กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 13 การมองโลกในแง่บวก (Positive thinking)

การมองโลกในแง่บวก (Positive thinking)

การมองโลกในแง่บวก (Positive thinking) หรือการมองโลกในแง่ดี (Optimism) เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจ ในการต่อสู้กับชีวิตต่อไป อาจเป็นเรื่องความต้องการบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ ความฝันที่วาดตั้งแต่เด็ก เมื่อประสบความสำเร็จชีวิตก็มีความสุข ในทางจิตวิทยาคนมองโลกในแง่บวกมีชีวิตยืนยาวมากกว่าคนมองโลกในแง่ลบ (Negative thinking) เนื่องจากไม่ต้องจมอยู่กับเศร้าโศก หรือความทุกข์มากจนเกินไป ไม่โทษตนเองและผู้อื่นว่าเป็นสาเหตุของปัญหา รู้จักให้อภัยทุกสิ่งทุกอย่าง บางครั้งอาจนึกขอบคุณและหัวเราะกับสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นกับชีวิตตนเอง อุปสรรคช่วยให้ชีวิตเข็มแข็งขึ้น เมื่อล้มลงคนมองโลกในแง่บวกสามารถลุกขึ้นเพื่อเริ่มต้นใหม่ได้

คนมองโลกในแง่บวกมักมีทัศนคติดี มองโลกสวยงาม ยิ้มแย้มแจ่มใส มีจิตใจเอื้ออารี และบางครั้งชอบช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ผู้อ่อนแอและตกทุกข์ได้ยาก ส่วนใหญ่เป็นคนดี ได้รับการสั่งสอนมาเป็นอย่างดีจากพ่อแม่ ครอบครัวอบอุ่น มีภูมิต้านทานในการต่อสู้กับชีวิตสูง จึงมีความซื่อสัตย์และอดทนเป็นเลิศ พื้นฐานของครอบครัวและการปลูกฝังตั้งแต่เด็กช่วยให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนมอง โลกในแง่บวก

ประสบการณ์ในชีวิตตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาวของแต่ละคนมีผลต่อการมองโลกในแง่บวก บางคนอาจถูกล่อลวงไปในทางไม่ดี ลักพาตัว ขมขื่น บังคับให้ติดยาเสพติด อกหักหรือถูกคนรักหลอก ย่อมไม่ไว้วางใจใครโดยสนิทใจ เกิดความหวาดระแวง และนึกหวาดกลัวคนแปลกหน้า แม้ว่าเพื่อนสนิทจะแนะนำให้รู้จักกัน ก็ไม่อยากคบหาด้วย ประสบการณ์ในอดีตคอยเตือนอยู่เสมอ จิตใต้สำนึกได้ซึมซับสิ่งไม่ดีไว้ตลอดเวลา การมองโลกในแง่บวกไม่อาจเกิดขึ้นได้

ความเป็นไปของการเมือง กฎหมาย สังคม ประเทศชาติ และสิ่งแวดล้อมย่อมส่งผลต่อคนทั่วไปเช่นเดียวกัน หากไม่มีความปลอดภัย เกิดความขัดแย้งสูง การประท้วงเรียกร้องสิทธิประโยชน์ต่างๆ การเกิดอาชญากรรมสูง รถติดบนท้องถนน มลภาวะเป็นพิษทางอากาศ น้ำเน่าเสีย เสียงดังอึกทึก ป่าไม้ถูกทำลาย น้ำท่วม สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้สภาพจิตใจเกิดความเครียด คุณภาพชีวิตไม่ดี เกิดความหวาดกลัว ไม่ไว้วางใจ มีความเห็นแก่ตัวสูง ทำให้ไม่เสียสละต่อส่วนรวม เกิดความรู้สึกคับข้องใจ คนที่อยู่ในสังคมไม่อาจมองโลกในแง่บวกได้

ความรัก ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ลัทธิ และศาสนา มีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณสูง อาทิ วัยรุ่นบางคนเชื่อถือเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ บูชาความรักเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อไม่สมหวังก็ฆ่าตัวตาย ผู้ใหญ่หลายคนเชื่อถือเรื่องการทำนายโชคชะตาและการสะเดาะเคราะห์ ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง ขนบธรรมเนียมบางอย่างนิยมการฝังศพบรรพบุรุษมากกว่าการเผา ประเพณีที่นิยมการล้มโคเพื่อฉลองงานในเทศกาลต่างๆ วัฒนธรรมที่เน้นครอบครัวเชิงเดี่ยว (Single family) เวลาลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ต้องแยกตัวออกมามีครอบครัวเอง ไม่อยู่ร่วมกับพ่อแม่ ลัทธิและศาสนาที่เน้นการทำบุญแบบทุ่มสุดตัวเพื่อไม่ต้องกลับมาเกิดอีก (นิพพาน) ทำให้มีปัญหาในระหว่างสามีภรรยา พ่อแม่กับลูก การมองโลกในด้านเดียวจึงถูกจำกัดอยู่ในสิ่งที่ตนเองเชื่อถือเท่านั้น ไม่อาจเปิดใจกว้างให้รับรู้ในสิ่งอื่นได้ เมื่อมีใครมาพูดจาด้วยความหวังดีก็โกรธแค้น เนื่องจากจิตใจหลงไปเสียแล้วกับความศรัทธาที่ขาดสติสัมปชัญญะ ปัญญาจึงไม่เกิด แม้ต้องลำบากดั้งด้นขับรถไปไกลแค่ไหนก็ไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยประการใด การมองโลกในแง่บวกจึงถูกจำกัดอยู่ในสิ่งที่เชื่อถือเท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์ในสิ่งใด กลายเป็นสาวกที่ต้องเชื่อฟังเฉพาะเจ้าลัทธิศาสนา (ส่วนใหญ่คำสอนของศาสนามักถูกบิดเบือนและหลอกให้สาวกทำตาม อ้างว่าเป็นบุญใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดในโลก)

ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นสาเหตุให้แต่ละคนมีมุมมองแตกต่างกัน การมองโลกในแง่บวก นอกจากพื้นฐานและการปลูกฝังของครอบครัวแล้ว การอบรมและฝึกหัดตนเองให้มีมุมมองเสียใหม่ เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยได้ อาทิ คนที่เกิดมาเป็นลูกกำพร้าหรือถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ต้องรู้จักขวนขวายช่วยเหลือตนเอง ไม่งอมืองอเท้า แทนที่การนั่งรอโชคชะตา หวังให้ผู้อื่นมาช่วยตนเองและโทษเวรกรรมต่างๆ นานา ต้องปลุกปลอบให้กำลังใจตนเอง ลืมชีวิตในอดีตที่ผ่านมา ข่าวสารที่เสนอในเรื่องร้ายก็ต้องหยุดการรับรู้ ให้ซึมซาบแต่ข่าวดี เรื่องเป็นประโยชน์ ดูตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ คนมีศีลธรรมว่าเขาทำได้อย่างไร เวลารถติดในชั่วโมงเร่งด่วน ไม่ต้องโทษรัฐบาลหรือใครอื่น ทุกคนอยากสะดวกสบายกันทั้งนั้นจึงต้องซื้อรถยนต์ เมื่อเกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง นักการเมืองสองฝ่ายมักยกเหตุผลมาโน้มน้าวประชาชนให้มาอยู่ฝ่ายตนเอง พูดจาให้ร้ายป้ายสีและด่าทออีกฝ่ายหนึ่ง วิธีการดีที่สุดคือไม่ฟังทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือของใคร หรือถ้ามีปัญญาก็ฟังทั้งสองฝ่ายด้วยใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงฝ่ายไหน ก็จะทราบว่าทุกคนเห็นแก่ตัว มีผลประโยชน์บางอย่างแอบแฝงทั้งสิ้น (การฟังนักการเมืองสองฝ่ายโจมตีเรื่องไม่ดีต่างๆ อยู่ทุกวัน ทำให้จิตใต้สำนึกจดจำแต่เรื่องร้ายๆ จึงสรุปเอาว่าการเมืองเลว ไม่มีคนดี อยากเปลี่ยนไปสู่ระบบอื่นหรืออพยพไปอยู่ประเทศอื่นที่เจริญกว่า ดังนั้นจิตใจไม่ควรรับรู้ในสิ่งไม่ดีและเป็นทุกข์หากต้องรับรู้ขอให้เป็นเรื่องราวในการสอนตนเอง)

การมองโลกในแง่บวกควรใช้กับตนเองเท่านั้น เพื่อก่อเกิดความสุข เกิดแรงบันดาลใจเอาชนะปัญหาและอุปสรรค์ทั้งปวง ตื่นเช้าวันใหม่ให้เกิดความสดชื่น กระตือรือล้น พร้อมเรียนหนังสือหรือทำงานด้วยจิตใจแจ่มใส ไม่อารมณ์ขุ่นมัว เวลากลับถึงบ้านก็มีความสุข ยิ้มกับตนเองและครอบครัวหรือญาติพี่น้องที่ได้มาอยู่พร้อมหน้ากัน เมื่อนอนหลับก็ไม่ฝันร้ายและแบกความทุกข์ไว้กับตนเอง

คนที่มองโลกในแง่บวก ถ้ามีการนำไปใช้กับคนอื่น ต้องระมัดระวังให้ดี อาทิ มีทัศคติว่าเมื่อตนเองดีกับคนอื่น ผู้นั้นต้องสนองตอบในทางที่ดีกับเรา (ไม่เป็นจริงเสมอไป) เราเป็นคนดีและช่วยเหลือคนอื่นเสมอ ไปอยู่ที่ไหนก็ปลอดภัย ทำให้เกิดความประมาทขึ้นในชีวิต (อาจถูกปล้น ทำร้าย และฆ่าตายได้ ถ้าไว้วางใจผู้อื่นมากเกินไป ทั้งรู้จักกันและไม่รู้จักกันมาก่อน) ดังนั้นถ้ามีการเผื่อแผ่ไปถึงบุคคลอื่น ต้องเป็นกัลยาณมิตรที่ดีเท่านั้น หรือมีการพิจาณาก่อนว่าเป็นความคิดที่ถูก (Right thinking) หรือผิด (Wrong thinking) อาทิ คนไทยมักสงสารให้เงินเด็กขอทาน จึงเกิดแก๊งลักเด็กตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ การทำบุญปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยปลาไหล จึงเกิดอาชีพดังกล่าวใกล้กับแหล่งทำบุญไหว้พระ จับสัตว์เหล่านี้มากักขังให้ทุกข์ทรมานจนกว่าผู้ใจบุญมาปลดปล่อยเป็นอิสระ สัตว์อาจป่วยและตายในเวลาต่อมา

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235





No comments yet

Sorry, the comment form is closed at this time.