The Fool

เรื่องของ "คนโง่"

= สูดกลิ่นจำปา .. ที่ลาวใต้ ๔ – จิบกาแฟลาว ชิมชาเวียด =

January26

ผมก็อยากจะถามคุณปู่เหมือนกันว่า แกเข้ามาประเทศลาวด้วยฐานะอะไร พลเรือน หรือในฐานะทหารเวียดนามที่เข้ามาช่วยปลดแอกลาวจากฝรั่งเศส

.

   ทุกครั้งที่เดินทางไปท่องเที่ยวในหรือต่างประเทศ ผมต้องรับหน้าที่เป็นตากล้อง มือกล้อง บางครั้งก็รับฝากกล้องให้เขาด้วย เหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาและกำลังจะกล่าวไป มันทำให้ผมไม่เคยได้ชมภาพทิวทัศน์เต็มสองตาอย่างที่คนอื่นเห็นกัน ทั้งที่จ่ายเงินค่าทัวร์เท่ากัน โอกาสหน้าผมจะต่อรองราคากับบริษัททัวร์สักหน่อย เผื่อเขาจะเห็นดีเห็นงามลดราคาสำหรับผู้ที่ชมวิวด้วยตาข้างเดียวเป็นส่วนใหญ่ เพราะกว่าผมจะได้ชื่นชมความงามของทิวทัศน์ก็โน้น เมื่อกลับมาถึงบ้าน นั่งตัดต่อวิดีโอให้ครอบครัว(ถ้าตัดต่อเสร็จ) แล้วก็ดูเอาจากรูปที่บันทึกมา

 

 

   … จากตาดผาส้วม ไปตามทางที่จะมุ่งสู่ปากซอง(แต่เราไปไม่ถึงปากซอง) รถตู้ที่นั่งมา(คันเดิม) ชะลอความเร็วลงแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปจอดตรงหน้าบ้านหลังหนึ่ง ตัวบ้านตั้งอยู่ลึกเข้าไปจากถนนเล็กน้อย จากนั้น-คำกองก็บอกให้ทุกคนในรถที่กำลังหลับบ้าง ตื่นบ้าง หรือกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น ให้รีบลืมตาแล้วลงจากรถมาทำหน้าที่นักเที่ยวท่องกันได้แล้ว

 

 

 

 

   พอลงจากรถ ผมก็รีบควักเจ้าโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง และอย่าได้หวังว่าผมจะโทรหาใครจากลาว เพราะยังไงก็ไม่มีเงินค่าโทรข้ามประเทศแน่นอน ที่ควักเจ้ามือถือนั่นออกมาก็เพราะ มันถ่ายคลิปวิดีโอได้ .. เฮ้อ อดใจที่จะบันทึกภาพเป็นคลิปวิดีโอไม่ไหว

 

 

   ผมเดินตรงไปยืนข้างพุ่มไม้เตี้ยๆ หันเลนส์กล้องเข้าหาตัวเอง แล้วกดปุ่มบันทึก จากนั้นก็สวมวิญญาณเป็น พิธีกรรายการท่องเที่ยวชื่อดัง .. เปล่า ต้องชื่อเรย์..สิ  (เอาเถอะ .. แม้จะหล่อไม่เท่า แต่ก็ทำแทนได้)

 

 

   “สวัสดีครับ ตอนนี้ผมก็อยู่ที่-ไร่กาแฟ และต้นไม้เตี้ยๆที่เห็นอยู่ข้างผมนี่ก็คือ..ต้นกาแฟครับ” สำนวนการพุดจาของผมในบทพิธีกรคล่องแคล่วดูเข้าท่าไม่เบา  “ผมเคยมาที่ไร่กาแฟแห่งนี้เมื่อ ๕ ปีก่อน แต่ดูแล้วบ้านหลังนี้ก็ไม่เปลี่ยนไปเท่าไร ดูที่ต้นกาแฟข้างๆผมสิครับ ยัง ..”

 

 

   พูดไม่ทันขาดคำ คำกอง-ไกด์สาวก็เดินผ่านมาพอดี

 

 

   “เซินทางนี้ค่ะ” เธอบอกทุกคนที่ยืนงัวเงียอยู่ข้างรถตู้ “เดี๋ยวเราจะไปดู-ไร่ซากัน ต้นไม้เตี้ยๆนั่นแหละค่ะ คือ-ต้นซา” คำกองชี้มาที่ต้นชาที่อยู่ข้างกายผม แล้วเธอก็เดินนำทุกคนเข้าไปข้างใน

 

 

   ผม..ในสภาพยืนตาค้าง อ้าปากหวอ มือข้างหนึ่งยังถือโทรศัพท์ค้างไว้ตรงหน้า พอตั้งสติได้ ก็ค่อยๆเก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงอย่างเงียบๆ แล้วเป่าความฝันให้ดับลง (หมดกัน .. จะเป็น-พี่เรย์ จักหน่อย)

 

 

   คณะเราเดินตรงไปยังบ้านหลังใหญ่ โดยมีผมเดินคอตกรั้งท้าย ด้านข้างของจตัวบ้านเป็นเพิงสังกะสีที่ต่อเติมออกมา สำหรับวางเครื่องมือผลิตชาและเป็นโรงครัว

 

 – ใบชาที่เก็บมาได้ ภาพนี้ถ่ายเมื่อ ๕ ปีก่อน

 

   “เอ .. จำได้ว่าตอนที่มาเมื่อห้าปีก่อน มีลุงแก่ๆด้วย” แม่ผมหันไปปรึกษากับคำกอง “ป่านนี้คงไม่อยู่แล้วมั้ง”

 

 

   “จุ๊ๆ..” พ่อผมหันขวับมาทำตาเขียวใส่แม่ แล้วพูดเบาๆอย่างเกรงใจ “นั่นไง แกยืนรินน้ำชาอยู่ตรงนั้น”

 

 

   “เออ.. จริงด้วย” แม่อุทานอย่างประหลาดใจ “ดูแกยังแข็งแรงเหมือนเดิมเลยนะ”

 

 

   “สงสัยที่นี่อากาศดีน่ะคะ” คำกองเสริมพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ

 

 

   “เออ .. จำได้ว่า แกเป็นคนเวียดใช่มั้ย” ผมถามคำกอง

 

 

   “ใช่ค่ะ คุณปู่แกเป็นคนเวียด มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่สมัยสงคราม พอสงครามเลิก แกก็ไม่กลับไปเวียดนาม”

 

 

   ความจริงผมก็อยากจะถามคุณปู่เหมือนกันว่า แกเข้ามาประเทศลาวด้วยฐานะอะไร พลเรือน หรือในฐานะทหารเวียดนามที่เข้ามาช่วยปลดแอกลาวจากฝรั่งเศส

 

 

   แล้วความรักของคุณปู่กับคุณย่าที่กำลังยืนขายใบชาไม่ไกล จะหวานซึ้งเหมือนความรักของพ่อดอกมะลิและอังศุมาลินในนิยายไทยหรือเปล่า แต่พอคิดได้ว่าผมกำลังมาดูไร่ชาไม่ได้มาหาข้อมูลเขียนนิยาย หรือถึงจะได้ข้อมูลดีๆมา ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร

 

 

   ครั้นจะเกริ่นว่า นี่เป็นนิยายรักอันยิ่งใหญ่อลังการ บนฉากหลังที่ฉาบด้วยกลิ่นไอคาวคลุ้งของสงคราม

 

 

   เรื่องราวของฝรั่งเศส ที่อุตส่าห์หอบสังขารนั่งเรือข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามายึดประเทศลาว จากนั้น เจ้าลาวพร้อมด้วยนักรบ นายพล และเสธ.บางคน ได้ร่วมมือกันต่อต้านฝรั่งเศส บ้างก็ทำกันเองในหมู่คนลาว บ้างก็ไปชวนเวียดนามให้มาช่วย สุดท้าย..ทุกฝ่ายทั้งลาวขวา ลาวแดงและเวียดนาม ก็ทำการรบเพื่อต่อต้านฝรั่งเศสในอินโดจีน จนผู้คนล้มตายราวห่าลง

 

 

   สุดท้าย..เมื่อทหารฝรั่งเศสพ่ายนักรบรองเท้าแตะของเวียดนามอย่างหมดรูป ที่เตียนเบียนฟู ฝรั่งเศสก็ยอมแพ้เดินคอตกขึ้นเรือกลับประเทศไป ลาวจึงได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสไปด้วย แล้วหนุ่มเวียดนามคนหนึ่งที่เข้ามาในลาวพร้อมกองทัพ ก็ได้แต่งงานกับสาวลาวเมื่อสงครามจบ และครองรักกันตราบทุกวันนี้ ..

 

 

   อืม ช่างเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ และเป็นการลงทุนระดับโลก เพื่อให้หนุ่มสาวสองคนได้พบ..และรักกัน

 

 

   เอ้า.. ตายละหว่า.. เกิดศาลโลกท่านเอานิยายของผมไปคิดเป็นตุเป็นตะ ตั้งคณะกรรมการตีความขึ้นมาว่า เป็นเพราะบุพเพสันนิวาสของชายหญิงคู่นี้เอง ที่ทำให้หลายประเทศต้องมาตะลุมบอนกัน หากพระเจ้าไม่ขีดเส้นทางรักให้คนสองคนที่อยู่กันคนละชาติ ต้องมารักกัน สงครามอินโดจีนก็คงไม่เกิด ..

 

 

   อ้าว! เกิดท่านตีความออกมาอย่างนี้ ปู่กับย่าแกมิกลายเป็นจำเลยสงครามไปรึ? ..

 

 

   งั้น นิยายของผมคงจะสร้างความเดือดร้อนให้คู่รักนี้เกินไปหน่อย ..  คิดได้อย่างนี้ก็ตัดใจ หันไปเดินชมไร่แล้วเอาข้อมูลกลับเขียนเรื่องชาจะดีกว่า

 

 

   เฮ้อ …

 

 

   ไร่ชาที่ว่าอยู่ข้างหลังบ้านคุณปู่นั่นเอง พื้นที่ปลูกชาของที่นี่น่าจะประมาณสักสองไร่ คำกองบอกว่า ที่เห็นต้นชาเตี้ยๆแบบนี้ ก็เพราะเขาตัดกิ่งไม่ให้มันสูงขึ้น เวลาเก็บยอดใบชาจะได้สะดวก ไม่ต้องปีนป่ายขึ้นไปเก็บกันให้ลำบาก

 

   เออ..ก็จริงๆอย่างที่คำกองว่า พวกยอดพวกดอกนี่ ถ้าตัดให้มันต่ำๆได้ก็จะดีมาก โดยเฉพาะดอกเบี้ย เห็นต้นเพียงน้อยๆ แต่พอนานวันเข้าดอกมันสูงเหลือเกิน บางคนปีนป่ายขึ้นไปตัดดอกสูงๆ เกิดพลาดพลั้งตกลงมา ถูกยึดบ้านยึดรถก็มากมาย ยังไงฝากท่านรัฐมนตรีคลังโลก ช่วยดูแลเรื่องดอกเบี้ยให้มันเตี้ยๆเหมือนต้นชาหน่อยก็ดีนะครับ โลกยังมีคนจนๆนั่งเขียนหนังสืออีกเยอะ

 

– ไร่ชาในปัจจุบัน ตัดแต่งดูโล่งตา

 

 

– ส่วนนี่ คือไร่ชาที่ถ่ายไว้เมื่อ ๕ ปีก่อน

 

   คณะเราเดินชมต้นชาในไร่ อย่างเดินเล่นในสวนหลังบ้าน คือเดินมันไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมมากมาย ก็จะมีอะไรนักหนา..แค่ต้นชา เห็นแล้ว รู้แล้ว ว่าเป็นอย่างไร ครั้นจะคิดเอาไปปลูกที่บ้านอุบลฯก็ไม่ได้ เพราะอากาศไม่เหมือนกัน ที่ไร่ซึ่งเรายืนอยู่ เป็นพื้นที่เขาสูง อากาศเย็นสบายเกือบทั้งปี ต้นชาก็เจริญงอกงามผลิยอดอ่อนรสชาติดี การจะปลูกต้นไม้นอกจากอากาศแล้ว ดินเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ แร่ธาตุในดินที่ต่างกัน รสของชาก็ออกมาต่างกันด้วย

 

 

   ผมเดินดูต้นชาได้สักหน่อย ก็ไม่รู้จะเก็บภาพอะไรมากไปกว่านี้ จะถ่ายรูปตัวเองคู่กับต้นชา ก็ขี้เกียจอธิบายคนอื่นว่า-ถ่ายรูปกับพุ่มไม้ที่ไหนมา ว่าแล้วขณะที่คนอื่นกำลังหันหลังเดินกลับไปยังตัวบ้าน ผมก็เดินทะลุออกไปทางด้านท้ายของสวน

 

 

   พอเดินหลุดมาจากแนวต้นชาแถวสุดท้ายเท่านั้นเอง ภาพหุบเขาทั้งหุบก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า แสดงว่าพื้นที่ของคุณปู่ตั้งอยู่ส่วนปลายของเนินเขาพอดี เพราะหลังจากสวนของแกไปแล้ว จะเป็น ลักษณะหุบเขากว้าง มีพื้นที่โล้งสลับกับเนินเตี้ย ตรงที่โล่งยังไม่มีใครปลูกอะไร เห็นวัวลาวสองสามตัว ยืนแทะเล็มหญ้าอ่อนอย่างสบายใจ(มันก็น่าสบายกว่าเคี้ยวหญ้าแก่นะ) พอสายลมหอบเอาความเย็นผ่านมาปะทะตัว เสียงกระดึง(ไม้)ที่ผูกคอวัวก็ดังขึ้น ฟังแล้วก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มเหมือนโดนสะกดจิต

 

 

   ผมยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาหมายจะเก็บภาพหุบเขานั้นไว้ แต่พอมองผ่านเลนส์แล้วกลับไม่รู้สึกว่า ภาพแบบนี้มันควรมองด้วยตาเปล่าจึงจะสวย และไอ้คำว่า-สวย-สำหรับผม มันก็คือการจินตนาการว่า หากไม่มีต้นไม้นางแบบมายืนบังทิวเขาข้างหลัง ภาพที่เห็นจะงดงามขนาดไหน เป็นความสวยที่เกิดขึ้นจากในใจ ไม่ได้เกิดจากดวงตาที่มองเห็น .. ว่าแล้วก็นึกถึงบทเพลง-ต้นชบากับคนตาบอด ของวงเฉลียง เขาบอกว่า ความงดงามนั้น เกิดจากที่ดวงใจ ไม่ใช่ดวงตา

 

 

   หันหลับมาดูชาวคณะอีกที อ้าว.. เขาเดินกันไปถึงโน้นแล้ว แถมฟ้าข้างบนยังหม่นๆทำท่าจะทิ้งตัวลงมาเป็นเม็ดฝนอีกไม่ช้า ผมจึงรีบกล่าวคำอำลาหุบเขาลาวใต้อย่างอาลัย จนกว่าจะพาใครสักคนมาอีกครั้ง เราคงได้พบกันใหม่ ส่วนวัวที่ยืนแทะหญ้าอ่อนนั้นไม่ลา เพราะอิจฉาที่ได้กินหญ้าอ่อนในบรรยากาศดีๆ(แต่ก็ไม่อยากเป็นวัวนะ)

 

 

   เดินไล่หลังมาจนทันชาวคณะ ผมจึงถามคำกองว่า มาคราวนี้ไม่เห็นเขาเก็บใบชา แล้วก็สาธิตวิธีการทำให้เราดูเลย หรือว่าเรามาถึงกันช้า เขาเก็บใบชากันไปแล้ว คำกองตอบว่า ช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม จะเป็นช่วงที่ชาวไร่ไม่ค่อยเก็บยอดในชากัน เพราะอยู่ในช่วงที่เขาต้องตัดแต่งกิ่งชาให้มันเตี้ยลง แล้วการตัดกิ่งจะช่วยกระตุ้นในต้นชาเร่งผลิตยอดใบชาขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

   “แล้วใบชาช่วงไหนดีที่สุดล่ะ” ผมถามคำกองต่อ

 

 

   “ใบชาที่ดีที่สุด อร่อยที่สุดก็ต้องใบชาที่ออกยอดหลังจากตัดแต่งกิ่งนั่นแหละ หลังเดือนมกราฯไป เขาเรียก -ชาหัวปี พอเดือนเมษาฯ เขาก็เรียกว่า-ชากลางปี ส่วนตั้งแต่พฤศจิกายนไปแล้ว เรียกว่า-ชาปลายปี”

 

 

   “งั้นชาปลายปีก็อร่อยน้อยที่สุดสิ” คำกองไม่ว่าอะไร ได้แต่ยิ้มเป็นคำตอบ สงสัยกลัวเราจะไม่อุดหนุนชาปลายปีของคุณปู่

 

 

   ในช่วงนี้ ชาวไร่ชาจะเก็บยอดใบชากันน้อย ก็คงไม่ได้สาธิตการผลิตชาให้เราได้ชมกัน แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะกาลครั้งหนึ่งผมเคยได้ไปเมืองหังโจว ประเทศจีน เขาว่ากันว่าสุดยอดใบชาอยู่ที่นั่น ก็ขอรื้อฟื้นความเก่าเอามาเล่ากันหน่อย เพราะวิธีการทำชาก็คงไม่ต่างกันในหลักการ

 

 

   ห่างจากตัวเมืองหังโจวออกไปสักหน่อย รัฐบาลจีนเขาส่งเสริมให้ทั้งหุบเขาแถวนั้นปลูกชากันเป็นล่ำเป็นสัน แล้วตั้งโรงงานผลิตใบชาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว(รัฐบาลเป็นเจ้าของ) มีร้านค้า มีโชว์รูมชาชนิดต่างๆ ไล่กันตั้งแต่ถูกน้อยไปจนถึงแพงมาก แล้วก็แพงฉิบหายกระเป๋าฉีกกันเลยทีเดียว

 

 

   เมื่อเก็บใบชามาได้ เขาจะเอามาผึ่งแดดไว้ประมาณ ๓๐ นาที จากนั้นจึงนำมาคั่วเพื่อให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของใบชา ออกมาทำหน้าที่เตะจมูกนักท่องเที่ยวให้หงายหลังด้วยกลิ่นหอม การคั่วใบชาที่หังโจวก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากกระทะ ความร้อนและท่อนฟืน ซึ่งบางทีสองอย่างหลังนี่แหละ ที่อาจจะเป็นความลับสุดยอดในการคั่วชาของทางการจีน

 

 

   การคั่วใบชานั้น นอกจากจะมีความลับเล็กๆน้อยๆในการคั่วชาให้หอม ท่านยังมีอาวุธลับอีกด้วย อาวุธลับที่ว่าคือ ทางการจีนท่านไปสรรหาแม่นางคนนึงวัยยี่สิบต้นๆ ใบหน้าเธอสวยเกินกว่าที่จะมานั่งคั่วใบชาอยู่ตรงนั้น ที่สุดยอดก็คือ อาหมวยหน้าหวานเธอคั่วใบชาด้วยมือเปล่าๆ เห็นมือขาวๆของเจ้าหล่อนกำลังเล่นกับไฟแล้ว..ทั้งหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ และแทบไม่เหลือความหนุ่ม ก็หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วยเกรงว่ามือของอาหมวยจะปูดพอง

 

 

   บางคนเป็นห่วงอาหมวยที่กำลังคั่วใบชา ยิ่งกว่าห่วงเมียที่บ้านกำลังรีดผ้า ถึงกับควักครีมบัวหิมะ(ที่เมียสั่ง)ไว้รอท่า ยืนชะเง้อรอว่าอาหมวยจะเลิกคั่วใบชาเมื่อไร จะได้ปรี่เข้าไปทาบัวหิมะให้มืออาหมวยชุ่มคลายร้อน

 

 

   แล้วใบชาที่อาหมวยคั่วในกระทะใบร้อน ก็หมดในพริบตา(ผมได้มากระป๋องนึง) พอจิบชาหังโจวทีไร พาลนึกถึงมือและใบหน้าของอาหมวยคนสวยทู๊กที .. แหม ชาหังโจวมันเยี่ยมยอดอย่างนี้นี่เอง

 

 

   “เซินชิมชาค่ะ” เสียงคำกองปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ พอมองไปข้างๆเห็นคุณปู่เวียดยืนถือกาน้ำชายิ้มให้อย่างเยือกเย็น แล้วแกก็รินน้ำชาลงในจอกใบเล็กอย่างระวัง ภาพของอาหมวยที่เมืองจีนหายวับไปกับตา เหลือแต่ความจริง(วันนี้)ที่ลาวใต้

 

 

   ผมหยิบจอกชาเซรามิกใบเล็กขึ้นมาจิบจนเกลี้ยง ไม่มีกลิ่นหอมจากมือขาวๆของอาหมวยหังโจว แต่มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นมะลิแฝงอยู่ลึกๆ ซึ่งเราจะได้กลิ่นนี้ทางความรู้สึก เมื่อชาค่อยๆไหลลงสู่คำคอแล้วเท่านั้น

 

 

   คณะเราจิบชากันแล้ว ก็เลือกซื้อชาของคุณปู่กลับไปชงที่บ้านกันตามอัธยาศัย แต่จิบแล้วจะนึกถึงทิวเขาแมกไม้ของลาวใต้ หรือจะคิดถึงใครก็สุดแล้วแต่ประสบการณ์ในกล่องชาของแต่ละคน

 

 

   “อ้อ .. เมื่อกี้พี่เดินตามมาไม่ทัน” คำกองว่ากับผมขณะจะเดินออกจากเพิงสังกะสี

 

  

 

   “ทำไมล่ะ”

 

 

   “จะชี้ให้ดูต้นกาแฟสักหน่อย อยู่ตรงโน้น” คำกองชี้ย้อนเข้าไปในสวนชา เห็นต้นกาแฟปลูกอยู่อีกด้านริมรั้ว

 

 

 

-สูงๆข้างหลังคือต้นกาแฟ

 

 

 

   “อ้าว ที่นี่มีต้นกาแฟปลูกด้วยเหรอ” ความหวังของผมกับคลิปนำเที่ยวกลับมาอีกครั้ง

 

 

   “มีค่ะ แต่มีไม่กี่ต้น”

 

 

   “ไม่เป็นไร ขอแค่ให้มีก็พอแล้ว”

 

 

   ผมรีบวิ่งไปยืนข้างๆต้นกาแฟ ควักมือถือขึ้นมาอีกครั้ง (ให้ตายสิ ไม่รู้จะเรียกว่าโทรศัพท์มือถือ หรือกล้อง..ดี) จัดแจงหันด้านเลนส์เข้าหาตัวเอง แล้วนับถอยหลังในใจราวกับมืออาชีพ .. ๓ – ๒ -๑

 

 

   “สวัสดีครับ ตอนนี้ผมยืนอยู่ที่ไร่ชาแล้วก็กาแฟ ไม่สิ มันต้องเป็นไร่กาแฟแล้วก็ปลูกชาด้วย ส่วนข้างๆผมนี่คือต้นชา เอ้ย.. กาแฟครับ แห่ะ แห่ะ สับสนนิดหน่อย ส่วนด้านโน้น เห็นเป็นพุ่มเตี้ยๆนั่นคือต้นชาครับ..”

 

 

   อย่างน้อยข้อมูลเรื่องกาแฟก็ไม่ผิด …

 

 

  

 

 

     

 

เก็บตกริมทาง

 

 

   พูดถึงเรื่องชา ญี่ปุ่นจะชอบดื่มชาเขียนที่รสชาติฝาดๆขมๆหน่อย ส่วนจีนนิยมจิบชาสีเหลืองๆ จะว่าไปแล้ว ชาที่ดื่มกันในจีนมีหลากหลายประเภทมาก

 

 

   ที่เมืองเฉิงตู มีร้านขายชาจีนขนาดใหญ่ ที่นั่นจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ชากันเลย ตอนที่ผมไปกับครอบครัว เขาเอาชนฃาชนิดต่างๆออกมาให้เราลองชิม ซึ่งผมก็จำชื่อไม่ได้หรอก มีชาบางชนิดยิ่งเก็บไว้นานเป็นก้อนๆ ราคาก็ยิ่งแพง มีชาอยู่ก้อนนึงอายุเป็นร้อยปี ราคาถีบขึ้นไปถึงหลักหมายหมื่น(บาท) ผมจิบชาอยู่ชนิดหนึ่ง เวลาจิบแล้วจะต้องเอาปลายลิ้นออกมาแตะที่ริมฝีปากจนเกิดเสียง แจ๊บๆ เขาว่ามันจะช่วยเพิ่มความอร่อยของชา และก็จริงอย่างเขาว่า พอเอาปลายลิ้นแตะที่ริมฝีปากจนเกิดเสียง สักพักรสหวานก็ผุดขึ้นที่ลำคอ ชื่นใจดีจริงๆ  

 

     

 

 – ระหว่างทางเดินจากตัวบ้านไปยังไร่ชาหลังบ้าน เห็นสองข้างทางเต็มไปด้วยกองฟืน ที่นี่ยังใช้ฟืนกันเป็นปกติ ไม่มีเตาแก็ส แม้จะมีปั๊มปตท.เข้ามาเปิดในลาวแล้วก็ตาม แต่แก๊สยังแพงเกินไปสำหรับคนลาว 

 

 

– กำลังต้มน้ำ ใช้ฟืนเป็นท่องๆอย่างนี้ต้ม ไม่ใช้ถ่าน

– ไม่ใช้ถ่านต้ม ทั้งหม้อและกาน้ำ จึงดำแบบที่เห็น

 

ว้า … ไปไม่ถึงน้ำตกตาดเยือนจนได้ ไว้คราวหน้าครับ จะพาไปเที่ยวน้ำตกกัน แล้วจะพาไปให้ถึงบรรยกาศปีใหม่ลาวจนได้…

10 Comments to

“= สูดกลิ่นจำปา .. ที่ลาวใต้ ๔ – จิบกาแฟลาว ชิมชาเวียด =”

  1. January 30th, 2010 at 12:10 am       athenaz Says:

    สวัสดียามดึกค่ะ คุณ jtatanan

    ขอขอบคุณที่แวะมาเยือนเสมอค่ะ ^,^
    วันนี้ดึก หรือปกติคะ เอาดอกกาแฟ Coffee Blossom มาฝาก

    Coffee Blossoms

    เราคนพุธ มองว่าความทุกข์ สุข มีมาแล้วมีไป
    ช่างวิเศษจังนะคะ พุทธปรัชญาของพระองค์..

    ขอบคุณที่แบ่งปันแลกเปลี่ยนค่ะ :))


  2. January 29th, 2010 at 5:20 pm       athenaz Says:

    เอาเรื่องลาวของคุณไปลิงค์ไว้ที่บ้านค่ะ ว่าจะไปเที่ยวนะคะ
    ขอบคุณข้อมูล เขียนสนุก ..น่ารักจังค่ะ


  3. January 28th, 2010 at 10:47 am       อี๊ด Says:

    ม่วนหลาย อ่านที่ผู้สาวลาวเว่ากับอ้ายนักเขียนไทยที่ปนภาษเหนือไปด้วย คำว่าคิง บ่แม่นภาษาลาวเนาะ ข้อยอยากไปเยี่ยมยามเมืองลาวจั้กมื่อ อยากกินเฝอ กิ่นข้าวปุ้น โอ้ย อยากมีแฟนผู้สาวลาว..


  4. January 27th, 2010 at 11:46 am       สะบายดี Says:

    พาไปชม ไปชิมชาวของประเทดลาวก็ดีอยู่ งานนี้บริษัททัวร์กับไร่ชาน่าจะสมานฉันท์กัน เวลาเดินทางของอ้ายมีบ่มาก ถ้าพาไปชมโบราณสถาน ชมวัดชมวา ไปชมธรรมชาติที่ยังบ่ได้มีผู้ใดบุกรุกด้วย จะขอบใจหลาย ๆ


  5. January 27th, 2010 at 9:23 am       Nam Says:

    เคยไปมาแล้วค่ะ เห็นรูปก็จำได้เลยค่ะ


  6. January 27th, 2010 at 8:33 am       athenaz Says:

    ขอบคุณภาพและเรื่องสนุกๆ และเป็นข้อมูลพาเที่ยว
    ตั้งใจจะไปเที่ยวลาวอยู่พอดีค่ะ :))


  7. January 27th, 2010 at 1:44 am       jtatanan Says:

    อีหลีบ่ .. ข่อยก็ดีใจหลายเด้อ ที่ได้ชวนคนให้ไปเที่ยวสวนของปู่เจ้า อ่านข้อความของเจ้าแล้วขนคิงลุก .. ฮา ฮา .. ขอบใจ


  8. January 27th, 2010 at 1:38 am       ateeth Says:

    -สวนชา = ไร่กาแฟ

    ข้อยขอตอบคำถามแทนปู่ข้อยกะได้ ฮิฮิ
    -ปู่เป็น พลเรือน บ่แม่น ทหาร
    -แก็สที่ลาวบ่ได้แพง แต่ว่าบ่มี บอริสัดแก็สใหนไปส่งภืงต่างหาก อีกย่างต้มน้ำด้วยฟืน เวลาชงชา จะแชบก่วา
    -ปู่ก็แขงแรงแบบนี้เหมือน20ปีก่อนนั้นและ ฮิฮิ


  9. January 27th, 2010 at 1:07 am       ateeth Says:

    ขอบใจเดี ที่โคสนาสวนชาช่อย นี้เป็นสวนปู่ข้อยเอง บ่คิดเลียว่า เว็บ manager ที่ข้อยเข้าทุกมื้ ชิได้เห็นฮูบปู่และย่าตัวเองในเว็บ
    ขอบใจหลายเดอ


  10. January 26th, 2010 at 6:01 pm       septimus Says:

    มาขอตามไปเที่ยวไร่ชาปนกาแฟนิดหน่อยค่ะ

    ขอบคุณเรื่องราวสนุกๆมากค่ะ


You must be logged in to post a comment.