กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

Archive for June, 2013

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 11 กัลยาณมิตร

กัลยาณมิตร

 

กัลยาณมิตรคือ มิตรแท้ เพื่อนแท้ เพื่อนตาย เพื่อนที่คอยช่วยเหลือเพื่อนอย่างจริงใจโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เป็นมิตรที่หวังดี มีสิ่งดี ๆ ให้กันด้วยความจริงใจ (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี) อาจรวมไปถึงความซื่อสัตย์ ความจริงใจ ไม่หลอกลวง เป็นที่ไว้วางใจ ไม่ชักนำไปในทางที่เสื่อมเสีย สิ่งอบายมุข ผิดศีลธรรม หรือร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยเข้าใจผิดว่าเป็นการช่วยเหลือเพื่อน ป้องกันศักดิ์ศรีของพวกพ้อง

การเป็นเพื่อนแท้นับวันหายากยิ่งราวกับงมเข็มในมหาสมุทร ผู้คนในยุคปัจจุบันจึงพากันเข็ดขยาด ไม่กล้าแสดงความหวังดีและเปิดเผยด้วยความจริงใจ เกรงว่าจะถูกย้อนรอยอย่างเจ็บแสบ หรือหวังผลประโยชน์จากตนเอง การคบค้าสมาคมเพื่อนฝูงในที่ทำงานที่เพิ่งรู้จักกัน ระยะแรกอาจเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ยินดีช่วยเหลือเต็มกำลัง แสดงออกด้วยน้ำใสใจจริง เนื่องจากอยากผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ที่ต้องพบเจอกันทุกวัน นานวันเข้าเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบสนอง แถมยังแสดงกริยาไม่ดี เห็นแก่ตัว ทำตัวไม่น่ารัก หรือเจอประเภทไม่อยากพูดคุยด้วย แบบนี้ถือว่าไม่อยากเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไม่ใช่กัลยาณมิตรแน่ๆ การวางตัวหรือพูดคุยต่อกันจึงเป็นเพียงตามมารยาทเท่านั้น ไม่อาจร่วมเป็นมิตรสหายได้ แต่ก็อย่าให้เกิดความขัดแย้ง หมั่นไส้จนลุกลามกลายเป็นขัดแย้งและทะเลาะวิวาทกัน อย่างน้อยเว้นช่องว่างเอาไว้ในฐานะเพื่อนร่วมงาน มีการอื้ออาทรต่อกัน ถ้าเราเป็นเด็กกว่าก็ควรนอบน้อมผู้อาวุโส หากอายุมากกว่าก็ควรมีเมตตา ไม่ถือสารุ่นน้องหรือเด็กกว่า ถ้าตักเตือนได้ก็ควรแสดงออกบ้าง เมื่ออีกฝ่ายไม่เห็นความหวังดีก็ต้องยึดถือความเป็นอุเบกขาคือนิ่งเฉยเสีย ไม่เอามาเป็นอารมณ์หงุดหงิดจนเสียการงาน

เวลาผ่านไปเนิ่นนานพอสมควร รู้จักนิสัยใจคอว่าเข้ากับเพื่อนร่วมงานคนใดได้บ้าง กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อพักเที่ยงก็ไปรับประทานอาหารด้วยกัน ถึงคราวเลิกงานช่วงเย็นยังไปสังสรรค์กันต่ออีกสำหรับคนโสด ไม่มีพันธะใดๆ บางครั้งกินเหล้า ดื่มเบียร์ในวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นช่วงมีความสุขกันเต็มที่ต่อเพื่อนร่วมงานนิสัยคล้ายกัน ยังไม่ถือว่าเป็นกัลยาณมิตร เป็นแค่ถูกชะตากัน ต้องการความรื่นเริงบันเทิงใจ และคลายเหงาเท่านั้น นั่นเป็นช่วงเวลาก่อนสละโสดมีครอบครัวของคนหนุ่มสาว บางรายอาจติดพันดื่มเหล้า สูบบุหรี่จัดขึ้นหลังจากมีครอบครัวแล้ว มีเงินทองเท่าไหร่ก็หมดไปกับอบายมุข ความครื้นเครงใจ แบบนี้ถือว่าห้ามใจไม่อยู่ ติดจนหงอมแหงม เสียผู้เสียคน กลายเป็นคนไม่มีระบบเบรกในชีวิต นึกแล้วน่าเสียดายกับการเกิดมาชาติหนึ่ง ไม่สามารถเอาดีกับเขาได้

กัลยาณมิตรในที่ทำงานยังพอมีให้เห็นอยู่ หากลองสังเกตดูดีๆ ตามความหมายข้างต้น เวลาเรามีปัญหาทั้งส่วนตัวและเรื่องงาน กัลยาณมิตรยินดีรับฟังเรื่องราวต่างๆ เสนอความคิดเห็น หรือถ้ารู้ว่าเรามีปัญหา จะเข้ามาสอบถามด้วยความหวังดี ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง เสนอทางออกแก้ไขและช่วยเหลือจนเรารู้สึกเกรงใจ (แตกต่างจากผู้ที่เข้ามาสอบถามเรื่องราวต่างๆ ของเราด้วยความอยากรู้อยากเห็น)  

บางคนอาจนึกค้านในใจว่าในสถานที่ทำงานแทบจะหากัลยาณมิตรไม่ได้เลย ก็ต้องหันกลับมาดูตนเองเช่นเดียวกัน เราเคยแสดงเจตนาดีกับเพื่อนร่วมงาน มีมิตรน้ำใจหรือไม่? เคยเอ็นดูและเมตตาต่อเพื่อนร่วมงาน ลูกน้องหรือเปล่า?ผู้อาวุโสบางคนทำตัวน่ารังเกียจ เห็นแก่ตัว การพูดจาใช้อารมณ์เป็นหลัก มักโยนความผิดให้กับลูกน้อง และไม่เคยแสดงความรับผิดชอบ ส่วนใหญ่ครองตัวเป็นโสด (ไม่เหมือนกับผู้ที่เป็นคนตรง มีนิสัยขวานผ่าซาก ให้ดูเจตนาเป็นหลัก)อาจเป็นผู้ที่คนทั่วไปมองว่าพูดจาดี ไม่เคยแสดงกริยากริ้วกราด แต่ก็ไม่เคยเมตตากรุณากับรุ่นเด็กกว่าเลย ไม่รู้จักบุญคุณคน หรือเป็นผู้ที่พูดจาน่าเชื่อถือ หลอกให้ผู้อื่นคล้อยตาม พูดถึงส่วนรวมและความดีโดยตลอด แต่ลับหลังมีพฤติกรรมตรงกันข้ามกับสิ่งที่พูดเสมอ (ลักษณะแบบนี้เป็นผู้ที่ไม่น่าไว้วางใจ การเปิดเรื่องราวต่างๆ อาจโดนลอบกัดเอาได้)

แม้ว่ากัลยาณมิตรนับวันหายากยิ่งขึ้น การอบรมบ่มนิสัยแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน สังคมทุนนิยมผลักดันให้คนเห็นแก่ตัว นิยมวัตถุเงินทองมากกว่าน้ำจิตน้ำใจ และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นสังคมเร่งรีบ ไร้วินัยตนเอง ดูถูกผู้ต่ำต้อยกว่า ยกย่องคนมีเงิน ลงโทษคนจน เป็นลักษณะสังคมอุปถัมภ์ (หารู้ไม่ว่าชีวิตนี้ไม่มีความสุข ต้องคอยวิ่งเต้นตลอดเวลา เปรียบเสมือนหนูถีบจักร ไม่มีอิสรเสรีภาพ มีความสุขกับการถีบจักรไปเรื่อยๆ โดยเข้าใจผิดว่าเป็นความสุขเหลือล้น มุ่งแต่วัตถุนิยมและสิ่งจอมปลอม) ถ้าเราเป็นผู้หมั่นสังเกตจะพบว่ามีกัลยาณมิตรอยู่บ้าง ไม่เพียงแต่เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อนในชุมชน เพื่อนในวัยเรียน หรือแม้แต่ญาติพี่น้องตนเอง เขาเป็นผู้ปรารถนาดีต่อเราทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่มีสิ่งอื่นแอบแฝง บางครั้งเราเองก็สัมผัส รู้ได้ด้วยตนเอง แต่หากมองไม่เห็น ก็ต้องทำจิตใจเป็นกลาง ไม่มองโลกในแง่ดีหรือร้ายเกินไป เราจะทราบว่าใครคือกัลยาณมิตรแท้จริง

เพื่อนบ้านใกล้เคียงและในชุมชนมีหลายรูปแบบ อาจรู้จักกันในสนามหญ้าออกกำลังกาย แหล่งพบปะตามร้านค้ากาแฟ หรือคลับเฮ้าส์ บางคนเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาก่อน หลังเกษียณอายุยังเคยชินกับการจัดงานเลี้ยง เรียกระดมเงินทองจากเพื่อนๆ ในหมู่บ้านชุมชนเพื่อจัดโต๊ะจีนในเทศกาลต่างๆ วันขึ้นบ้านใหม่ วันเกิด หรือสารพัดงาน แล้วแต่จะคิดกัน เรียกเงินหลายร้อยบาทต่อคนที่มาร่วมงาน อย่างนี้ไม่ใช่กัลยาณมิตร เป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยว หาแก่นสารไม่ได้ (แตกต่างจากเพื่อนผู้ใจดีและเอื้ออารี จัดงานเลี้ยงวันเกิด ซื้อของมาฝาก ทำกับข้าวหรือขนมมาฝากเป็นประจำโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนและผลประโยชน์ เพื่อนหลายคนรู้สึกเกรงใจ อย่างนี้ถือว่าเป็นกัลยาณมิตรได้ ตรงนี้อย่าเข้าใจผิดเด็ดขาดว่าเพื่อนที่ชอบเลี้ยงและแจกวัตถุสิ่งของคือกัลยาณมิตรที่ดี ต้องดูกันเนิ่นนาน ให้ทราบนิสัยใจคอก้นบึ้งของหัวใจ)

เพื่อนในวัยเรียน เป็นความรู้สึกรักสถาบันการศึกษา รักพวกพ้อง และเกินเลยไปถึงความรักศักดิ์ศรีแบบผิดๆ เวลารวมกลุ่มกันตามประสาวัยรุ่นจะเกิดอาการฮึกเหิม มีโอกาสเขม่นกับกับนักศึกษาต่างสถาบันได้ ยิ่งมีรุ่นพี่คอยปลุกเร้ายัดเหยียดความเชื่อผิดๆ โอกาสทำความผิดมีมาก และหลงผิดยกพวกไปตีรันฟันแทง ยิงนักเรียน นักศึกษาที่เป็นคู่อริกัน ทั้งๆ ที่ในสมัยก่อนเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นน้อยมากและเกิดเฉพาะสถาบันการศึกษา บางแห่งเท่านั้น ไม่ได้แพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน เข้าใจว่าเป็นลัทธิเอาอย่าง หากผู้สื่อข่าวรายงานเผยแพร่สู่สาธารณะ กลายเป็นเรื่องโฆษณาความเก่งกาจของสถาบันตนเอง เกิดค่านิยมผิดๆ ใช้กำลังมากกว่าใช้สมอง ไม่เหมาะกับการเป็นผู้ศึกษาเล่าเรียน ยิ่งเรียนก็ยิ่งโง่ลงทุกวัน สิ้นเปลืองเงินทองของพ่อแม่เพราะลูกไม่รักดี เห็นเพื่อนดีกว่าอนาคตตนเอง แบบนี้ไม่มีกัลยาณมิตรทั้งสถานบันการศึกษา เป็นหนทางสู่ความหายนะ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรลาออกจากสถาบันนั้นเสีย ดีกว่าคบคนพาลจนต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงหรือติดคุกติดตะรางในเรื่องของ ศักดิ์ศรีบ้าบอคอแตก

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

 

คมความคิด: แนวทางธุรกิจ (2)

ลูกค้าอยู่ที่ใด ทำเลสถานที่ค้าขายอยู่ที่นั่น

 

การเลียนแบบใครเพื่อทำธุรกิจไม่ยั่งยืนในระยะยาว การค้นหาตัวตนที่แท้จริงช่วยให้อยู่รอดได้

 

สินค้าใหม่ล้มสินค้าเดิมที่ครองตลาดได้ ถ้ามีคุณค่าถูกใจลูกค้าทั้งคุณภาพและราคา

 

การประมาทสินค้าหรือคู่แข่งขันรายใหม่ที่เป็นคนละตลาดกัน อาจนำไปสู่การพ่ายแพ้ทางธุรกิจ

 

การเลียนแบบคู่แข่งขันอาจทำได้ในระยะแรก เมื่อเวลาผ่านไปต้องหาตัวตนให้ชัดเจน

 

การออกสินค้า Fighting brand ออกมาเพื่อสู้กับคู่แข่งขัน อาจกินส่วนแบ่งสินค้าเดิมของตนเอง วิธีแก้ไขคือต้อง segmentation สินค้าตนเอง

 

การทำธุรกิจไม่ใช่การรับจ้างผลิต ต้องมีการผลิตสินค้าที่สร้างแบรนด์ตนเอง

 

Partnership ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจดำเนินไปได้ ไม่ใช่เอาผลประโยชน์อย่างเดียว

 

การล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้มจากการทำธุรกิจช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ หากไม่ยอมแพ้ย่อมประสบผลสำเร็จแน่นอน

 

องค์กรที่เจริญเติบโตต้องรักษาคนดีและคนเก่งไว้ได้ ผู้บริหารที่ไม่มี EQ ไม่อาจนำพาองค์กรไปได้

 

ลูกค้าของสินค้าทั่วไป (Mass product) เน้นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ลูกค้าของบริษัทมาใหม่หรือรายเล็กเน้นความชื่นชอบส่วนตัว (แฟนคลับ)

 

ทุกกิจกรรมต้องเน้นและส่งเสริมกลยุทธ์ของบริษัท กลยุทธ์นั้นหมายถึงการเพิ่มยอดขายสินค้าและเอาชนะคู่แข่งขันได้

 

แบรนด์บุคคล (Personal brand) แสดงถึงตัวตน มีชีวิตชีวา จับต้องได้ ดีกว่าแบรนด์ทั่วไปที่คล้ายโลโก้ ไม่มีชีวิตชีวา เข้าถึงไม่ได้

 

การเริ่มต้นธุรกิจของเถ้าแก่ยุคใหม่เริ่มต้นจากร้านค้า (ปลายน้ำ) ไปสู่เจ้าของวัตถุดิบ (ต้นน้ำ) ตรงกันข้ามกับเถ้าแก่ยุคเก่าที่เริ่มจากธุรกิจต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำ

 

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=688596

 

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 14 กลยุทธ์รูปแบบทางธุรกิจ (Strategy of business model)

  14.  กลยุทธ์รูปแบบทางธุรกิจ (Strategy of business model)

กลยุทธ์แต่ละรูปแบบทางธุรกิจ (Business model) ย่อมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับจำนวนคู่แข่งขัน (Competitors) และสภาพแวดล้อมการแข่งขัน (Rivalry among existing firms) ในท่ามกลางแข่งขันธุรกิจประเภทเดียวกัน (Industry competitors) เถ้าแก่ ทุกคนต้องมองเห็นในภาพรวมทั่วไปเพื่อนำมากำหนดกลยุทธ์ต่อสู้กับคู่แข่งขัน ทั้งเจ้าตลาด เจ้าเก่าและใหม่ที่เกิดขึ้นทุกวัน ยิ่งความต้องการลูกค้าถูกกระตุ้นตามข้อเสนอต่างๆ ของบริษัทผู้ผลิต เถ้าแก่ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันยิ่งต้องรีบปรับตัวให้ทันกับความต้องการไม่ มีที่สิ้นสุดของลูกค้า กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นตามรายได้และจำนวนผู้บริโภคเป็นตัวผลักดันให้เถ้าแก่ อยากผลิตสินค้า บริการใหม่ออกมาเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด เพิ่มยอดขาย เอาชนะคู่แข่งขันให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดของการทำธุรกิจ กลยุทธ์แต่ละรูปแบบทางธุรกิจต้องโดนใจลูกค้า ได้ยอดผลกำไรคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงทุนไปกับการดำเนินธุรกิจ

การทำธุรกิจแบบอุตสาหกรรมต้องมีการผลิตสินค้าออกมาในรูปแบบจับต้องได้ (Physical product) อาจมีการจ้างโรงงานอื่นให้ผลิตสินค้าแทน หาวัตถุดิบมาป้อนโรงงาน (Suppliers) หรือ กำหนดสเปคสินค้าให้โรงงานผลิตออกมาตามคำสั่งซื้อของลูกค้า เพื่อสร้างแบรนด์ของตนเอง เมื่อทำไปสักระยะหนึ่งมีทุนรอนสะสมมากขึ้นก็ไปสร้างโรงงานผลิตสินค้าเอง เป็นเจ้าของวัตถุดิบเอง เช่น เจ้าของฟาร์มไก่ ไร่กาแฟ ไร่ข้าวโพด นาข้าว เป็นต้น ตั้งหน่วยงานวิจัยพัฒนาและปรับปรุงสินค้า (Research and development) มีการรับสมัครและฝึกอบรมพนักงานให้มีทักษะการผลิต (Human resource management) และ ตั้งหน่วยงานต่างๆ เพิ่มขึ้นในบริษัท เช่น การตลาด การบัญชีและการเงิน ตลอดจนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งขายส่งและขายปลีก มีร้านค้าจำหน่ายเองไปตามชุมชนต่างๆ  ห้างสรรพสินค้า หรือปั้มน้ำมันที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าเถ้าแก่จะเริ่มต้นธุรกิจจากต้นน้ำคือผู้จัดหาวัตถุดิบไปสู่ปลายน้ำคือ ร้านจำหน่ายสินค้า หรือจากปลายน้ำไปสู่ต้นน้ำไม่ใช่สิ่งสำคัญ ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของเถ้าแก่เป็นหลัก ต้องค้นหาลูกค้าเป้าหมายให้เจอ มีจำนวนมากพอในการส่งผลกำไรและธุรกิจอยู่รอดได้ บางรายมีความถนัดการทำอาหารก็อาจเริ่มต้นเปิดร้านอาหาร (ปลายน้ำ) ไปสู่การขยายสาขา ตั้งศูนย์กระจายวัตถุดิบหรือสินค้า สร้างโรงงาน และเป็นเจ้าของวัตถุดิบจนกระทั่งครบวงจร แต่เถ้าแก่บางรายเก่งทางด้านผลิตวัตถุดิบ (ต้นน้ำ) อาจเป็นผู้จัดหาป้อนให้กับโรงงานบริษัทใหญ่ เมื่อมีทุนมากพออาจกู้เงินมาลงทุนสร้างโรงงานเองไปสู่การตั้งร้านค้าจัด จำหน่ายเอง หรือส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ

ปัจจุบันเราพบว่าเถ้าแก่ยุคใหม่มักดำเนินธุรกิจจากปลายน้ำ (ร้าน ค้า) ไปสู่ต้นน้ำ (ผู้ผลิตวัตถุดิบ) ซึ่งสามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ทันที โอกาสเติบโตทางธุรกิจมีสูง แตกต่างจากเถ้าแก่ยุคเก่าที่เริ่มจากธุรกิจต้นน้ำ (ผู้ผลิตวัตถุดิบ) ไปสู่ปลายน้ำ (ร้านค้า) ทั้งนี้อาจเนื่องจากสมัยก่อนความต้องการลูกค้ามีมาก ผู้ผลิตมีน้อยราย ผลิตสินค้าจำเป็นอะไรออกมาก็จำหน่ายได้หมด เถ้าแก่จึงแย่งกันเป็นเจ้าของวัตถุดิบเพื่อครอบครองส่วนแบ่งการตลาด ต่อมาการแข่งขันสูงขึ้น ผู้ผลิตมีมากราย สินค้ามีจำนวนมากกว่าผู้ซื้อ แม้สินค้าเป็นสิ่งจำเป็นกับลูกค้าแต่อาจขายไม่หมด ต้องประสบปัญหาการขาดทุนได้ ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าจึงถือว่าสำคัญ การขยายสาขาร้านค้าไปตามชุมชน ภูมิภาค และประเทศต่างๆ จึงเป็นหัวใจการทำธุรกิจเพื่อครอบครองส่วนแบ่งการตลาดให้มากที่สุด ดังนั้นไม่ว่าเป็นเถ้าแก่ยุคเก่าที่สร้างธุรกิจจนเติบโต หรือเถ้าแก่ยุคใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษจึงเน้นไปทางร้านค้าจัด จำหน่ายเป็นหลักเพื่อให้ได้จำนวนลูกค้าชัดเจนและเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภค เป็นประโยชน์ในแง่การเจริญเติบโตทางธุรกิจต่อไป ส่วนผู้ผลิตวัตถุดิบที่ในอดีตเคยมีอิทธิพลและครอบครองส่วนแบ่งการตลาดกลับ ประสบปัญหาความยุ่งยาก ขายสินค้าไม่ได้ราคา ถูกนายทุนหรือเจ้าของโรงงานกดราคา ทำให้ขาดทุนเกือบทุกปี เป็นปัญหาให้รัฐบาลทุกสมัยต้องออกนโยบายมาอุ้มชูและพยุงราคาสินค้าเกษตรกรรม เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการประกันราคาข้าว เป็นต้น

เถ้าแก่ยุคใหม่จึงเริ่มธุรกิจจากการเปิดร้านค้าก่อน (ปลายน้ำ) คิดรูปแบบธุรกิจขึ้นมาเอง ทำร้านแรกให้มียอดขายเติบโต กำไรมาก และถูกใจลูกค้าจำนวนมาก ยิ่งเป็นการบอกปากต่อปาก (Word of mouth) หรือ เป็นข่าวขึ้นมา โอกาสทำธุรกิจให้เจริญเติบโตยิ่งมีมากขึ้น ทำการขยายสาขาไปในทำเลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในลักษณะลงทุนเอง (กู้จากธนาคาร) หาผู้ลงทุนร่วม (Joint venture) หรือขายเป็น ลักษณะแฟรนไชน์ หากขยายไปหลายสิบสาขา อาจมีการตั้งโรงงานขึ้นมาเอง ควบคุมวัตถุดิบเองโดยกำหนดมาตรฐานขึ้นมาเพื่อให้ได้สินค้าตรงตามความต้องการ ของลูกค้า บางรายอาจเป็นเจ้าของวัตถุดิบเสียเอง กลยุทธ์เริ่มแรกจึงเน้นสินค้าและบริการเป็นหลัก (เถ้าแก่ยุคใหม่อาศัยความชำนาญเฉพาะด้าน ความชื่นชอบและความหลงรักเป็นทุนเดิมในการผลักดันให้เกิดธุรกิจขึ้นมา) ต่อไปอาศัยความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้มาเป็นแรงจูงใจให้เกิดสาขาต่างๆ ขึ้นมา เมื่อทุนรอนมากขึ้นจึงคิดสร้างโรงงานและควบคุมวัตถุดิบเสียเองในลักษณะครบ วงจร เป็นการรักษามาตรฐานสินค้าและลดต้นทุนให้ได้ และริเริ่มการสร้างแบรนด์ตนเองขึ้นมา

เถ้าแก่ ยุคเก่าส่วนใหญ่เป็นเจ้าของวัตถุดิบและมีโรงงานเสียเอง เมื่อทำการขายส่งสินค้าไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศมักมีปัญหาการถูกกดราคา จากลูกค้ารายใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากมีผู้ผลิตมากรายและต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เถ้าแก่ที่ปรับตัวทันจึงแก้ไขสถานการณ์โดยการไปสร้างร้านค้าขายปลีกและช่อง ทางจำหน่ายเสียเอง ขณะเดียวกันเริ่มสร้างแบรนด์ให้กับร้านค้าโดยอยู่ภายใต้แบรนด์ใหญ่ที่มีชื่อ เสียงมานานของตนเอง ขณะเดียวกันใช้ความใหญ่ของตนเอง สามารถผลิตสินค้าปริมาณมากในราคาต้นทุนต่ำ (Economic of scale) มาแตกไลน์ร้านค้าหลายประเภทที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุดิบตนเองเพื่อสร้างมูลค่าสินค้า (Valued products) และพยายามอุดช่องว่างการตลาดลงไปในทุกระดับ (Segmentation) ของธุรกิจที่กำลังเติบโตและมีลูกค้าจำนวนมาก เพื่อปิดโอกาสไม่ให้เถ้าแก่รายใหม่เกิดขึ้นมาเป็นคู่แข่งขันในอนาคต

เมื่อ เถ้าแก่ยุคเก่าและใหม่สร้างธุรกิจจนครบวงจร การกำหนดกลยุทธ์จึงถูกระดมออกมาใช้ต่อสู้กัน หากรายใดผลิตสินค้าออกมาเป็นที่นิยมของลูกค้า อีกรายจะรีบออกสินค้าใหม่ที่มีคุณลักษณะเดียวกันออกมาทันที อาจเป็นการก็อบปี้ลอกเลียนแบบสินค้าและบริการเดียวกันโดยปรับปรุงให้ดีขึ้น กว่าเจ้าตลาดหรือคู่แข่งขันเพื่อตียอดขายกลับคืนมา หรือปรับปรุงสินค้ารุ่นใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ถูกใจลูกค้าจนร้องว้าวออกมาดังๆ (Innovative product) ในต่างประเทศมีเรื่องฟ้องร้องกันหลายรายเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า เช่น บริษัทแอบเปิ้ลกับบริษัทแซมซุง สำหรับประเทศไทยจะผลิตสินค้าใหม่ออกมา สัประยุทธ์กันในลักษณะซับแบรนด์ใหม่ภายใต้แบรนด์เดิม (Grand brand) ต่อสู้กันในเรื่องคุณลักษณะของสินค้า เช่น รสชาติ การใช้งานง่าย เป็นประโยชน์ในการใช้สอย ออกแบบดีไซน์สวยงามกว่า เป็นต้น ลงทุนโฆษณาเป็นหลักทางสถานีโทรทัศน์ จ้างดาราประเภทซุปเปอร์สตาร์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อกระตุ้นยอดขาย (งานวิจัยต่างประเทศระบุว่าดาราและนักร้องมีชื่อเสียงไม่อาจกระตุ้นยอดขาย ได้ตามความเชื่อของบริษัทโฆษณาและเจ้าของสินค้า ผู้เชี่ยวชาญในสาขาสินค้าประเภทนั้นๆ ตะหากที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค)

การ ต่อสู้กันของบรรดาเถ้าแก่ในท้องตลาดมักเลียนแบบกันลักษณะตาต่อตาฟันต่อฟัน ใครแจกโปรโมชั่นอะไรออกมาก็มักทำตามและเพิ่มขึ้นมากกว่าอีกเจ้าหนึ่ง เช่น แจกทองหนึ่งล้านบาท พาไปเที่ยวต่างประเทศ แจกโทรศัพท์สมาทโฟนที่คนไทยกำลังนิยม ใครลงทุนค่าการตลาดมากในขณะที่ยอดขายใกล้เคียงกัน ผู้นั้นต้องกลับกลายเป็นผู้แพ้เสียเองเพราะค่าการตลาดผลักดันให้ต้นทุน สินค้าสูงขึ้น เถ้าแก่รุ่นใหม่ที่ชาญฉลาดจึงใช้ตนเองเป็นแบรนด์เสียเอง (Personal brand) สร้างกระแสให้เป็นข่าวดังในทางที่ดี (Corporate social responsibility) หรือ มีนักข่าวมา สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ยกย่องให้เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่มาแรง ผลิตสินค้าแปลกและแตกต่างจากเจ้าอื่นก็มีสิทธิ์ดังได้ในชั่วข้ามคืน มีผู้บริโภคมาเป็นแฟนคลับหลายหมื่นคนจนถึงหลายแสนคนในโซเชี่ยลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ เป็นต้น แฟนคลับเหล่านี้คือลูกค้าภักดี รู้สึกชื่นชอบและจับต้องแบรนด์มีชีวิตได้ พร้อมซื้อสินค้าและบริการจากเถ้าแก่รุ่นใหม่ที่ตนเองยกย่อง จะออกมาปกป้องและพูดถึงในแง่ดีเสมอ คล้ายกับกองเชียร์ในสนามกีฬาแข่งขันนั่นเอง ส่วนเถ้าแก่ยุคเก่าอาศัยชื่อเสียงแบรนด์ตนเอง ประสบการณ์และการบริหารงานแบบมืออาชีพมาทำการตลาดแบบเดิม มักเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เนื่องจากแบรนด์ตนเองไม่มีชีวิตชีวา เป็นวัตถุหรือออกแบบโลโก้ให้สวยหรูเท่านั้น ลูกค้าไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้ การทำตลาดเพื่อสังคม (Corporate social responsibility) ไม่จริงจัง จึงใช้กลยุทธ์ในการซื้อกิจการเถ้าแก่รุ่นใหม่ในราคาแพง หรือเข้าเป็นหุ้นส่วนกับเถ้าแก่รุ่นใหม่ที่มีแววว่าธุรกิจกำลังจะเติบโต ทั้งนี้เพื่อครอบครองตลาดแต่เพียงผู้เดียว

ถ้านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

โฮ้ง…ผู้เดียวดาย: กลับบ้านเสียที (1)

ตอนที่ 12 กลับบ้านเสียที
 
ไอ้แซมดิ้นขลุกขลักอยู่ในสวิงตะข่าย เส้นใยไนล่อน
เหนียวรัดร่างสุนัขตัวเล็กจนยากขยับเคลื่อนไหวร่างกาย 
ไม่ต่างจากพี่ชายร่วมสาบานสองตัวและภรรยาสาวนอน
แน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ในครอบตะข่ายเดียวกัน สุนัขทั้งสี่ ตัว
นอนกรอกตาไปมาราวกับให้มนุษย์บนลำเรือรับรู้ว่ายังมี
ชีวิตอยู่ ไอ้เต้าหู้ยี้มีสภาพเช่นเดียว
กัน แตกต่างกันที่ มันไม่มีเรี่ยวแรงขัดขืน อยู่ในสวิงตะข่าย
อีกใบหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง 
เสียงครางหงิงๆ ของสุนัขหลายตัวดังวนเวียนอยู่
ในลำเรือเดียวกัน เป็นสุนัขตัวอื่นที่ถูกจับมาเช่นเดียว กัน 
มันอาจเป็นพวกสุนัขจรจัดหรือมีเจ้าของที่พลัดหลงมาเมื่อ
มวลน้ำซัดเข้ามาในเมืองหลวง มนุษย์บนเรือสอง สามคน
อาจไม่ใช่คนดี ไม่เช่นนั้นคงไม่ไล่จับสุนัขมาเป็นจำนวนมาก 
ไอ้แซมนึกถึงคราวถูกจับไปอยู่ในโกดังเรือนไม้ชั้นเดียว 
รังสิตคลองเจ็ด มีการขุนร่างกายจนอ้วนสมบูรณ์เพื่อจับส่ง
ไปขายโรงแปรรูปเนื้อสัตว์อีกทอดหนึ่ง ความรู้สึกเสียวสัน
หลังแล่นเข้าจับขั้วหัวใจ มันเริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็นความ
กลัวสุดขีด 
เรือพายแล่นออกจากบริเวณตลาดนัดค้าสัตว์ไปสู่
ถนนใหญ่น้ำท่วมสูง สองฟากถนนกลายเป็นทะเลสาบ 
หนองน้ำขนาดย่อมเสียงเรือหางยาวดังลั่นเข้ามาจอด
เทียบเรือพาย มนุษย์สองลำเรือพูดจาตะโกนแข่งกับเสียง
เรือยนต์ ราวกับมีการเจรจาบางอย่างกันสักครู่หนึ่งสุนัข
หลายตัวได้ถูกขนย้ายลงไปในเรือหางยาวขนาดใหญ่กว่า 
สวิงตะข่ายได้รัดพวกมันแน่นยิ่งขึ้นไปอีก 
เหล่าสุนัขตัวจิ๋วพันธุ์เทอเรีย สุนัขพันธุ์พิทบูล และ
สุนัขตัวอื่นได้แต่มองตาปริบๆ ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ 
มนุษย์ในเรือหางยาวเป็นผู้ซื้อพวกมันมาอีกทอดหนึ่งจาก
มนุษย์ในเรือพาย จุดหมายปลายทางไม่มีผู้ใดทราบ ได้ว่า
เรือจะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด เป็นโรงฆ่าสัตว์หรือสถานที่
สงเคราะห์เลี้ยงสัตว์? อนาคตข้างหน้ายังคงมืดมน …. 
เวลาผ่านไปอีกนานเท่าใดไม่มีสุนัขตัวใดทราบ 
เรือพายขนส่งสุนัขขึ้นบนรถกระบะอีกทอดหนึ่ง ไม่นาน
 นักมาจอดตึกเก่าแก่ชั้นเดียว ข้างในเป็นห้องมีกรงสุนัข
เรียงรายจำนวนมาก กรงเปล่าเหล่านั้นถูกเปิดออก สุนัข 
นับสิบตัวขนลงจากรถเข้ามาเก็บไว้ในกรงแทน ทุกตัว
นอนหลับพักผ่อนด้วยความอ่อนล้าจากการเดินทางไกล 
แสงแดดส่องทะลุแผ่นกระจกหน้าต่างเข้ามาบ่งบอก
รุ่งเช้าของอีกวันหนึ่ง บรรยายด้านในสงบเงียบ ไอ้แซม
ขยับร่างกายเชื่องช้า ออกแรงดันร่างสุนัขตัวหนึ่งที่กายทับ
อยู่บนตัวมัน พอผงกหัวขึ้นก็พบไอ้แกละนอนอยู่ ใกล้เคียง 
นางสาวพิซซ่ากับไอ้ดำอยู่ถัดไป ไอ้เต้าหู้ยี้อยู่มุมกรง ส่ง
เสียงกรนจนแสบแก้วหูเหลียวมองไปรอบ กายพบว่าอยู่
ในกรงสแตนเลสขนาดใหญ่ เนื้อที่กว้างขวางอยู่สบาย 
ไม่เหมือนกรงคับแคบที่ผ่านมา กรงใหญ่วาง เรียงเป็น
ระเบียบห้าแถว แต่ละแถวมีกรงขนาดเดียวกันอยู่หกกรง
พื้นห้องชั้นเดียวสะอาดสะอ้าน ผนังตัวตึกฉาบ ด้วยปูนทา
ทับด้วยสีเหลือง สีเริ่มหลุดล่อนตามกาลเวลาที่ผ่านไป 
ประตูห้องถูกเปิดออก พนักงานชายถือถังอาหาร
เม็ดมาตักใส่ลงในรางอาหารข้างกรง เขาเดินวนเวียนไป
รอบๆ ในแต่ละแถวจนครบหมดทุกกรง กลิ่นรสชาติ
อาหารค่อนข้างแรง กระตุ้นให้สุนัขหลายตัวทำจมูกฟุต
ฟิด และเดินลอดศีรษะเข้ามากินอาหารเม็ดอย่างเอร็ด
อร่อย 
เหล่าสุนัขตัวจิ๋วพันธุ์เทอเรียกินอิ่มหนำสำราญ 
สุนัขนักเลงพันธุ์พิบูลหิวโซตาลาย มันเคี้ยวอาหาร
เม็ดเข้า ไปกำใหญ่ ทั้งห้องได้ยินแต่เสียงดังกร็อบแกร๊บ
ห้องโถงใหญ่แลดูสะดวกสบายมากกว่าเป็นสถานสง
เคราะห์ สัตว์เลี้ยง ขาดเพียงแต่สนามทุ่งหญ้าเขี้ยวขจี
ไว้ออกกำลังกายและสนามทรายเพื่อขุดดินเล่นสนุก
สนาน 
โอชีวิตข้ามีความสุขในวันนี้เองไอ้เต้าหู้ยี้
หลับตาพริ้ม นอนเหยียดขาสบายใจ หลังกินอาหาร
อิ่มท้อง  
ข้าว่าเราอยู่ในสถานที่แปลกๆ ไม่น่าไว้วางใจไอ้ดำแสดงความเห็น 
ผมคิดเช่นเดียวกับพี่ดำ…” ไอ้แซมผงกศีรษะ 
คิดมากน่าข้าว่าเราอยู่ในสถานที่ปลอดภัย 
มีอาหารกิน ไม่ต้องเร่ร่อนก็พอแล้วไอ้แกละล้มตัวลง
นอน ยกขาไขว่ห้างสบายใจเฉิบ 
แต่เราไม่มีอิสระ ไปไหนไม่ได้ ดิฉันสงสัยพวก
มนุษย์จับเรามากักขังทำไม…” นางสาวพิซซ่าตั้งคำถาม
ขึ้น ทำเอาสุนัขทุกเลิกคิ้วด้วยความสงสัย 
ผมเห็นมนุษย์ตักอาหารใส่รางมีป้ายสีน้ำเงินสี่
เหลี่ยมมีรูปงูพันรอบคบเพลิงอยู่กระเป๋าซ้ายมือ…” ไอ้
แซมกล่าวขึ้น ความเป็นสุนัขช่างสังเกตทำเอาทุกตัวเริ่ม
มองเห็นภาพลางๆ ขึ้นในสมอง ยกเว้นไอ้เต้าหู้ยี้ 
มันเกี่ยวอะไรด้วยวะฮั้วไม่เข้าใจ 
ดิฉันเห็นมนุษย์สองสามคนมาเจาะเลือดตรวจ
เราในวันแรกที่สถานสงเคราะห์ฯป้ายสีน้ำเงินมีสัญ
ลักษณ์งูพันคบเพลิงชนิดเดียวกัน…” 
หมายความว่าเราอาจมาอยู่ใน…” ไอ้ดำหยุด
คำพูดไว้ มันไม่อยากเชื่อว่าเป็นไปได้ 
ถูกต้อง! เราอยู่ในสถานศึกษารักษาสัตว์ เมื่อ
ผมยังเป็นเด็ก..นายหญิงเคยพามาที่นี่เสมอเวลาผมไม่
สบาย แค่รถถังเครื่องยนต์เลี้ยวเข้ามา ผมก็จำได้แล้วน้องชายร่วมสาบานคนสุดท้องหวนนึกถึงอดีต 
แล้วยังไงลื้อคิดว่าจะเจอนายผู้หญิงอีกหรือ? 
มันนานหลายปีแล้ว ถึงเจอเค้าก็จำลื้อไม่ได้ อย่าว่าจะ
เจอเลย ออกไปจากกรงขังยังยาก…” สุนัขนักเลงพันธุ์
พิบูลพูดไปตามข้อเท็จจริง 
เฮ้ย! ไอ้ปากมอม เอ็งเคยบอกว่าจะช่วยตามหา
นายผู้หญิงของไอ้แซม ทำไมไม่ให้ความหวังกันบ้าง…” 
ไอ้แกละชักไม่พอใจ มองด้วยสายตาเคือง 
ฮา ฮาๆๆ ฮั้วไม่ลืมหรอก ไอ้แซมเคยบอกนายผู้
หญิงเป็นคนสูงโปร่ง หน้าตาสวย รูปไข่ มีรอยแผลเป็น
ข้อมือขวา ถ้าเจอฮั้วจะเห่าให้ดังลั่นทุ่งเลยเชียว…” 
ไอ้เต้าหู้ยี้เอ่ยอย่างอารมณ์ดี หลังผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม
ใหญ่ มันดูสุขุมเยือกเย็นขึ้นมาก 
ไอ้แซม ทำไมนายผู้หญิงมีรอยแผลเป็นไอ้แกละ
สงสัยสุนัขสีขาวเหลืองก้มหน้าเล็กน้อย 
มันเป็นความผิดของผมเอ็งครับ เมื่อฟันเขี้ยว
เริ่มขึ้น ผมเผลอไปกัดข้อมือนายผู้หญิง…” 
ฮา ฮา ฮาๆๆๆๆๆสุนัขนักเลงพันธุ์พิทบูล
หัวเราะร่วน 
แกตลกอะไรนักหนาไอ้แกละตวาดทันที แต่
ดูเหมือนไอ้เต้าหู้ยี้หัวเราะไม่หยุด
หะ หะฮั้วนึกถึงครั้งที่ไปกัดลูกชายนาย ฮา ฮา
มันเหมือนกันเปี๊ยบ…” 
เหมือนกันที่ไหนเอ็งกัดเพราะอารมณ์แปรปรวน
หงุดหงิด แต่ไอ้แซมฟันเพิ่งขึ้นไอ้แกละเถียงไม่ลดละ 
เอาละ เราอย่าเพิ่งเถียงกัน ถ้าที่นี่เป็นสถานศึกษา
รักษาสัตว์ ข้าว่าเราไม่ปลอดภัยเสียแล้ว…” ไอ้ดำ กล่าว
ด้วยความเป็นห่วง 
ทำไมพี่ดำ…” ไอ้แกละซักถาม 
เราอาจถูกจับมาให้มนุษย์ทดลองผ่าตัดหรือไม่ก็
เป็นอาจารย์ใหญ่ถ้าท่านสนใจโปรดอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com
/kingphett/writer/view.php?id=571778

ดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059: ตอนที่ 12 แขกพิเศษ (1)

อาจารย์ยกเครื่องปาล์มคอมฯที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องสแกนรหัสดีเอ็นเอขึ้นมาโทรหานายแจ๊ค หัวหน้าเด็กกลุ่มผมทอง สั่งการให้นำข้าวของทุกชิ้นของพวกเราขึ้นมาบนตัวตึก

พวกเราต้องอาศัยอยู่บนตึกใหญ่อลังการชั่วคราว ด็อกเตอร์ปาร์คกับมิสเตอร์ไมค์เป็นผู้ช่วยเหลือศาสตราจารย์อดอฟ์ หลังจากได้เครื่องปาล์มคอมฯ บรรจุรหัสดีเอ็นเอของหมีควายดำ ค้างคาว และเสือโคร่ง อาจารย์ได้บันทึกลงบนคอมพิวเตอร์ และใช้เวลาเกือบตลอดทั้งคืนเพื่อศึกษาการถอดรหัสดีเอ็นเอบนร่างของนายนิธิ เดชกุลธร

ผม ผู้ป่วยอิงอร และน้าชมลงมาพักในห้องรับรองชั้นสองของตัวตึก นอนหลับด้วยความอ่อนเพลียมาตลอดทั้งวัน รุ่งเช้ามืดนายแจ๊คอาสาไปเอารถแวนสีดำที่จอดทิ้งไว้ยอดเขาเบื้องล่าง ทางขึ้นวัดกงไกรลาส เขาขับอ้อมขึ้นมายังหุบเขาตอนกลางอีกด้านหนึ่ง รถจอดอยู่ด้านหน้าตึกใหญ่อลังการ

ผู้ป่วยอิงอรต้องกลับไปเรียนหนังสือช่วงเช้า ผมต้องเข้าฟังคำบรรยายพิเศษจากด็อกเตอร์ท่านหนึ่งที่เดินทางจากสหรัฐอเมริกา หมอยุทธ์ดูเร่งรีบ ใบหน้าคล้ายคนอดนอนมาทั้งคืน ไม่ได้ทักทายอะไรมาก บอกเพียงแต่ว่ามีแขกพิเศษมาพบที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดกาญจนบุรี เราทิ้งให้นายนิธิเป็นหนูทดลองเพื่อการถอดรหัสต่อไป

น้าชมขับรถอย่างปรอดโปร่ง นายแจ๊คและเด็กกลุ่มผมทองวิ่งนำหน้าอยู่ข้างหน้า ถนนสร้างไว้ดีเยี่ยม กว้างถึงสี่เลนไปตลอดทางจนเข้าสู่ถนนใหญ่ เด็กกลุ่มผมทองเร่งความเร็วจนมองไม่เห็นแม้แต่เงา ป้องกันผู้ขับรถบนท้องถนนแตกตื่น เป็นภาพจางๆ ใสๆ ที่วิ่งผ่านไปเท่านั้น สายตาคนปรกติไม่อาจสังเกตได้

………………………………………………………………………………………………………….

 

                                                     บทที่ 12 แขกพิเศษ

หมอยุทธ์มาถึงก่อน รออยู่ตึกด้านหน้าสูงหลายสิบชั้น เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดสูทสีดำ เขาบอกผมเพียงสั้นๆ ว่ามีแขกพิเศษกำลังมา ผมต้องไปคว้าชุดสูทจากห้องทำงานมายืนรอเคียงข้างผู้อำนวยการโรงพยาบาล พยาบาลนับสิบคนลงมาต้อนรับ นักศึกษาแพทย์ทุกชั้นปีมาฟังการบรรยายพิเศษในห้องประชุมหรูหราชั้นสองของตึกหน้า

ผู้ป่วยอิงอร นายอรรถกร อุทุมพร เนตรนภา นายแจ๊ค และกลุ่มเด็กผมทองเข้าไปรอคอยแขกคนสำคัญในห้องประชุมพร้อมกับนักศึกษาแพทย์ทั้งหมด

เครื่องปาล์มคอมฯ ถูกส่งข้อความถึงแขกพิเศษกำลังเดินทางในอีกสิบนาที หมอยุทธ์สั่งให้นางพยาบาลระดับหัวหน้าตั้งแถวรออยู่ประตูทางเข้าห้องโถงชั้นล่าง ขั้นบันไดเรียงลงมาถึงพื้นถนนเป็นลานต้อนรับ หมอยุทธ์ ผม และนายแพทย์ท่านอื่นยืนรอต้อนรับ

บริเวณประตูขนาดใหญ่ทางเข้าโรงพยาบาลมีป้ายต้อนรับแขกพิเศษและคณะร่วมเดินทาง ลานวงกลมสวนหย่อมด้านหน้าตึกใหญ่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันผู้คน รถยนต์ไม่ให้ผ่านเข้ามาพลุกพล่าน

ไม่ถึงสิบนาทีรถยนต์ระดับวีไอพีได้แล่นเข้ามาจอดหน้าตัวตึก ชายวัยกลางคนอ้วนท้วมก้าวลงจากรถ ศีรษะเถิกหน้าผากกว้าง หน้าตาอิ่มเอิบยิ้มแย้มแจ่มใส หมอยุทธ์ยกมือพนมไหว้ พยาบาลหัวหน้าตึกรีบนำพวงมาลัยมามอบให้ ติดช่อดอกไม้เล็กๆ บริเวณต่ำกว่าปกเสื้อเล็กน้อย

หมอยุทธ์แนะนำนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ และหัวหน้าพยาบาล ท่านแจกนามบัตรกับทุกคน ผมถึงกับนึกอึ้งไปชั่วครู่ เมื่อพลิกดูปรากฏรายชื่อ นายอัครเดช บุญชนะ อัครมหาเศรษฐีเจ้าของมูลนิธิคีมทอง เขาเป็นผู้สนับสนุนโครงการวิจัยผสมดีเอ็นเอข้ามสายพันธุ์!

ชายวัยห้าสิบปี ผอมสูง ผมสีดอกเลาเต็มศีรษะ เดินลงจากประตูรถยนต์อีกด้านหนึ่ง ไว้หนวดเคราแพะ คางแหลมเชิดไปข้างหน้า ผมเห็นแวบเดียวก็จำได้เขาคือเจ้าของโครงการวิจัยผสมดีเอ็นเอฯ นั่นเอง ด็อกเตอร์เฮนรี่ โจนาทา หัวหน้าสถาบันการแพทย์ยูซีเอลเอ สหรัฐอเมริกา เป็นผู้สร้างมนุษย์กึ่งสัตว์ประหลาดนั่นเอง!!

ผมแทบตกตะลึง ไม่คิดว่ามาเจอบุคคลสองคนในเวลาพร้อมกัน นายอัครเดชอาจมาเยี่ยมชมโรงพยาบาลตามประสาผู้บริจาคเงิน แต่ด็อกเตอร์เฮนรี่มาทำอะไร เขามาเพียงคนเดียว ไม่มีทีมงานมาด้วย หรือมานำเสนองานสัมมนาตามที่หมอยุทธ์ได้แจ้งก่อนหน้านั้น

หมอยุทธ์กุลีกุจอเชื้อเชิญเจ้าของมูลนิธิคีมทองเข้าไปในตัวตึก พยาบาลสาวที่ตั้งแถวถอนสายบัวแสดงความเคารพ ด็อกเตอร์เฮ็นรี่ไม่เหลียวมองหรือมีทีท่าว่ารู้จักผมมาก่อน เขาเดินตามนายอัครเดชขึ้นไปชั้นสองของห้องประชุม

นักศึกษาแพทย์หลายร้อยคนนั่งเรียงรายบนเก้าอี้ที่เรียงรายกันเป็นแถวตามขั้นบันได พื้นห้องประชุมปูพรมสวยงามตามดีไซน์แบบตะวันตก นายอัครเดชเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้นวมด้านหน้าสำหรับแขกวีไอพีพร้อมด้วยหมอยุทธ์และนายแพทย์ชื่อก้องโลกจากสถาบันการแพทย์ยูซีแอลเอ สหรัฐอเมริกา

ผมมานั่งอยู่แถวหน้าสุดซึ่งจัดสำหรับอาจารย์แพทย์และพยาบาลระดับหัวหน้าตึก ถัดไปแถวสองเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีหนึ่ง ผู้ป่วยอิงอร นายอรรถกร อุทุมพร เนตรนภา นายแจ๊ค และเด็กกลุ่มผมทองนั่งอยู่เบื้องหลังผม  

หมอยุทธ์ออกมากล่าวต้อนรับในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจำจังหวัดกาญจนบุรี ยกย่องเกียรติภูมินายอัครเดช มหาเศรษฐีผู้ใจบุญบริจาคเงินก้อนโตกับการสร้างโรงพยาบาลและเครื่องมือแพทย์ ให้ทุนการศึกษานักศึกษาแพทย์ ตลอดจนโครงการวิจัยพัฒนาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ หลังกล่าวจบทุกคนได้พร้อมใจกันยืนขึ้นและปรบมือดังกึกก้องยาวนาน

เจ้าของมูลนิธิคีมทองลุกขึ้นยืนโค้งคำนับตามมารยาท เขาเดินไปโพเดี่ยมเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ หมอยุทธ์เดินเลี่ยงมานั่งเคียงข้างกับผม

ผม ขอขอบคุณทุกท่านที่มาต้อนรับอย่างสมเกียรติ โดยเฉพาะคุณหมอยุทธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ท่านอาจารย์นายแพทย์ ท่านหัวหน้าพยาบาล นักศึกษาแพทย์ทุกชั้นปี และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน ผมอดปลาบปลื้มเสียไม่ได้ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดได้เจริญก้าวหน้าทัดเทียม กับโรงพยาบาลในเมืองหลวง สถาบันการแพทย์เทิดไทเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ผมทุ่มเทบริจาคทรัพย์สินเงินทองไม่ น้อยไปกว่าที่นี่…”

ผม เงยหน้าขึ้นมองนายอัครเดช บุญชนะ นึกไม่ถึงว่าเขาเป็นผู้บริจาคเงินสร้างโรงพยาบาลทั้งสองแห่งก่อนโอนมาสังกัด หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข ด็อกเตอร์เฮ็นรี่ต้องเป็นคนสนิทของมหาเศรษฐีผู้นี้ นักวิทยาศาสตร์ค่ายสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สร้างมนุษย์กึ่งสัตว์ประหลาดด้วยเงิน ของนายอัครเดช ถ้าอย่างนั้นทุกคนในโรงพยาบาล รวมทั้งนักศึกษาแพทย์อาจถูกจับตัวไปทดลองตามโครงการวิจัยผสมดีเอ็นเอข้ามสาย พันธุ์

เหงื่อผุดขึ้นกลางหน้าผากผมโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่เครื่องปรับอากาศในห้องประชุมเย็นฉ่ำ ไม่มีใครทราบความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น หากศาสตราจารย์อดอลฟ์ นอร์มันดี ด็อกเตอร์ปาร์ค กับมิสเตอร์ไมค์ไม่สามารถถอดรหัสรอยต่อสายพันธุ์ดีเอ็นเอของนายนิธิและคนอื่นๆ ได้ มนุษยชาติอาจกลายเป็นพันธุ์ใหม่ตามลักษณะสายพันธุ์ของสัตว์ที่นำมาผสม แทนที่จะเป็นมนุษย์เชื้อชาติต่างๆ

นายอัครเดชกล่าวนำเสียยืดยาว อ้างถึงโครงการทดลองดีเอ็นเอในผู้ป่วยขั้นสุดท้ายในอุบัติเหตุรถชนและโรคมะเร็งช่วยยืดชีวิตมนุษย์ให้ดำรงอยู่ได้ตามปรกติ ไม่มีการพูดถึงรายละเอียดว่านำสายพันธุ์สัตว์มาผสมจนเกิดเป็นพันธุ์ใหม่ เขาแนะนำด็อกเตอร์เฮ็นรี่ในฐานะหัวหน้าโครงการดังกล่าว

นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกค่ายสหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นมาขอบคุณนายอัครเดช ผู้สนับสนุนงานวิจัยโครงการ จอภาพบนเวทีแสดงรายละเอียดของการทดลอง ไม่ได้ระบุถึงสายพันธุ์สัตว์ที่นำมาผสมข้ามสายพันธุ์ อ้างว่าเป็นความลับ เป็นเพียงสารสงเคราะห์กระตุ้นโปรตีนบนรหัสดีเอ็นเอมนุษย์ ช่วยซ่อมแซมยีนโครโมโซมที่ชำรุด สารสังเคราะห์ต้องบรรจุลงในอุปกรณ์นาโนตัวจิ๋ว ฉีดเข้าไปในกระแสโลหิตเพื่อไปสู่ตำแหน่งมีปัญหาเท่านั้น

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=571307