กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

Archive for August, 2013

ดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059: ตอนที่ 12 แขกพิเศษ (4)

หน้าปากถ้ำถูกปกคลุมด้วยไม้เถาวัลย์เช่นเดิม ตั้งอยู่บริเวณด้านข้างทางเข้าป่าละเมาะบนหุบเขาสูง หลายเดือนที่ผ่านมา สภาพภูมิทัศน์ไม่ปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย

มนุษย์ค้างคาวยักษ์สามตัวมาถึงในเวลาใกล้เคียงกัน ก่อนถึงพื้นดินเล็กน้อยได้คลายง่ามนิ้วเท้าและเหวี่ยงพวกเราล้มคว่ำลง เสียงร้องวี้ดว้ายดังลั่น ยัยเนตรกับยัยอุ๊ดตกใจกับเหตุการณ์อันน่าสะพึงกลัว หน้าซีดปากสั่น แขนขาถลอกเล็กน้อย นั่งคลุกฝุ่นอยู่บนพื้นดิน นายอรรถกรมีสภาพเช่นเดียวกัน

ผู้ป่วยอิงอรกับนายแจ๊คม้วนตัวลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย ส่วนผมถูกปีกใหญ่กระแทกจนเสียหลักล้มลง เนื้อตัวมอมแมมเล็กน้อย พวกเราวิ่งมารวมตัวกันบริเวณหน้าปากถ้ำ

แสงไฟหน้าถ้ำส่องสว่างไสว ตะเกียงไฮโดรเจนเพียงดวงเดียวแขวนไว้เหนือหน้าปากถ้ำ อากาศเย็นสบาย ลมพัดฉิวตลอดเวลา หากเป็นเวลาปรกติคงนอนหลับสบาย ไม่ต้องคอยหวั่นไหวกับภาพน่าสะพึงกลัวของมนุษย์ค้างคาวยักษ์

เมื่ออารมณ์พลุกพล่านสงบลง สามพี่น้องตระกูลนวมินทร์ได้กลายร่างเป็นคนปรกติ ใบหน้าซีกขวานายอมฤตมีแผลเป็นเล็กน้อยจากรอยข่วนด้วยเล็บผู้ป่วยอิงอร มนุษย์กึ่งค้างคาวยืนคุมเชิงไม่ให้ใครหนีเล็ดลอดไปได้

เสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้ดังกรอบแกร็บทางด้านหลัง ผมเหลียวหลังกลับไปมองดู ร่างของชายหนึ่งหญิงสองโผล่ออกมานอกปากถ้ำ แสงไฟตะเกียงส่องให้เห็นใบหน้าชัดเจน เป็นทีมงานในโครงการดีเอ็นเอผสมข้ามสายพันธุ์ของด็อกเตอร์เฮนรี่ พวกเขาคือ มิสเตอร์บิลลี่ บาว์นมิสซิสหวัง หลีถัง และมิสยูโก๊ะ เคนจิ

ด็อกเตอร์ธนาเราเจอกันอีกแล้วสินะมิสเตอร์บิลลี่กล่าวทักทาย

คุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” ผมรู้สึกแปลกใจ

ผู้ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์แท้จริงต้องลงพื้นที่ภาคสนาม ด็อกเตอร์เฮนรี่ได้ย้ายห้องปฏิบัติการมาอยู่ในถ้ำแห่งนี้…” ผู้เชี่ยวชาญหนุ่มอธิบาย แววตาไม่น่าไว้วางใจ

ด็อกเตอร์ คุณเอาเด็กหนุ่มของเราไปซ่อนที่ไหน?” มิสซิสหวังทวงถาม เธอหมายถึงนายนิธิ เดชกุลธร เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี มียีนหมีควายดำในร่างกาย ศาสตราจารย์อดอลฟ์ นอร์มันดีกำลังค้นหาวิธีการถอดรหัสยีนสัตว์ออกจากมนุษย์ในห้องทดลองตึกใหญ่

พวกคุณส่งนายนิธิมาทำร้าย และให้มนุษย์ค้างคาวยักษ์จับตัวเรามา คุณต้องการอะไรกันแน่ผมย้อนถาม นายอรรถกร ยัยเนตรและยัยอุ๊ดหลบมาอยู่ด้านหลัง ส่วนผู้ป่วยอิงอรกับนายแจ๊คหันหน้าเผชิญกับพวกมนุษย์ค้างคาวยักษ์อีกด้านหนึ่ง

ด็อกเตอร์ปาร์ค มิสเตอร์ไมค์กับคุณหลบเข้าไปในหมู่บ้านเด็กผมทองส่งคืนมนุษย์กลายพันธุ์มาให้เสียดีๆนักวิทยาศาสตร์เชื้อสายจีนเค้นถาม ราวกับรู้เรื่องเป็นอย่างดี มนุษย์ค้างคาวยักษ์ต้องกลับมารายงานด็อกเตอร์เฮนรี่และทีมงานทราบ เมื่อคราวต่อสู้กันในป่าทึบก่อนถึงหมู่บ้านลึกลับ

นายนิธิไม่ใช่มนุษย์กลายพันธุ์ตั้งแต่แรก เขาเป็นคนไข้ของผม ตอนนี้เขาปลอดภัย อีกไม่นานเขาจะหายเป็นปรกติผมกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่าศาสตราจารย์อด๊อฟต้องค้นพบร่องรอยการเชื่อมประสานของยีนมนุษย์กับหมีควายดำ และถอดรหัสพันธุกรรมได้

เขาเป็นมนุษย์ทดลองความหวังเดียวของมวลมนุษยชาติมิสยูโก๊ะร้องขึ้นบ้าง

คุณกำลังทำลายเผ่าพันธุ์เดิมของเรา มนุษย์เป็นคนมีคุณธรรมและจิตใจดี การผสมพันธุ์ดีเอ็นเอระหว่างมนุษย์กับสัตว์อาจสร้างความหายนะขึ้นบนโลก…” ผมพยายามโน้มน้าวจิตใจนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามคน

เราไม่เชื่อว่าโครงการวิจัยผสมดีเอ็นเอข้ามสายพันธุ์จะสร้างปัญหาขึ้นในอนาคตข้างหน้า ความก้าวหน้าบนโลกเกิดจากการเอาชนะปัญหาต่างๆ เทคโนโลยีชีวภาพช่วยสร้างความสะดวกสบาย ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาว เหมือนกับเรามีเครื่องบินใช้ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด…” มิสซิสหวังโต้เถียง สายตามีความมั่นใจกับนวัตกรรมใหม่ที่อาจเกิดขึ้น

ด็อกเตอร์ธนา คุณน่ามาร่วมมือกับเรา ถ้าศาสตราจารย์อดอลฟ์ นอร์มันดีมอบแผนที่ดีเอ็นเอมนุษย์ให้กับเรา เราอาจได้คนเผ่าพันธุ์ใหม่ที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายต่างๆ การใส่ดีเอ็นเอสัตว์เข้าไปบางแห่งของยีนมนุษย์ช่วยบำรุงร่างกาย เช่นเดียวกับวิตามินที่นิยมกินกันในศตวรรษที่แล้ว…” นายบิลลี่อธิบายตามความเชื่อตนเอง

มนุษย์ค้างคาวยักษ์พวกนี้ เป็นสัตว์ประหลาด เป็นเผ่าพันธุ์ใหม่ที่พวกคุณสร้างขึ้นมา ถ้ามีการผสมพันธุ์หรือเพาะเลี้ยงกันแพร่หลาย ใครเป็นผู้รับผิดชอบ มนุษย์เช่นพวกเราต้องสูญพันธุ์ไปผมกล่าวด้วยเหตุผล

เขามีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่มีอารมณ์ดุร้ายอยู่บ้างตามสันชาติญาณสัตว์ป่า เราควบคุมด้วยการป้อนรหัสดีเอ็นเอเข้าไปทางกระแสเลือด เหมือนกับการฉีดยาเข้าไปรักษาและบำรุงร่างกายเวลาเจ็บป่วยหากพวกคุณมอบแผนที่ดีเอ็นเอมนุษย์ให้กับเรา ก็ไม่ต้องเสียเวลาในการนำมนุษย์ใกล้ตายมาทดลองเพื่อค้นหาแผนที่ดีเอ็นเอ มนุษย์สัตว์ประหลาดคงไม่เกิดขึ้นนักวิทยาศาสตร์หนุ่มย้อนกับมาเรื่องเดิมและกล่าวโทษพวกเรา

อาจารย์อด๊อฟไม่มอบแผนที่ดีเอ็นเอมนุษย์ให้กับพวกคุณแน่นอนผมเอ่ยปฏิเสธ

ถ้าอย่างงั้นเราต้องจับตัวพวกคุณไว้เป็นตัวประกัน บีบบังคับให้ท่านศาสตราจารย์มอบแผนที่ดีเอ็นเอกับพวกเรานายบิลลี่ส่งสัญญาณให้มนุษย์ค้างคาวยักษ์เข้าล้อมกรอบทันที

นายอมฤตเป็นคนแรกที่โผเข้าหา ผู้ป่วยอิงอรตรงเข้าสกัดขวางทาง ปีกใหญ่โผล่มาจากด้านหลังกระแทกใส่เธอจนหน้าคว่ำกับพื้นดิน นายแจ๊คตรงเข้าพยุงตัวเด็กสาวลุกขึ้น หยิบบุมมาแรงมาจากข้างหลัง เหวี่ยงเข้าหาทันที มนุษย์ค้างคาวยักษ์ทราบพิษสงของมันดี จึงกางปีกแข็งแรงห่อหุ้มตัวมิดชิด บุมมาแรงวิ่งเข้าชนก่อนกระเด็นกลับมาหาเจ้าของเดิม ไม่อาจทำให้นายอมฤตรู้สึกเจ็บปวดหรือได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=571307

ดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059: ตอนที่ 12 แขกพิเศษ (3)

ด็อกเตอร์ไม่ได้อยู่ที่นี่แน่นอน พวกข้าจะกลับหุบเขาพี่ชายคนโตย้ำอีกครั้ง

ท่านพี่เจ้ามนุษย์เหล่านี้อ้างชื่อด็อกเตอร์ตลอดเวลา เราจับกลับไปให้นายใหญ่กันเถอะน้องชายคนรองเอ่ยเสียงห้วน

หนูเห็นด้วยกับพี่รอง มันมารบกวนพวกเรา…” นางสาวแวววดีพูดสนับสนุน หันไปแยกเขี้ยวใส่กลุ่มยัยอุ๊ด

ผู้ป่วยอิงอรเห็นฝ่ายตรงข้ามไม่เป็นมิตร เสือโคร่งในยีนร่างกายเริ่มโกรธกริ้ว แยกเขี้ยวเข้าใส่ตอบโต้ทันที

เจ้าเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์ใด?” นายอมฤตกระโดดลงจากเตียงสแตนเลส ก้าวพราดเดียวห่างจากผู้ป่วยอิงอรแค่คืบ มันเอื้อมมือเค้นคองามระหง แต่เธอยกมือขึ้นปัดป้อง กางเล็บตะบปทันที

แกไม่ใช่มนุษย์นี่น่าหล่อนตะโกนขึ้น

ข้าไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับเจ้า ปรากฎตัวตนออกมาเดี๋ยวนี้พี่ชายคนโตส่งเสียงเกรี้ยวกราด ท่อนแขนทรงพลังฟาดเข้าลำตัวผู้ป่วยอิงอร เธอกระเด็นไปติดกำแพง ก่อนสปิงตัวกระโจนเข้าใส่นายอมฤต กรงเล็บข่วนเข้าบริเวณใบหน้าหลายรอย เลือดสีดำไหลเป็นทางยาว

มันเป็นสัตว์เสือโคร่ง…” นางสาวแวววดีร้องลั่น

นายอรรถกร ยัยอุ๊ด และยัยเนตร ยืนมองตกตะลึง

พวกแกเป็นใครกันยัยอุ๊ดร้องถาม อารมณ์ต้องการสัมภาษณ์หายไปหมดสิ้น

ยัยอุ๊ด! พวกเธอหนีเร็ว มันไม่ใช่คนผู้ป่วยอิงอรร้องขึ้นสุดเสียง กางมือปกป้อง เล็บเสือโคร่งแหลมยาวโผล่ออกมา เธอทำหน้าฉงนเล็กน้อยที่จู่ๆ มีเล็บน่ากลัวงอกออกมา

นักศึกษาแพทย์สามคนถอยกรูดไปทางประตูของห้องโถง นายกฤษดากระโดดพรวดเดียวมายืนขวางทางออกของประตู ร่างมนุษย์กึ่งค้างคาวค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละน้อย ปีกโผล่ออกมา หัวเรียวเล็กแหลมเหมือนค้าวค้าว พร้อมกับร่างกายใหญ่โตยืดสูงเกือบถึงเพดาน ได้ยินเสียงร้องวีดว้ายด้วยความตกใจ กรงเล็บคู่ขนาดใหญ่ได้หนีบร่างยัยอุ๊ดกับยัยเนตรเข้าด้วยกัน อีกข้างหนึ่งจับนายอรรถกรไว้แน่น ปีกใหญ่กางออกทะยานขึ้นบินไปรอบๆ ก่อนพุ่งชนประตูห้องโถ่งทะลุไปด้านนอก

ผมกับนายแจ๊ครีบถลันออกจากตู้ใบใหญ่ วิ่งตามผู้ป่วยอิงอรออกมาด้านนอก มนุษย์ค้างคาวยักษ์อีกสองตัวได้กลายร่างบินโฉบมาทางด้านหลัง หนีบเอาผม ผู้ป่วยอิงอร และนายแจ๊คขึ้นสู่ท้องฟ้ามืดมิด เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็ว ไม่ทันระมัดระวังตัว

เสียงลมพัดจากการกระพือปีกกระแทกใส่บริเวณศีรษะ ผมรู้สึกมึนงงไปหมด หลับตานิ่งในขณะร่างกายแกว่งไปมาในห้วงอากาศ มนุษย์ค้างค้าวยักษ์ส่งเสียงร้องกรี๊ดกรี๊ด แหลมเล็กดังลั่น สลับกับเสียงกระพือปีก ขยับขึ้นลงซู่ซู่

อาจารย์ธนา…อย่าขยับดิ้นรนเป็นอันขาดนะครับเสียงนายแจ๊คเอ่ยเตือน เมื่อผมพยายามขยับตัวให้หายอึดอัด

ผมลืมตาขึ้น นายจตุพลหรือนายแจ๊คถูกง่ามนิ้วเท้าใหญ่อีกข้างหนีบเอาไว้ สภาพไม่แตกต่างไปจากผมมากนัก

มันกำลังมุ่งตรงไปทางหุบเขาข้างหน้า…” ผมหันกลับมามองทัศนียภาพข้างหน้า ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไร้เมฆฝนดำ ลมเย็นพัดโชยจนร่างกายสั่นเทิ้ม

น่าจะเป็นถ้ำเดียวกับที่อาจารย์ถูกโจรป่าจับตัวไปก่อนถึงบ้านพักใหญ่กลางป่าเสียงนายแจ๊คตะโกนแข่งกับเสียงร้องและกระพือปีกของมนุษย์ค้างคาวยักษ์

นายรู้ได้อย่างไร นายแจ๊คนั่นมันเป็นช่วงเวลาอาจารย์เดินทางอยู่ในป่าผมถามด้วยความคืบแคลงสงสัย เสียงดังพอๆ กับเด็กประหลาดผมทอง

ศาสตราจารย์อดอลฟ์ให้พวกผมคอยติดตามอาจารย์ แต่เจ้าค้างคาวยักษ์โผล่มาเสียก่อน และอาจารย์หลีกรอดมาได้ความเคลื่อนไหวของผมถูกจับตาตั้งแต่เข้ามาอำเภอไทรโยค

มีเรื่องอื่นอีกไหมที่ปกปิดอาจารย์…” ผมคาดคั้น

ไม่มีครับ เรื่องของอิงอร ผมว่าเธอน่าจะรู้แล้ว อาจารย์ปิดบังความจริงไม่ได้หรอกครับนายแจ๊คอาจพูดถูก เหตุการณ์ในห้องโถ่งใหญ่ ผู้ป่วยอิงอรมีเล็บแหลมงอกออกมา ร่างกายคล่องแคล่ว แข็งแรงกว่ามนุษย์ทั่วไป เธอต้องสงสัยแน่นอน ถ้ายังไม่ถึงเวลาจริงๆ ผมอยากเก็บเป็นความลับต่อไป

นายรู้ได้อย่างไรว่าเป็นถ้ำเดียวกันผมเปลี่ยนเรื่องคุย ตะโกนแข่งกับเสียงสายลมที่ดังขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ค้างคาวยักษ์เริ่มบินสูงขึ้นเหนือหุบเขา แลเห็นอีกสองตัวใช้ง่ามนิ้วใหญ่หนีบผู้ป่วยอิงอร นายอรรถกร นางสาวเนตรนภา และนางสาวอุทุมพร ลอยตัวสูงขึ้นไปอยู่ข้างหน้า

แถวไทรโยคมีถ้ำเดียวเท่านั้นที่เจริญสมบูรณ์ ภายในถ้ำมีสระน้ำกว้างใหญ่ไหลลงมาเชื่อมกับคลองบนพื้นล่าง มีน้ำตกสวยงาม…” หัวหน้ากลุ่มเด็กผมทองอธิบาย

ภูเขาและถ้ำบริเวณไทรโยค พวกนายได้สำรวจหมดทุกแห่ง

นายจตุพลหรือนายแจ๊คผงกศีรษะ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า

เจ้าพวกมนุษย์ค้างคาวยักษ์จับเรามา ด็อกเตอร์เฮ็นรี่ต้องรู้แน่นอน มันคงตั้งรหัสการตื่นเอาไว้หลังเที่ยงคืนและป้อนคำสั่งลงในยีนดีเอ็นเอ…”

หัวหน้ากลุ่มเด็กผมทองคาดเดามีเหตุผล แต่ด็อกเตอร์เคราแพะจับพวกเรามาทำไม อีกสักครู่คงได้รับคำตอบเมื่อพบกับเขา

นายรู้เรื่องยีนดีเอ็นเอดีมาก อาจารย์ยังไม่ได้สอนในห้องเรียน

ผมเรียนรู้และเป็นผู้ช่วยงานศาสตราจารย์อดอลฟ์ ก่อนเข้าโรงเรียนแพทย์…”

จริงสินะนายคอยติดตามความเคลื่อนไหวของฉันตลอดเวลา

นายแจ๊คหัวเราะที่ถูกแดกดัน

ผมทำตามคำสั่งของศาสตราจารย์คอยปกป้องอาจารย์

เราหยุดสนทนากันชั่วขณะหนึ่ง เมื่อนายอมฤตในร่างค้างคาวยักษ์บินโฉบลงหน้าปากถ้ำ มองเห็นกอไฝ่หนาแน่น และต้นดอกประดู่ขนาดใหญ่อยู่ถัดออกไปเล็กน้อย บริเวณนั้นไอ้เส็ง โจรป่าห้าร้อยเคยตั้งแคมป์เมื่อคราวจับผม ผู้ป่วยอิงอร ด็อกเตอร์ปาร์ค และมิสเตอร์ไมค์เรียกค่าไถ่

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=571307

 

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 13 การมองโลกในแง่บวก (Positive thinking)

การมองโลกในแง่บวก (Positive thinking)

การมองโลกในแง่บวก (Positive thinking) หรือการมองโลกในแง่ดี (Optimism) เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจ ในการต่อสู้กับชีวิตต่อไป อาจเป็นเรื่องความต้องการบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ ความฝันที่วาดตั้งแต่เด็ก เมื่อประสบความสำเร็จชีวิตก็มีความสุข ในทางจิตวิทยาคนมองโลกในแง่บวกมีชีวิตยืนยาวมากกว่าคนมองโลกในแง่ลบ (Negative thinking) เนื่องจากไม่ต้องจมอยู่กับเศร้าโศก หรือความทุกข์มากจนเกินไป ไม่โทษตนเองและผู้อื่นว่าเป็นสาเหตุของปัญหา รู้จักให้อภัยทุกสิ่งทุกอย่าง บางครั้งอาจนึกขอบคุณและหัวเราะกับสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นกับชีวิตตนเอง อุปสรรคช่วยให้ชีวิตเข็มแข็งขึ้น เมื่อล้มลงคนมองโลกในแง่บวกสามารถลุกขึ้นเพื่อเริ่มต้นใหม่ได้

คนมองโลกในแง่บวกมักมีทัศนคติดี มองโลกสวยงาม ยิ้มแย้มแจ่มใส มีจิตใจเอื้ออารี และบางครั้งชอบช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ผู้อ่อนแอและตกทุกข์ได้ยาก ส่วนใหญ่เป็นคนดี ได้รับการสั่งสอนมาเป็นอย่างดีจากพ่อแม่ ครอบครัวอบอุ่น มีภูมิต้านทานในการต่อสู้กับชีวิตสูง จึงมีความซื่อสัตย์และอดทนเป็นเลิศ พื้นฐานของครอบครัวและการปลูกฝังตั้งแต่เด็กช่วยให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนมอง โลกในแง่บวก

ประสบการณ์ในชีวิตตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาวของแต่ละคนมีผลต่อการมองโลกในแง่บวก บางคนอาจถูกล่อลวงไปในทางไม่ดี ลักพาตัว ขมขื่น บังคับให้ติดยาเสพติด อกหักหรือถูกคนรักหลอก ย่อมไม่ไว้วางใจใครโดยสนิทใจ เกิดความหวาดระแวง และนึกหวาดกลัวคนแปลกหน้า แม้ว่าเพื่อนสนิทจะแนะนำให้รู้จักกัน ก็ไม่อยากคบหาด้วย ประสบการณ์ในอดีตคอยเตือนอยู่เสมอ จิตใต้สำนึกได้ซึมซับสิ่งไม่ดีไว้ตลอดเวลา การมองโลกในแง่บวกไม่อาจเกิดขึ้นได้

ความเป็นไปของการเมือง กฎหมาย สังคม ประเทศชาติ และสิ่งแวดล้อมย่อมส่งผลต่อคนทั่วไปเช่นเดียวกัน หากไม่มีความปลอดภัย เกิดความขัดแย้งสูง การประท้วงเรียกร้องสิทธิประโยชน์ต่างๆ การเกิดอาชญากรรมสูง รถติดบนท้องถนน มลภาวะเป็นพิษทางอากาศ น้ำเน่าเสีย เสียงดังอึกทึก ป่าไม้ถูกทำลาย น้ำท่วม สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้สภาพจิตใจเกิดความเครียด คุณภาพชีวิตไม่ดี เกิดความหวาดกลัว ไม่ไว้วางใจ มีความเห็นแก่ตัวสูง ทำให้ไม่เสียสละต่อส่วนรวม เกิดความรู้สึกคับข้องใจ คนที่อยู่ในสังคมไม่อาจมองโลกในแง่บวกได้

ความรัก ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ลัทธิ และศาสนา มีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณสูง อาทิ วัยรุ่นบางคนเชื่อถือเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ บูชาความรักเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อไม่สมหวังก็ฆ่าตัวตาย ผู้ใหญ่หลายคนเชื่อถือเรื่องการทำนายโชคชะตาและการสะเดาะเคราะห์ ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง ขนบธรรมเนียมบางอย่างนิยมการฝังศพบรรพบุรุษมากกว่าการเผา ประเพณีที่นิยมการล้มโคเพื่อฉลองงานในเทศกาลต่างๆ วัฒนธรรมที่เน้นครอบครัวเชิงเดี่ยว (Single family) เวลาลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ต้องแยกตัวออกมามีครอบครัวเอง ไม่อยู่ร่วมกับพ่อแม่ ลัทธิและศาสนาที่เน้นการทำบุญแบบทุ่มสุดตัวเพื่อไม่ต้องกลับมาเกิดอีก (นิพพาน) ทำให้มีปัญหาในระหว่างสามีภรรยา พ่อแม่กับลูก การมองโลกในด้านเดียวจึงถูกจำกัดอยู่ในสิ่งที่ตนเองเชื่อถือเท่านั้น ไม่อาจเปิดใจกว้างให้รับรู้ในสิ่งอื่นได้ เมื่อมีใครมาพูดจาด้วยความหวังดีก็โกรธแค้น เนื่องจากจิตใจหลงไปเสียแล้วกับความศรัทธาที่ขาดสติสัมปชัญญะ ปัญญาจึงไม่เกิด แม้ต้องลำบากดั้งด้นขับรถไปไกลแค่ไหนก็ไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยประการใด การมองโลกในแง่บวกจึงถูกจำกัดอยู่ในสิ่งที่เชื่อถือเท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์ในสิ่งใด กลายเป็นสาวกที่ต้องเชื่อฟังเฉพาะเจ้าลัทธิศาสนา (ส่วนใหญ่คำสอนของศาสนามักถูกบิดเบือนและหลอกให้สาวกทำตาม อ้างว่าเป็นบุญใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดในโลก)

ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นสาเหตุให้แต่ละคนมีมุมมองแตกต่างกัน การมองโลกในแง่บวก นอกจากพื้นฐานและการปลูกฝังของครอบครัวแล้ว การอบรมและฝึกหัดตนเองให้มีมุมมองเสียใหม่ เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยได้ อาทิ คนที่เกิดมาเป็นลูกกำพร้าหรือถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ต้องรู้จักขวนขวายช่วยเหลือตนเอง ไม่งอมืองอเท้า แทนที่การนั่งรอโชคชะตา หวังให้ผู้อื่นมาช่วยตนเองและโทษเวรกรรมต่างๆ นานา ต้องปลุกปลอบให้กำลังใจตนเอง ลืมชีวิตในอดีตที่ผ่านมา ข่าวสารที่เสนอในเรื่องร้ายก็ต้องหยุดการรับรู้ ให้ซึมซาบแต่ข่าวดี เรื่องเป็นประโยชน์ ดูตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ คนมีศีลธรรมว่าเขาทำได้อย่างไร เวลารถติดในชั่วโมงเร่งด่วน ไม่ต้องโทษรัฐบาลหรือใครอื่น ทุกคนอยากสะดวกสบายกันทั้งนั้นจึงต้องซื้อรถยนต์ เมื่อเกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง นักการเมืองสองฝ่ายมักยกเหตุผลมาโน้มน้าวประชาชนให้มาอยู่ฝ่ายตนเอง พูดจาให้ร้ายป้ายสีและด่าทออีกฝ่ายหนึ่ง วิธีการดีที่สุดคือไม่ฟังทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือของใคร หรือถ้ามีปัญญาก็ฟังทั้งสองฝ่ายด้วยใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงฝ่ายไหน ก็จะทราบว่าทุกคนเห็นแก่ตัว มีผลประโยชน์บางอย่างแอบแฝงทั้งสิ้น (การฟังนักการเมืองสองฝ่ายโจมตีเรื่องไม่ดีต่างๆ อยู่ทุกวัน ทำให้จิตใต้สำนึกจดจำแต่เรื่องร้ายๆ จึงสรุปเอาว่าการเมืองเลว ไม่มีคนดี อยากเปลี่ยนไปสู่ระบบอื่นหรืออพยพไปอยู่ประเทศอื่นที่เจริญกว่า ดังนั้นจิตใจไม่ควรรับรู้ในสิ่งไม่ดีและเป็นทุกข์หากต้องรับรู้ขอให้เป็นเรื่องราวในการสอนตนเอง)

การมองโลกในแง่บวกควรใช้กับตนเองเท่านั้น เพื่อก่อเกิดความสุข เกิดแรงบันดาลใจเอาชนะปัญหาและอุปสรรค์ทั้งปวง ตื่นเช้าวันใหม่ให้เกิดความสดชื่น กระตือรือล้น พร้อมเรียนหนังสือหรือทำงานด้วยจิตใจแจ่มใส ไม่อารมณ์ขุ่นมัว เวลากลับถึงบ้านก็มีความสุข ยิ้มกับตนเองและครอบครัวหรือญาติพี่น้องที่ได้มาอยู่พร้อมหน้ากัน เมื่อนอนหลับก็ไม่ฝันร้ายและแบกความทุกข์ไว้กับตนเอง

คนที่มองโลกในแง่บวก ถ้ามีการนำไปใช้กับคนอื่น ต้องระมัดระวังให้ดี อาทิ มีทัศคติว่าเมื่อตนเองดีกับคนอื่น ผู้นั้นต้องสนองตอบในทางที่ดีกับเรา (ไม่เป็นจริงเสมอไป) เราเป็นคนดีและช่วยเหลือคนอื่นเสมอ ไปอยู่ที่ไหนก็ปลอดภัย ทำให้เกิดความประมาทขึ้นในชีวิต (อาจถูกปล้น ทำร้าย และฆ่าตายได้ ถ้าไว้วางใจผู้อื่นมากเกินไป ทั้งรู้จักกันและไม่รู้จักกันมาก่อน) ดังนั้นถ้ามีการเผื่อแผ่ไปถึงบุคคลอื่น ต้องเป็นกัลยาณมิตรที่ดีเท่านั้น หรือมีการพิจาณาก่อนว่าเป็นความคิดที่ถูก (Right thinking) หรือผิด (Wrong thinking) อาทิ คนไทยมักสงสารให้เงินเด็กขอทาน จึงเกิดแก๊งลักเด็กตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ การทำบุญปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยปลาไหล จึงเกิดอาชีพดังกล่าวใกล้กับแหล่งทำบุญไหว้พระ จับสัตว์เหล่านี้มากักขังให้ทุกข์ทรมานจนกว่าผู้ใจบุญมาปลดปล่อยเป็นอิสระ สัตว์อาจป่วยและตายในเวลาต่อมา

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235