กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

Archive for July, 2013

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 17 ธุรกิจอาหารปิ้งย่าง

ธุรกิจอาหารปิ้งย่าง

ปัจจุบัน ธุรกิจปิ้งย่างได้รับความนิยมค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว กลุ่มลูกค้าเหล่านี้นิยมอาหารแปลกใหม่ อร่อย และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายออกไป วัยนี้ไม่คำนึงถึงอาหารที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ แม้ว่าวงการแพทย์ระบุว่าอาหารประเภทปิ้งย่างทำอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร มากกว่าประเภทต้มและนึ่ง ความเอร็ดอร่อยจากอาหารปิ้งย่างสไตล์อเมริกัน ญี่ปุ่น เกาหลี ดึงดูดให้กลุ่มลูกค้าดังกล่าวไม่เกรงกลัว เพราะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกยาวนาน ทำให้เถ้าแก่นิยมทำร้านอาหารปิ้งย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของคนหนุ่มสาว

ธุรกิจ อาหารปิ้งย่าง การเลือกสถานที่ทำเลต้องอยู่ติดริมถนน ผู้คนพลุกพล่าน ราคาย่อมเยา ไม่แพง เช่น หมูกระทะ เคยได้รับความนิยมมาก เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง วัยรุ่นนิยมมาเป็นลูกค้ามาก ภายหลังการแข่งขันมีมากเกินไป และมีข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับอุปกรณ์ภาชนะที่มีสารตะกั่ว เนื้อหมูวัตถุดิบที่มีเชื้อโรค มีคนบริโภคถึงกับเสียชีวิต ทำให้ลูกค้าไม่กล้ามาอุดหนุน ร้านค้าแบบไทยๆ จึงล้มหายไปจำนวนมาก ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากกระแสความนิยมลดลง และไม่มีการรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ขาดความน่าเชื่อถือในเรื่องความปลอดภัยอาหาร แม้ว่าบางรายสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ แต่ก็ไม่เฟื่องฟูเหมือนกับในอดีต

เมื่ออาหารปิ้งย่างแบบไทยไม่ได้รับความนิยม แต่อาหารปิ้งย่างสไตล์อเมริกัน ญี่ปุ่น และเกาหลีกลับได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความแปลกใหม่และรสชาติอร่อย สอดคล้องกับพฤติกรรม นิสัยของกลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว ประกอบกับรายได้คนชั้นกลางเพิ่มขึ้น เถ้าแก่จึงเลือกสถานที่ทำเลในห้างสรรพสินค้าหรูหรา ทั้งนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของวัตถุดิบว่าใหม่สด สะอาด มีคุณภาพและปลอดภัย (คนทั่วไปมักคิดว่าร้านอาหารหรูหรามีความปลอดภัยของอาหารมากกว่าร้านค้าเปิด โล่ง ติดถนนใหญ่)

โมเดลธุรกิจอาหารปิ้งย่าง ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมสองประเภทดังนี้

1.  อาหาร ปิ้งย่างสไตล์อเมริกัน ส่วนใหญ่เป็นประเภทสเต็กต่างๆ เช่น เนื้อโค เนื้อหมู เนื้อปลา มีมันฝรั่ง รับประทานกับสลัดผักนานาชนิด ไม่ได้เป็นบุฟเฟต์หรือคิดเป็นรายหัว เลือกสั่งอาหารจากเมนูและชำระเงินตามอาหารนั้น บางแห่งมีการออกแบบหรูหรา เนื้อที่กว้างขวาง ทางเดินไม่คับแคบ มีสลัดบาร์ให้เลือกตักตามใจชอบ เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์กับลูกค้า ไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายเมื่อต้องนั่งรับประทานอาหารเป็นเวลานาน เมื่อลูกค้าเลือกสเต็กหนึ่งรายการก็สามารถเลือกกินสลัดผักได้ฟรี จะกินกี่จานก็ได้ มีทั้งซุบต่างๆ อีกหลายชนิด ผลไม้ให้เลือกสามสี่อย่าง ของหวานเป็นเยลลี่และมูส ลูกค้าวัยรุ่นบางคนเลือกกินเฉพาะสลัดผักจนกว่าจะอิ่ม ส่วนอาหารประเภทเนื้อสเต๊กห่อกลับบ้าน เท่ากับได้รับประทานสองมื้อ ถือว่าเป็นการประหยัด ราคาอาหารอยู่ในระหว่าง 200 กว่าบาทจนถึง 300 กว่าบาทต่อเมนูหนึ่งรายการ ถ้าเป็นเนื้อสเต๊กนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอาจถึง 500-600 บาทต่อรายการ

การบริการจะมีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นมารับคำสั่งตามรายการเมนูอาหาร อาหารประเภทเนื้อสเต๊กจะค่อนข้างช้าเล็กน้อย แต่ช่วงที่เดินไปตักสลัดผักนานาชนิด ซุบต่างๆ และนำรับประทานบนโต๊ะต้องใช้เวลาพอสมควร เมื่อรับประทานเสร็จก็ถึงเวลาเสริฟ์อาหารตามเมนูทันที ทำให้ไม่รู้สึกรอนานและรับประทานอาหารต่อเนื่อง ลูกค้าไม่รู้สึกหงุดหงิด มีการเปลี่ยนแปลงช้อนและซ่อมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น วิธีนี้ทำให้รู้สึกถึงรสชาติอาหารอร่อยมากขึ้นกว่าเดิม

จุดเด่นของโมเดลธุรกิจนี้คือ การให้คุณค่ากับลูกค้า มีการแถมฟรีสลัดผัก ซุป ผลไม้ และของหวาน สามารถรับประทานได้ตลอดเวลา รู้สึกว่าอาหารไม่แพง คุ้มค่า บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการนั่งรับประทานอาหาร แต่ละโต๊ะห่างกันพอสมควร และเสริมสร้างประสบการณ์ไปตักสลัดผักตามใจชอบ ราวกับไปเลือกซื้อผักชั้นดีในชั้นวางซุปเปอร์มาเก็ต อาหารผักสดทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าปลอดจากสารพิษตกค้าง เนื่องจากมีการโฆษณาทางโทรทัศน์ว่ามาจากแหล่งที่มีความปลอดภัยทางอาหาร

2. อาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นและเกาหลี มักเป็นประเภทบุฟเฟต์ ราคาคิดเป็นรายหัว ตั้งแต่เกือบ 400 จนถึง 400 กว่าบาท สามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่าง มีตะแกรงปิ้งย่างสำหรับเนื้อโค หมู ปลา กุ้ง ปลาหมึก หอย ฟักทอง แครอท โดยการสไลด์เป็นแผ่นบางๆ ทำให้อาหารสุกได้ง่าย เป็นการปิ้งย่างด้วยการใช้ถ่านแดงๆ เครื่องมือใช้ตะคีบเหล็กหยิบอาหารพลิกไปมาระหว่างการปิ้งย่าง มีกรรไกรคอยตัดเนื้อที่ไหม้ดำ และตะเกียบคอยคีบเนื้อสุกจิ้มกับน้ำจิ้มในถ้วยเล็ก (ผสมกับพริกและกระเทียม) ในเมนูมีเลือกให้รับประทานไม่จำกัด นอกเหนือจากวัตถุดิบเนื้อสัตว์ ฟักทอง แครอท อาทิ สลัดผัก ข้าวกระเทียม ซุปน้ำแกง ขนมหวาน ไอศกรีม และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ

การบริการจะมีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นมารับคำสั่งตามรายการเมนูอาหาร (เลือกกินได้ทุกอย่าง) ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที เด็กเสิร์ฟก็ยกมาวางเป็นจานเล็กๆ ตามที่ลูกค้าสั่งไป เนื่องจากมีการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนลูกค้าเข้าร้าน การจัดเรียงโต๊ะเก้าอี้ค่อนข้างติดกัน ทางเดินระหว่างโต๊ะจะคับแคบ (การจัดเรียงโต๊ะเก้าอี้เพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนลูกค้ามากขึ้น) ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเดินไปตักอาหารเหมือนกับบุฟเฟต์ชนิดอื่น มีพนักงานอยู่ใกล้เคียงคอยกดปากกาลงในเครื่องปาล์มสั่งอาหาร และเด็กคอยเสิร์ฟอาหารตลอดเวลา การบริการจึงรวดเร็ว ถูกใจลูกค้า นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถรับประทานอาหารได้นาน ตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง ไม่ต้องรีบร้อน ปัจจุบันโมเดลลักษณะนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งถึงกับมีโปรโมชั่นมารับประทานอาหารสี่คน แต่จ่ายเพียงสามคนเท่านั้น

จุดเด่นของโมเดลธุรกิจนี้คือ การให้คุณค่ากับลูกค้า โดยมีอาหารประเภทซีฟู้ดเข้ามาเสริมในรายการเมนู มีการเปิดเพลงค่อนข้างเร็วเอาใจลูกค้า เสียงเพลงไม่ดังเกินไปจนกระทั่งรบกวนลูกค้า ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงในการปิ้งย่าง ถ่านมีลักษณะก้อนเล็กขนาดหนึ่งนิ้วกว่า คุณสมบัติพิเศษคือ อยู่ได้นานหลายชั่วโมง ไม่เป็นควันและกลิ่นคอยรบกวนลูกค้า ความร้อนจากถ่านแดงไม่ทำให้รู้สึกร้อนจนเกินไป (คุณสมบัติพิเศษของถ่านดังกล่าวทำให้เถ้าแก่ไม่ต้องติดเครื่องฮู้ดดูดความ ร้อน เหนือบนตะแกรงปิ้งย่าง เป็นการประหยัดการติดตั้งอุปกรณ์ของร้านอาหาร ทำเป็นเครื่องฮู้ดดูดความร้อนบนเพดานของร้านอาหารเท่านั้น)

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

ดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059: ตอนที่ 12 แขกพิเศษ (2)

ผมและนักศึกษาแพทย์ทุกคนต้องกลับไปพักอาคารเรือนนอนด้านหลังสุดของโรงพยาบาล รอคอยเวลานัดหมายหลังเที่ยงคืน นายแจ๊คและเด็กกลุ่มผมทองได้ย้อนกลับไปที่หมู่บ้านลึกลับ เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของด็อกเตอร์เฮนรี่ โจนาทา ให้ศาสตราจารย์อดอลฟ์ทราบ

ก่อนเวลาเที่ยงคืน รอบบริเวณตึกหน้าโรงพยาบาลไร้ผู้คน นายสหรัฐ นายบันลือ นางสาวการดี และนางสาวคลีตรากระจายตัวซุ่มอยู่ทางเข้าประตูตึกหน้าทุกด้าน ผมกับนายแจ๊คลักลอบเข้าไปในห้องโถงใหญ่ หลบซ่อนอยู่ในตู้ใบใหญ่ที่ประตูแง้มเล็กน้อย แสงไฟส่องลอดเข้ามาเห็นสภาพในห้องชัดเจน ร่างมนุษย์กึ่งค้างคาวทั้งสามนอนหลับตาพริ้มบนเตียงสแตนเลส ไม่มีทีท่าขยับเขยื้อนร่างกาย ลักษณะเหมือนคนนอนตามปรกติ

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ประตูห้องโถงถูกเปิดออก เสียงดังเล็ดลอดเข้ามากระทบโสตประสาทหูของผม

ยัยอุ๊ดเธอจะมาสัมภาษณ์ทำไมดึกดื่นจ๊ะเสียงนางสาวเนตรนภาดังแป๊นขึ้นมา

ไม่นานหรอกจ๊ะยัยเนตร ฉันสนใจเกี่ยวกับมนุษย์ที่ฟื้นคืนสภาพร่างกายได้อย่างไร หลังจากบาดเจ็บสาหัสมากจนใกล้ตาย ยังมีสติสมบูรณ์พูดคุยเป็นปรกติหรือเปล่าเสียงนางสาวอุทุมพรหรือยัยอุ๊ดตอบกลับไป

เอ๊ะ! ด็อกเตอร์เฮ็นรี่ยังมาไม่ถึง ทำไมห้องเงียบเชียบจัง บรรยากาศวังเวงชอบกล…” เสียงนายอรรถกรแทรกดังขึ้น

แหมนายอรรถ กลางคืนต้องเงียบเป็นธรรมดา จะให้เหมือนตอนกลางวันที่นักศึกษาแห่มาเต็มห้องได้ยังไงจ๊ะเสียงยัยอุ๊ดเจือปนด้วยความขบขัน

ผมรู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล…” เสียงนั้นยังไม่คลายกังวล

ถ้าด็อกเตอร์เฮ็นรี่ไม่ปรากฎตัว เราน่าระวังตัวให้ดี ฉันไม่ค่อยไว้วางใจเจ้าด็อกเตอร์คนนี้ สายตาดูมีเล่ห์เหลี่ยมชอบกลเสียงผู้ป่วยอิงอรเตือนทุกคน

ด็อกเตอร์เฮ็นรี่มากับนายอัครเดช เจ้าของมูลนิธิคีมทอง ผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้กับโรงพยาบาลเชียวนะ เขาไม่น่าเป็นคนแบบนั้นเสียงยัยอุ๊ดโต้แย้ง

ระวังตัวไว้ก็ดีนะยัยอุ๊ดฉันเชื่อยัยอรเสียงนางสาวเนตรนภาเอ่ยเตือน

เด็กหนุ่มสาวทั้งหมดเดินเข้ามากลางห้องโถง พิจารณาร่างชุดสีดำที่นอนอยู่ใต้ฝาแก้ว ภาพดังกล่าวปรากฏอยู่ในสายตาผมกับนายแจ๊คชัดเจน เสียงพูดคุยทำให้มนุษย์กึ่งค้างคาวรู้สึกตัว ร่างกายเริ่มขยับตัว ทันใดนั้นนายอมฤต นวมินทร์ลืมตาโพลงขึ้น กระแทกฝาครอบแก้วเปิดออก ลุกขึ้นนั่งสะบัดศีรษะไปมาราวกับเพิ่งตื่นนอน สายตาเพ่งมองผู้เข้ามารบกวน

อุ๊ย! คุณรู้สึกตัวแล้วหรือคะยัยอุ๊ดทักทาย

พวกคุณคือใคร? ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!มนุษย์กึ่งค้างคาวส่งเสียงเย็นชา สีหน้าเรียบเฉย

เราคือนักศึกษาแพทย์ คุณอยู่ในโรงพยาบาลประจำจังหวัดกาญจนบุรีนายอรรถกรตอบแทน

คุณชื่ออะไรคะ ด็อกเตอร์เฮ็นรี่พูดบนเวทีสัมมนาเป็นผู้ช่วยชีวิตคุณจากอุบัติเหตุ…” ยัยอุ๊ดเริ่มสัมภาษณ์

ข้าจำอะไรไม่ได้ด็อกเตอร์เป็นผู้ให้กำเนิดพวกเราเสียงนั้นค่อนข้างเย็นชา

คุณจำอะไรได้บ้าง หลังฟื้นคืนสติขึ้นมาผู้สัมภาษณ์พยายามสอบถาม

เรามีพี่น้องด้วยกันสามคน ด็อกเตอร์บอกกับเราอย่างนั้น

เขาไม่ได้บอกหรือว่าคุณชื่ออะไร?”

มนุษย์กึ่งค้างคาวส่ายหน้า เขามองไปรอบตัวที่เต็มไปด้วยแสงสว่างในห้องโถงใหญ่

ข้าไม่ชอบแสงสว่างจ้า…”

ดังนั้นคุณจึงนอนหลับในเวลากลางวันและตื่นในเวลากลางวัน

นายอมฤตไม่ตอบ หลับตานิ่ง ทำท่ากางแขนราวกับนกกางปีกออก

น้องชายกับน้องสาวคุณ ทำไมยังไม่ตื่น ดิฉันจะขอพูดคุยด้วยยัยอุ๊ดรบเร้า

พวกข้าไม่สนใจพวกมนุษย์เผ่าพันธุ์เช่นเจ้า เราจะกลับที่พักนายอมฤตลืมตา ปรบมือสามครั้ง เสียงดังปลุกให้น้องชายหญิงตื่นจากภวังค์

ฝาครอบแก้วเปิดออกทันทีเพียงเจ้าของร่างผลักเบาๆ นายกฤษดาและนางสาวแวววดีลุกขึ้นนั่งบนเตียง มองไปรอบตัวอย่างมึนงง

วันนี้พวกแกตื่นสาย เราต้องออกหากินตั้งแต่หัวค่ำนายอมฤตส่งเสียงดุ

เราสองคนตื่นเมื่อช่วงเย็น แต่ลุกไม่ขึ้น คล้ายถูกตั้งเวลาหลังเที่ยงคืน…” น้องชายคนรองเอ่ย เขาจ้องไปทางผู้บุกรุก

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=571307

 

โฮ้ง…ผู้เดียวดาย: ตอนที่ 12 กลับบ้านเสียที (4)

ไอ้แซมเป็นสุนัขตัวแรกที่โผล่ขึ้นมาจากใต้ถุนตึก เมียงมองไปรอบตัวไม่พบสิ่งผิดปรกติ จึงส่งสัญญาณเรียกสุนัขอีกสี่ตัวขึ้นมา เป้าหมายแรกคือรถถังเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่จอดอยู่ อาจเป็นคันใดคันหนึ่งลืมเปิดประตูค้างไว้ ในความมืดสลัวรถสามคันจอดนิ่งสงบ มีเพียงคันเดียวค่อนข้างคุ้นตามาก มันขยับกึ่งวิ่งและเดินไปใกล้รถคันนั้น

พี่แซม มีอะไรเหรอค่ะภรรยาสาวสอบถาม ขณะวิ่งเคียงข้างไปด้วยกัน ส่วนไอ้ดำ ไอ้แกละ และเต้าหู้ยี้คอยเฝ้าระวังด้านหลัง

น้องพิซซ่า ผมคุ้นกับรถคันนี้จัง…”

มันก็เป็นรถคันหนึ่งเท่านั้นที่มนุษย์นิยมใช้กัน

เอ๊ะ! กลิ่นหอมจางบางอย่างโชยมาผมเคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อนตั้งแต่เล็ก

น้องแซมมีอะไรผิดสังเกตไอ้ดำร้องถาม เมื่อสุนัขทุกตัวแอบเข้าด้านข้างเครื่องยนต์ขนาดเล็ก

มีกลิ่นบางอย่างอยู่รอบคันรถผมคุ้นเคยมานาน แต่นึกไม่ออกเป็นกลิ่นอะไร?” น้องชายตัวสุดท้องทำจมูกฟุตฟิด มันดมไปถึงประตูด้านคนขับ

เจ้าแซมแกเป็นอะไรวะ เดี๋ยวมีใครมาพบหรอก เราต้องรีบหลบซ่อนตัวไอ้แกละร้องเตือน

โน้น! มีมนุษย์คนหนึ่งเดินมารถคันนี้แล้ว พวกเราหลบไปข้างหลังเร็ว…” สุนัขนักเลงพันธุ์พิทบูลกระซิบบอกทุกตัว

ไอ้เต้าหู้ยี้ใช้แขนทรงพลังโอบเหล่าสุนัขพันธุ์เทอเรียให้ถอยไปด้านหลังรถ เพียงเสี้ยววินาที หญิงสาวคนหนึ่งได้มาหยุดด้านประตูคนขับ กำลังไขกุญแจและเปิดประตูค้างเล็กน้อย

ทันใดนั้นเธอสังเกตเห็นเงาบางอย่างหลบอยู่หลังท้ายรถ เท้ายังไม่ทันก้าวไปดูว่าเป็นตัวอะไร ก็มีเสียงร้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร้องเรียก เธอได้ลืมสิ่งของบางอย่างในห้องทำงาน

ร่างมนุษย์เดินจากไปตามเสียงเรียก กลิ่นคุ้นเคยพลอยจางหายไปด้วย

ไอ้แซมรีบใช้อุ้งเท้าหน้าเปิดแง้มประตูรถด้านคนขับ กระโดดขึ้นบนเบาะหน้าและหลบซ่อนใต้เบาะหลัง เหล่าสุนัขพันธุ์เทอเรียที่เหลือและพันธุ์พิทบูลรีบทำตามอย่างไอ้แซม แผนการที่วางเอาไว้จึงสำเร็จง่ายดาย สุนัขทุกตัวแอบซ่อนตัว รอคอยเวลาให้มนุษย์ย้อนกลับมาเพื่อขับรถออกไปจากสถานที่คล้ายโรงฆ่าสัตว์

หญิงสาวเดินกลับมาที่รถเช่นเดิม เธอเปิดประตูเข้าไปประจำที่คนขับ ก่อนมุ่งหน้าสู่ท้องถนนหลวง

กลิ่นหอมจางกลับรุนแรงขึ้นกว่าปรกติ สุนัขพันธุ์เทอเรียสีขาวเหลืองไม่ได้กลิ่นมานานเกือบสิบปี จิตใจเต้นโครมครามด้วยอาการดีใจพลุกพล่าน ชะโงกหน้าแอบมองอย่างกระวนกระวาย คนขับไม่รู้สึกตัวว่ามีสุนัขแอบในรถหลายตัว

ผ้าปูรองพื้นและเบาะกำมะหยีสีน้ำตาลยิ่งมองยิ่งคุ้นตา มันอาศัยนอนตั้งแต่เริ่มจำความได้ รถถังเครื่องยนต์ขนาดเล็กคันนี้แหละที่พาไปสู่หมู่บ้านอันใหญ่โตมโหฬาร ใบหน้าเด็กหญิงผูกโบว์ไว้ด้านหลัง ร่าเริงสดใส อยู่ในห้วงความจำเสมอไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด

หนทางตามท้องถนนคุ้นเคยเป็นยิ่งนัก เวลาเลี้ยวเข้าถนนยางมะตอยเรียบขนานไปกับคลองชลประทาน ต้นไม้ใหญ่สองฝั่งถนนร่มรื่นจนหญิงสาวเผลอไปลดกระจกไฟฟ้าลงมา ลมเย็นช่วงค่ำพัดเข้ามาตลอดเวลา สุนัขทั้งหมดไม่ได้ส่งเสียงพูดคุยกัน เกรงว่ามนุษย์คนขับรถจะล่วงรู้และขับไล่ลงจากรถทั้งหมด

เมื่อถึงบ้านพักหญิงสาวลงจากรถทันที เธอหอบสิ่งของพะรุงพะรังขึ้นบนบ้านพัก ลักษณะทำด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง สูงสองชั้น ด้านหลังติดคลองชลประทาน ได้ยินเสียงหญิงวัยกลางคนในบ้านตะโกนเรียกหา หญิงสาวตอบรับก่อนก่อนคนในบ้านเปิดประตูออกมารับ แต่เธอไม่วายหันมากดรีโมทคอนโทลล๊อครถและประตูไฟฟ้าหน้าบ้าน ทิ้งความเงียบสงบไว้ด้านนอก

หลังจากหญิงสาวคนขับรถจากไปแล้ว เหล่าสุนัขพันธุ์เทอเรียและพันธุ์พิทบูลมองหน้ากันเลิกลั่ก ต่างคิดวิธีหาทางลงจากรถ ประตูถูกปิดแน่นหนา บานกระจกแนบสนิทไปกับหน้าต่าง ไม่มีช่องว่างโผล่ลอดออกไปได้

เราออกไปไม่ได้ พี่ดำจะทำอย่างไรกันดี…” ไอ้แซมปรึกษาหารือพี่ชายคนโต

รถถังเครื่องยนต์ของมนุษย์มีระบบปิดล็อคอัตโนมัติ ข้าจนปัญญาจริงๆไอ้ดำมีสีหน้าหมดหวัง

เอ๊ะ! พี่ดำ พวกเราต้องตายอยู่ในรถนี่หรือ? ข้าไม่ยอมหรอกไอ้แกละ พี่คนรองร้องโวยวายตามนิสัยดั้งเดิม

ไอ้เต้าหู้ยี้กระโดดขึ้นบนเบาะหลัง สำรวจบรรยากาศรอบนอกตัวรถ มันเป็นเวลาช่วงมืดค่ำ แสงไฟยังส่องไสวจากหลอดไฟนีออนนอกบ้าน

ฮั้วมองไม่เห็นใครเลย พวกลื้อมีหวังขาดอากาศหายใจอยู่ในรถถังบ้านี้…”

เฮ้ย! ไอ้ปากหมา ถ้าพวกข้าตาย เอ็งก็ต้องตายเหมือนกัน ไอ้แกละยืนชี้หน้า อารมณ์โกรธพุ่งขึ้น

ลื้ออย่าเพิ่งโกรธ ฮั้วไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้นสุนัขนักเลงพิบูลเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

เราไม่ควรทะเลาะกัน พี่แกละใจเย็นนิดหนึ่งส่วนคุณเต้าหู้ยี้ขอให้ระวังคำพูด นางสาวพิซซ่าเตือนสติสุนัขทั้งคู่

ไอ้แกละแกเลิกนิสัยใจร้อนเถอะ ถือว่าข้าขอร้องพี่ชายคนโตเอ่ยปราม น้องชายคนรองทำตาปริบๆ คล้ายกับสำนึกตัว

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=571778

โฮ้ง…ผู้เดียวดาย: กลับบ้านเสียที (2)

เราเพิ่งมาถึงสักครู่ น่าจะพักผ่อนเอาแรงสักเงียบ…” ไอ้แซม
เปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้ทุกตัวสบายใจ ครุ่นคิดและจินตนาการภาพในอดีต 
อาจมีวิธีหนีออกไปจากที่นี่ได้
ข้านอนไม่หลับหรอกเจ้าแซม พรุ่งนี้เราจะโดนฆ่าตายหรือไม่ก็ยังไม่รู้ไอ้แกละทำท่าร้องไห้ ผุดลุกผุดนั่งอย่างกระวนกระวายใจ
ลื้ออย่าขี้ขลาดไปหน่อยเลย ฮั้วจะพาออกไปจากกรงขังนี้
เอง มนุษย์ตัวไหนกล้าหือ...จะกัดให้กระจุยเชียว โซ่เส้นแค่นี้ 
ฮั้วไม่เคยกลัว ไอ้เต้าหู้ยี้คำรามลั่น
ไอ้แกละค่อยรู้สึกใจชื้นบ้าง การมีสุนัขตัวใหญ่ ร่างกายกำ
ยำแข็งแรงอยู่ข้างกายช่วยให้ เหล่าสุนัขพันธุ์เทอเรียตัวจิ๋วอบ
อุ่นขึ้น มันอ้าปากเห็นฟันโตซีกใหญ่ เดินอาดๆ เข้าไปใช้ขาเขี่ย
โซ่ล็อคกุญแจเข้ามากัดขย้ำ ราวกับให้ขาดสะบั้นคาปาก ดู
เหมือนโซ่หนาเท่าหัวนิ้วมือแทบไม่หลุดจากกัน
โซ่เส้นบ้าอะไรวะเนี่ย...ฮั้วกัดไม่ขาดสักที สุนัขนักเลง
พันธุ์พิทบูลโอดครวญ หลังใช้ความพยายามชั่วครู่หนึ่ง ยกขา
กระทืบซ้ำก็ไม่สะเทือน
แกไม่เก่งจริงนี่หว่า เราจะได้ออกไปจากกรงขังใหญ่โต
หรือเปล่า... สุนัขพี่ชายคนรองสบประมาทเล็กน้อย
เฮ้ย! ไอ้ลูกหมา ฮั้วเคยกัดโซ่ที่ล่ามฮั้วขาดสะบั้นบ่อยๆ มัน
ง่ายนิดเดียว ไอ้เต้าหู้ยี้โอ้อวด
พอโซ่หลุดออก เอ็งก็ไปกัดลูกชายเจ้านาย...ฮา ฮาๆๆ 
ไอ้แกละหัวเราะเยาะ แต่สุนัขนักเลงพันธุ์พิทบูลไม่ถือสา ดูราว
กับเป็นคนละตัวที่เคยมีปากเสียงกัน ณ ร้านค้าตึกแถวจำหน่าย
อาหารสัตว์จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากน้ำท่วมใหญ่
คุณเต้าหู้ยี้ คุณแลดูเป็นผู้ใหญ่จัง ผิดกับเมื่อวานนี้ นาง
สาวพิซซ่าเอ่ยปากชม แม้แต่เธอเองก็สังเกตเห็นความเปลี่ยน
แปลงนิสัยจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ฮั้วรอดตายมาได้ ถือว่าเกิดใหม่ บุญคุณของพวกลื้อที่
ช่วยชีวิต...ฮั้วจะจดจำเอาไว้ ไอ้เต้าหู้ซาบซึ้งน้ำใจ น้ำตาเริ่ม
คลอเบ้าตา
ไอ้ดำผู้ผลักกลอนไม้จนกรงหลุดออกและช่วยกันดึงสุนัข
นักเลงพันธุ์พิทบูลขึ้นจากการตกตึกสูงสองชั้น รีบโบกไม้โบกมือ
เอ็งอย่าได้ถือเป็นบุญคุณเลย พวกข้าไม่รับหรอก...แกก็
ช่วยเจ้าแซม น้องชายข้าออกมา
เอาละ...ผมว่าเราอย่าพูดเรื่องบุญคุณกันอีกเลย ผมเริ่ม
จำสถานที่แห่งนี้ได้เมื่อสักครู่เองครับ ไอ้แซมกล่าวตัดบท
แกจำอะไรได้บ้างละ ไอ้แซม พี่ชายคนโตร้องถาม
พี่ดำ...ด้านหน้าตึกแห่งนี้เป็นสถานที่จอดรถถังเครื่องยนต์
ขนาดเล็ก มนุษย์เดินเข้าออกพลุกพล่านนายหญิงชอบเอารถมา
จอดเสมอ และเดินลัดเลาะไปด้านหลังซึ่งปลอดมนุษย์ มันเป็น
เส้นทางไปยังตึกรักษาสัตว์อีกหลัง...ผมจำมันได้ดี ไอ้แซม
รำลึกความหลัง เมื่อครั้งยังเป็นสุนัขรุ่น
เราจะออกไปได้อย่างไร...ในเมื่อมีมนุษย์อยู่เต็มไปหมด
ทางด้านนอก ไอ้แกละพูดอย่างเป็นงานเป็นการ
นั่นนะสิ ลำพังโซ่เส้นเดียว เดี๋ยวฮั้วก็กัดขาดออก... 
ไอ้เต้าหู้ยี้เสริม
พวกเราต้องรอจนกว่าจะถึงช่วงเย็น เป็นเวลาเลิกงานพอดี
ของมนุษย์ เมื่อพวกนั้นออกไปหมดแล้ว ค่อยแหกกรงกรงออก
ไป นางสาวพิซซ่าแสดงความเห็น
ถูกต้อง! ผมเห็นด้วยกับน้องพิซซ่า ไอ้แซม ผู้เป็นสามี
สนับสนุน
แต่ข้าไม่เห็นด้วย...เราไม่ควรรอให้เนิ่นนานเกินไป ในเมื่อ
เรารู้ว่าห้องนี้เป็นที่กักขังสุนัข เพื่อรอการเป็นอาจารย์ใหญ่หรือ
สัตว์ทดลอง ทำไมไม่รีบออกไป ไอ้แกละเริ่มขี้ขลาดตาขาวอีก
แกอย่ากลัวไปหน่อยเลย ไอ้แกละ...ข้าก็เห็นดีด้วย หลัง
จากนั้นเราจะไปทางไหนต่อ ประโยคหลังพี่ชายคนโตหันไป
ถามไอ้แซม
เราจะย่องขึ้นไปในรถถังเครื่องยนต์คันใดคันหนึ่งเพื่อพา
เราออกไปจากที่นี่...ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://writer.
dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=571778

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 12 ตบะแตก

ตบะแตก

ตบะ แปลว่าความเพียรอันเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลส ในความหมายทางพุทธศาสนา หมายถึงธรรมต่างๆ ที่มุ่งกำจัดเผาผลาญอกุศลวิตก (ความตรึกที่เป็นบาปอกุศล) เป็นหลัก เช่น ปธาน (ความเพียร) ขันติ (ความ อดทน) ศีล (การรักษากายวาจา) อุโบสถกรรม (การรักษาอุโบสถศีล) การเล่าเรียนปริยัติ การถือธุดงค์ การบำเพ็ญสมณธรรม และเรียกการประพฤติปฏิบัติธรรมเหล่านี้ว่า บำเพ็ญตบะ (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อ้างอิงพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ปธ.๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุดคำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ..2548)

ตบะ แตก หมายถึงบำเพ็ญตบะต่อไปไม่ได้เพราะทนต่อสิ่งยั่วเย้าไม่ไหว หมดความอดกลั้น สิ้นความอดทน (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) ในความหมายดังกล่าว เรามักหมายถึงนักบวช พระ ชี เณร หรือผู้ทรงศีลภายในวัดวาอาราม ถ้ามีการนำไปประยุกต์ใช้กับอุบาสก อุบาสิกา และมนุษย์ปถุชนทั่วไปก็น่าจะใช้ได้ เป็นการชี้ให้เห็นถึงอาการของกิเลสที่เต็มไปด้วยรัก โลภ โกรธ และหลง แม้แต่สมมติสงฆ์ที่บวชเรียนมานาน ยังไม่สำเร็จเป็นอริยบุคคล (บุคคลผู้เป็นอริยะ เป็นผู้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว เป็นผู้เข้าสู่กระแสนิพพานแล้ว มี 4 ประเภทคือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์) ถือว่ามีโอกาสตบะแตกได้ เมื่อไม่สามารถข่มกิเลสในใจตนเองจนฟุ้งกระจายออกมาทางกาย วาจา และพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่คนเดิมตามปรกติ อาทิ ด่าทอ (คำหยาบ) โกรธกริ้ว (อยากเข้าทำร้าย) หน้าตาบึ้งตึง (ไม่พอใจ) มองตาขวาง (ไม่เป็นตัวของตัวเอง) ลุกลี้ลุกลน (อยากได้) กระวนกระวาย (ไม่เป็นสุข) กระสับกระส่าย (อยากเห็นหน้า) เหม่อลอย (คิดถึง) ฝันถึง (ตัดไม่ขาด) ตรงเข้าทำร้ายร่างกาย (ระบายความแค้น) ฆ่าให้ตาย (อยู่ด้วยกันไม่ได้) เศร้าเสียใจ (หดหู่) ร้องไห้ฟูมฟาย (รันทด) ตีอกชกหัว (รับไม่ได้) เป็นต้น

ตบะของทุกคนจะแกร่งกล้าแค่ไหน ขึ้นอยู่กับแรงกระตุ้นหรือความรุนแรงของสิ่งยั่วเย้าที่ผ่านเข้ามาทางทวารรู เปิดของกิเลส คืออายตนะทั้งหก ได้แก่ หู (ได้ยินเสียง) ตา  (มองเห็น) จมูก (ดมกลิ่น) ลิ้น (รู้รสชาติ) กาย (สัมผัสทางผิวหนัง) และใจ (รับรู้ทางความรู้สึก) ตลอดจนระดับสติสัมปชัญญะที่ตนเองฝึกฝนมา ด้วยจิตระลึกรู้ถึงกองกิเลสอันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง เป็นพญามารเข้ามาครอบงำร่างกายและจิตใจ เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด เปรียบเสมือนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว (พระภิกษุผู้ปฏิบัติดีท่านหนึ่งเคยเทศนาว่า เวลานี้คนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ชีวิตจึงไม่มีความสุขแท้จริง เป็นสุกดิบที่เดือดเนื้อร้อนใจ มีความทุกข์จากเรื่องราวต่างๆ ไม่หยุดหย่อน เกิดความขัดแย้งต่อสู้กัน แย่งชิงและฆ่าฟันยิงแทง วางระเบิด ลักขโมย ปล้นสะดม ลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองและระหว่างประเทศ หรือภูมิภาคต่างๆ

แก๊งมิจฉาชีพใช้ความโลภของคนเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน อ้างว่าเก็บสร้อยคอทองคำเส้นโตได้กลางถนน วางแผนแบ่งกันกับเหยื่อเป้าหมายโดยทำทีว่า ไม่กล้าไปกับหน้าม้าซึ่งอ้างว่าเป็นแปลกหน้า อาจไม่ปลอดภัย หน้าม้ารีบมากระซิบบอกว่าสร้อยคอทองคำ ถ้าไปขายจะได้ราคางดงาม แบ่งเงินกันดีกว่าในฐานะบังเอิญมาเจอสร้อยคอด้วยกัน เหยื่อเกิดความโลภมากและหลงเชื่อ คนเจอคนแรกบอกว่าให้เหยื่อเก็บสร้อยทองคำไว้ เกรงว่าหน้าม้าจะเอาไปเอง อ้างว่าไม่ไว้ใจและขอแลกเปลี่ยนกับสร้อยทองคำเส้นเล็กของเหยื่อ ก่อนออกอุบายหายไปพร้อมกับหน้าม้า ทิ้งให้เหยื่อรออยู่เนิ่นนาน เมื่อนำสร้อยทองคำเส้นโตของแก๊งมิจฉาชีพไปตีราคาที่ร้านทอง ปรากฏว่าเป็นทองคำปลอม เกิดอาการลมแทบใส่ ต้องสูญเสียทองคำจริงของตนเองไปกับความโลภมาก เกิดตบะแตกขึ้นมาสองครั้งคือ ลุกลี้ลุกลน (อยากได้) และเศร้าเสียใจ (หดหู่)

มีนายแพทย์ใหญ่ระดับอาจารย์ท่านหนึ่ง ต้องการหย่าขาดภรรยาด้วยเหตุผลว่ามีหญิงอื่น ฝ่ายภรรยาปฏิเสธหนักแน่น ไม่ต้องการหย่าเนื่องจากมีบุตรธิดาด้วยกัน อีกทั้งตกลงแบ่งทรัพย์สมบัติกันไม่ได้ ฝ่ายสามีเกิดอาการโกรธแค้น หน้ามืดตามัว ลงมือสังหารภรรยาอย่างเหี้ยมโหด และชำแหละศพออกเป็นชิ้นๆ เพื่อทำลายหลักฐาน มีเพียงกล้องถ่ายวิดีโอจับภาพได้ในร้านอาหารมีชื่อแห่งหนึ่ง มีการฟ้องร้องโดยญาติผู้ใหญ่ฝ่ายภรรยา ตำรวจจับตัวดำเนินคดี ส่งฟ้องศาล และต้องโทษประหารชีวิต แต่ด้วยความเป็นอาจารย์แพทย์จึงถูกลดโทษเหลือเพียงจำคุกเท่านั้น เรื่องนี้เกิดตบะแตกขึ้นหลายครั้ง เริ่มจากด่าทอ (คำหยาบ) โกรธกริ้ว (อยากเข้าทำร้าย) หน้าตาบึ้งตึง (ไม่พอใจ) มองตาขวาง (ไม่เป็นตัวของตัวเอง) ตรงเข้าทำร้ายร่างกาย (ระบายความแค้น) และฆ่าให้ตาย (อยู่ด้วยกันไม่ได้) ตามลำดับ

พระภิกษุมีชื่อเสียงรูปหนึ่ง บวชมานานหลายสิบปีตั้งแต่วัยหนุ่ม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนมีลูกศิษย์เคารพนับถือมากมายทั่วประเทศ เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าของสายพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง อบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชนให้มีสติสัมปชัญญะ ลด ละ และตัดขาดจากกองกิเลส ด้วยความที่มีผู้มาทำบุญในวัดมากและจัดกิจกรรมทางศาสนาตลอดเวลา ญาติโยมมาปฏิบัติธรรมกันมาก เกิดมีโยมผู้หญิงท่านหนึ่ง หน้าตาสะสวยงดงาม มานั่งพับเพียบด้านหน้า คอยจ้องมองท่านตลอดเวลาอย่างเลื่อมใส นานวันเข้ากลายเป็นความผูกพัน ความรัก และลุ่มหลง อาสาพาท่านไปในสถานที่ต่างๆ แม้ว่าไม่ได้มีข่าวผิดวินัยทางสงฆ์ แต่ในที่สุดท่านก็ต้องสึกออกมาเพื่อมาแต่งงานกับหญิงสาวผู้นั้น มีการประกาศจดทะเบียนเป็นสามีภรรยา ท่ามกลางความตกตะลึงของพุทธศาสนิกชนและลูกศิษย์ ไม่มีใครอยากเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แสดงว่าบำเพ็ญตบะของท่านได้แตกเป็นเสี่ยงๆ เริ่มตั้งแต่แสดงอาการกระวนกระวาย (ไม่เป็นสุข) กระสับกระส่าย (อยากเห็นหน้า) เหม่อลอย (คิดถึง) และฝันถึง (ตัดไม่ขาด) ลูกศิษย์ได้แต่เศร้าเสียใจ (หดหู่) ร้องไห้ฟูมฟาย (รันทด) บางรายอาจถึงกับตีอกชกหัว (ยอมรับไม่ได้)

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 15 การทำธุรกิจเริ่มต้น

การทำธุรกิจเริ่มต้น

            เมื่อลูกจ้างหรือผู้จบการศึกษาใหม่ต้องการเป็นเถ้าแก่เสียเอง ทราบจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจและเริ่มต้นธุรกิจอย่างไร ประเมินสถานการณ์เรียบร้อยว่าธุรกิจที่ตนเองต้องการทำไปรอดแน่นอน ความมีใจรัก (Passion) แบบ หลงใหลและความมุ่งมั่นจะทำให้สำเร็จตามความฝันที่วางเป้าหมายไว้ ถึงคราวลงมือทำธุรกิจเริ่มต้น เถ้าแก่ทราบตลาดและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาชีพนั้นเป็นอย่างดี ก่อนอื่นให้ปฏิบัติดังนี้

1.    การหาทำเลสถานที่ (Place) ถ้า แก่ต้องทราบว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือใคร อายุเท่าใด อยู่ในวัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน (เป็นโสดหรือมีครอบครัว) หรือวัยชราปลดเกษียณ   อาศัยอยู่ที่ไหน มักมาใช้ชีวิตประจำวันอยู่ที่ใด มีความต้องการใช้สินค้าและบริการของเราสูงหรือไม่? กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ที่ไหน? ทำเลสถานที่ก็จะอยู่ที่นั่น!! ต้องมีการนับจำนวนลูกค้าที่เดินผ่านร้านค้าที่เป็นทำเลสถานที่ว่ามีมายเพียงพอในการทำธุรกิจหรือไม่!!! นี่คือหัวใจของการหาทำเลสถานที่ ไม่ใช่เรื่องการคาดเดา นึกเอาเอง หรือจินตนาการโดยลืมความเป็นจริง

2.    เมื่อหาทำเลสถานที่ได้แล้ว ต้องวิเคราะห์คู่แข่งขัน (Competitors) ว่ามีจำนวนเท่าใดในบริเวณใกล้เคียง มีกี่ร้านค้า ขนาดกิจการเป็นอย่างไร ใหญ่โตหรือไม่ มีลูกค้าประจำมากมายเพียงใด รูปแบบการทำธุรกิจ (Business model) เป็นอย่างไร? ทำธุรกิจครบวงจรหรือไม่? ราคาสินค้าและบริการเท่าไหร่? ถ้าไม่ทราบอาจต้องทำตัวเป็นลูกค้าเสียเอง ลองไปซื้อสินค้าและใช้บริการสักหลายครั้ง หมั่นสังเกตการออกแบบดีไซน์ร้านค้า สอบถามพนักงานว่าสินค้าและบริการเป็นอย่างไร ราคาเท่าใด การโปรโมชั่นมีหรือไม่ ลูกค้าเขาพอใจมากน้อยแค่ไหน พฤติกรรมลูกค้าเป็นอย่างไร อย่าให้เป็นที่สังเกตจนพนักงานร้านค้าสงสัยว่าเรามาสอดแหนม สอบถามลูกค้ารายอื่นว่าชื่นชอบสินค้าและบริการของคู่แข่งขันหรือไม่ ต้องการอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ พยายามให้เขาแสดงความคิดเห็นออกมามากที่สุด ถ้าข้อมูลไม่เพียงพอต้องเปิดอินเตอร์เน้ท หาตำแหน่งสถานที่ตั้งของคู่แข่งขันบริเวณใกล้เคียงจากแผ่นที่กลูเกิ้ล (Google map) เข้า ไปดูเว้บไซด์ (ถ้ามี) เก็บข้อมูลให้หมดทั้งรูปแบบ การบริการ การโปรโมชั่น มีกี่สาขา การกล่าวถึงของลูกค้าในสังคมโซเชี่ยลมีเดียว่าเขาพอใจและไม่พอใจอะไรบ้าง

3.     หา ความรู้เพิ่มเติมจากธุรกิจเดียวกันว่าเขาทำสำเร็จได้อย่างไร ลองไปสังเกตดูร้านค้าและการบริการ ใครเป็นเจ้าตลาดอันดับหนึ่ง ส่วนแบ่งการตลาดกี่เปอร์เซ็นต์และมูลค่าปริมาณเท่าใด (Market share) คู่แข่งขันรายใดกำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง มีแนวโน้มว่าอาจครอบครองหรือดึงส่วนแบ่งการตลาดไปได้ เข้าไปดูในเว้ปไซด์ หัดเล่นสังคมออนไลน์หรือโซเชี่ยลมีเดีย อาทิ เฟสบุ๊ค (เป็นแฟนเพจ) ทวิตเตอร์ (Following) เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงและความรู้ต่างๆ แบบเรียลไทม์ (ปัจจุบัน) รวมทั้งศึกษาข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับรูปแบบการทำธุรกิจ วัตถุประสงค์และเป้าหมายบริษัท การดำเนินงาน (Operation process) การขยายธุรกิจ การลงทุนในรูปแบบครบวงจร เพื่อศึกษากลยุทธ์ของบริษัทเหล่านี้ อาจทำให้เราเกิดมุ่งมองความคิดที่แตกต่างออกไป ทราบความเคลื่อนไหวตลอดเวลาของเจ้าตลาดและดาวรุ่ง ข้อมูลที่ศึกษาอาจนำมาใช้ในการปรับปรุงสินค้าบริการให้แตกต่าง ดีขึ้นกว่าเดิมจนกิจการเติบโตได้ในอนาคตข้างหน้า

4.    ทำการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเดียวกัน อาจเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่และรุ่นน้องจากคณะหรือสถาบันเดียวกันที่รู้จักกัน มีอาชีพเดียวกัน เพื่อติดต่อกันทางสังคมโซเชี่ยลมีเดีย อาทิ กลุ่มทางเฟสบุ๊ค กลุ่มทางไลน์ เพื่อติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ใหม่ๆ ได้ทันทีตลอดเวลา เถ้าแก่เริ่มกิจการใหม่ต้องหมั่นติดตามผู้เชี่ยวชาญทางอาชีพเกี่ยวข้องเพื่อ เพิ่มเติมทางเทคนิคอย่างสม่ำเสมอ เช่น บล็อก (Blog) ยูทูบ YouTube)

5.    การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เถ้าแก่ดำเนินธุรกิจเริ่มต้นให้ทำใบปลิวแจกบริเวณใกล้เคียงสถานที่ตั้งของ ร้านค้า ระบุชื่อร้านค้าและวันที่จะเปิดร้านใหม่ให้ชัดเจน แผนที่ร้านค้าอยู่แห่งใด ซอยชื่ออะไร บ้านเลขที่ ใกล้กับสถานที่ใดซึ่งคนแถวนั้นรู้จักเป็นอย่างดี บอกเบอร์โทรศัพท์ร้านค้าและเบอร์โทรมือถือ สินค้าและบริการคืออะไร คุณลักษณะดีเยี่ยมอย่างไรจึงจะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเกิดความต้องการ อย่างมากเพื่อมาซื้อสินค้าและบริการ ถ้าเป็นความเชี่ยวชาญพิเศษที่แตกต่างจากเจ้าอื่นต้องบ่งบอกในแผ่นใบปลิวด้วย เป็นการจูงใจให้ลูกค้าอยากมาซื้อสินค้าและบริการ อาทิ นวดแบบรักษา ไม่ใช่นวดตัวผ่อนคลาย และมีความรู้ทางด้านแพทย์แผนไทย ถ้าบริเวณใกล้เคียงมีชาวต่างประเทศอยู่อาศัย ต้องมีภาษาอังกฤษควบคู่กับภาษาไทยในแผ่นโฆษณา การแจกใบปลิวต้องทั่วถึงรัศมีโดยรอบไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลเมตร บ้านทุกหลังและคอนโดมิเนียมทุกห้อง อาจจ้างคนไปแจกได้โดยเถ้าแก่คอยยืนสังเกตการณ์ รวมถึงการทำป้ายบ่งบอกชื่อร้านค้าและเบอร์โทรศัพท์ชัดเจน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ต้องทำก่อนเปิดร้านค้าใหม่ไม่น้อยกว่าสองสัปดาห์

6.    การออกแบบดีไซน์ร้านค้าต้องบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของธุรกิจที่สื่อสารไปถึง ลูกค้า การเลือกสี รูปถ่าย และสิ่งของตกแต่งต้องตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย อาจเป็นการตกแต่งง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนมาก สิ่งสำคัญคือด้านหน้าและภายในร้านค้าต้องสะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ หรือสิ่งแวดล้อมเสียงดังอึกทึก ถ้าเป็นการนวดแบบรักษาต้องมีภาพกดคลายจุดตามร่างกายต่างๆขนาดใหญ่ที่ผนัง ห้องซึ่งลูกค้ามองเห็นได้ชัดเจนด้านหน้าเวลานวด เป็นการให้ความรู้กับลูกค้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ มีการอธิบายตามรูปภาพดังกล่าวให้เห็นว่าเรามีความรู้และเชี่ยวชาญจริง ถือว่าเป็นความสามารถหลักอย่างหนึ่ง (Core competency) ของเถ้าแก่ในการสร้างภาพให้เห็นถึงความแตกต่างจากการนวดแบบทั่วไป เปิดเพลงบรรเลงเบาๆให้เข้ากับบรรยากาศ แสงไฟสลัว ไม่เปิดแสงสว่างจ้าเกินไปจนรบกวนสายตาลูกค้า

7.    การคำนวณเรื่องการลงทุนแบบง่ายๆ ให้ยึดหลักจุดคุ้มทุน (Break-even point) หมายถึง ระดับจุดที่การผลิตหรือการขายสินค้าและบริการที่ก่อให้เกิดรายได้รวม (Totalrevenue) เท่ากับราคาต้นทุนรวม (Total cost) ต้นทุนรวมแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ต้นทุนคงที่ (Fixed costs) และต้นทุนผันแปร (Variable cost)

ต้นทุนคงที่ คือต้นทุนที่ไม่ผันแปรไปตามหน่วยการผลิตหรือการขายสินค้าและบริการซึ่งจะคง ที่ตลอดเวลา เช่น ค่าเสื่อมราคา (กรณีเป็นเจ้าของโรงงาน ร้านค้า หรืออสังหาริมทรัพย์) ค่าภาษีโรงเรือน ค่าเช่า (กรณีไม่ใช่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์) ค่าเงินเดือนลูกจ้าง (กรณีจ้างคนอื่นมาทำแทน) ค่าเงินเดือนตนเอง ค่าอุปกรณ์การตกแต่ง โต๊ะทำงาน เตียงนวด (กรณีเป็นธุรกิจนวดแบบรักษา) ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำ เป็นต้น  ไม่ว่าจะมีลูกค้าหรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นต้นทุนที่เถ้าแก่ต้องจ่ายเป็นประจำเท่ากันในแต่ละวันที่เปิดร้านค้า

ต้นทุนผันแปร คือต้นทุนที่ผันแปรไปตามหน่วยการผลิตหรือการขายสินค้าและบริการ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน (กรณีเป็นโรงงาน) ค่านายหน้า (กรณีเป็นธุรกิจการติดต่อซื้อขายเป็นรายๆ) ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำที่เปิดเกินเวลาของร้านค้า เป็นต้น

วิธีคำนวณก่อนเปิดกิจการธุรกิจคือ จุดคุ้มทุนต้องใช้เวลานานเท่าใดถึงจะคืนต้นทุนรวม เช่น ธุรกิจนวดตัวแบบรักษา ลงทุนไปกับการเปิดร้านใหม่ประมาณห้าหมื่นบาท (ค่าเช่าร้านเดือนละหกพันบาท จ่ายล่วงหน้าสามเดือนเท่ากับ 18,000 บาท บวกกับค่าอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ เตียงนวดอย่างละหนึ่งตัวคิดเป็นเงินทั้งหมดเท่ากับ 10,000 บาท รวมกับค่าตกแต่งดีไซน์ร้านค้าและค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งหมดเท่ากับ 22,000 บาท) รายได้รวมคำนวณจาก รายได้รวมในแต่ละวันหักด้วยต้นทุนรวมในแต่ละวัน (เถ้าแก่เป็นเจ้าของคนเดียว ลงมือนวดคนเดียว ไม่จ้างใคร สามารถนวดได้วันละห้าชั่วโมง ต้องการมีรายได้วันละหนึ่งพันบาท สมมติว่ามีต้นทุนรวมค่าไฟฟ้าค่าน้ำและอื่นๆ วันละห้าร้อยบาท ดังนั้นต้องมีรายได้รวมยังไม่หักต้นทุนในแต่ละวันเท่ากับ 1,500 บาท ถ้าสามารถนวดได้แค่ 5 ชั่วโมง เท่ากับว่าต้องคิดค่านวดแบบรักษาชั่วโมงละ 300 บาท (1,500 หารด้วย 5) จึงจะมีรายได้จริงวันละ1,000 บาท คูณด้วย 30 วัน เท่ากับมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท สรุปคือใช้เวลาประมาณสองเดือนจึงจะได้จุดคุ้มทุน 50,000 บาท

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875