The Fool

เรื่องของ "คนโง่"

= เรื่องเล่าจากท้ายรถ =

April27

.

วานเย็น..

 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา แน่ใจว่าไม่เคยมีเทพหรือภูติตนใด เคยขอใช้เรือนร่างของผมเป็นร่างทรง แต่ทำไมมันร่างกายผมจึงสั่นสะท้านโยกเยกเช่นนี้ หัวคลอนสะท้านไปทาง ตัวโยกเยกไปอีกทาง แขน ขาสะบัดหน้าสะบัดหลังราวกับผี-เอลวิส แวะมาเข้าสิง!

 

มันต้องมีอะไรเกิดขึ้น..

 

มองลอดช่องกระจกกั้นระหว่างห้องคนขับกับตัวถังรถอันเป็นที่นั่งของผู้โดยสาร แลเห็นนิ้วก้อยอวบๆอันหนึ่งเกาะเกี่ยวพวงมาลัยรถเอาไว้หลวมๆ ขณะที่อีกมือหนึ่งที่ควรช่วยประคองกลับไม่ว่าง เพราะเจ้าของมือต้องใช้มันกดแตรที่แถมฟรีมากับรถ (มันจึงกดใหญ่เลย) ปรี๊นๆๆๆๆๆ และ ๆๆๆ ไปตลอดทาง

 

ชิบหายสิ! ชีวิตน้อยๆของโจอี้แมน มีค่าแค่ปลายนิ้วก้อยของคนขับรถกะป๊อ บัดซบจริงๆเลย!

 

คิดไปพลาง ลำตัวโยกเยกไปพลาง ตามจังหวะกระทืบคันเร่งสลับกระทืบเบรกอย่างเร่าร้อน และเมามัน…

 

มันไปได้ใบขับขี่มาจากศาลพระภูมิต้นไหนวะ?

 

ระหว่างร่างโยกเยกไปมาราวตุ๊กตาล้มลุก สายตาผมปราดไปเห็นติ๊กเกอร์ข้อความต่างๆ ที่อีตาคนขับแกแปะเตือนผู้โดยสาร อาทิ อย่านั่งเฉย เลยแล้วกด (ซึ่งผมก็ไม่เห็นว่ามันจะจอดรถรับ-ส่งเป็นที่เป็นทางสักหน) อย่ายื่นแขนขาออกจากตัวรถ (คงมีแต่คนอยากฆ่าตัวตายเท่านั้นแหละที่จะทำแบบนั้น) คันหลังฟรี! (นี่ขนาดกูขึ้นเสียตังค์นะโว้ย!!)

 

หัวยังหมุนติ้วขณะเดินเข้าบ้าน.. ส่วนปากเอ่ยปรับความสมดุลอารมณ์กับเพื่อนร่วมทุกข์ทางโทรศัพท์

 

แม่งไม่รู้จะรีบไปไหน สงสัยมันรำคาญเมียมันที่นั่งข้างๆ” ผมสรุปความรู้สึกหลังเล่าความเป็นมาตั้งแต่ต้นเรื่อง

 

แล้วเมียมันทำอะไรล่ะ?”

 

เมียน่ะเหรอ.. นั่งเฉยๆก็น่ารำคาญแล้ว!”

 

เออๆๆ ช่างมันเหอะว่ะ มันคงรีบ” เอ่ยปลอบใจ ก่อนแยกย้ายกันกดวางสายโทรศัพท์

 

 

เช้าวันนี้

 

เดินข่มอารมณ์ขุ่นเขมรมาตามทางไป ความบัดซบของผู้นำทหารเขมร ที่เลือกยิงใส่บ้านเรือนคนไทยโครมๆ ในขณะที่ปากอีกข้างเอ่ยขอเจรจาสงบศึก ฝ่ายนายกฯนักเรียนนอกเอาดีแต่พูดไปวันๆ รักษากติกา กา กา.. ขณะที่อีกฝ่ายชกใต้เข็มขัดตลอด..

 

เดินไปบ่น (ในใจ) ไปพลาง จนคิดได้ว่า ศิลปินนักเขียนใหญ่ชาวจีนนาม เกา สิงเจี้ยน กล่าวไว้ว่า ศิลปิน และวรรณกรรมควรอยู่เหนือการเมือง แม้ว่าผมไม่ใช่ศิลปิน” แต่ก็พยายามข่มใจให้อยู่เหนือการเมือง เผื่อสักวันจับสลากได้เป็นศิลปินกับเขาบ้าง จะได้ไม่เคอะเขิน

 

ที่ปากซอย.. รถกะป๊อคันนั้นจอดติดเครื่องรอผู้โดยสารที่ป้ายรถเมล์อยู่แล้ว ผมลังเลใจอยู่ ๓ วินาที รอประเมินว่านับจากนี้ไป จะมีรถเมล์ขสมก. รถร่วมชะตากรรม หรือรถโดยสารสาธารณะคันอื่น ที่สามารถรับร่างของผมแล้วออกสตาร์ทวิ่งไปได้ทันทีหรือไม่.. แต่จนแล้วจนรอด เข้าสู่วินาทีที่ ๑๔ ก็ไม่มีรถคันไหนวิ่งมาเสนอหน้า จนวินาทีที่ ๔๐ รถเมล์ร่วมชะตากรรมคันหนึ่งก็วิ่งเข้ามารับผู้โดยสารคนอื่น ขณะที่ร่างของผมนั่งคุดคู้งอเข่าอยู่ในรถกะป๊อคันนั้นเสียแล้ว.. เวรล่ะกู

 

อีก ๑ วินาทีจะครบ ๑๒๐ วินาทีที่รถจอดแช่ เสียงเครื่องก็ถูกเร่งปรื้นๆ รถสะอึกหนึ่งที ก่อนจะวิ่งอย่างเกียจคร้านออกจากป้ายของรถเมล์ อาม้าวัย ๗๐ กว่าที่นั่งประจัญหน้ากับผมทำปากย่นด้วยความรำคาญใจที่แกดันเลือกผิดคัน

 

รถวิ่งไปตามถนนเรื่อยๆ ด้วยความเร็วกว่าหยุดนิ่งเล็กน้อย แวะรับบ้าง หยุดเฉยๆดูท่าทีผู้คนไปบ้างตามเรื่อง หากมีคนข้ามถนนจากฝั่งกระโน้นมา คนขับก็จะหยุดรอลุ้นว่าจะมีโอกาสรับใช้ให้โดยสารไปด้วยกันหรือไม่ แต่ผมเข้าใจว่า คนอื่นๆที่ยืนริมทางคงคิดเหมือนกับผม คือ..ถ้ามีทางเลือกอื่น กูก็ไม่ไปกับมึงหรอก.. แต่ทำยังไงได้ ผมดันหลวมตัวนั่งรถคันนี้เข้าให้แล้ว

 

กว่ารถจะวิ่งสมน้ำสมเนื้อกับความเป็นรถกะป๊อตีนผีประจำทาง ก็ผ่านไปครึ่งทางและต้องรอจนผู้โดยสารเต็มคัน แต่นั่น.. เวลาที่ควรจะเร่งรีบไปทำงานของแต่ละคนก็เลยผ่านจนพากันนั่งไม่ติดเบาะ

 

ลงจากรถได้ รีบคว้าโทรศัพท์กดไปปรับความเข้าใจตัวเองกับเพื่อนร่วมทุกข์

 

เออ.. ว่าไง!”

 

พอรับสาย ผมชิงบ่นก่อนที่มันจะเอ่ยต่อ “แม่ง ไม่รู้เป็นห่าไร กว่าจะออกรถได้”

 

ให้พรกูแต่เช้าเลยนะมึง ถ้ามันลำบากนัก ก็ขับรถไปทำงานเถอะว่ะ เดี๋ยวกูช่วยค่าน้ำมันร้อยนึง”

 

อย่าๆ อย่ามาทำให้ความตั้งใจช่วยชาติของกูหม่นหมอง กูแค่รำคาญไอ้รถบ้านั่น แม่ง กูรีบก็ไปทำงานชิบหาย มันก็จอดแช่รอรับคนอยู่นั่นแหละ ไอ้ห่า! รถคันอื่นแม่งขับแซงไปไม่รู้กี่คัน กูยังแช่อยู่ที่เดิม”

 

มันส่งเสียงหัวร่ออยู่ปลายสาย “ไอ้เวร เมื่อวานเย็นก็บ่นว่ามันขับซิ่ง พอวันนี้มันไม่ยอมขับก็เสือกด่ามันอีก”

 

มึงต้องเข้าใจนะโว้ย ชั่วโมงทำงานมีแต่คนเค้ารีบ แต่แม่งเสือกไม่รีบ จะเอาคนเต็มๆก่อน”

 

เออ มึงก็เข้าใจมันนี่หว่า แล้วทำไมเสือกไม่ลงแล้วยื่นเงินให้มันไป แล้วก็ขึ้นคันใหม่ก็ได้”

 

อ้าว! ไอ้เพื่อนคนนี้ ตกลงมันจะเป็นพวกใครกันแน่

 

นี่มึงไม่เข้าใจเหรอวะ ประเด็นมันอยู่ที่ว่ากูรีบ! แต่มันเสือกไม่รีบ ที่สำคัญไอ้คนไม่รีบเสือกเป็นคนขับ”

 

เออ กูรู้ว่ามึงรีบ..” มันพูดเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น “แต่ถ้ามึงรีบ ทำไมไม่ออกจากบ้านตอนตีห้าล่ะวะ เสือกออกมาหาตะบวยอะไรตอนเจ็ดโมง.. ฮึ!”

 

 

นิทานเรื่องนี้สอนผู้ใหญ่ให้รู้ว่า “เรามักโยนความผิดให้ผู้อื่นเสมอ”

 

 ด้วยความปรารถนาดีจาก ร้านหนังสือสมอุรา : ความสุขที่คุณอ่านได้

http://www.facebook.com/somura

4 Comments to

“= เรื่องเล่าจากท้ายรถ =”

  1. April 30th, 2011 at 7:10 am       septimus Says:

    คุณโจ้ปรับความเข้าใจตัวเองได้สนุกมากค่ะ


  2. April 28th, 2011 at 10:17 pm       ม.4 Says:

    แต่มีอย่างนึงที่ผมไม่เข้าใจ
    คือ…..

    ทำไมต้องโทรศัพท์ด้วยครับ ไม่เห็นจำเป็นเลย 5555
    ผมนั่ง2แถวไปเรียนก็เจอแบบนี้ ก็ไปบ่นให้เพื่อนฟังที่ รร
    นึกได้ก็บ่น นึกไม่ได้ก็บ่น เปลืองค่าโทรศัพท์ 555555

    อันนี้ความคิดส่วนตัวนะครับ^^


  3. April 28th, 2011 at 5:45 pm       athenaz Says:

    อืมมม ผลประโยชน์มันขัดกันนะคะ..
    คนรีบเพราะเหตุผลหนึ่ง แต่อีกคนพิรี้พิไรเพราะเหตุผลเดียวกัน คืออยากทำงานให้ดี มีรายได้ ด้วยมุ่งมัน

    เขียนสนุกจังค่ะ :))


  4. April 28th, 2011 at 1:54 pm       Arty Says:

    ประชาอุทิศฝั่งธนใช่มั้ยครับ….
    จะมาบอกว่าผมเข้าใจความรู้สึกคุณดี เพราะผมก็อยู่แถวนั้น


You must be logged in to post a comment.