The Fool

เรื่องของ "คนโง่"

= สมอุราเชิญอ่าน… ไซซี ผู้พลิกชะตาแผ่นดิน และ ลืม.. ไม่ลง =

February11

.

๑.

 

ร้านหนังสือสมอุรา เป็นร้านหนังสือเล็กๆที่มักมีเพื่อนๆแวะเวียนมาแลกเปลี่ยนสิ่งดีๆกันอยู่เสมอ ความสุขจากการมานั่งที่ร้านหนังสือในทุกเช้าของผม คือการได้พบเพื่อน พี่ และน้องๆ เหล่านี้

 



หลังจากส่งหนังสือพิมพ์ตามชั้นต่างๆเรียบร้อยแล้ว ผมใช้เวลาสงบช่วงเช้านั่งเขียนเรื่องราวต่างๆให้เพื่อนๆได้อ่านกัน บางเรื่องผมก็ได้ความคิดมาจากการอ่านหนังสือที่อ่านระหว่างอยู่ในรถไฟฟ้าใต้ดิน.. บางเรื่องลูกค้าก็เล่าให้ฟัง บางทีก็ได้จากชีวิตจริงที่สัมผัสมา แต่ทุกเรื่องผมได้มาจากการใช้ชีวิตช้าลง ละเลียดมองดูชีวิตสองข้างทางระหว่างทางชีวิต

 

เมื่อวาน.. หลังจากโพสเรื่องเขียนจดหมายถึงตัวเอง ผมได้รับอีเมล์จากคุณเก๊าะ ซึ่งเป็นผู้ดูแลลูกค้าจากสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง คุณเก๊าะเป็นคนที่อ่านหนังสือมาก รักการอ่าน และแน่นอนว่าอ่านมากกว่าผม มิหนำซ้ำ ยังรู้เบื้องลึกเบื้องหลังหนังสือแต่ละเล่มละเอียดยิบ ชนิดที่ว่าผู้เขียนแต่ละคนเขามีแรงบันดาลใจอย่างไรในการเขียนหนังสือแต่ละเล่ม ฟังแล้วก็สนุกสนานเพลิดเพลินทุกครั้ง ดังนั้น เวลาคุณเก๊าะแวะมาเยี่ยมที่ร้านสมอุรา ผมมักจะได้ความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้นเสมอ

 

เมื่อวาน คุณเก๊าะส่งอีเมล์มาเล่าเรื่องการย้ำเตือนตัวเองให้หวนนึกถึงอดีตที่ผ่านมาอย่างเหนียวแน่น.. ลองไปอ่านบางตอนของอีเมล์กันดูนะครับ

 

ผมเคยอ่านเรื่องเล่าของคนแก่คนนึงครับ เขาบอกว่าสิ่งที่เขากลัวที่สุด คือจำหน้าลูกตัวเองไม่ได้ เขาสูญเสียลูกไปด้วยวัยยังน้อย เขากลัวความรัก ความผูกพัน ระหว่างเขากับลูกจะเลือนหาย ไปตามกาลเวลา เขาจะพกรูปลูกติดตัวอยู่ตลอดเวลา

 

    ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ

    แต่ถ้าเรามัวแต่ไปผูกติดอยู่แต่กับอดีต มันยิ่งบั่นทองสุขภาพจิตเราจริงมั้ยครับ  เอาเป็นว่าถ้าเรานึกถึงอดีต เมื่อไหร่ ให้ยิ้มให้กับมันดีกว่าว่ามั้ยครับ

 

 เก๊าะ

 

อ่านอีเมล์นี้แล้ว นึกถึงประโยคที่ผมมักจะคิดถึงอยู่เสมอว่า สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งในชีวิตคนเรา คือการ“ลืม” .. ถ้อยคำนี้ผมคิดขึ้นเองครับ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ก็สุดแท้

ผมมานั่งคิดในยามว่างว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเราจดจำทุกสิ่งทุกอย่างฝังแน่นอยู่ในระดับจิต จะกินจะนอนก็เฝ้าแต่คิดถึงเรื่องบางเรื่อง สลัดหัวส่ายหน้าก็แล้ว มันยังไม่ยอมหลุดไปจากความนึกคิดทรงจำ.. มันคงทรมานน่าดู

 

ผมมีญาติลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง เราโตขึ้นมาพร้อมๆกัน วิ่งเล่นผูกพันกันมาตั้งแต่เด็กๆ พอเรียนจบมหาวิทยาลัย  “ชิง” ญาติผู้น้องคนนี้ก็ลาโลกไปด้วยโรคพุ่มพวง (แพ้ภูมิตัวเอง) ผมนั่งรถไฟจากบางกอกกลับไปอุบลฯเพื่อร่วมงานเผาศพ นับแต่วันที่ทราบข่าว จิตใจก็ครุ่นคิดถึงแต่เรื่องราวเก่าๆในครั้งยังวิ่งเล่นด้วยกัน แต่ความรู้สึกนั่นยังน้อยไปเมื่อเห็นอากิ๋ม แม่ของฉิ่ง ร้องไห้ปานจะขาดใจเมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณของลูกชาย เห็นภาพนั้นแล้วทำให้ผมนึกขึ้นว่า ต่อจากนี้ไป อากิ๋มคงอยู่แต่ในโลกของความโศกเศร้า เฝ้าแต่คิดถึงลูกชายที่จากไป..

 

แต่กาลเวลาก็เยียวยาอากิ๋ม..

 

หลายปีจากนั้น น้องชายของชิงก็แต่งงาน แล้วเขาก็มีลูกสาวตัวเล็กๆให้ครอบครัวได้ชื่นชม ถึงช่วงปีใหม่ผมก็กลับบ้านเหมือนทุกปี เราจะมีงานเลี้ยงทำบุญให้คุณยายผมที่จากไปหลังวันปีใหม่ วันนั้นจะเป็นวันรวมญาติจากฝั่งซัวเถา อากู๋กับอากิ๋มอุ้มหลานสาวมาร่วมงานด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข จำได้ว่าเราคุยกันถึงฉิ่งบ้าง เมื่ออากิ๋มบอกว่าไปค้นเจอภาพเก่าสมัยที่พวกผมยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก ยืนเล่นน้ำสงกรานต์อยู่หน้าบ้าน ในนั้นมีฉิ่งอยู่ด้วย

 

พวกเรา (หลานๆ) ฟังด้วยความตื่นเต้น แล้วภาพเก่าๆในวันวานก็หวนขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เราหวนคิดถึงอดีตด้วยความสุขที่เคยได้รับในวัยเด็ก

 

ผมคิดว่าเราไม่เคยลืมชิง น้องที่เคยวิ่งเล่นและเติบโตมาด้วยกัน แต่เมื่อคิดถึงอดีต.. ผมเลือกที่จะคิดถึงแต่เรื่องดีๆที่เคยมีร่วมกัน ถึงแม้เขาจะจากไปแล้ว แต่การหวนคิดถึงคนในอดีตด้วยความเจ็บปวดนั้น.. จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อวันหนึ่งเราก็ต้องลาโลกแห่งละครใบนี้ไปเหมือนกัน…

 

 

๒.

 

ว่ากันด้วยเรื่องของการเตือนตัวเองไม่ให้ลืมอดีตอันเจ็บปวด ผมนึกถึงอ๋องฟูชา แห่งเมืองอู๋ บิดาของท่านอ๋องถูกเจ้าเมืองเย่ฆ่าตายในการรบระหว่างเมืองอู๋และเมืองเย่ซึ่งมีพรมแดนติดกันเหมือนไทยกับเขมร อ๋องฟูชาเจ็บช้ำน้ำใจมากเรื่องที่บิดาถูกฆ่าตาย จึงส่งให้ทหารที่ประจำห้องโถงมีหน้าที่เตือนความจำนี้ด้วยการร้องถามทุกครั้งที่ท่านอ๋องฟูซาเดินเข้าออกว่า “ท่านลืมความแค้นที่บิดาท่านถูกเจ้าเมืองเย่ฆ่าตายแล้วหรือ? ผมไม่รู้ว่าอ๋องฟูซาจะกำหนดให้ตัวเองต้องตอบทหารทุกครั้งหรือเปล่าว่า “เฮ้ย อั๊วไม่ลืมหรอกโว้ยและวันนึง อั๊วจะบุกไปบั่นหัวไอ้โกวเจี้ยนเจ้าเมืองเย่ให้จงได้”

 

นี่ถ้าตะแกต้องเดินเข้าออกโถงวันละหลายรอบ และต้องคอยถามตอบกันอย่างนี้ทุกครั้ง มีสิทธิ์ประสาทเสียได้เหมือนกันนะครับ.. แต่ในหนังสือบอกว่า อ๋องฟูซาตอบทหารไปว่า “ข้าขอสาบาน แค้นนี้ต้องชำระ!

 

นี่ถ้าฟูชาหัดทำให้ความแค้นเป็นหนี้ NPL บ้าง เรื่องร้ายๆก็คงจะไม่เกิดตามมา

 

หลังจากย้ำแค้นกันอยู่หลายปี ฟูชาก็สบโอกาส บุกทะลวงเมืองเย่จนเจ้าเมืองเย่คือ โกวเจี้ยนยอมเชื่อฟังขุนนางของตนเองว่าให้ยอมแพ้แก่ฟูชาเสียเถิด เพื่อรักษาชีวิตตนเองและประชาชนบ้านเมืองเอาไว้ ส่วนเรื่องศักดิ์ศรีและความแค้นนั้น ลูกผู้ชายสิบปีแก้แค้นยังไม่สาย.. ว่าแล้วโกวเจี้ยนซึ่งไม่ดื้อเหมือนฮุนเซน ก็ยอมไปใช้ชีวิตเป็นเชลยศึกที่เมืองอู๋อย่างกล้ำกลืนฝืนทน

 

ทส. ของโกวเจี้ยนคือ ฟ่านหลี ตามไปคอยเคียงข้างและให้คำแนะนำ (ตำแหน่งคงจะประมาณเทพเทือก แต่คำแนะนำคงต่างกัน) ฟ่านหลีแนะให้โกวเจี้ยนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ฟูชาไว้ใจ จนยอมยกโทษให้ เพื่อจะได้ส่งตัวเขากลับเมืองเย่ตามแผนการที่วางเอาไว้ว่าสิบปียังล้างแค้นกันได้ ต่อมา..เมื่อฟูชาล้มหมอนนอนเสื่อด้วยโรคภัย ฟ่านหลีแนะนำให้โกวเจี้ยนรุดเข้าเยี่ยมอาการ จากนั้นให้ขอชิมขี้ของฟูชาเพื่อทำนายอาการ.. กึ๋ย!! ผมเองอ่านถึงตอนนี้ถึงกับต้องแลบลิ้นแผล่บๆ.. แหวะ!!

 

เมื่อฟูชาเห็นโกวเจี้ยนซึ่งเป็นผู้ฆ่าบิดาของตนเองยกปลายนิ้วที่มีขี้ของตนขึ้นแตะลิ้นอย่างไม่รังเกียจ แถมยังทำนายอาการจากรสของขี้ว่า อาการท่านจะหายดีในเร็ววันนี้.. ฟูชาก็นึกปลื้มปีติที่โกวเจี้ยนเป็นห่วงตนและยอมทำถึงเพียงนี้ พาลนึกไปว่า แม้แต่ลูกเมียของตนเองก็คงไม่กล้าทำเช่นนี้ ขุนน้ำขุนนางที่ว่ารักก็คงไม่ทำ (เป็นผมคงใช้วิธีแมะหรือให้แลบลิ้นดูอาการแทน) ที่สุด ฟูชาก็ปล่อยเสือโกวเจี้ยนกลับสู่ป่าเมืองเย่เช่นเดิม แม้ขุนนางตงฉินจะคัดค้านว่าจะเป็นอันตรายในภายหน้า แต่ฟูชากลับไม่เชื่อ..

 

ฝ่ายโกวเจี้ยนเมื่อกลับเมืองเย่แล้ว ก็ไม่อยากลืมความแค้น โกวเจี้ยนทรมานตัวเองทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้สมองลืมความแค้น ยามร้อนก็แช่น้ำแข็ง ยาวหนาวก็เอาเตาไฟมาอังใต้เตียงให้รุ่มร้อน ยามจะหลับก็หาไผ่น้ำมาทาเปลือกตาให้แสบ แถมด้วยตื่นนอนทุกเช้าโกวเจี้ยนจะเบิกอรุณด้วยการจิบดีหมี (อันนี้ผมเดาเอาเองว่าระดับอ๋องควรชิมดีหมี) จิบดีหมีที่รสขมปี๋ทุกเช้ารับอรุณด้วยความทุกข์ เพื่อไม่ให้ลืมรสขี้ของฟูชา.. โอวคนจีนโบราณนี่ช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง

 

จากนั้น ผ่านหลีจึงแนะนำโกวเจี้ยนเริ่มดำเนินตามแผนนารีพิฆาต ด้วยการส่งสาวงามไปเป็นบรรณาการแก่ฟูชา และงานนี้ก็ได้ไซซี หญิงงามที่สุดในปฐพี (ยุคนั้น) รับหน้าที่สวยสังหาร

 

ไซซีหญิงที่งามจนปลาตะลึงทำให้ฟูชาแทบคลั่ง ไม่เป็นอันทำงานการในตำแหน่งเจ้าเมือง ไซซีอยากได้อะไรเป็นยอมทุกอย่าง แม้กระทั่งลงไปคลานสี่ขาแปลงร่างจากอ๋องเป็นหมา ฟูชาก็เต็มใจทำเพื่อแลกกับความสุขของไซซี (อันนี้ถ้าอยู่กันรโหฐานผมก็อาจจะยอม)

 

ที่สุด บ้านเมืองอู๋ก็อ่อนแอลง โกวเจี้ยนเห็นอย่างนั้นจึงยกทัพที่เตรียมการมาอย่างดีจัดการทะลวงเมืองอู๋เสียแตกยับ ฟูชาหนีไปได้ไม่ไกล เมื่อเห็นว่าหมดหนทาง ก็สุดที่จะยอมรับความผิดพลาดในอดีตของตนไม่ได้ ยกกระบี่ขึ้นมาเชือดคอตนเองตายไปพร้อมกับความแค้นตนเองจนอับอายทนอยู่ไม่ได้นั่นเอง

 

เป็นยังไงครับ เรื่องราวของความแค้นอันนำไปสู่ความย่อยยับฉิบหายกันทั้งหมด

 

โกวเจี้ยนเองก็ใช่ว่าจะมีความสุขที่ได้แก้แค้น เพราะต่อจากนั้นก็ยังมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ไซซีเองก็เป็นหญิงที่มีอุดมการณ์ไม่ต่างจากฮองซานซูจี และต้องรับกรรมในเบื้องปลาย..  ฟูชากับโกวเจี้ยน ใครจะนำไปเปรียบกับคุณมาร์คหรือฮุนเซนก็สุดแท้เถิด แต่เมื่อใดที่เราลืมความแค้นในอดีตระหว่างกันได้ สองชาติที่อยู่ติดกันก็คงจะสงบได้เสียที..

 





ไซซี ผู้พลิกชะตาแผ่นดิน.. 

สำนักพิมพ์แสงดาว

อดุลย์ รัตนมั่นเกษม เขียน

หนา ๑๖๒ หน้า

ราคา ๑๓๐ บาท

ร้านหนังสือสมอุรา อาคารเมืองไทย-ภัทรคอมเพล็กซ์

somura2010@gmail.com

Fanpage http://www.facebook.com/pages/Somura/107353169872

You must be logged in to post a comment.