กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 13 อุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply)

13.   อุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply)

เศรษฐศาสตร์ได้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันในท้องตลาดด้วยเส้นอุปสงค์ (Demand Curve) และเส้นอุปทาน (Supply Curve) เกิดจุดตัดกันของสองเส้นดังกล่าว เรียกว่าจุดสมดุลหรือดุลยภาพ (Initial Equilibrium) หมายถึงจุดที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าบริการและพ่อค้าเต็มใจจำหน่ายสินค้าบริการนั้นให้กับผู้บริโภคในราคาที่สมดุลด้วยกันทั้งสองฝ่าย (ในรูปคือจุด PQ) ถ้าราคาสินค้าบริการเกิดสูงขึ้น ผู้บริโภคจะซื้อจำนวนหรือแต่ละครั้งลดลงตามสัดส่วนผกผันกับเส้นกราฟอุปสงค์ (D) แต่ถ้าราคาสินค้าบริการในท้องตลาดเป็นที่นิยมของผู้บริโภค พ่อค้าจะผลิตจำนวนออกมาตามสัดส่วนโดยตรงกับเส้นกราฟอุปทาน (S)

เมื่อสามร้อยกว่าปีที่ผ่านมามีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ อดัม สมิท (Adam Smith) ได้กล่าวถึงตลาดเสรีว่าจะมีมือที่มองไม่เห็น (Invisible hand) มาช่วยจัดระบบการตลาดให้เข้าสู่จุดดุลยภาพเอง ไม่ต้องมีใครมาช่วยจัดให้ ไม่ต้องการให้ภาครัฐมาบิดเบือนกลไกลการตลาด ปล่อยให้การค้าเสรีเข้ามาช่วยจัดการด้วยตัวให้มันเอง เขาจึงได้รับสมญานามว่า บิดาแห่งทุนนิยมเสรี (father of laissez-faire capitalism) ต่อมาภาครัฐเห็นว่าจุดดุลยภาพต้องใช้เวลาในการกลับคืนสู่สภาพปกติ อาจเป็นระยะเวลายาวนานหรือนานเท่าใดไม่มีผู้ใดทราบ และเมื่อถึงเวลานั้น อาจเกิดความเสียหายขึ้นกับสังคมและประเทศชาติ ภาครัฐจึงเข้ามาบริหารจัดการเพื่อให้จุดดุลยภาพกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นอาจมีปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งพ่อค้าเองมาทำให้จุดดุลยภาพนี้ไม่กลับคืนโดยเร็ว ภาครัฐจึงต้องเข้ามาปกป้องให้กลไกตลาดดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขของประชาชนส่วนรวม

รูปกราฟใน http://my.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=588875&chapter=13

ปัจจัยที่ส่งผลให้เส้นกราฟอุปสงค์เคลื่อนที่ (Demand Curve Shift) ได้แก่ รายได้ (Income) รสชาติ (Taste) ความคาดหวังของผู้บริโภค (Expectations) จำนวนผู้ซื้อ (Number of buyers) การโปรโมชั่นสินค้าบริการ (Prices of related goods) เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ถ้าเป็นไปในลักษณะบวกหรือเพิ่มขึ้นจะทำให้เส้นกราฟเคลื่อนที่ไปทางขวามือ (Shift to the right) คือเส้นกราฟ D1 แต่หากเป็นลักษณะลบหรือลดลงจะทำให้เส้นกราฟเคลื่อนที่ไปทางซ้ายมือ (Shift to the left) คือเส้นกราฟ D2

ปัจจัยที่ส่งผลให้เส้นกราฟอุปทานเคลื่อนที่ (Supply Curve Shift) ได้แก่ เทคโนโลยี (Technology) ความคาดหวังของพ่อค้า (Expectations) จำนวนผู้จำหน่าย (Number of sellers) ราคาวัตถุดิบ (Input prices) ถ้าเป็นไปในลักษณะบวกหรือเพิ่มขึ้นจะทำให้เส้นกราฟเคลื่อนที่ไปทางขวามือ (Shift to the right) คือเส้นกราฟ S3 แต่หากเป็นลักษณะลบหรือลดลงจะทำให้เส้นกราฟเคลื่อนที่ไปทางซ้ายมือ (Shift to the left) คือเส้นกราฟ S4

จากรูปภาพกราฟดังกล่าว สามารถแสดงถึงราคา (Price) และปริมาณ (Quantity) ได้ตามตารางข้างล่างนี้

  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทาน (S) การเพิ่มขึ้นด้านอุปทาน (S3) การลดลงด้านอุปทาน (S4)
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ (D) ราคาและปริมาณเหมือนเดิม ราคาลดลง

ปริมาณเพิ่มขึ้น

ราคาเพิ่มขึ้น

ปริมาณลดลง

การเพิ่มขึ้นด้านอุปสงค์ (D1) ราคาเพิ่มขึ้น

ปริมาณเพิ่มขึ้น

ราคาคลุมเครือ (ราคาด้านอุปสงค์เพิ่มขึ้น แต่ด้านอุปทานกลับลดลงเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ)

ปริมาณเพิ่มขึ้น

ราคาเพิ่มขึ้น

ปริมาณคลุมเครือ (ปริมาณด้านอุปสงค์เพิ่มขึ้น แต่ด้านอุปทานกลับลดลงเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ)

การลดลงด้านอุปสงค์ (D2) ราคาลดลง

ปริมาณลดลง

ราคาลดลง

ปริมาณคลุมเครือ (ปริมาณด้านอุปสงค์ลดลง แต่ด้านอุปทานกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ)

ราคาคลุมเครือ (ราคาด้านอุปสงค์ลดลง แต่ด้านอุปทานกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ)

ปริมาณลดลง

ตารางการเปลี่ยนแปลงของราคา (Price) และปริมาณ (Quantity) ทางด้านอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply)

เราสามารถใช้รูปเส้นกราฟการเคลื่อนที่ของอุปสงค์และอุปทานอธิบายถึงการส่งผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณในระบบกลไกตลาด อาทิ สินค้าบริการ ค่าเงินบาท และมูลค่าหุ้น ได้ดังนี้

  1. สินค้าบริการ

1.1    มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ (D) แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทาน (S)

นโยบายด้านคืนภาษีของรัฐบาล เช่น บ้านหลังแรก รถยนต์คันแรก มีการคืนภาษีจำนวนหนึ่งแสนบาทให้กับลูกค้า เกิดการเคลื่อนที่ไปทางขวามือของเส้นกราฟ D1 สร้างความต้องการเทียมเกิดขึ้นกับประชาชนทำให้มีการผลิตรถยนต์ในปริมาณมาก (Q1) ส่งผลให้รถติดมากขึ้นเพราะสร้างถนนไม่ทันกับจำนวนรถยนต์และมีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น เกิดเงินไหลออกนอกประเทศและค่าเงินบาทอ่อน ในอนาคตเกิดแนวโน้มราคารถยนต์สูงขึ้น (P1) ส่งผลให้ความต้องการลดลงเพื่อปรับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (PQ)

พ่อค้ามีการโปรโมชั่นสินค้าบริการ เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ซื้อสินค้าชิ้นที่สองลดราคาลงครึ่งหนึ่ง เกิดการเคลื่อนที่ไปทางซ้ายมือของเส้นกราฟ D2 สร้างความต้องการเทียมเกิดขึ้นกับประชาชนทำให้มีการซื้อสินค้าบริการที่ต้องการจริงๆ ในปริมาณลดลง (Q2) ในอนาคตเกิดแนวโน้มราคาสินค้าบริการลดลง (P2) ส่งผลให้ความต้องการจริงๆ มากขึ้นเพื่อปรับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (PQ)

1.2   มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทาน (S) แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ (D)

รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอสังหาริมทรัพย์ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ พ่อค้าไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ประชาชนไม่ออมเงินเนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมากจึงนำไปซื้อบ้านและที่ดินแทน เกิดฟองสบู่ขึ้นทำให้มีการเก็งกำไรเพื่อขายต่อ ทำให้มีการสร้างอสังหาริมทรัพย์ในปริมาณเพิ่มขึ้น (Q3) และราคาลดต่ำลง (P3) เกิดการเคลื่อนที่ไปทางขวามือของเส้นกราฟ S3 สร้างการผลิตเทียมเกิดขึ้นกับพ่อค้า ในอนาคตเมื่อฟองสบู่แตก ส่งผลให้การผลิตอสังหาริมทรัพย์ลดลงเพื่อปรับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (PQ)

พ่อค้ากักตุนสินค้าบริการทำให้เกิดการขาดแคลน (Q4) และราคาเพิ่มสูงขึ้น (P4) เกิดการเคลื่อนที่ไปทางซ้ายมือของเส้นกราฟ S4 ถ้าสินค้าบริการนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ภาครัฐต้องนำเข้าสินค้าบริการเพิ่มขึ้นทดแทน ทำให้ปรับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (PQ)

1.3          มีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ (D) และด้านอุปทาน (S)

นโยบายด้านคืนภาษีของรัฐบาลรัฐบาล เช่น รถยนต์คันแรก (D1) พร้อมกับมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ (S3) ทำให้ราคาคลุมเครือ (ราคาด้านอุปสงค์เพิ่มขึ้น แต่ด้านอุปทานกลับลดลงเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ) แต่ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงอาจเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ เนื่องจากสินค้าบริการมีแนวโน้มแพงขึ้น และการจ้างงานเพิ่มขึ้นทันทีเพื่อผลิตปริมาณสินค้าบริการมากขึ้น เพื่อปรับคืนสู่จุดดุลยภาพ

นโยบายด้านคืนภาษีของรัฐบาลรัฐบาล เช่น รถยนต์คันแรก (D1) พร้อมกับมีพ่อค้ากักตุนสินค้าบริการ (S4) ทำให้ราคาสินค้าบริการเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณการผลิตคลุมเครือ (ปริมาณด้านอุปสงค์เพิ่มขึ้น แต่ด้านอุปทานกลับลดลงเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ) นั่นหมายถึงเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นทันที และการจ้างงานไม่แน่นอน แต่มีแนวโน้มเกิดการตกงานเนื่องจากสินค้าบริการแพง พ่อค้าต้องไปลดกำลังผลิตลงเพื่อปรับคืนสู่จุดดุลยภาพ

พ่อค้ามีการโปรโมชั่นสินค้าบริการ เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง (D2) พร้อมกับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ (S3) ทำให้ราคาสินค้าบริการลดลง แต่ปริมาณการผลิตคลุมเครือ (ปริมาณด้านอุปสงค์ลดลง แต่ด้านอุปทานกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ) นั่นหมายถึงเกิดการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนมากขึ้น เนื่องจากสินค้าบริการถูกลง ปริมาณการผลิตไม่แน่นอน แต่มีแนวโน้มว่าการผลิตเพิ่มขึ้น เป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ถ้าเกิดฟองสบู่แตกจะเป็นการปรับคืนสู่จุดดุลยภาพ

พ่อค้ามีการโปรโมชั่นสินค้าบริการ เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง (D2) พร้อมกับมีพ่อค้ากักตุนสินค้าบริการบางอย่างที่จำเป็น เช่น น้ำมันปาล์ม (S4) ทำให้ราคาสินค้าบริการคลุมเครือ (ราคาด้านอุปสงค์ลดลง แต่ด้านอุปทานกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับจุดดุลยภาพ) แต่ปริมาณการผลิตลดลง เกิดสภาวะการตกงานหรือไม่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นทันที  

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านต่อฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

 





No comments yet

Sorry, the comment form is closed at this time.