The Fool

เรื่องของ "คนโง่"

= ร้านหนังสือสมอุรา เชิญอ่าน.. เด็กชายนักดนตรี กับร้านหนังสือ =

May23

.

๑.

          ครั้งแรกผมยังไม่แน่ใจนักที่จะรับเด็กชายคนหนึ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร้านหนังสือเล็กๆ
แต่เมื่อแม่ของเด็กยืนยันความตั้งใจและเดินทางมาพบผมที่ร้านด้วยตัวเอง
ผมก็ต้องยอมให้กับความมุ่งมั่นของเธอต่อความรู้สึกที่ว่า แม่
ย่อมสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกเสมอ แต่ผมยังย้ำคำถามเดิมกับเธอว่า
นี่เป็นความสมัครใจของลูกชายเธอด้วยใช่ไหม
? การที่เด็กคนหนึ่งจะมาใช้ชีวิตอยู่ในร้านหนังสือทุกวี่วัน
แม้จะไม่กี่สัปดาห์ก็เถอะ หากไม่มีใจรักหรือชอบการอ่านหนังสือเป็นทุน ผมไม่แน่ใจว่า
สิ่งนี้จะทำให้เขารู้สึกเกลียดร้านหนังสือหรือไม่

          หลังจากตกลงให้ ภูมิ .. เด็กชายคนนั้น
ได้ทำงานเล็กๆน้อยๆในร้านหนังสือ สัปดาห์ถัดมา เด็กร่างสูงใหญ่ ท้วม
แว่นตาแขวนอยู่บนใบหน้าที่มีทรงผมยุ่ง ก็เดินเข้ามาแนะนำตัวกับผมในยามเช้า
นี่เป็นการพบกันอีกครั้งสำหรับผมกับภูมิ ก่อนหน้านี้ผมเคยเจอเขาบ้างในวัยประถม
แต่นั่นก็นานเกินที่เราจะจดจำรายละเอียดของกันและกันได้ และในตอนนี้ เท่าที่ผมรู้
ภูมิกลายเป็นเด็กวัยรุ่นที่เล่นเชลโล่ได้เก่งมากคนหนึ่ง
บทสนทนาของผมจึงเริ่มต้นกับเรื่องที่เขาชอบ นั่นคือดนตรี

          เช้าวันนั้น
ผมได้ฟังเพลงที่ภูมิเรียบเรียงดนตรีขึ้นมาใหม่ จากตัวโน๊ตบนแผ่นกระดาษ
เสียงบรรเลงเชลโล่จากฝีมือของภูมิทำให้เช้าของวันสดใสขึ้นไม่น้อย
หลังจากฟังเพลงอันน่าทึ่ง ผมก็ได้ความรู้ใหม่ๆหลายอย่างเกี่ยวกับโลกของดนตรีคลาสสิก
ผมถามเขาว่าทำไมถึงชอบดนตรีคลาสสิก ภูมิตอบว่า เขาถูกครูหลอกให้เล่นดนตรีคลาสสิกตอน
๕ ขวบ และหลังจากนั้นเขาก็หลงรักดนตรีคลาสสิกโดยเฉพาะเชลโล่

ภูมิใช้คำว่า
“หลงรัก” นั่นมันทำให้ผมทึ่งในตัวเขาไม่น้อย  

จากนั้นผมได้ฟังเรื่องราวมากมายในแวดวงดนตรีที่ไม่คุ้นหูนัก
คอนดั๊กเตอร์ทำงานอย่างไร
? วงดนตรีคลาสสิกวงไหนที่เจ๋งที่สุดในประเทศไทย
และนักดนตรีคลาสสิกเขามีรายได้จากอะไรบ้าง นับว่าในวันแรกที่พบกันที่ในร้านหนังสือ
ผมเป็นฝ่ายเรียนรู้จากเด็กชายนักดนตรีเสียมากกว่า

          หลังจากเรื่องดนตรี
ภูมิรู้สึกประหลาดใจเมื่อหันไปเห็นว่า มีหนังสือ “มูซาชิ” วางขายที่ร้านด้วย
ภูมิบอกว่า “ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ชอบมากครับ” หลังประโยคนั้น
ทำให้ผมรู้สึกว่า เด็กชายนักดนตรีคนนี้มีของที่ยังไม่สำแดงออกมาอีกมาก
จึงถามกลับไปว่า “แล้วรู้มั้ยว่า อะไรที่ทำให้มูซาชิเป็นสุดยอดนักดาบแห่งยุค”
ภูมิตอบกลับมาทันทีว่า “เพราะเขารู้ว่าจะชนะคู่ต่อสู้ได้ยังไง”
จากบทสนทนาสั้นๆและอีกต่อมาอีกสองสามประโยคผมจึงรู้ว่า ภูมิชอบอ่านต่วยตูน
ชอบเรื่องประวัติศาสตร์ต่างๆ และชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ในตอนนี้เขาเล่นเกม “โรม”
อันว่าด้วยการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในอาณาจักรโรม

          “ตอนนี้ผมรู้เรื่องราวของโรมเยอะขึ้นเลยครับ” ภูมิบอกแก่ผม จากนั้น
วันแรกในร้านหนังสือของภูมิ ก็หมดไปกับการแย่งชิงอาณาจักรโรม

ผมบอกเขาว่า
ยังไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่คอยดูว่าในร้านหนังสือมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

 

๒.

          หลายวันผ่านไป
ภูมิยังคงแย่งชิงอาณาจักรโรมโดยไม่มีแนวโน้มจะหยิบหนังสือเล่มใดขึ้นมาอ่าน
พี่บุ๋มมอบหมายหน้าที่สำคัญให้แก่ภูมิบ้าง
นั่นคือการเดินส่งหนังสือพิมพ์ตามชั้นต่างๆในตอนเช้า
พี่บุ๋มจดโพยอันหนึ่งที่บอกว่าแต่ละชั้นต้องส่งที่ไหนบ้าง
และหากมีนิตยสารที่มีลูกค้าสั่งประจำมาส่ง
ภูมิก็จะเดินเอานิตยสารฉบับนั้นไปส่งต่อให้ลูกค้า บางรายต้องเก็บเงินกลับมาด้วย

มีอยู่วันหนึ่ง
ผมพาภูมิเดินไปเก็บเงินรายเดือนค่าหนังสือพิมพ์ตามชั้นต่างๆ
วันนั้นในมือของผมมีแบงค์ร้อยและแบงค์พันเต็มมือ
ภูมิคงรู้สึกว่านั่นเป็นเงินก้อนโตที่จะทำให้ผมและร้านหนังสือร่ำรวย
แต่เมื่อผมอธิบายว่า เงินที่เห็นนั่น
จะเป็นส่วนของร้านหนังสือเพียง๒๐เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ภูมิจึงเกิดความสงสัยในสิ่งที่ผมกำลังทำ

          “อย่างหนังสือพิมพ์ฉบับละสิบบาท
เราจะได้เงินฉบับละสองบาท”

          ภูมิขมวดคิ้ว หน้าตาฉงน
“แล้วอย่างนี้พี่ทำไปทำไมล่ะครับ ไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าเหรอ”

          “มันก็เหมือนที่เราเล่นเชลโล่นั่นแหละ
เราอาจจะคิดว่าได้เงินเยอะแล้ว แต่ถ้าไปเทียบกับคนอื่นเราอาจจะได้น้อยกว่า
ถ้าอย่างนั้นเราไม่ต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆเหรอ
แล้วภูมิจะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นที่ได้เงินมากกว่าเล่นเชลโล่มั้ยล่ะ
?

          ภูมิรีบส่ายหน้า ขยับแว่นตาให้กระชับ
แล้วปฏิเสธ “ไม่หรอกครับ ผมตั้งใจว่าจะเล่นเชลโล่ให้ดีที่สุด”

         

          ๓.

          เช้าของวันหนึ่ง
ภูมิเดินเข้ามาในร้านและบอกผมว่า เมื่อคืนนอนดึก อาณาจักรที่ยึดมาได้เกือบทั้งหมด
ถูกข้าศึกยึดคืนไปหมดแล้ว..
จากนั้นผมก็ปล่อยให้เขาหาทางยึดเอาอาณาจักรที่เสียไปกลับคืนมาตามวิถีทางของเขา
และคิดว่าภูมิมีสิทธิ์ที่จะได้รับสิ่งนั้นในช่วงปิดเทอม

          “นอกจากดนตรี
ได้ข่าวว่าวิชาอื่นๆเราแย่มากเลยเหรอ” ผมถาม

          ภูมิละสายตาจากอาณาจักรอันยุ่งเหยิง
“ครับพี่ วิชาเลข วิชาอื่นๆผมทำแค่ให้พอผ่านเท่านั้นแหละครับ ก็ผมบอกทุกคนแล้วนี่นา
ว่าผมชอบเล่นดนตรีมากที่สุด”
จากนั้นภูมิก็เล่าประวัติการเรียนอันย่ำแย่ของวิชาอื่นๆให้ผมฟังด้วยรอยยิ้ม
ไม่มีทีท่าว่าผู้เล่าจะรู้สึกวิตกกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น บางที
เรื่องที่ผมได้ฟังมาว่า เด็กคนนี้ไม่เอาอะไรเลย นอกจากดนตรี
กลับทำให้ผมได้คิดอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น

          ค่านิยมในสังคมไทยมักจะมองว่า
เด็กที่เก่งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นเด็กที่เก่ง ฉลาด และอัจฉริยะ
โดยความรู้สึกอีกด้านกลับมองว่า เด็กที่เก่งทางด้านศิลปะ ไม่ว่าจะวาดรูปหรือดนตรี
เป็นแต่เพียงความสามารถประกอบให้ความเก่งด้านอื่นๆดูดีขึ้น
และแม้จะเก่งดนตรีหรือศิลปะเพียงใด
หากแต่ขาดความชำนาญในด้านคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ คนส่วนมากก็ยังมองลงไปลึกๆว่า
นี่เป็นเด็กไม่ได้เรื่องอยู่ดี..
เราจึงเห็นนักกีฬาดังๆในบ้านเราที่ใช้ความสามารถที่คนอื่นไม่มี หาเงินได้ตั้งมากมาย
ต้องกลับไปเรียนหนังสือเอาปริญญาบัตร เพื่อให้ตนเองเป็นที่ยอมรับในสังคม
หรือศิลปินที่วาดรูปเก่งๆ ผู้คนก็มักจะคิดเอาเองว่า คนที่จะทำได้ดีถึงเพียงนี้
ต้องจบออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยด้านศิลปะเท่านั้น ผิดจากนั้นแล้ว
เผลอๆพาลจะไม่นับเป็นศิลปินเอาเสียด้วย

          สำหรับภูมิแล้ว
ผมกลับรู้สึกเขาเป็นเด็กที่โชคดีคนหนึ่งของโลก
ความโชคดีของเด็กที่กำลังจะขึ้นชั้นม.๔
ไม่ได้อยู่ที่การได้รับทุนการศึกษาในโรงเรียนชั้นนำเพราะความสามารถด้านดนตรี
ไม่ใช่ความโชคดีในข้อที่ว่ามีวงดนตรีออเครสต้าให้ความสนใจและตกลงรับเขาเข้าร่วมวงด้วย
ไม่ใช่การโชคดีที่ว่า นั่นจะเป็นโอกาสให้เขาได้ไปเรียนดนตรียังต่างประเทศ
และได้กลับมาทำในสิ่งที่ตนเองรัก.. รัก ใช่แล้ว
สิ่งที่เด็กชายนักดนตรีคนนี้โชคดีที่สุดก็คือ
เขาได้ค้นพบว่าตัวเองรักที่จะทำอะไรตั้งแต่อายุยังน้อย
ในขณะที่หลายคนไม่เคยแม้กระทั่งจะถามตัวเองว่า
อะไรคือสิ่งที่เรารักที่จะทำมากที่สุด

          สามสัปดาห์ กับร้านหนังสือเล็กๆ
ภูมิใช้เวลาส่วนใหญ่พิชิตอาณาจักรโรม
อาจจะมีบ้างในบางวันที่ลุกขึ้นมาหยิบจับนิตยสารไปอ่าน และผมทำได้แต่เพียงแนะว่า
นิตยสารจำพวกดาราซุบซิบมันให้ประโยชน์อะไรแก่เราบ้าง
และมันคุ้มกับเวลาที่เราเสียไปหรือไม่
? นั่นเป็นคำถามที่ต้องปล่อยให้เด็กคิดเอง
ภูมิอ่านการ์ตูนไซอิ๋วไปอีกสองเล่มและบอกว่าสนุกดี
ภาพสวย

          หากจะนับกันจริงๆจังๆแล้ว
ภูมิอ่านหนังสือได้มากที่สุดคือ หนึ่งเล่ม

          “พี่ ผมชอบเล่มนี้ อ่านแล้วมันส์ดี”

ภูมิชะโงกหน้าจากชั้นหนังสือและโชว์หนังสือเล่มนั้นให้ผมดู

“เล่มนี้เองเหรอ..
มึงสู้จริงหรือเปล่า” ผมอ่านชื่อหนังสือจากปก แล้วถามว่า
“ทำไมถึงชอบเล่มนี้ล่ะ
?

“ผมว่าเขาเขียนสนุกดี
ฮามาก นี่อ่านได้ครึ่งเล่มแล้ว”

ว่าจบภูมิก็นั่งอ่านหนังสือเล่มนั้นต่อ
และจนกระทั่งบัดนี้
นั่นเป็นหนังสือเพียงเล่มเดียวที่ภูมิได้อ่านจริงจังในร้านหนังสือ
แต่เพียงเท่านี้ผมก็พอใจแล้ว
เพียงแค่เด็กชายคนหนึ่งไม่รู้สึกระทมทุกข์กับวันเวลาในร้านหนังสือ
ได้มีความสุขกับหนังสือ แม้จะไม่มากมายอะไรนัก แต่อย่างน้อย
ในอนาคตหากเขาได้เห็นหนังสือหรือร้านหนังสือเล็กๆ คงพอจะทำให้รู้สึกได้ว่า
ครั้งหนึ่ง เคยใช้วันเวลาช่วงสั้นๆในร้านหนังสือแห่งนี้

มันอาจจะเพียงพอ
ที่จะทำให้เขามีความสุข.. กับหนังสือได้บ้าง  

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ร้านหนังสือสมอุรา ได้ที่

http://www.facebook.com/somura

 

3 Comments to

“= ร้านหนังสือสมอุรา เชิญอ่าน.. เด็กชายนักดนตรี กับร้านหนังสือ =”

  1. April 13th, 2013 at 10:10 pm       Sambuaga Says:

    มีประเพณีของการอ่านหนังสือเล่มนี้จะต้องกำหนดเอง


  2. May 26th, 2011 at 10:00 am       jtatanan Says:

    ผมก็อยากให้น้องเขาเริ่มเขียนบันทึกเหมือนกันครับ แต่ช้าไปเสียแล้ว.. ฮา น้องเขากลับไปเตรียมตัวเข้าเรียนแล้วล่ะครับ อดฟังเชลโล่


  3. May 24th, 2011 at 3:42 pm       septimus Says:

    หวังว่าคุณโจ้จะลองให้น้องภูมิได้เขียนบันทึกเล่าเรื่องย่อเล่มเดียวที่อ่านนั้นด้วยนะคะ อยากเห็นว่ามุมสนุกของน้องภูมิเป็นยังไงน่ะค่ะ


You must be logged in to post a comment.