คนค้นคน ตอน “ฅน” ข้างม็อบ บอกอะไรเมื่อดูจบ

 

 

 

 

 

**** เมื่อคืนได้ดูรายการโปรดอีกหนึ่งรายการนอกจากการถ่ายทอดสดของ เอเอสทีวี คือ รายการ คนค้นคน ของ บ.ทีวีบูรพารายการดีที่ยังมีให้ดูในวันที่สื่อหลงอยู่ในกระแสทุนนิยมสุดโต่งตอน “ฅน” ในคืนม็อบ ที่เน้นไปที่คนชนชั้นแรงงานหรือรากหญ้าที่หากินอยู่รอบๆสถานที่การชุมนุมเสียส่วนใหญ่ รายการได้เสนอมุมมองและความคิดของพวกเขาเหล่านั้น น่าสนใจครับเพราะมุมมองนี่แหละที่สะท้อนความรู้ ความเข้าใจต่อเหตุกราณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่ที่มาของรากเหง้าแห่งปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมและวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นวันนี้ได้เป็นอย่างดี

.

 

*** หลากหลายชีวิต ท่ามกลางการชุมนุม ของ “ฅน” ในคืนม็อบ

       ถ้าหากระบอบประชาธิปไตย คือ ระบอบที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิมีเสียง ในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ที่พวกเขาต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน การชุมนุมประท้วง เพื่อเรียกร้องเนื่องจากความไม่พอใจ หรือต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม อาจถือเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายในขอบเขต และกรอบของกฎหมาย

การรวมตัวกันของผู้คนนับหมื่น ที่ยืดเยื้อยาวนานนับร้อยวัน บริเวณสะพาน มัฆวานรังสรรค์ และเคลื่อนย้ายเข้ามาปักหลักในทำเนียบรัฐบาล เหตุการณ์นี้คงไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของการเมืองไทยเท่านั้น แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ควรเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่คนไทยทั้งประเทศ ควรทำความเข้าใจ และเรียนรู้ถึงต้นสายปลายเหตุ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่บทสรุปของเรื่องนี้ซึ่งสุดท้ายแล้ว ไม่เคยมีผู้ชนะหรือผู้แพ้ท่ามกลางความแตกแยก ขัดแย้ง จะมีก็แต่ความเจ็บปวดบอบช้ำของประชาชนเท่านั้น
รายการ “คนค้นฅน” ในคืนนี้ จะนำคุณผู้ชมพบกับหลากหลายของชีวิต ซึ่งมีที่มาแตกต่างกัน แต่มีสถานการณ์การชุมชน เป็นเหมือนตัวเชื่อมร้อยให้พวกเขาต้องมาพบกัน ในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ว่าพวกเขาเหล่านี้จะเข้าร่วมเหตุการณ์การชุมชน ด้วยเหตุผลใด นั่นเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล แต่มากไปกว่านั้น เราควรจะรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไร ทำไมพวกเขาถึงต้องเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ การชุมชนส่งผลกระทบอะไรต่อชีวิตของพวกเขาบ้าง ความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิด หรือไม่มีทางเกิดขึ้นนั้น มีผลอย่างไรต่อชีวิตคนเล็กๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองของสังคมไทยอย่างพวกเขาบ้าง และอีกมากมายหลายคำถามที่คุณอาจหาคำตอบได้จากรายการในคืนนี้ นอกเหนือจากคำถามเพียงแค่ว่า เหตุการณ์ความตึงเครียดที่เป็นอยู่จะคลี่คลายลงเมื่อไหร่ และอย่างไร
พบกับหลากหลายชีวิตท่ามกลางการชุมนุม พบกับชีวิตของผู้คนเล็กๆ ในม็อบ ได้ในรายการ “คนค้นฅน” กับ “ฅนในคืนม็อบ” เวลา 22.15 น. ในวันอังคารที่ 9 กันยายนนี้ ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี
****  ขอบคุณทางรายการสำหรับรูปประกอบและคำกล่าวแนะนำของรายการในเวปไซส์ของ บริษัท เจ เอส แอลและบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด

 

ติดตามชมย้อนหลังได้ที่ http://hiptv.mcot.net/player/hipPlayer.php?id=18029

 

 

 

**** เมื่อผมนั่งดูจนจบรายการจึงคิดว่าคนอีกหลายคนน่าที่จะพลาดรายการในคืนนี้ และหลายคนอาจมองไม่เห็นบางสิ่งที่รายการนี้นำเสนอ จึงคิดจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาบอกกับตนเองว่าคนอีกบางส่วนหรือจำนวนอีกไม่น้อยในสังคมคิดอย่างไรกับเหตุบ้านการเมืองในขณะนี้

         รายการเปิดประเด็นจากคุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิว่า “ในภาวะที่สังคมเกิดการแบ่งแยก แบ่งขั่ว กลับความเชื่อที่ว่าโลกนี้ไม่มีสีขาวบริสุทธิ์หรือมีสีดำสนิจ พวกเราจึงอยากเสนออารมณ์ความรู้สึกในบางเวลาของพวกเราครับ”

         จากนั้นรายการก็ตัดมาที่ความคิดเห็นของคนที่อยู่รอบข้างของการชุมนุมทั้งที่สะพานมัฆวานรังสรรค์และท้องสนามหลวง น่าสนใจกับการแสดงความเห็นของคนเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าทางรายการนั้นได้นำเสนออีกมุมหนึ่งที่ไม่ได้ขึ้นเวทีไปกล่าวปราศัยเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองแต่พวกไดแสดงความคิดความอ่านที่ไม่อาจมองข้าไปได้ เช่น

* กระเทยขายตัวที่สนามหลวง กล่าวว่า “มันจะทะเลาะกันไปถึง …หานรกห่าเหวอะไรก็แล้วแต่ ไร้สาระ”

* หญิงจรจัดสนามหลวง “ประเทศไทยไม่ล่มจม”

* เด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนที่มัฆวาน “ไม่ขายชาติ ไม่โกงชาติ ทำความดีต่อประเทศชาติ”

*โสเภณีวัยดึกสนามหลวง “ทำเพื่ออะไร เพื่อประเทศชาติหรือเปล่า อยากให้ประเทศชาติดีขึ้นหรือยังไงก็ไม่รู้”

         ซึ่งส่วนใหญ่คนที่อยู่รอบๆการชุมนุมจะมุ่งเน้นไปที่เด็กเยาวชนตัวน้อยและกลุ่มคนชนชั้นแรงงานเช่น มอเตอร์ไซด์รับจ้างเชิงสะพานชมัยมรุเชฐษที่บอกว่าตัวเองเป็นกลางมาเพียงต้องการหาเงินเลี้ยงชีพเท่านั้น ที่นี่มีรายได้ดีกว่าวินที่อยู่ประจำหรือพ่อค้าแม่ค้าที่มาขายมือตบ เสื้อยึดพิมพ์ต่อต้านรัฐบาล ป้าคนขายถั่วคั่วหรือแม่ค้าหน้าใหม่ขายตุ๊กตาบาร์บี้ที่บอกว่าเพิ่งมาตอนแรกกลัวแต่เพราะเพื่อนบอกให้มาขายเถอะขายดีก็เลยมาขายแล้วก็ขายดีเสียด้วย แถมหลายคนมาขายของที่มัฆวานฯสามารถปลดหนี้ไปได้หลายคนแล้ว มาได้คำยืนยันจากคุณลุงที่ขายผลไม้ว่าตนเองขายมาตั้งแต่วันแรกขายได้กำไรวันละพันถึงสองพันบาทเลยที่เดียวจนสามารถที่จะปลดหนี้ที่มีอยู่ประมาณสี่หมื่นได้ภายในเวลาสามเดือน ถ้าสังเกตุจะเห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ค่อยกล้าที่จะพูดเรื่องการเมืองซักเท่าไหร่จากความไม่รู้เรื่องการเมืองหรือไม่กล้าจะพูดตามนิสัยของคนที่รู้สึกด้อยในสังคมกันแน่ แต่น่าสนใจที่คนขายตุ๊กตาบาร์บี้บอกว่า “กลัวก็กลัวนะ แต่กลัวอดมากกว่า” และกล่าวเชิงแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ว่า “ใจหนึ่งก็อยากให้จบ แต่อีกใจก็ไม่อยากเพราะว่าขายของไม่ได้”

         หรือตัดไปที่ท้องสนามหลวงไปเจอคนจรจัดที่ผู้ชายผ้าโผกหัวนั้นกล่าวชื่นชมรัฐบาลเพราะโครงการประชานิยมแต่ไม่รู้จักชื่อนายกรัฐมนตรีของเขา หรือคุณป้าที่บอกว่ามาที่ท้องสนามหลวงเพราะมานอนอย่างเดียว ไม่สนใจอะไรปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม

         หรือจะเป็นการเมืองข้างถนนกับนักวิชาเกิน พบกับหมอดูใต้ต้นมะขามที่แสดงภูมิความรู้ความสามารถต่อเหตุการณ์ว่าเหตุที่เกิดอยู่ทุกวันนี้มาจากแผนการณ์จากต่างประเทศทำลายประเทศไทยให้วุ่นวาย แกพูดอวดรู้เรื่องการเมืองว่ารู้ทุกอย่าง แต่พูดไม่รู้เรื่องพูดเหมือนพวกคนเพี้ยนหาสาระแก่นสารไม่ได้ แต่ฮามากสำหรับแกคนนี้ แกยังฟันธงว่า นปก กับนักรบศรีวิชัยเป็นพวกเดียวกันที่ตีกันนั้นจัดฉากขึ้นมาและภูมิรู้ทางการเงินเรื่องตลาดหุ้นที่กระทบกับชีวิตแกโดยตรง จนถึงดอกเบี้ยในธนาคารแล้วจบที่เรื่องไสยศาสตร์ทำลายประเทศเฉยเลย ถ้าดูแบบสนุกๆละก็ฮามากขอบอก แต่พอเป็นเรื่องสำคัญแล้วขำไม่ออก

         หรือจากกลุ่มโสเภณีที่ท้องสนามหลวงที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมเพราะทำให้รายได้หดหายเพราะนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศลดลง ทั้งกลุ่มกระเทยและหญิงโสเภณีวัยดึก ที่ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากรายได้ของตน แต่ผมก็สะท้อนกับคำพูดของกระเทยคนนั้นที่ว่า “จะตีกันทำไม หนูไม่ชอบเลย เมื่อก่อนบอกสยามเมื่องยิ้มอะไม่ใช่แล้วละ สยามเมื่องเถื่อนเสียมากกว่า” คำๆนี้มันรู้สึกตรงใจกับความแตกแยกของสังคมตอนนี้

        แต่ที่ผมคิดว่ารากเหง้าของปัญหาได้สะท้อนออกมาจากปากผู้หญิงเสื้อเหลืองที่บอกว่าตนเองเป็นคนรากหญ้าได้พูดตอบคำถามพิธีกรไว้ว่าโดยสรุปว่า

* หญิงเสื้อเหลือง  “ไปเลือกตั้งเหรอกลับไปเลือกทุกครั้ง เลือกเพราะความชอบพรรคชอบคน ชอบเพราะเกิดจากที่เราชอบเขา ชอบเขาที่โกงกิน แต่โกงกินน้อยหน่อย รู้ ว่าทุกคนที่เขาไป ทุกคนมีผลประโยชน์ทุกคน ถ้าไม่มีผลประโยชน์เขาไม่เข้าไปแย่งเข้าไปหรอก แล้วไปตามหน้าที่ที่ต้องไปเลือกตั้ง แล้วที่เลือกก็เพราะเขาให้เงินทอง ให้ทั้งครอบครัวคนละ 200 ถึง 400 บาท รู้ว่าการซื้อเสียงนี่คือต้นเหตุปัญหา แต่ก็อ้างว่า ตนเป็นรากหญ้า เป็นคนบ้านนอกเงินทองนั้นสำคัญ คนบ้านนอกต้องการเงิน คนกรุงเทพที่ขับไล่รัฐบาลนั้นไม่ลำบากหรือเดือดร้อนเรื่องเงินทองไม่เหมือนเหมือนพวกเขา ถ้าจะพวกเขาให้คิดก็คิดเพียงว่า ใครมาเป็นพวกเขาก็ลำบากเหมือนเดิม”

         แล้วรายการก็เข้าสู่ช่วงสุดท้ายด้วยการปะทะของ นปก กับ กลุ่มพันธมิตรเมื่อคืนวันที่ 1 กันยายน และคำพูดอีกปิดท้ายของคนต้นเรื่องทั้งหลาย

         เมื่อดูรายการจบความเชื่อของผมที่ว่าปัญหาของสังคมไทยนั้น นักการเมืองนั้นเป็นเพียงปลายเหตุ ต้นเหตุคือความคิดผิดๆของชนชั้นล่างหรือรากหญ้าที่ได้ฝั้งในความคิดความรู้สึกที่ว่า นักการเมืองโกงกินทุกคน ชอบคนโกงน้อยหน่อย ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งอย่างเดียว เพราะคิดว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย ไม่มีความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญหรือสิทธิพลเมืองอย่างแท้จริง และยังคิดว่าเงินสำคัญที่สุดในชีวิต แน่นอนที่ความอยู่รอดของตนเองนั้นสำคัญที่สุด แต่ถ้าสังคมส่วนใหญ่ยังเป็นแบบนี้ พวกเขาอาจไม่รู้ว่าซักวันหนึ่งแม้แผ่นดินไทยอาจจะไม่มีให้พวกเราทุกคนได้อยู่จากน้ำมือนักการเมืองโกงกินน้อยหน่อย นั้นเอง

 

 

** ป.ล : เป็นรายการที่สะท้อนเสียงของผู้คนที่เป็นกลางจากชนชั้นล่างในสังคมนี้ได้ดี และสิ่งหนึ่งที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมทุกวันนี้ได้อย่างมีพลังก็คือ ต้องมีการปฎิรูปการศึกษาและสื่อสารมวลชนโดยด่วนนั้นเอง ลองดูรายการนี้ ตอนนี้ดูนะครับมันได้สาระมากกว่าความบันเทิงแน่นอน คุณดูจบแล้วคุณได้อะไรช่วยมาเขียนแบ่งปันกันนะครับ  

 

 

 

ขอบคุณ จากนายปลาสาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนึ่งความคิดบน “คนค้นคน ตอน “ฅน” ข้างม็อบ บอกอะไรเมื่อดูจบ

  1. คนรอบบ้าน ผู้ที่ชื่นชอบรัฐบาล คือ บรรดาแม่บ้านที่ไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้านน่ะค่ะ ซึ่งพวกหล่อนอาจจะมีเวลานั่งเฝ้าหน้าจอทีวีทั้งวี่ทั้งวัน ในทีวีมีอะไร ก็มีแ่่ต่เรื่องของรัฐบาล

    คนพวกนี้จะไม่สนใจว่าเรื่องละเอียดอ่อนหลายเรื่อง มันสามารถบั่นทอนจนทำให้เกิดเป็นเรื่องใหญ่เกินเยียวยาได้ พวกหล่อนจะมองเพียงว่า .. วันนี้ข้าวของแพง วันนี้ขายของไม่ได้ วันนี้รถติดจัง ฯลฯ เป็นมุมมองที่ค่อนข้างแคบและเห็นแก่ตัวมากค่ะ