BARRACUDA : โลกของนายปลาสาก

สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม สอนอะไรแก่ตัวเราบ้าง @ ความพอเพียงเป็น ทางรอดของมนุษย์ทุกชีวิต

จงอย่าคิดไว้ใจ "สื่อ นายทุน และ นักการเมือง"

 

 

............ มาว่ากันด้วยเรื่องของ สามอาชีพที่ผมไม่เคยคิดไว้วางใจคือ สื่อมวลชน นายทุน และ นักการเมือง เพราะว่า สามอาชีพที่กล่าวมานี้มี อิทธิพลต่อสังคมไทยหรือต่อสังคมโลก ถ้าพวกเขาทั้งสามอาชีพมีอำนาจต่างๆอยู่ในมือมากพอ พวกเขาเหล่านี้ก็สามารถชี้นำความคิดของคนในสังคมได้อย่างมากที่เดียว และทั้งสามอาชีพนี้ยังเกี่ยวพันธ์กับคนสำคัญที่มีผลต่อ การเมืองไทยโดยตรงถึง สามคนด้วยกันลองมาวิเคราะห์กันดูว่า คุณ คิดเหมือนผมหรือไม่

 

 

ดูเหมือน "การเมืองเริ่มเดือดขึ้นอีกฝั่งที่ไม่ใช่ สีแดง เป็นผู้จุดประเด็น" เมื่อกรณี สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้กุมบังเหียนพันธมิตรและสื่อในเครือผู้จัดการออกมาประกาศตัดขาดและให้มวลชนสีเหลืองเลือกข้างระหว่าง พันธมิตรและประชาธิปัตย์ เหตุจาก พรรคประชาธิปัตย์ ในยุคผู้มีบารมีล้นพรรคที่ชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ถูกตราหน้าว่า "เนรคุณพันะมิตร" นั้นจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างมวลชนของ พันธมิตรและสมาชิคพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีภาพทับซ้อนในการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้กับ ระบอบทักษิณ ในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมาร่วมกัน ทั้งภาคใต้และภาคตะวันออกที่เป็นฐานมวลชนหลักของ พันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ ลองมาวิเคราะห์ วิจารณ์ กรณีร้อนที่เกิดขึ้นนี้ในมุมมองของต้วผมเองกันบ้าง

 

กรณีที่ สนธิ ประกาศตัดขาด ปชป. นั้นตัวผมเองก็คิดว่าต้องเกิดขึ้นแน่และยังคิดว่าทำไมช้าจัง ที่คิดไว้น่าจะเป็นช่วง 3-4 เดือนแรกที่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เข้ามาบริหารเสียด้วยซ้ำ แต่ก็เข้าใจว่าแผนภูมิอำนาจในช่วงนั้นยังไม่ชัดเจนอย่างทุกวันนี้ที่เห็นว่าผุ้กุมอำนาจบริหารรัฐบาลที่แท้จริงคือ สุเทพและพลังสีเขียว ที่จัดตั้ง รัฐบาลนี้ขึ้นมาโดยจับมือกับ เนวิน และยังหวังครองอำนาจแบบเด็ดขาดในอนาคตอันใกล้นี้ แฟนคลับนายกอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ อาจยินดีที่เห็น "มาร์คและเนห้อย" กอดกันกลมตาม อุดมการณ์จับมือกับโจร "กอดนี้เพื่อประเทศไทยและประชาชน" ผมคนหนึ่งแหละที่ออกมาด่าพรรค ปชป.ตั้งแต่วันนั้นและยังต่ออีกว่า "ไม่ปลื้ม นายกอภิสิทธิ์" โดนแฟนคลับนายก "ด่า" ผมกระจายแถมประชดแกมหมั่นไส้ว่าผมนั้น "มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ" ผมก็ไม่ว่าอะไรเพราะโดยธรรมชาติของสังคมไทยเวลารักหรือฝากความหวังไว้ที่ใครนั้นมักจะหลงลืมสติ ปัญญาและความจริง เทหัวจิตหัวใจเพื่อสนันสนุนผู้นำที่เรารัก เป็นเหมือนกันทั้ง "ทักษิณ สนธิ หรือ นายกอภิสิทธิ์" จนละเลยกลักความจริง คุณธรรม จริยธรรม บางอย่างออกไป เมื่อผู้นำทำอะไรผิดก็ทำมึนวางเฉยอ้างเหตุผลไปข้างๆคูๆ หรือบอกว่า "ก็เป็นคนธรรมดา ก็ต้องมีข้อผิดพลาดกันบ้าง" "คนนะไม่ใช่ผู้วิเศษจะเสกได้ทุกอย่าง" "ท่านนายกทำเต็มที่แล้ว อย่าว่าท่านนะต้องส่งกำลังใจให้ท่าน" "สงสารท่านายกเป็นคนดี แต่ลูกน้องไม่ดี ทหารก็กดดันท่าน" แต่ลืมไปว่า "ผู้นำ" ที่พวกเราสนับสนุนและเชียร์อยู่นั้นมี เดิมพันและผลสำเร็จของการทำงานในหน้าที่ "นายกรัฐมนตรี" คือ ชาติบ้านเมือง ที่มิใช่เป็นเพียง พนักงานขุดท่อประปา ที่ขุดพลาดโดนท่อแตกก็โดนหัวหน้าด่าแล้วเอาท่อใหม่มาใส่เข้าไปแทน เต็มที่ก็โดนเจ้าของบ้านที่ท่อแตกหรือคนในซอยบ่นว่าเท่านั้น การกระทำใดของนายกและรัฐบาลในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นมันผูกมัดส่งผลผูกพันธ์กับ ประเทศไทยและประชาชน ไปเกือบทุกเรื่องทุกบริบท แบบที่เราไม่อาจรู้ว่า การทำงานของรัฐบาลนั้นมันมีผลต่อการดำรงชีวิตของเราเองมากขนาดไหน เอาแค่สิ่งที่ รัฐบาลทักษิณและรัฐบาลนอมินีสมัคร สมชาย ทำเอาไว้ก็พอจะมองออกว่า ประเทศไทยเสียหายมากขนาดไหน สิ่งที่รัฐบาลระบอบทักษิณทำไว้อาจส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหาร 4.6 ต.ร.ก.ม นอกจากการทุจริตคอรัปชั่นและทำให้ประเทศชาติกับประชาชนเกิดความแตกแยก เดือดร้อน สับสน วุ่นวายกันทั้งบ้านทั้งเมือง วันนี้เราจึงต้องมองว่าทั้ง "ทักษิณ สนธิ และ นายกอภิสิทธิ์" นั้นสวมบทบาทและหน้าที่ใด และ ต้องทำหน้าที่ที่ตนเองมีอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เกิดประโยชนืต่อตนเองและพวกพ้อง

 

อดีตนายกทักษิณ ผู้ที่สถาปนาตนเองเป็น เจ้าแห่งกองทัพสีแดง ที่วันนี้เป็น นักโทษชายหนีคุก ที่ไปไกลเกินคิดกลับตัวแล้วเพราะ ความหลงในตัวกูของของกู นั้นได้นำพาตัวเองเข้าสู่ด้านมืดของกิเลสความอยากได้อยากมี จนมองไม่เห็นแสงแห่งหลักธรรมที่สอนให้ปล่อยวางไม่ยึดติดและสำนึกต่อบาปกรรมที่ตนเองนั้นก่อ ทักษิณ นั้นต้องทำทุกวิถีทางตามความเชื่อของตนเองและพวกที่ต้องการ อำนาจและล้มล้างในระบอบที่พวกเขานั้นเห็นว่าล้าหลังและเป็นภัยต่อการพัฒนาประเทศไทยในวันนี้และวันข้างหน้าตามหลัก "ทุนนิยมสามารย์" พวกกองทัพแดงโดยเฉพาะ บรรดาแกนนำ นั้นมีอุดมการณ์และแนวคิดที่ต้องการระบอบ ประชาธิปไตยแบบจัดตั้งเหมือนรูปแบบ เสรีกึ่งสังคมนิยม ที่มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคล้าย ประเทศจีน ในทุกวันนี้มาปกครองประเทศมากกว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การดำเนินการเคลื่อนไหวของ ระบอบทักษิณ ในวันนี้นั้นอาจผิดจารีต ธรรมเนียมประเพณีหรือในข้อกฎหมายของประเทศไทย แต่ถ้ามองในแง่ของ "สงครามชิงบ้านชิงเมือง" ระบอบทักษิณ นั้นยังไม่แพ้ในสงครามเพียงแต่ถอยหนีความ สะเพร่าของตนเอง และถ้ายังไม่แพ้ ระบอบทักษิณ ก็ยังสามารถเคลื่อนไหวต่อสู้ใน แนวคิดอุดมการณ์สีแดง ของกลุ่มตนเองเพื่อบรรลุผลแห่ง ชัยชนะ ได้ สงครามที่ฝ่ายระบอบทักษิณวางแนวทางเอาไว้นั้นจะไม่มีวันสลายไปจากเมืองไทยถ้าไม่บรรลุถึงชัยชนะในครั้งนี้ อุดมการณ์นั้นยังคงอยู่ในคนไทยส่วนหนึ่งที่ไม่เอาสถาบันกษัตริย์ อย่าไปคิดหรือมองเพียงว่า "ศึกครั้งนี้มองแค่ตัว ผู้นำ ทัพอย่าง ทักษิณ" แม้ตัวทักษิณอาจตายจากไปแล้ว "อุดมการณ์สีแดง" ก็ยังคงอยู่ต่อไป หรือคนเหล่านี้อาจรอวัน "ท้องฟ้าประเทศไทยเปลี่ยนสี" แล้วเกิดปรากฎการณ์ท้องฟ้าสีเทาประเทศไทยก็คงต้องเกิดสงครามชิงอำนาจครั้งใหม่อีกเหมือนกัน ส่วน "พลังสีแดง" ในวันนั้นอาจมีพลัง "รุนแรง" หรืออาจ "ไม่รุนแรง" เช่นดังในวันนี้เท่านั้นเอง โดยส่วนตัวของ ทักษิณ นั้นสิ่งที่ต้องการได้คืนหลังการสูญเสียคือ เงิน ตามมาคือ อำนาจ ที่สูญเสียไปก็เท่านั้น อย่าคิดอย่าหวังให้ เขา คิดกลับตัวกลับใจ เพราะหลงในลาภ ยศ สรรเสริญจอมปลอมจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว หลงเชื่อพวกลิ้วล้อปลายแถวหลอกกินไปวันๆ แต่ที่หน้ากลัวคือ จอมบงการที่แอบอยู่หลังนายใหญ่ ที่คอยวางกลยุทธการศึกนั้นแหละที่ต้องขุดรากถอนโคน

 

สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำมวลชนนาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและสื่อเอเอสทีวี ผู้จัดการ ที่ดูเหมือนเป็นคนพูดจานักเลงโผงผาง ท้าตีท้าชน เหมือนเป็นการสร้าง ศัตรู ไปกับทุกคนทุกกลุ่มที่เห็นต่างกับตนเองจนประกาศ "ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง" จนเจ๊งและเกือบตายมาแล้วเมื่อชนกับ ระบอบทักษิณ โดยบุคลิกที่มองจากสื่อต่างๆ อาจเป็นคนที่เหมือน ทักษิณ ในหลายเรื่องเช่น อีโก้สูง มั่นใจในตนเองแบบสุดโต่ง เคยทำธุรกิจประสบความสำเร็จร่ำรวยมหาศาล คบค้าพวกกลุ่มทุนและข้าราชการมากมาย แต่ สนธิ ก็คือคนที่ทำให้เกิด ปรากฎการณ์สนธิ ที่ทำให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอีกมิติหนึ่งของ การต่อสู้ทางการเมือง โดยเฉพาะภาคประชาชนที่หาญกล้าออกมาชนอำนาจรัฐบาลที่เข็มแข็งที่สุดอย่าง รัฐบาลทักษิณ ในยุคที่เรืองอำนาจจนวันนี้ ทักษิณ แทบไม่มีแผ่นดินจะอยู่ จุดเด่น ของ โกตั๊บแห่งบ้านพระอาทิตย์ คือ การพูดอธิบายการทำงานที่โครตโกงและทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ของรัฐบาลทักษิณและพวกพ้อง หรือหน่วยงานราชการต่างๆ ให้ชาวบ้านร้านตลาดต่างตาค้างอึ่งตะลึงว่า "ทำไมทักษิณมันถึงเลวอย่างนี้" การต่อสู้ที่มีแนวร่วมที่เข้มแข็งและมีชนชั้นกลางเป็นเหมือนนายทุนสนับสนุนการต่อสู้จึงทำให้ พันธมิตรฯ เติบโตเกินใครจะคาดคิด ในเมื่อมี พลังของมวลชน ที่มีพลังมากพอที่สามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างตามอุดมการณ์ที่ตั้งไว้คือ การเมืองใหม่เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จากที่จะสนับสนุนพรรค ปชป.เพื่อดันให้ การเมืองใหม่ เกิดขึ้นอย่างที่คาดหวังแต่มันก็เกิดไม่ได้อย่างที่หวังเพราะ นักการเมืองที่มีอยู่ก็ยังต้องการเพียง อำนาจ บริหารเงินภาษี หวังกอบโกยผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกเหมือนระบอบทักษิณ จึงต้องเปลี่ยนแนวคิดมาสู่การเล่นการเมืองทางตรงลงสนามเลือกตั้งเข้าไปสู้กันในสภากันให้เห็นเป็นประจักษว่าเพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน หรือ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มพันธมิตร กันแน่ เพราะหลายคนที่เป็นกลุ่มแกนนำหรือแนวร่วมบางท่านก็มิได้มี สันดานโกง ต่างจาก ระบอบทักษิณและรัฐบาลปัจุบัน แต่ที่หางยังไม่โผ่ล เพราะยังไม่มีสิทธิ์ในอำนาจรัฐและผลประโยชน์ทางตรงของงบประมาณแผ่นดิน อย่างท่าน ส.ส ในสมัยนี้นั้นเอง

ไม่ต้องสงสัยเพราะเจอมากับตัวเองใน จ.นครนายก ที่ผมอยู่ คนเลว คนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ก็เป็นพันธมิตรกันก็มาก เพราะอยู่ฝ่ายตรงข้ามของ ส.ส ที่อยู่กับฝ่ายทักษิณ เมื่ออยู่กันคนละขั่วคนละพรรคการเมืองก็ต้องมาหนุน พันธมิตร ซึ่งความจริงก็โกงกินและทุจริตด้วยกันทั้งสองฝ่าย ประวัติก็เน่าเหม็นด้วยกันทั้งคู่ ผมจึงเป็น พันธมิตร ที่โดดเดียวแต่ไม่เดียวดายเพราะผมคุยได้ทั้งเหลืองและแดง เพื่อเอาข่าวสารมาวิเคราะมิให้สมองฝ่อ ผมจึงไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับพวกแกนนำพันธมิตรในจังหวัด  ไปชุมนุมไปเองไม่เคยรวมกลุ่มไปรถฟรีพวก ส.ส แอบสีเหลือง เชื่อหรือไม่ผมไม่มีเสื้อสีเหลืองในตู้เสื้อผ้า มีเพียง หมวกแก็ปและผ้าพันคอพันธมิตรตั้งแต่ปี 48 อย่างละชิ้นเท่านั้นที่แสดงออกทางการแต่งกายว่าตนเองเป็นพันธมิตร 

แล้วยิ่ง สนธิ ออกมาประกาศให้ มวลชนพันธมิตร เลือกข้างด้วยแล้วผมไม่แปลกใจแถมสนับสนุนเสียอีกที่ออกมาแยกทางกับ ปชป. เพราะผมก็ไม่เคยชอบพรรคนี้มาแต่ไหนแต่ไร อาจมีหลงคารม พ่อรูปหล่อ ไปบ้างแต่เมื่อยาม บ้านเมืองวิกิฤต แล้วผู้นำยังขาดซึ่ง ความกล้าหาญที่จะทำงานแล้วละก็ บ้านเมืองก็ล่มจม พวกอีแอบการเมืองพวกนี้แทบหนวดกระตุกกันถ้วนหน้า ต่อสายล๊อบบี้ให้แก้แกนนำข่าวกันวุ่นวายจะได้ไม่เสีย มิตรทางการต่อสู้ แต่สังคมไทยคงลืมไปว่า นักการเมืองอาชีพ(ที่เมืองไทย)นั้น ยามร่วมทุกข์ในศึกสงครามการเมืองต้องแอบช่วยเหลือ ต้องแอบ สนับสนุน แต่ยามสมประโยชน์แล้วนั้น เป็นใครไม่รู้จักไม่ต้องแอบ เนรคุณ และเมื่อต้องร่วมกับ "โจร" เพื่อได้ขึ้นสู่อำนาจนั้นเป็น "บุญคุณ" ที่ต้องตอบแทนด้วย เงินภาษีของประชาชน แม้ สนธิ นั้นจะทำงานเพื่อบ้านเมืองจริงหรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็นหลักเพราะสิ่งที่ เขา ทำในวันนี้คือ เปิดโปงกลุ่มคนชั่วที่คิดทำร้ายและคดโกงบ้านเมืองในนาม นักการเมืองและข้าราชการ สิ่งที่เขาพูด คิด วิเคราะห์นั้นพิสูตรมาแล้วหลายเรื่องว่าเป็นเรื่องจริง แต่เพราะ เขา เป็นทั้ง สื่อ ในวันนี้และอาจเป็น นักการเมือง ในวันหน้าผมจึง มิอาจไว้ใจในตัวเขา ที่อาจหลงใน อำนาจ ที่ได้มาจน ธรรมะ ที่เคยเอานำหน้าในการเคลื่อนไหวในวันนี้หายไปก็ได้ คงต้องให้ "การกระทำ และ กาลเวลา" เป็นเครื่องพิสูตรว่า สนธิ จะเหมือน ทักษิณ ที่หลงใน ลาภ ยศ สรรเสริญ และแตกต่างจาก อภิสิทธิ์ ในเรื่องความกล้าหาญทางการเมือง ที่กล้าคิด กล้าทำ เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน อย่างแท้จริงเมื่อมีอำนาจอยู่ในมือตามที่เคยพุดไว้หรือไม่อย่างไร คงต้องรอชม แต่หน้าที่ให้ความรู้ประชาชน อย่างทุกวันนี้ผมถือว่า สอบผ่าน แม้มันจะออกไปในแนว "สื่อ ที่เลือกข้างตนเอง" ก็ตาม

 

นายกอภิสิทธิ์ ผู้นำประเทศไทยคนปัจุบันที่เหมือนจะ เชื่องและช้า เพราะสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ อาจเป็นเพราะ บุณคุณที่ท้วมหัวของกลุ่มอำนาจที่ดันจนได้เป็นนายก หรือ การรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล นั้นสำคัญกว่าหลักการ นิติรัฐ นิติธรรมและผลประโยชน์ของประชาชน ที่เมื่อสมัยเป็นผู้นำฝ่ายค้านนั้น ออกมาพูดแบบมีหลักการและความน่าเชื่อถือในปัญหาและการแก้ปัญหาบ้านเมือง มากกว่าเมื่อยามมีอำนาจการบริหารและการสั่งการข้าราชการในเวลานี้แบบ หน้ามือเป็นหลังเท้า หรือเพราะว่า การพูดมัน ง่าย กว่าตอนต้อง ทำจริง บางที่ก็น่าคิดว่าทำไม นายกอภิสิทธิ์ นั้นเป็น นายกหุ่นเชิด ของ รองนายกสุเทพและพวก 3 ป.จริงหรือไม่ เพราะทำอะไรดูเหมือนมันจะติด จะขัด แบบเหมือนจะออกมางัดข้อกับ สุเทพและ 3 ป.ตลอดเวลาแต่สุดท้ายก็ ยอมตกเป็นไก่รองบ่อน ต่อไป หรือก็คิดไปได้ว่าท่านนายกอภิสิทธิ์นั้น สุขุม แยบยล นิ่ง ลึก หรือ ขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้าหักในเรื่องที่สมควรแก่เหตุและผลอันสมควรลงโทษตามกฎหมายกับนักการเมืองและข้าราชการ เพราะกลัว สุเทพและ 3 ป.กันแน่ เรื่องนี้ ตัวผมเอง ก็ไม่กล้าฟันธงเพราะเดี๋ยวธงหักตำหน้าแหก คงต้องให้โอกาสดูกันอีกสัก 1 เดือนหรือจนถึงเดือนตุลาคม ว่าจะ เฮ หรือ โห่ ท่านดี เพราะ นายกอภิสิทธิ์ นั้นมีจุดเด่นที่แข็งแกร่งเรื่องภาพลักษณ์ที่เป็นนักการเมืองมือสะอาด เป็นคนรุ่นใหม่ บุคลิกภาพยอดเยี่ยม การศึกษาดีและพูดจาดีมีหลักการน่าเชื่อถือ และที่สำคัญ "หล่อ" ถูกใจแม่ยกการเมืองชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่ผลงานที่ผ่านมา 7 เดือนกว่านั้น ตัวผมเอง "ไม่ปลื้ม" ทั้งในเรื่องการทำงานของรัฐบาล การเมือง เศษฐกิจ สังคม สักเท่าไหร่เพราะมันเหมือนแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั่นมากกว่าการวางนโยบายในเรื่องต่างๆเพื่อรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลทำงานในแนว รับ มากว่าจะดำเนินกลยุทธ์เชิง รุก ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็ "ดีใจ" ที่ภาพลักษณ์ประเทศไทยดูน่าเชื่อถือจากสังคมโลกเมื่อประเทศไทยมีนายกชื่อ อภิสิทธิ์ โดยสรุปแล้วสำหรับ ท่านนายกอภิสิทธิ์ นั้นวิเคราะห์ลำบากกว่า ทักษิณและสนธิ เพราะดูเหมือนจะมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติด้วยความจริงใจและอยากที่จะนำหลักนิติรัฐ นิติธรรมมาใช้แบบจริงจังกับการทำงานของรัฐบาล แต่ความจริงที่ปรากฎทุกวันนี้ คนในรัฐบาลทั้งคนของพรรค ปชป.เองและพรรคร่วม รวมถึงข้าราชการทั้งหลายก็ยังไม่เชื่อฟังผู้นำรัฐบาล ยังโกงและทุจริตกันมากมายเหมือนเดิม โกงกันแบบ หน้าด้าน หน้าทน เห็น นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหลักหัวตอ เดินข้ามกันสนุกสนานโดยเฉพาะ สุเทพกับ 3 ป.ไม่รู้ว่าผมต้องรอท่าน "สร้างบารมี" จนประเทศไทยมัน ล่มจม ก่อนหรืออย่างไรครับท่านนายก ท่านถึงจะมีอำนาจบริหารบ้านเมือง สวามารถจัดระเบียบประเทศไทยในนักการเมืองและข้าราชการหันมาทำงานเพื่อชาติและประชาชนจริงๆ เสียที ส่วน รองนายกสุเทพ นั้นตัวผมเอง ไม่เคยเชื่อใจเลยว่าคนๆนี้จะเป็น นักการเมืองที่ดีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน ส่วน 3ป.และเนวิน นั้น ผมไม่อยากพูดเพราะเสียปากเสียกระบาล พวกตีกินผลประโยชน์จากวิกิฤตของชาติ

 

ทุกวันนี้คนไทยทั้งหลายหลงลืมความหมายของคำว่า กัลยาณมิตร ที่สื่อถึง มิตร ที่ชมด้วยความจริงใจ ไม่มีจริตหวังหลอกลวงหวังประโยชน์ และการว่ากล่าวติเตียนด้วยความหวังดีด้วยเหตุและผล หรือความจริง เพื่อหวังในกลับตัวกลับใจให้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควรมิได้คิดร้ายต่อมิตรที่ติเตียนนั้น เพราะ สังคมไทย ส่วนใหญ่ในวันนี้เมื่อไม่พอใจที่มีการว่ากล่าวตักเตือนต่อ ตนเอง บุคคล กลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมือง ที่ตนเองชื่นชมหรือศรัทธา ก็พูดจาหรือแสดงความเห็นแบบ ไร้เหตุผล แก้ตัว แถกันไปเรื่อย กระทบกระเทียบ แดกดัน พูดจารุนแรงหรือถึงขั้น "ด่า" กันแบบใช้อารมณ์มากว่าสมองกันเลยที่เดียว หรือเพราะสังคมไทยนั้นยังห่างจาก "สังคมอุดมปัญญา" หรืออย่างไร

 

 




Tag: นักการเมือง, สื่อ, อย่า, นายทุน, ไว้ใจ

เขียนโดย kingkoon ที่ 2009-08-11 08:10:46 น. 0 ความคิดเห็น