BARRACUDA : โลกของนายปลาสาก

สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม สอนอะไรแก่ตัวเราบ้าง @ ความพอเพียงเป็น ทางรอดของมนุษย์ทุกชีวิต

"อภิสิทธิ์" ต้องเปลี่ยน "พรรคและตนเอง" ก่อนเปลี่ยนประเทศไทย

 

 

 

อยากจะร้องถามเป็นเพลงกับนายกอภิสิทธิ์ว่า "เหนื่อยไหมคนดี ที่มาเป็น นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย" เพราะเมื่อดูการทำงานเมื่อตอนที่เป็น ผู้นำฝ่ายค้าน กับ นายกรัฐมนตรีนั้น ท่านนายก ดูไม่ค่อยเหมือนเดิม อ่านหนังสือ ร้อยฝันวันฟ้าใหม่ ของท่านกับเห็นท่านมาบริหารประเทศตลอดระยะเวลา 8 เดือนนั้นยังไม่เห็นสักฝันของท่านที่จะทำให้เป็นจริงเสียสักเรื่อง ความตั้งใจดีต่อประเทศและประชาชนนั้นอาจยังคงเหมือนเดิม แต่การทำให้ได้ซึ่งผลสำเร้จนั้นคง ยากยิ่ง ในสถานะการณ์วิกิฤตของบ้านเมืองในทุกด้าน ยิ่งคนร่วมงานในการบริหารชาติบ้านเมืองเกิดการไม่สมประโยชน์จนเกิดการ ขัดแข้งขัดขา ตลอดเวลาอย่างนี้ ความต้องกลับมาทบทวนตนเองอยู่มิใช่หรือท่านนายก เพราะถ้าท่านวาดฝันว่าอยากให้โครงการ "ไทยเข้มแข้ง" นั้นท่านต้องเปลี่ยน ตัวท่านเองให้ "เข้มแข้งและกล้าหาญที่ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบทำ" ตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ไม่ยอมต่อคนไม่ดีหรือทำในสิ่งที่ก่อความเสียหายต่อประเทศและประชาชน เสียก่อนดีไหม อย่าเพียงให้ผู้เขียนต้องเสพฝันของท่านที่คิดไว้เสียงดงามและเกิดฝันเห็น "ประเทศไทย" ที่อยากได้ตามหนังสือ "ร้อยฝันวันฟ้าใหม่" ของท่านอีกเลย หรือ การฝัน การพูดนั้นมันง่ายกว่า การลงมือทำให้สำเร็จ เพราะความจริง การเมืองไทยมันก็แค่ การสมยอมเพื่อสมประโยชน์ของนักการเมืองหรือพรรคร่วม ทำประเทศชาติเสียหายยังไงก็ได้ เพื่อให้ได้มาแค่ อำนาจ ตำแหน่ง ผลประโยชน์และเงินทองเท่านั้น จริงหรือไม่ ท่านนายกอภิสิทธิ์ ....

 

พบกับ ๑๐๐ปณิธานการเมืองที่สำคัญ ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ในหนังสือ“ร้อยฝันวันฟ้าใหม่” เปิดตัวเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๐          

ผมติดตามการเมืองและอยู่ในการเมืองมานาน ทุกครั้งที่มีใคร
ตัดสินใจมาเป็นนักการเมืองหรือได้รับการเลือกตั้ง มักจะต้องตอบ
คำถามว่า “ทำไมถึงมาเป็นนักการเมือง ?”
แต่ละคนก็จะมีคำตอบที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ความสนใจ ตั้งใจจะมา
ทำอะไรเป็นพิเศษ เส้นทางอาชีพและจังหวะเวลาในชีวิตของตัวเอง
การได้รับการชักชวน ฯลฯ


สำหรับผม คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญที่นักการเมืองทุกคนควรถูกถามอยู่เสมอ
ยิ่งกว่านั้น คำถามนี้เป็นคำถามที่นักการเมืองควรถามตัวเองอยู่เสมอ
เพราะเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่อยู่ในระบบการเมือง
ที่จะจมอยู่กับสภาพการเมืองที่มีการแข่งขัน ชิงไหวชิงพริบ
ความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์และอำนาจ เกือบจะตลอดเวลา
จนบางครั้ง การเมืองกลายเป็นการต่อสู้เพื่อชัยชนะ
ครั้งต่อไป และครั้งต่อไป แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ชัยชนะนั้นทำอะไร

ผมจึงต้องเตือนตัวเองให้ตอบคำถามนี้ให้ได้ ตลอดเวลา 


๑๕ ปีในการเมือง กับอีกกว่า ๑๕ ปี ก่อนหน้านั้น ที่
ติดตามการเมือง ผมบอกกับตัวเองว่าอยากมาอยู่ตรงนี้
เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้น
เชื่อมั่นว่า วิถีทางของระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
จะทำให้บ้านเมืองของเราดีไม่แพ้ที่อื่น
คนของเรามีชีวิตที่ดีไม่แพ้คนที่อื่น เพราะคนไทย
ประเทศไทย ไม่เป็นรองใคร
ขอให้เราได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของเราเท่านั้น


๑๕ ปีในการเมือง ทั้งที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล ๖ ปี ฝ่ายค้าน ๘ ปี กับอีก ๑ ปี ที่ไม่มีสภา ผมไม่เคยหยุดยั้งการผลักดันแนวคิด ความฝัน ที่จะสร้างบ้านเมืองในอุดมคติ

ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเมืองที่ ผมใฝ่ฝันจะให้เป็นประชาธิปไตย  โปร่งใส  สุจริต ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกระดับ และแก้ปัญหาของประชาชนได้


ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเศรษฐกิจ  ที่ผมอยากเห็นเติบโตอย่างยั่งยืน หลากหลาย และเป็นธรรม


ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการศึกษา ที่ผมอยากเห็นทั้งโอกาส และ คุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน


ตลอดจนเรื่องสังคม ที่ไม่อยากเห็นการพาดหัวข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรม หรือโศกนาฏกรรมอีกต่อไป


ที่ผ่านมา บ้านเมืองของเราก็มีความก้าวหน้าในหลายเรื่อง
บางหลายเรื่องที่ผมเคยได้ทำ เช่น กฎหมายข้อมูลข่าวสาร
กฎหมายการศึกษา การกระจายอำนาจ การปฏิรูประบบราชการ ฯลฯ
ทำให้ดีใจว่ามีความก้าวหน้ากว่าอดีต และตนเองได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้น


แต่บ่อยครั้งก็ต้องผิดหวัง เมื่อสถานการณ์ย้อนกลับ เช่น
เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และแน่นอนที่สุด เมื่อเกิดรัฐประหาร


๑๕ ปีผ่านไป ผมไม่คิดว่า ผมจะมีอีก ๑๕ ปีในการเมือง
เพราะโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงเร็วตาม


วันนี้ ผมมายืนอยู่ในจุดที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ก็คงเป็นช่วง
สุดท้ายของชีวิตการเมืองของผม

คำถามที่ว่า “ทำไมถึงมาเป็นนักการเมือง” จึงยิ่งมีความหมายในขณะนี้ 


ความคิด ความฝัน ปณิธาน หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นของ
ผม คือคำตอบตรงนี้


หนังสือเล่มนี้ เลือกมาร้อยเรื่องสำคัญ เพื่อมาร้อยเรียง ให้เป็นร้อยฝัน
ส่วนวันฟ้าใหม่ ก็มีความหมายสองความหมายเช่นกัน


ฟ้าใหม่ของประเทศ คือ เมื่อผ่านพ้นวิกฤตที่เหมือนเป็นความมืดปกคลุม บ้านเมืองมานานและฟ้าใหม่ เพราะสีของพรรคประชาธิปัตย์ คือ สีฟ้า และพรรคเพิ่งผ่านพ้นคดียุบพรรคมา จึงเหมือนกับเป็นยุคใหม่ของพรรค โดยมีผมเป็นหัวหน้า


ร้อยฝันในนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น
แต่รวบรวมมาจากแนวคิดและการทำงานที่สะสมมาตลอดการเป็น
นักการเมือง รวมมาบันทึกไว้เพื่อบอกถึงอุดมการณ์ และเจตนาที่แน่วแน่ไม่เปลี่ยน


แต่ทั้งร้อยเรื่องนี้  จะเกิดขึ้นได้หรือไม่  ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ผมคนเดียวอย่างแน่นอน


ผมเชื่อว่า หากทุกคนมาฝันร่วมกัน แล้วผลักดันให้เป็นจริง ร้อยฝันวันฟ้าใหม่ ก็จะเป็นร้อยสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา


และอย่าว่าแต่เพียงร้อยฝัน พันฝัน หรือหมื่นความฝัน หากเป็นสิ่งดีๆ ที่
เราทุกคนได้ร่วมฝัน ร่วมกันผลักดัน มันก็เกิดเป็นความจริงขึ้นมาได้ทั้งนั้น

 


หัวข้อสารบัญของหนังสือ

ปณิธานผู้นำ         
ร้อยฝันวันฟ้าใหม่

รากฐานชีวิตที่มีคุณภาพ        
๑. ครอบครัวที่พร้อม        
๒. ดูแลเด็กในครรภ์        
๓. ส่งเสริมการเป็นแม่และพ่อที่ดี       
๔. เรียนรู้ตั้งแต่อ้อนแต่ออกการศึกษาเพื่อพัฒนาคน 
    
การศึกษาเพื่อพัฒนาคน
๕. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วถึง อุ่นไอรัก
๖. หลักประกันการศึกษาขั้นพื้นฐาน
๗. เด็กประถมไม่ต้องเรียนหนังสือมาก แต่ต้องเรียนรู้เป็น
๘. เรียนภาษาที่สองตั้งแต่เด็ก
๙. คืนครูให้นักเรียน และคืนการเรียนรู้สู่สถานศึกษา
๑๐. ประเมินและพัฒนาคุณภาพการศึกษา
๑๑. ปลูกฝังทักษะชีวิต ใช้ได้ตลอดชีพ
๑๒. เด็กมัธยม ค้นพบตัวเอง
๑๓. รู้จักค่าของงานแต่วัยเรียน
๑๔. หนุนเสริมการศึกษาสายอาชีพ
๑๕. อุดมศึกษา การศึกษาของมวลชน
๑๖. มหาวิทยาลัยเปิด เปิดโลกทางเลือก
๑๗. การเรียนรู้ตลอดชีวิต


งานที่มีความหมายต่อชีวิต
๑๘. พัฒนาคนไม่หยุดยั้ง
๑๙. ค่าแรงขั้นต่ำเพียงพอแก่การดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
๒๐. ขยายประกันสังคม คุ้มครองคนทำงาน
๒๑. ประกันสังคมชาวบ้าน
๒๒. สร้างงานในบ้านเกิด
๒๓. งานและชีวิตหลังเกษียณ
๒๔. สวัสดิการดูแลคนชรา


คนไทยต้องมีสุขภาพที่ดี
๒๕. รักษาฟรี มีคุณภาพ
๒๖. สุขภาพของคนต้องมาก่อน
๒๗. ระบบสุขภาพภาคประชาชน
๒๘. แพทย์ของชนบท
๒๙. คุ้มครองสิทธิของผู้ป่วย
๓๐. ตายได้อย่างสงบ


เศรษฐกิจคุณภาพ
๓๑. โครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง
๓๒. จราจรไม่จลาจล
๓๓. ระบบขนส่งเชื่อมทั้งประเทศ
๓๔. ท่าเรืออันดามัน ประตูการค้าสู่โลกตะวันออกกลาง
๓๕. เปิดรับเศรษฐกิจโลกอย่างรู้เท่าทัน
๓๖. ร่วมสร้างอาเซียน เสริมอำนาจต่อรองของประเทศ
๓๗. เปิดรับธุรกิจต่างด้าวที่จริงใจ
๓๘. ธรรมาภิบาล ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง การบริหารภาครัฐ
๓๙. ธุรกิจแข่งขันอย่างเป็นธรรม
๔๐. คุ้มครองผู้บริโภค
๔๑. ทำให้คนอยากดูแลสิ่งแวดล้อม
๔๒. ปฏิรูปการส่งเสริมการลงทุน
๔๓. เอกชน คือพระเอกตัวจริงในภาคอุตสาหกรรม
๔๔. พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ตามเขตพื้นที่
๔๕. พืชพลังงาน อุตสาหกรรมเอทานอล
๔๖. เพิ่มผลิตผล เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
๔๗. แทรกแซงน้อย แต่เกษตรกรอยู่ได้
๔๘. รู้ราคา รู้วางแผน จัดการผลิตผลล่วงหน้า
๔๙. นาล่ม ชีวิตไม่ล่ม
๕๐. ลดทุกข์จากพิบัติภัย แก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ
๕๑. ก่อนจะเกิดสงครามน้ำ
๕๒. กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง
๕๓. เปลี่ยนกรอบคิดนโยบายแก้จน
๕๔. เศรษฐกิจชาวบ้าน มีที่อยู่ที่ยืน
๕๕. การท่องเที่ยวคุณภาพ
๕๖. ศูนย์กลางบริการสุขภาพ
๕๗. ภาษีที่ง่าย ก้าวหน้า และเป็นธรรม เพิ่มรายได้รัฐ
๕๘. ภาษีที่ดิน และภาษีมรดก


สังคมคุณภาพ
๕๙. ตัดต้นตอปัญหายาเสพติด
๖๐. ดูแลการบริโภคสุรา
๖๑. คนไทยไม่ต้องพึ่งหวย
๖๒. กระจายความเป็นเจ้าของสื่อ ปฏิรูปสื่อ
๖๓. สื่อดีมีหลักประกัน
๖๔. ปฏิรูปช่อง ๑๑ เป็นทีวีสาธารณะ
๖๕. กำเนิดใหม่ "ทีวีเสรี"
๖๖. โทรทัศน์เพื่อสาระ


คืนสันติสุขสู่แผ่นดินไทย
๖๗. เดินสู่สมานฉันท์แท้จริง
๖๘. ความไว้วางใจในพื้นที่
๖๙. เขตพัฒนาพิเศษ
๗๐. การต่างประเทศเชิงรุก


ปฏิรูปอำนาจรัฐ
๗๑. ปฏิรูประบบราชการ
๗๒. ล้างทุจริตในระบบราชการ
๗๓. ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค
๗๔. ปรับปรุงการทำสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน
๗๕. ปฏิรูปกฎหมาย
๗๖. ปฏิรูประบบตำรวจ
๗๗. กฎหมายความมั่นคง
๗๘. ปฏิรูปกองทัพ


แก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น
๗๙. กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
๘๐. ปฏิรูปการคลังท้องถิ่นประเทศไทยใสสะอาด
๘๑. กฎหมายต้องทันการโกง
๘๒. รัฐสภาตรวจสอบทุจริต
๘๓. สื่อมวลชนเชิงสืบสวน
๘๔. ราชการที่ซื่อตรง กล้าหาญ
๘๕. รวมพลังภาคธุรกิจและประชาสังคม


การเมืองใหม่
๘๖. ก้าวให้พ้นสงครามกลางเมือง
๘๗. ก้าวให้พ้นรัฐประหาร
๘๘. ส่งเสริมนักการเมืองมืออาชีพ
๘๙. ปฏิรูปวัฒนธรรมการเมือง
๙๐. แก้ปัญหาธนกิจการเมือง
๙๑. การเงินของพรรคการเมือง
๙๒. ส.ส. ต้องสังกัดพรรค
๙๓. ย้ายพรรคได้ แต่ห้ามขายตัว
๙๔. วุฒิสภาที่ยึดโยงกับประชาชน
๙๕. องค์กรอิสระที่อิสระ
๙๖. ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ
๙๗. ศาลเลือกตั้ง กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
๙๘. ยกเครื่ององค์กรปราบโกง
๙๙. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
๑๐๐. การเมืองภาคประชาชน


คนไทย ประเทศไทย ไม่เป็นรองใคร  ขอให้เราได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของเรา

ที่มา : คำนำ/สารบัญจากหนังสือ “ร้อยฝันวันฟ้าใหม่” ๑๐๐ปณิธานการเมืองที่สำคัญของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำหนดเปิดตัวหนังสือ สิงหาคม

 

 

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล http://www.abhisit.org/smf/index.php?topic=7068.0

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล จากอินเตอร์เน็ตและท่านที่ไม่ได้อ้างอิงถึง

ขอขอบคุณที่มาภาพ http://www.se-ed.com/event/ViewContent.aspx?IDtopic=483

 

******************************************

 

ลองมาอ่านบทคัดย่อจากหนังสือ ร้อยฝันวันฟ้าใหม่ ในเรื่องปณิธานต่างๆของ นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กันบ้างส่วนบางบทที่เป็นสถานะการณ์ทางการเมืองที่ท่านต้องตัดสินใจว่าจะทำตาม ปณิธานหรือต้องยอมกับอำนาจของกลุ่มนักการเมืองบางกลุ่มที่ตั้งท่านมาเป็น นายกเทพประทาน การกระทำนั้นมันสำคัญกว่าคำพูดที่สวยหรู

 

ปณิธานเรื่อง ปฏิรูประบบตำรวจ นายอภิสิทธิ์ ฝันว่า 


ตำรวจเป็นหน่วยงานกลไกของรัฐที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นหน่วยงานที่เป็น "ต้นธารของกระบวนการยุติธรรม" เพราะเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด อยู่ใกล้พยานหลักฐานมากที่สุด และเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนสำนวนแรก ประชาชน และผู้คนในสังคมจะได้รับความเป็นธรรมมากน้อยแค่ไหน ไม่พ้นไปจากภาระหน้าที่ของตำรวจ

ที่ผ่านมา เมื่ออำนาจการเมืองเข้าแทรกแซง ครอบงำ อยู่เหนือการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ การทำงานของตำรวจจึงเป็นไปเพื่อสนองตอบความต้องการของฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้น ซึ่งกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ผมคิดว่า รัฐจะต้องมีการปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่ อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องมีการปฏิรูปในเรื่องสำคัญๆ

อาทิเช่น ควรจะมีการกระจายอำนาจการบริหารงาน จากส่วนกลางออกไปสู่ระดับพื้นที่ เพื่อมิให้อำนาจกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง อยู่ที่ตัว ผบ.ตร. แต่ผู้เดียว แต่ให้หน่วยงานระดับรอง เช่น กองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ สามารถบริหารและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสำเร็จในระดับหน่วยงาน โดยจะต้องให้ประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามาบทบาทในการกำกับดูแลตำรวจในพื้นที่ด้วย

*****แต่ที่ท่านดำเนินการอยู่นี้แค่เรื่อง ผบ.ตร คนเดียวท่านยังสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้เจอ ทั้งตอทั้งงัดข้อ จนหน้าเขียว หน้าแดง หน้าเหลืองกลับมาตลอดเวลา จะปลดก้เกรงใจเพราะสัญญากับกลุ่มอำนาจใหม่ว่าจะให้นั่งตำแหน่ง ผบ.ตร จนเกษียรอายุราชการ ผิดไม่รู้กี่เรื่องก็ยังไม่กล้าลงดาบอาญาสิทิ์เสียที่ จนสูญเสียภาวะผู้นำเพราะแค่เรื่อง ผบ.ตร แล้วเรื่อง นิติรัฐ นิติธรรม ที่ท่านเคยพูดนักหนาเมื่อตอนเป็นผู้นำฝ่ายค้านนั้นเป็นแค่เพียง ลมปากของนักการเมือง เท่านั้นหรือ

 

 ปณิธานเรื่อง ส่งเสริมนักการเมืองอาชีพ นายอภิสิทธิ์ ฝันว่า 

"อันที่จริงที่ผ่านมา นักการเมืองที่สร้างวิกฤตแก่ประเทศชาติคือนักการเมืองที่ไม่ใช่มืออาชีพ อยู่สังกัดพรรคการเมืองไม่เป็นเรื่องเป็นราว แต่เป็นพวกนักการเมืองเร่ร่อน หรือบางกลุ่มก็เป็น ส.ส. ให้เช่านักการเมืองอาชีพจะต้องแสดงตน และรับผิดชอบ

ผมเชื่อว่า เราจะต้องสร้างระบบการเมืองที่เอื้อต่อนักการเมืองอาชีพที่แท้จริง ดึงดูดให้คนเก่งคนดีเดินเข้ามาสู่อาชีพการเมืองเต็มตัว ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณของความเป็นนักการเมือง และต้องมีระบบกำกับตรวจสอบดูแล เพื่อให้ความเก่งความดีไม่เสื่อมคลายแม้เขาจะเข้ามาเป็นนักการเมืองแล้วก็ตาม"



ปณิธานเรื่องปฏิรูปวัฒนธรรมการเมือง นายอภิสิทธิ์ ฝันว่า 


"การที่สังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้วัฒนธรรมอุปถัมภ์ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพิงอำนาจทุน อำนาจรัฐ กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้อยู่เหนือความถูกต้อง ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ต้องทำทุกอย่างให้ประชาชนพึ่งตนเองให้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นคำตอบสำหรับปัญหาประชานิยมด้วย การจะทำให้ประชาชนลดการพึ่งพิงผู้มีอำนาจ ต้องทำในเรื่องสิทธิสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน จะต้องทำให้เป็นสิทธิจริง ๆ ไม่ใช่การสงเคราะห์"

 

ปณิธานประการต่อมาคือเรื่อง แก้ปัญหาธนกิจการเมือง นายอภิสิทธิ์ ฝันว่า 


"ผมมองว่าปัญหานี้เป็นมะเร็งร้ายของการเมืองไทย สภาพปัจจุบันคือ การเมืองราคาแพง แต่ประชาชนได้ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต่ำ"

การแก้ปัญหาธนกิจการเมือง จะต้องคิดและมีมาตรการที่ครอบคลุมไปมากกว่าการแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงเท่านั้น โดยต้องหาวิธีจัดการกับการใช้เงินทางการเมืองที่หมุนเวียนอยู่นอกระบบด้วย มิฉะนั้นการเมืองของเราก็จะหมุนเวียนอยู่กับการลงทุน การถอนทุน การชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงประชาชน การตอบแทนบุญคุณของหัวหน้ามุ้ง ฯลฯ การปฏิรูปการเมืองจะต้องทำให้การเมืองไทยหายขาดจากมะเร็งร้ายธนกิจการเมือง"



การเงินของพรรคการเมือง เป็นปณิธานสำคัญข้อต่อมา นายอภิสิทธิ์ ฝันว่า 


"การเมืองมีค่าใช้จ่ายเงินหลากหลายรูปแบบ เป็นช่องทางให้อำนาจเงินสามารถเข้ามามีอิทธิพลเหนือระบบการเมือง เงินบางส่วนอยู่ในสายตาของระบบตรวจสอบ แต่เงินส่วนใหญ่อยู่ในโลกมืด ปัจจุบันการบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองยังมีปัญหา เช่นไม่มีการกำหนดเพดานการบริจาค ทำให้บุคคล ครอบครัวหรือบริษัท สามารถครอบงำพรรคการเมืองได้โดยการทุ่มเทเงินบริจาคให้แก่พรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองไม่เป็นพรรคของมวลชน ทำให้ ส.ส.ขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงานทางการเมือง ในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากประสงค์อยากบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่กลับมีระเบียบปลีกย่อยเป็นเงื่อนไขยุ่งยากหยุมหยิม โดยหลักคิดคือ จะต้องส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องการบริจาคโดยประชาชนรายย่อย ซึ่งจะสอดคล้องกับการกระจายอำนาจและกระจายความรู้สึกเป็นเจ้าของพรรคการเมืองไม่ให้ถูกผูกขาดโดยผู้อุปถัมภ์รายใหญ่เพียงไม่กี่ราย"

ผู้เขียนยืนยันปณิธานมั่นคงอีก 9 ประการ ตั้งแต่เรื่อง ส.ส.ต้องสังกัดพรรค, ย้ายพรรคได้แต่ห้ามขายตัว, วุฒิสภาต้องยึดโยงกับประชาชน, องค์กรอิสระที่อิสระ, ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลเลือกตั้งกับคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.), ยกเครื่ององค์กรปราบโกง, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, และ การเมืองภาคประชาชน

 

**************************************

 

สรุปแล้ว ตัวผู้เขียนเองนั้นเข้าใจถึง สภาพการเมืองไทยที่แท้จริง นั้นเป็น ระบบอุปถัมภ์และการสมประโยชน์ ของกลุ่มทุนและนักการเมือง จน นายกอภิสิทธิ์ ก็ต้องว่ายวนอยู่ใน ระบอบการเมืองไทย ที่เป็นเหมือนบ่อโคลนตมที่เน่าเหม็น ต้องรักษาเสถียรภาพที่เละเทะของรัฐบาลผสมที่หันมองไปดูก็เจอแต่ "ไดโนเสาร์ ตะกวดและวรนุช" ที่คอยจ้องฉกชิงผลประโยชน์ส่วนรวมไปเป็นของตนเองและพวกพ้อง แต่การเฝ้าดูท่านได้พูด ได้แสดงปณิธานทางการเมืองและสังคม มานานเป็น 10 ปี ที่ติดตามการเมืองมานั้น ท่านได้พูดสร้างฝันคนนับล้านทั่วประเทศไทย ที่จะเห็นประเทศชาติเป็นอย่างหนังสือ ร้อยฝันวันฟ้าใหม่ ที่ประเทศไทยจะปราศจากคนไม่ดีที่จะเข้ามาปกครองบ้านเมืองและทำให้ประเทศชาติอ่อนแอเสื่อมถอยลง จาก การทุจริตคอรั่ปชั่นที่เป็นอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นปณิธานที่ท่านฝันไว้ว่าจะ เปลี่ยนแปลงประเทศไทย นั้นจะสำเร็จได้ท่านต้อง เปลี่ยนตนเองให้ "กล้าหาญและทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายบ้านเมือง" แม้แต่ "พรรคประชาธิปัตย์" ถ้าเป็นปัญหาในการทำงานตามปณิธานที่ท่านตั้งไว้ท่านก็ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขจุดอ่อนต่างๆของพรรคทั้ง ตัวบุคคล การทำงานหรือนโยบายของพรรค ให้สามารถสนับสนุนการทำงานตามปณิธานที่ดีของท่านให้ได้ ท่านนั้นเก่งและฉลาดกว่าผู้เขียนมากมายนัก เพราะฉนั้นสิ่งที่สังคมคาดหวังว่าอยากให้ท่านต้องทำเพื่อชาติและประชาชนจริงๆนั้น ท่านก็ทราบอยู่เต้มหัวใจ แค่ท่านต้อง "กล้าที่จะทำตามความฝันของตนเอง" ให้ได้เท่านั้นเอง วันนี้ ต้อง ถาม นายกอภิสิทธิ์ แล้วว่าท่าน กล้า พอที่จะเปลี่ยน ตนเอง เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลง ประเทศไทย หรือยัง

 

*****   ผู้นำในภาวะวิกิฤตนั้นต้อง เด็ดขาดและกล้าหาญ จึงสามารถนำพาตนเองและประเทศชาติ ผ่านพ้นวิกิฤตนั้นไปได้




 

 




Tag: ประเทศไทย, อภิสิทธิ์, ตนเอง, เปลี่ยน

เขียนโดย kingkoon ที่ 2009-09-08 10:00:05 น. 0 ความคิดเห็น