอยู่ตรงนั้น

 

ในมือกระชับกองหนังสือพิมพ์ไว้แน่นอ้อมกอด ก้าวเท้าออกไปจากร้านหนังสืออย่างไม่ครั้นคร้ามสายตาใครต่อใครที่ปรายตามองอย่างบอกไม่ถูก

 

นี่แหละ..  คือบันไดที่จะทำให้กลายเป็นนักเขียนระดับหัวแถวของประเทศ  เฉยคิดอย่างนั้น  

แต่ก่อนอื่น เฉยหวังว่า งานเขียนเรื่องสั้น เรื่องกลาง เรื่องยาว รวมทั้งอีกหลายเรื่องที่ยังเขียนไม่จบ เขาจะเขียนมันให้จบในเร็ววัน จากนั้นจะได้ส่งเข้าประกวดซีไรต์กับเขาเสียที

 

“เฮ้ย! ไปไหนว่ะเฉย?

 

เสียงชายคนหนึ่งทักขึ้น เขาคืออดีตเพื่อนร่วมงานเก่าที่บังเอิญมาพบกันที่นี่

 

“ส่งหนังสือพิมพ์พี่”

 

เฉยตอบตรงตามกิริยาที่เขากำลังทำอยู่

 

“เออ.. ดีแล้ว”

 

อดีตเพื่อนตอบกลับมาสั้นๆ ..

8 Comments to

“= เรื่องของเฉย .. ตอน เปิดร้านหนังสือ (แต่เช้า) =”

  1. October 11th, 2010 at 9:37 am       pkkk2714 Says:

    ลึกซึง้ งดงาม


  2. September 12th, 2010 at 10:29 pm       Pond Says:

    เห็นใจร้านหนังสือเล็กๆบ้านเรามากครับ ถ้านอกจากหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร หนังสืออื่นๆแทบไม่มีคนซื้อเลย อาจจะเป็นเพราะมีตัวเลือกน้อยกว่าร้านใหญ่ๆ แถมไม่ค่อยมีโปรลดแลกแจกแถมอีก อยากให้กิจการเล็กๆบ้านเราอยู่ได้ ปัญหาสังคมจะลดลงไปด้วย


  3. September 12th, 2010 at 4:13 pm       buadhram Says:

    สู้สู้ต่อไป…ไม่มีทางอื่นแล้วนี่เนาะ….อิอิอิ
    ยังไงก็ต้องเขียนต่อไปแหละ…


  4. September 11th, 2010 at 4:12 pm       athenaz Says:

    Good morning My Bookstore ..


  5. September 11th, 2010 at 4:12 pm       athenaz Says:

    กว่าจะเข้ามาได้ ใช้เวลานานอยู่..
    .
    .
    .
    เรื่องน้ำมันแพงก็ยังอีกยาว
    ไหนจะเรื่องระบบขนส่งมวลชนช่วยให้เราเก็บค่าน้ำมันไว้ใช้จ่ายเรื่องอื่น หากจริงใจไม่โลภชีวิตคงพอเพียง
    กว่านี้มากหลายค่ะ

    ขอบคุณออกความเห็นด้วยกันที่บล็อกพี่ค่า..

    ขอเข้ามาฝันด้วยอีกรอบค่ะ ..


  6. September 10th, 2010 at 11:44 am       jtatanan Says:

    อีตาเฉย.. ฝากคำขอบพระคุณมาแน่ะครับ …


  7. September 8th, 2010 at 10:30 am       xanax71 Says:

    ฝันของแต่ละคนก็ต่างกันไปนะคะ


  8. September 8th, 2010 at 10:28 am       lady007 Says:

    ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จ

    มีความมุ่งมั่นอยู่ในตัว ความแน่วแน่ที่จะไปถึงฝันย่อมมีอยู่จริงค่ะ

    เป็นกำลังใจให้ “คุณเฉย” นะคะ


You must be logged in to post a comment.