กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 13 การเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่คนไทย

การเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่คนไทย

การเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่คนไทย มักแตกต่างจากชาวตะวันตกที่เจริญแล้ว เป็นเพราะความคิดในเรื่องเลี้ยงลูกแตกต่างกันมาก วัฒนธรรมชาติตะวันตกนิยมให้คนพึ่งพาตนเอง รับผิดชอบและช่วยเหลือตนเอง เน้นไปทางปัจเจกนิยม (Individualism) ไม่เกิดความรู้สึกผูกพันแบบกลุ่ม เป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละบุคคล ส่วนคนไทยและชาติเอเซียนิยมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พ่อแม่ต้องการให้ลูกอยู่ในโอวาท เชื่อฟัง สามารถพึ่งพาได้ในยามชรา เป็นวัฒนธรรมแบบกลุ่ม (Collectivism) เกิดความรู้สึกผูกพันในลักษณะครอบครัวและเครือญาติ

ครอบครัวคนไทยเลี้ยงลูกชนิดไข่ในหิน รักและห่วงใยมากเกินไป คอยสอดส่องอยู่ในสายตาตลอดเวลา และห้ามปรามพฤติกรรมที่เห็นว่าไม่เหมาะสม อ้างว่าเป็นความหวังดีของพ่อแม่ ต้องการให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนดี ไม่ทำตัวเป็นคนพาลเกเร นอกลู่นอกทาง ถ้าลูกไม่เชื่อฟังต้องลงโทษ เฆี่ยนตีเพื่ออบรมสั่งสอนตั้งแต่เด็ก โดยมีความเชื่อตามคำโบราณว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ต้องทำโทษหลาบจำ เติบโตขึ้นจะได้ไม่ทำพฤติกรรมเช่นนั้นอีก ขณะเดียวกันคอยห้ามปรามทุกเรื่องที่ตนเองไม่ชอบใจด้วย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเหตุผลของพ่อแม่ทั้งสิ้น ไม่ได้สอบถามเด็กว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น เด็กถูกกดดันและเก็บกด ทำให้ขาดความเป็นอิสรภาพ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก ต้องคอยสอบถามความเห็นจากพ่อแม่อยู่ร่ำไป ลับหลังพ่อแม่ ลูกอาจแสดงพฤติกรรมเก็บกด ทำในสิ่งที่พ่อแม่ไม่ชอบและคอยห้ามปรามเสมอ อาทิ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ติดยาเสพติด แอบหนีเที่ยวเมื่อมีโอกาส ฝ่ายพ่อแม่คิดว่าลูกเป็นดี อยู่ในโอวาท เมื่อทราบความจริงก็แทบลมใส่ เป็นเพราะเข้มงวดลูกในบ้านมากเกินไป เด็กบางคนอาจต่อต้าน ยิ่งแสดงอาการดื้อดึงมากขึ้น กรณีที่รุนแรงพ่อแม่อาจติดกล้องวงจรปิดในห้องนอนลูก บริเวณทั่วบ้านทุกมุมห้อง เพื่อคอยสอดส่องดูพฤติกรรมลูก คิดว่าเด็กไม่เชื่อฟัง มีนิสัยอันธพาล ส่วนใหญ่เป็นเด็กโตวัยรุ่น พ่อแม่บางรายใช้อารมณ์ ด่ากราดลูก และประกาศตัดขาดความพ่อแม่ลูกทันที ส่วนลูกเกิดความเจ็บแค้นในใจ จ้างมือปืนมาสังหารพ่อแม่และบุคคลในครอบครัวตนเอง เคยเป็นข่าวโด่งดัง สร้างความสะเทือนใจ กระทบกับความรู้สึกคนทั่วไป

การเลี้ยงลูกจึงเป็นเรื่องพ่อแม่สมัยใหม่รู้สึกหนักใจ เลี้ยงแล้วไม่ได้พึ่งพายามชรา ลูกเอาตัวไม่รอดในทุกสถานการณ์ ยิ่งพ่อแม่รักห่วงใยลูกมาก ลูกยิ่งเป็นคนไม่เอาไหน การช่วยเหลืออย่างมากตามวัฒนธรรมแบบกลุ่มของคนไทย ส่งผลสะท้อนให้เด็กไทยไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีความอดทน ขาดวุฒิภาวะ เนื่องจากไม่มีอิสรภาพในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง พ่อแม่ควบคุมเอาไว้ทั้งหมด ลูกคนไทยเลี้ยงไม่รู้จักโตเสียที เมื่อออกไปเผชิญโลกภายนอก ทำงานไม่อดทน ไม่รู้จักความยากลำบาก ในบ้านมีคนคอยช่วยเหลือ ทำแทนและบงการชีวิตตลอดเวลา ส่วนในที่ทำงานต้องทำเองทั้งหมด แก้ไขปัญหาเรื่องงาน และมีปัญหาตลอดเวลา ไม่มีใครช่วยเหลือตลอดเวลาเหมือนอยู่ในบ้าน เมื่อทำผิดพลาด ถูกเจ้านายตำหนินิดหน่อย ก็พาลลาออกจากงานเสียเลย มาทำธุรกิจส่วนตัวเล็กน้อยก็ขาดทุนหรือรายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพ ต้องวนเวียนเป็นวัฏจักรมาให้พ่อแม่เลี้ยงดูเหมือนเดิม เป็นเรื่องหน้าเศร้าใจและทุกข์ใจสำหรับพ่อแม่คนไทย

การเลี้ยงดูลูกถูกต้อง ควรผสมผสานวัฒนธรรมปัจเจกบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง หัดให้ลูกรับผิดชอบในเรื่องหน้าที่ตนเองตั้งแต่เด็ก เช่น ล้างจานทันทีหลังกินข้าวเสร็จ ทำความสะอาดห้องนอน ห้องน้ำและถูบ้าน เมื่อเติบโตขึ้นบ้างต้องฝึกฝนเรื่องการทำอาหารเอง หัดช่วยเหลือและพึ่งพาตนเองมากที่สุด พ่อแม่ต้องไม่คิดว่าลูกยังเล็ก ทำเองไม่เป็น หรือสงสารลูกทำงานหนัก การฝึกฝนตั้งแต่เด็กช่วยให้ลูกมีความอดทน เรียนรู้การทำงานขั้นต้น มีวินัยและความรับผิดชอบเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เวลาเล่นอะไรด้วยตนเอง พ่อแม่ต้องไม่เข้าไปเล่นด้วย บอกให้เล่นอย่างโน้นอย่างนี้ ปล่อยให้เด็กเล่นเอง เขากำลังฝึกฝนการจิตนการสร้างสรรค์ อย่าไปขัดจังหวะการเล่นของลูก พ่อแม่คอยดูลูกอยู่ห่างๆ ไม่ให้เกิดอันตรายกับเขา เวลาลูกหกล้มและร้องไห้ พ่อแม่ต้องไม่เข้าไปปลอบใจและโอ๋เด็กตลอดเวลา บอกให้ลูกลุกขึ้นยืนเอง พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ในบ้านต้องไม่เลี้ยงดูในลักษณะตามใจหรือบังคับเด็กมากเกินไป ควรรับฟังความคิดเห็นและเหตุผลของลูก ปล่อยให้เด็กทำในสิ่งที่เขาต้องการเสียก่อน ถ้าเป็นสิ่งผิดก็ควรใจเย็น ใช้หลักเหตุผลอธิบายว่าทำไมลูกไม่ควรทำเช่นนั้นและเมื่อทำแล้วจะเกิดผลเช่นใด ดีกว่าห้ามปรามไปเสียทุกเรื่อง ลูกอาจไม่เข้าใจ เกิดการต่อต้านในใจ และดื้อดึงไม่เชื่อฟัง การใช้หลักเหตุผลช่วยให้ลูกตัดสินใจในเรื่องราวสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าการใช้อารมณ์ที่ปราศจากสติปัญญา ไม่กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์จากสิ่งที่พ่อแม่ห้ามปรามหรือขัดใจในสิ่งที่เขาต้องการ ยิ่งลูกได้ช่วยเหลือพ่อแม่ทำมาหากิน ร่วมทุกข์ร่วมสุข และเห็นความยากลำบากในการหาเงิน ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันและรักพ่อแม่มากขึ้น ลูกที่เติบโตเป็นวัยรุ่นอาจหางานทำในช่วงปิดเทอม หรือเสาร์อาทิตย์ไปขายของตามตลาดนัดและห้างสรรพสินค้า บางคนหาเงินส่งตัวเองเรียนหนังสือ ทำงานและเรียนควบคู่กันไป เป็นการฝึกฝนให้คุ้นเคยกับความยากลำบาก เด็กพวกนี้จะเฉลียวฉลาดและเก่งเป็นยอดคน เข้าใจวิถีชีวิตตนเองและผู้อื่น มองโลกในด้านความเป็นจริง ไม่เข้าใจในลักษณะแบบฉบับของตนเอง

พ่อแม่คนไทยสมัยใหม่ ต้องปรับตัววิธีการเลี้ยงลูก ไม่อิงกับวัฒนธรรมแบบกลุ่มมากเกินไป ต้องนำลักษณะปัจเจกบุคคลของชาติตะวันตกมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ต้องไม่ลืมรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยคือ สอนลูกรู้จักอ่อนน้อม ไม่ก้าวร้าว เคารพผู้อาวุโส และดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า พ่อแม่ที่ฉลาดต้องรู้จักปลูกฝังนิสัยความมีวินัย ความรับผิดชอบ การรู้จักหน้าที่ตนเอง การมีเหตุผล ความอดทน ไม่เอาแต่ใจตนเอง และช่วยเหลือตัวเองเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ไม่พึ่งพาพ่อแม่ตลอดไป อีกทั้งเป็นภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งในครอบครัว ป้องกันลูกไม่ให้ตกอยู่ในสิ่งที่เป็นอบายมุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การเลี้ยงลูกของคนไทยหรือคนชาติอื่น ต้องใช้แนวทางวิธีที่กล่าวไว้ข้างต้น พ่อแม่ต้องไม่ให้ความรักลูกมากมายมาปิดหูปิดตาตนเอง เลี้ยงดูและสอนลูกแบบผิดๆ ตามใจลูกหรือบังคับมากเกินไป ปล่อยให้เด็กมีอิสรภาพ ทำอะไรด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการลองผิดลองถูก เกิดความคิดสร้างสรรค์ ในไม่ช้าเด็กจะค้นพบตนเองว่าชอบสิ่งใด เกิดการเลือกอาชีพในสิ่งที่ตนเองรัก โดยมีพ่อแม่เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ลูกพลอยมีความสุขตลอดชั่วชีวิต ความเจริญรุ่งเรืองจึงตามมา ไม่ทิ้งภาระ ความทุกข์ยาก และปัญหาจากการเลี้ยงดูลูกผิดๆ ย้อนกลับมาสู่พ่อแม่ในบั้นปลายของชีวิต

……………………………………………………………………………………





No comments yet

Sorry, the comment form is closed at this time.