The Fool

เรื่องของ "คนโง่"

= ผลัดใบชีวิต ๓ (จบ) =

February9

.

 

          เมื่อปีกลายผมได้อ่านนิทานธรรมะและทำเป็นคลิปเสียงโพสลง Blog ให้เพื่อนๆได้ฟังกันเป็นตอนๆ  (ฟังได้ที่ http://www.oknation.net/blog/premjit/2009/07/04/entry-1 ) จำได้ว่ามีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ เป็นเรื่องราวของพระรูปหนึ่งที่ต้องทำงานหนักเพื่อสร้างวัดไทยในออสเตรเลีย ด้วยค่าจ้างแรงงานค่อนข้างแพง หลายอย่างเกี่ยวกับการก่อสร้างพระในวัดต้องลงมือทำเอง รวมถึงการสร้างกำแพงอิฐด้วย

          พระรูป หนึ่งต้องสร้างกำแพงอิฐ ท่านเริ่มต้นด้วยกี่บรรจงวางอิฐแต่ละก้อนเรียงกันเป็นแถวอย่างดีที่สุด เพื่อให้กำแพงออกมาสวยสมบรูณ์ที่สุด เมื่อก่อกำแพงนั้นเสร็จแล้ว ท่านถอยหลังออกมาชื่นชมผลงานของตัวเอง กลับพบว่ามีอิฐก้อนหนึ่งวางไม่ได้ตำแหน่ง มันบิดเบี้ยว!

          ทัน ใดนั้นเอง ความทุกข์ทรมานใจเกิดขึ้นทันที ท่านอายและโกรธตัวเองเหลือเกินเมื่อมีแขกเหรื่อเดินมาชื่นชมกำแพงที่ท่านก่อ มันกับมือ แม้ทุกคนล้วนชื่นชมกำแพงของท่าน แต่ตัวท่านเองกลับอยากจะทุบกำแพงทิ้ง ด้วยท่านทุกข์ใจกับความไม่สมบรูณ์แบบที่เกิดจากอิฐก้อนเดียวที่บิดเบี้ยว..

          ในกรณีเดียวกัน… เมื่อผมอ่านคำนำของพระไพศาล วิสาโล ในหนังสือ “โรงเรียนพ่อแม่ลูก” มีท่อนหนึ่งในคำนำที่อธิบายเหตุการณ์เดียวกันกับที่ผมเคยอ่านเมื่อปีก่อน

พระ ไพศาลท่านเขียนอธิบายความทุกข์ของผู้เขียนหนังสือ (ครูณา) ไว้ว่า.. “ปัญหาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากใครเลย แต่เกิดจากทัศนคติของตัวเธอเองที่ชอบมองแง่ลบติดตรึงในข้อเสียของคนอื่น ไม่สามารถมองเห็นหรือชื่นชมด้านดีของผู้คนได้ ใช่แต่เท่านั้น ทัศนคติที่มุ่งแต่ผลสำเร็จทำให้เธอคิดแต่จะจัดการกับสิ่งนอกตัว รวมทั้งเรียกร้องบงการผู้อื่น จนลืมที่จะจัดการกับตัวเอง ทัศนคติเช่นนี้ทำให้เธอขัดแย้งกับผู้อื่น ไม่เว้นแม้แต่สามีและลูกๆของเธอเอง”

          ตอนหนึ่งของหนังสืออธิบายเหตุผลที่เราจดจำเรื่องร้ายได้ดีกว่าเรื่องเจริญใจว่า บางทีมันอาจจะเป็นสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของมนุษย์

ข้อ ความข้างบนนี้ ทำให้ผมเข้าใจตัวเองและมนุษย์มากยิ่งขึ้น เพราะมนุษย์เกิดและผ่านการเรียนรู้มากมายหลายพันหมื่นปี เราได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆจากรุ่นสู่รุ่น แรกเริ่มนั้นเรากำเนิดขึ้นในป่าดิบที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์มากมายที่พร้อม จะขย้ำเราเป็นอาหารมื้อเที่ยงหรือดินเนอร์ การระวังตัวและมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนย่อมเป็นการดีที่เราจะเอาตัวรอดได้ใน ป่ามรณะ เราเกิดการเรียนรู้ว่า.. เสียงกุกกักแบบนั้นมันเกิดขึ้นเมื่อเสือเขี้ยวดาบกำลังย่างย่องเข้ามา.. เราจดจำรูปแบบเสียงนั้นจนขึ้นใจและบอกสู่กันฟังให้ระวังตัวเมื่อได้ยินเสียง แบบนั้น เพราะวันก่อนเสือตัวหนึ่งเพิ่งกินเพื่อนในกลุ่มของเราไป จากนั้นสมองก็จะจดจำว่า ถ้าได้ยินเสียงแบบนั้นอีก มันต้องเป็นเสือเขี้ยวดาบแน่ๆ ต้องระวัง!

และ ต่อมาอีกหลายพันหมื่นปี.. จะด้วยเรื่องเข้าใจผิดหรืออะไรก็แล้วแต่ สมชายรู้สึกเหม็นขี้หน้าสมหวังชนิดไม่อยากมองหน้า บังเอิญว่าทั้งคู่จะต้องมาประชุมกันในเช้าวันหนึ่ง เมื่อสมชายเดินเข้ามาในห้องประชุม ขณะที่สมหวังกำลังพูดจากระซิบกระซาบกับสมหญิง เมื่อเห็นสมชายเดินเข้ามาให้ห้องประชุม ทั้งคู่ชะงักและหยุดการสนทนาทันที สมชายถึงกับเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ ด่าทอสมหวังเสียๆหายๆว่ากำลังนินทาตน

ภาพ คนสองคนกระซิบกระซาบกันนั้น เราเรียนรู้มาจากบรรพบุรุษ (ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้) ว่านั่นคือการนินทาใครสักคน และหากคนที่กำลังกระซิบกับอีกคน เป็นคู่กรณีที่เราไม่ชอบขี้หน้า เรามักจะตัดสินใจลงไปในทันทีด้วยภาพที่เห็นว่า.. เขากำลังว่าร้ายแก่เรา จึงสมควรแล้วที่เราจะโกรธ

สมชายจะรู้สึกอย่างไร? หาก รู้ในเวลาต่อมาว่า สมหวังกำลังสนทนากับสมหญิงเรื่องปัญหาสุขภาพของลูกชายที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง และเขาไม่อยากให้ใครล่วงรู้ความทุกข์ระทมของหัวอกคนที่เป็นพ่อ

ผม มั่นใจว่าเรื่องเล่าทำนองนี้เราได้ยินกันมามากต่อมาก และเรามักแสดงความชื่นชมยินดีกับเรื่องเล่าดีๆเหล่านั้น แต่สักพัก.. เราก็จะลืม แล้วหันไปสนใจกับเรื่องอื่นรอบตัว และอีกสักพัก เราก็จะหันกลับไปเพ่งมองแต่จุดสีดำเล็กๆบนแผ่นกระดาษสีขาว.. เรามองไม่เห็นสีขาวที่อยู่รอบๆจุดสีดำเลยแม้แต่น้อย

จะว่าไปแล้ว จุดเปลี่ยนแปลงในชีวิตของครูณาที่ผมเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้คือ สติ

หลัง จากปรับทัศนคติให้มองพื้นที่สีขาวมากกว่าจุดสีดำ ไม่ว่าจะทำอะไร ครูณามีสติกำกับอยู่เสมอ.. เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน เกิดความรู้สึกว่าอยากเข้าไปกอดเข้าไปเล่นกับลูก และเมื่อเจอลูกเข้าจริงๆเธอถามลูกว่า

“รักแม่มั้ย?

“รักคุณย่ามากกว่า”

ทันที ที่ได้ยิน เธอรู้สึกโกรธและผิดหวังขึ้นมาทันที แต่เมื่อมีสติขึ้นมา เธอจำได้ว่าความรู้สึกเริ่มแรกก่อนจะเข้ามาในบ้าน เธอรู้สึกอยากกอดและอยากเล่นกับลูกให้หายคิดถึง แล้วทำไมเธอจึงจะทอดทิ้งความรู้สึกดีๆเช่นนั้นเพียงเพราะได้ยินถ้อยคำที่ไร้ เดียงสาของลูกเล่า เธอจึงบอกแก่ลูกของเธอว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ลูกรักคุณย่า หรือรักพี่เลี้ยง และเธอก็บอกว่ารักและคิดถึงลูกมากเพียงใด จากนั้นก็เล่นสนุกสนานกับลูก.. เกิดความสุขได้ด้วยตัวเราสร้างขึ้นเอง

การ ใช้ชีวิตช้าๆอย่างมีสติ ไม่ตัดสินใจในทันทีเมื่อเราได้เห็นหรือได้ฟังสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เข้ามากระทบ โสตประสาท หากแต่ใช่สติ ปัญญา ไตร่ตรอง จึงเป็นเคล็ดลับสำคัญที่เราเองก็ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษเช่นเดียวกัน แต่อย่างที่เล่ามานั่นแหละ เรามักจดจำเรื่องร้ายได้มากกว่าจดจำเรื่องดีๆ..

“โรงเรียน พ่อแม่ลูก ตอน ผลัดใบชีวิต” เป็นหนังสือที่ผมประทับใจมาก แต่ละหน้าที่อ่านผ่านช่างมีคุณค่าเหลือเกิน คิดอีกแง่มุมหนึ่ง นี่มันเป็นหนังสือที่ลงทุนด้วยชีวิตคนคนหนึ่ง ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับทัศนคติแง่ลบ ชีวิตครอบครัวเกือบพังทลาย และเราได้เรียนรู้สิ่งนั้นจากเขาโดยที่เรายังสามารถรักษาสิ่งดีๆในชีวิตได้ อีกมากมาย จากหนังสือเล่มนี้..

พรุ่งนี้เรามาเขียนจดหมายถึงตัวเองกันดีมั้ยครับ..


ผม ได้ความคิดมาจากหนังสือเล่มนี้ และจะลองเขียนจดหมายถึงตัวผมเองอย่างที่ครูณาเขียนถึงพ่อและลูกๆของเธอเอง เรามาลองดูนะครับว่าผมและผู้อ่านจะได้เรียนรู้อะไรบ้างจากจดหมายฉบับนั้น..  



ขอบคุณครับ

โจ้..

ร้านหนังสือสมอุรา อาคารเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์

somura2021@gmail.com

http://www.facebook.com/?ref=home#!/pages/Somura/107353169872

You must be logged in to post a comment.