The Fool

เรื่องของ "คนโง่"

= กรุณาส่ง ตัวผมเอง =

February10

.

สวัสดีครับคุณโจ้ 

 

เป็นยังไง? สบายดีนะครับ ผมไม่เคยเขียนหรือส่งข้อความอะไรถึงคุณเลย นับแต่เรารู้จักกันครั้งแรกบนเปลไกวที่ชั้นสองของอาคารไม้บ้านยายผม ไม่ทราบว่าคุณยังจำได้หรือเปล่าครับ แน่นอน.. ผมรู้ว่าคุณจำได้หมดแหละ ทุกเรื่องทั้งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

 

สัมผัสแรกบนโลกใบนี้ มันเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายสำหรับผม (ไม่รู้ว่าใครจำครั้งแรกบนโลกได้หรือเปล่า)

 

หลังจากเกิดมา ผมก็เป็นทารกไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร จนวันหนึ่ง คุณก็ปลุกให้ผมตื่นจากความไม่รู้เรื่องรู้ราว เข้าสู่เขตแดนแห่งการรับรู้..  ผมยังจำได้ ในเปลที่พี่เลี้ยงไกวช้าๆ ร้องเพลงกล่อมเด็กแบบจีนแต้จิ๋วที่ยายผมสอนให้ อ๋อง อ๊อง เอ๋ย อ่อง กิม ก๊อง.. แล้วดวงตาแห่งความรับรู้ของผมก็เปิดขึ้น จ้องมองเพดานไม้ มองไปรอบๆผืนผ้าสีขาวขุ่นที่นำมาผูกเป็นเปล มันคับแคบ อึดอัด และน่าเบื่อหน่ายที่ต้องนอนอยู่ในเปลแคบๆ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรที่ดีไปกว่านั้น จนวันหนึ่ง คุณก็มากระซิบให้ผมเริ่มคลาน แล้วที่สุด ผมก็เดินได้เป็นครั้งแรก.. ให้ตายสิ ผมยังจำความรู้สึกที่เดินได้ขึ้นใจอยู่เลยนะ มันก็น่าแปลกมาก ที่ผมยังจำเรื่องราวพวกนั้นได้ แต่มันก็ขาดเป็นห่วงๆ

 

อันที่จริง.. ผมกับคุณไม่ค่อยได้พบกันบ่อยครั้งนัก แต่ทุกครั้งที่คุณโผล่มา มักจะมีเรื่องให้ชีวิตผมหันเหไปทางใดทางหนึ่งเสมอ ภาษาชาวบ้านเค้าคงเรียกกันว่า มีอะไรมาดลใจ

 

จำได้มั้ย?  ตอนที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเหลือเพียงสอบวิชาสุดท้ายก็จะหมดสภาพการเป็นนักศึกษาเสียที วันนั้นเพื่อนๆชวนกันไปฉลองเรียนใกล้จบกันที่ร้านริมปิง ไอ้เรื่องฉลองนี่ ผมชอบเป็นทุนอยู่แล้ว (ผมรู้ว่าคุณไม่ค่อยชอบเรื่องไร้สาระแบบนี้เท่าไหร่นัก) คืนนั้นผมและเพื่อนๆนั่งจิบเหล้าคุยกันว่าอนาคตของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร? จะไปทำงานอะไรกันบ้าง เพื่อนแต่ละคนมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากจะทำงานอะไร?  แต่ผมสิ ในหัวสมองมันตื้อไปหมด..  คุณก็รู้ว่าตอนในนั้น ผมกำลังคร่ำเคร่งกับการคิดหาความหมายของชีวิต ผมใช้เวลาหลายเดือนก่อนเรียนจบ นั่งคุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เราคุยกันเรื่องเซนและความหมายของการมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร (บางทีคุณนั่นแหละอยู่เบื้องหลังที่ทำให้ผมสนใจในเรื่องนี้ขึ้นมา) บางวันผมกับเพื่อนคุยกันพันตูขนาดที่ผมต้องขอไปนอนค้างที่บ้านเพื่อน แล้วเราก็คุยกันในเรื่องที่คนอื่นฟังแล้วคงคิดว่าเราเพี้ยน

 

ในวงเหล้าร้านริมปิง.. เหมือนมีบางสิ่งมาดลใจ จู่จู่ผมก็ลุกขึ้นบอกกับเพื่อนว่าเดี๋ยวมา พร้อมกับขอเศษเหรียญจากเพื่อนเพราะผมไม่มีเงินเหรียญติดตัวเลย แล้วก็เดินออกไปนอกร้าน ข้ามถนนไปฝั่งตรงกันข้าม หยอดเหรียญใส่ตู้โทรศัพท์ บอกกับแม่ว่า หลังสอบเสร็จ ผมจะกลับไปที่บ้านอุบลฯ ให้พ่อช่วยหาวัดให้ที “ผมจะบวช”

 

คุณรู้มั้ย? ผมไม่เคยบรรจุความคิดที่ว่าจะบวชอยู่ในสมองเลยแม้แต่น้อย เอาล่ะ ผมยอมรับว่าตอนคุยเรื่องเซนบ้าบออะไรนั่นกับเพื่อน ผมฝันถึงโลกในอุดมการณ์ ในห้วงจินตนาการที่สวยงาม ความสงบ และความสว่างจากภายใน (ตอนนี้ผมมั่นใจว่า นั่นคงเป็นสิ่งที่คุณดลใจให้ผมทำ) แต่ผมไม่เคยฝันว่าตัวเองอยากเป็นพระ..

 

ผมไม่รู้ว่าแม่และพ่อจะรู้สึกยัง แต่เพื่อนๆในวงเหล้ามันบอกว่า ผมคงใกล้เมาหรือไม่ก็คงพูดเล่น แต่เอาล่ะ เมื่อเห็นผมยืนยันว่าจะบวชจริง ทุกคนก็ลงความเห็นว่าไม่น่าจะเกิด ๗ วัน ๑๕ วัน.. ถ้าไม่สึกก็คงถูกจับสึกเพราะเรื่องสีกาแหงๆ

 

และอะไรก็ไม่รู้ดลใจให้ผมบวชนานกว่าที่เพื่อนคิด

 

อืม.. หลายคนประหลาดใจกับเรื่องนี้มาก ที่อยู่ดีๆผมสามารถใช้ชีวิตอยู่ในวัดป่า กินอาหารเพียงวันละมื้อเดียว แถมยังไม่อยากดื่มเหล้าและพยายามหลบเลี่ยงไม่มองหญิงสาวอย่างจงใจ

 

อันที่จริง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมหาคำตอบในตอนนั้นไม่ได้ว่า ทำไมผมถึงเลือกตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างลงไป อย่างเมื่อครั้งลาออกจากบริษัทที่เคยทำงานมถึงเจ็ดปี ใครๆล้วนไม่เห็นด้วย แต่ในใจผมกลับร้อนรน ความรู้สึกมันเหมือนกับเมื่อครั้งอยากจะสึกหาลาเพศจากพระกลับไปเป็นฆราวาสตามเดิม มันร้อนรนไปหมด จะอยู่ต่ออีกเดือนหรือสองเดือนเหมือนใจมันจะขาดรอนรอน

 

นั่นคงเป็นการต่อสู้กันระหว่างคุณกับผม.. ระหว่างสิ่งที่ควรทำ กับสิ่งที่อยากทำ

 

บางครั้งผมก็ชนะ บ่อยครั้งผมก็แพ้ให้คุณ แล้วชีวิตผมก็เดินไปในทิศทางที่ควรอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นมาสู้กับคุณอีกครั้ง แล้วก็เลือกทางเดินบ้าๆบอๆในแบบของผมอีกหน

 

หากในวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึงจะเป็นโอกาสให้ผมมองย้อนกลับไปในอดีตเพื่อค้นหาตัวเองอีกสักครั้ง ผมพบความจริงอันน่าประหลาดใจว่า “คุณ” เป็นผู้ที่ประคับประคองผมมาตลอด นับตั้งแต่วันที่คุณปลุกผมให้ตื่นบนเปลแคบๆ ที่กำลังไหวตามแรงไกวของพี่เลี้ยง

 

บางที ตลอดชีวิตลุ่มๆดอนๆ (แต่พระหมอดูท่านว่าชีวิตผมมีสีสันนะ) เหตุที่ผมเป็นอย่างนั้น คงเพราะผมไม่เคยสนใจที่จะถามคุณว่าอย่างจริงจังว่า คุณเห็นด้วยหรือเปล่าที่ผมจะใช้ชีวิตในแบบที่เป็นมา ผมเพียงทำตามความอยากของตัวเองเป็นหลัก เมื่อความอยากหายไป บางทีผมก็รู้สึกผิด รู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ทำลงไป จากนั้น คุณก็จะมานั่งปลอบโยนผมอยู่ใกล้ๆ คอยให้กำลังใจที่จะทำในสิ่งตรงกันข้ามกับความเลวร้ายที่เกิดขึ้น และในห้วงเวลาแห่งความทุกข์นั้น ดูเหมือนว่าผมจะเชื่อคุณ และยอมรับข้อเสนอนั้นด้วยดี

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมกลับลืมเรื่องเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้น แล้วกลับไปทำเรื่องบ้าๆนั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ชีวิตที่ผ่านมา ผมเรียนรู้ที่จะรักและเอาใจคนอื่นมากมาย ได้แต่หวังว่าเขาจะพอใจกับสิ่งที่ผมเสนอให้ เพื่ออะไร? เพื่อที่เขาจะหันกลับมาทำในสิ่งเดียวกันกับที่ผมทำให้ไปยังไงล่ะ.. แต่คุณก็รู้นี่นา เราต่างก็รักตัวเองกันทั้งนั้น ทุกสิ่งที่ผมทำให้แก่คนอื่น จะเป็นนามของคำว่ารัก ชอบ หรือหลง อะไรก็แล้วแต่ ความจริงผมก็แค่อยากให้ตัวเองมีความสุข ก็เท่านั้น.. น้อยครั้งที่เราจะรู้สึกรักและหวังดีกับคนอื่นอย่างไม่เรียกร้องบางสิ่งกลับมา อืม..แบบนั้นเค้าคงเรียกว่ารักแท้.. ล่ะมั้ง มันคงเป็นรักในแบบที่คุณอยากให้ผมได้สัมผัส.. จริงมั้ยครับ?

 

จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมได้รู้จักกับคุณจริงๆ ว่าคุณคืออะไร.. ที่ดลใจผมมาตลอด คอยชี้ทางให้ผมเดินในวันที่มืดมน ผมไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร ในขณะที่อีกความรู้สึกก็ไม่รู้จะเสียใจอย่างไรกับสิ่งที่เคยทำกับคุณและตัวผมเอง

 

วันแห่งความรักที่ใครๆมักพูดถึงแต่ความรักที่มีต่อคนอื่นรอบตัว แต่ผมอยากให้โอกาสนี้แก่ตัวเอง เพื่อเรียนรู้ที่จะรักตัวเองให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น

 

ผมอยากที่จะรักตัวเองจนรู้สึกว่าเรามีความสุขจากตัวเราเองได้ และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมคิดว่าคุณ คงจะชี้นำให้ผมเรียนรู้ที่จะรักผู้คนและโลกใบนี้ในแบบที่คุณรัก และทำเพื่อผมมาโดยตลอด

 

 

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างครับ

 

โจ้.

 

 

 

ร้านหนังสือสมอุรา

 

เมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์ ห้วยขวาง กทม.

 

Somura2012@gmail.com

 

Fanpage : http://www.facebook.com/?ref=home#!/pages/Somura/107353169872

 

You must be logged in to post a comment.