กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

Archive for May, 2014

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 25 อาชีพของคนทั่วไป

อาชีพของคนทั่วไป

 

อาชีพของคนทั่วไป หมายถึงอาชีพสุจริตที่ทุกคนต้องทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพให้ดำรงชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ใช้ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และความชอบของตนเองประกอบอาชีพให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น ชุมชน สังคม และประเทศชาติสืบต่อไป สร้างความสุขและความเจริญรุ่งเรืองกับตนเอง โดยไม่ได้เบียดบังใครจนเดือดร้อนและเป็นทุกข์แสนสาหัสอันเกิดจากการประกอบอาชีพตนเอง

 

การจำแนกอาชีพทั่วไป ตามความรู้ ความสามารถ ความถนัด และความชอบของตนเอง อาจแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทดังนี้

 

1.            ประเภทวิชาการ

 

ส่วนใหญ่ได้ความรู้จากที่ร่ำเรียนมา หรือฝึกฝนจนเกิดความเชี่ยวชาญชำนาญงาน แต่ไม่ชอบงานด้านการตลาด การค้าขาย และพบปะสังสรรค์กับลูกค้า ชอบความมั่นคง อาทิ อาชีพข้าราชการ อาจารย์และครู พนักงานบริษัทฝ่ายวิชาการ พนักงานออฟฟิศ ผู้เชี่ยวชาญองค์กรในและต่างประเทศ พนักงานอยู่ในฝ่ายวิจัยและพัฒนาสินค้า ฝ่ายการอบรมและจัดสัมนา ฝ่ายผลิตสินค้าและบริการ ฝ่ายควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

 

2.            ประเภทการตลาด

 

กลุ่มนี้ชอบการค้าขาย พูดคุยเก่ง เข้าสังคมพบปะสังสรรค์กับลูกค้า เอาใจเก่ง การทำเป้าหมายยอดขายสินค้าในแต่ละเดือนหรือไตรมาสคือสิ่งท้าทาย ไม่นิยมอยู่ในออฟฟิศ ออกข้างนอกตลอด นานๆ ครั้งเข้าที่ทำงานเพื่อสรุปยอดตัวเลขการขาย การประชุมเพื่อปรับกลยุทธ์การตลาดถ้าเติบโตเป็นผู้บริหารจะเป็นผู้วางแผนและสร้างทีมงานการตลาด อาทิ นักการตลาด พนักงานขาย โบรกเกอร์ในตลาดหุ้น ผู้นำเข้าและส่งออกสินค้า พนักงานอยู่ในฝ่ายการตลาด ฝ่ายขายสินค้าประจำในร้านค้า ห้างสรรพสินค้า

 

3.            ประเภทเน้นวิชาการมากกว่าการตลาด

 

กลุ่มนี้ชื่นชอบวิชาการและความรู้มากกว่าการตลาด ต้องการอธิบายสินค้าในเชิงเเหตุผลมากกว่าโน้มน้าวจิตใจลูกค้าให้ซื้อสินค้าอย่างเดียว เน้นคุณภาพสินค้าและการบริการหลังการขาย ส่วนใหญ่ไม่ใช่นักการตลาด เป็นพวกสนับสนุนและส่งเสริมการตลาด อาทิ นักวิชาการที่ต้องไปเยี่ยมเยียนลูกค้าประจำเพื่อสนับสนุนสินค้าใหม่ การแก้ไขปัญหากับลูกค้าในเชิงวิชาการเพื่อให้มียอดขายเพิ่มขึ้น พนักงานอยู่ในฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า

 

4.            ประเภทเน้นการตลาดมากกว่าวิชาการ

 

กลุ่มนี้ชื่นชอบการตลาดมากกว่าวิชาการและความรู้ ต้องการโน้มน้าวผู้บริโภคมาเป็นลูกค้า ใช้สิ่งจูงใจมาชักจูงให้เกิดการซื้อขาย อาจมีการโยงหลักวิชาการเพื่อสนับสนุนการตลาดบ้างเป็นครั้งคราว อาทิ บอร์ดผู้บริหาร ผู้จัดการส่วนภูมิภาคจำหน่ายสินค้าและบริการ ผู้จัดการสร้างทีมการตลาด พนักงานอยู่ในฝ่ายโฆษณาและส่งเสริมการตลาด ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กร ฝ่ายการตลาดเพื่อสังคม ฝ่ายสร้างแบรนด์และดูแลภาพลักษณ์ขององค์กร

 

5.            ประเภทผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่

 

กลุ่มนี้มีความมั่นใจตนเองสูง มีความคิดสร้างสรรค์ รักความเป็นอิสระ ต้องการเป็นนายตนเอง ชอบการค้าขายและสิ่งท้ายทายในชีวิต อาทิ เจ้าของกิจการร้านค้า ห้างร้าน ห้างหุ้นส่วน บริษัท เจ้าของธุรกิจคนเดียว นักลงทุนในตลาดหุ้น ทองคำ กองทุน พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ฟรีแลนซ์ มักอยู่ในบอร์ดนักลงทุนของบริษัทในลักษณะถือหุ้นส่วน เป็นเจ้าของบริษัท กรรมการบริหาร (ถือหุ้นของบริษัท)

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

ครอบครัวแข็งแกร่ง

สังคมทุกวันนี้ช่างแตกต่างและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ความขัดแย้งแย่งชิงผลประโยชน์ และความเห็นแก่ตัวเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน กลายเป็นความแตกแยกร้าวลึกซึ่งเป็นปรากฎการณ์ทั่วโลกในยุคต้นปีศตวรรษ 21 ผู้คนขาดศีลธรรมและคุณธรรมพูดจาบิดเบือนความจริง ให้ดูดีเชื่อถือได้ แต่เบื้องลึกของจิตใจขาดความจริงใจ ลับหลังประกอบกิจกรรมไม่ดี กลายเป็นสังคมแห่งการเอาตัวรอดคือคนฉลาด สอนให้คนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ใช้คำพูดให้คนเชื่อถือมากกว่าการกระทำ สร้างภาพพจน์ให้เป็นคนดี ยกย่อง ชมเชย และให้รางวัลถ้วยคุณงามความดี แต่หารู้ไม่ว่าคนดีที่ยกย่องเป็นศิลปินของบริษัทใหญ่ฝากมาบ้าง กลายเป็นเรื่องการตลาดโฆษณาศิลปินในสังกัดตนเองบ้าง บางรายพอได้รางวัลมาก็ไปก่อเหตุและมีพฤติกรรมหลอกลวงโกงชาวบ้าน ต้นสังกัดต้องเลิกสนับสนุนการเป็นศิลปิน หน่วยงานที่แจกรางวัลต้องขอคืนถ้วยรางวัล กลายเป็นเรื่องโจษจันถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกเยาวชนดีเด่นในเรื่องความกตัญญูรู้คุณ ขาดความน่าเชื่อของหน่วยงานและรางวัลที่ได้รับไปโดยสิ้นเชิง พอย้อนกลับมาดูในระดับจังหวัดเรื่องแม่ดีเด่นแห่งปี ก็กลายเป็นคุณแม่ของหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดหรืออำเภอในจังหวัดแห่งนั้น กลายเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่มอบหมายกับพวกพ้องเดียวกัน เป็นสังคมอุปถัมภ์ค้ำจุน ชาวบ้านไม่มีเส้นสายได้แต่ทำตาปริบๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก พวกท่านอยากโอ้อวดบารมีและโชว์เกียรติยศไม่มีใครว่า แต่หลายรายโดนแย่งที่ทำมาหากิน นายทุนทำลายสิ่งแวดล้อมจนเกิดมลภาวะรอบชุมชน เอารัดเอาเปรียบและกดราคาผลผลิตจนขาดทุน เป็นหนี้สินมากมาย คือความเดือดร้อนคับแค้นใจที่สะสมมานาน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ลำบากยากแค้น สินค้าเกษตรกรรมราคาตกต่ำจนน่าใจหาย และเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ เป็นชนวนเหตุนักการเมืองฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาล เป็นความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์จนลุกลามและข้อกล่าวหาต่างๆ นานา เป็นปัญหาการเมืองแบ่งข้าง ไม่มีทีท่าสิ้นสุดลง และนับวันจะกลายเป็นความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ทราบว่าสาเหตุแท้จริงของการขัดแย้งและวิวาทะกันคืออะไรจะหาทางออกกันได้อย่างไร ไม่มีการเจรจา ทุกฝ่ายมุ่งเอาชนะกันโดยใช้เหตุผลบังหน้าและใช้คำพูดโน้มน้าวประชาชนทั่วไปมาเข้ากับฝ่ายตนเอง เกิดความแตกแยกจนยากเยียวยา ในหลายประเทศเกิดความรุนแรงจนใช้อาวุธเข้าปราบปราม ห้ำหั่นต่อสู้กันด้วยกองกำลังทหาร และเกิดสงครามการเมือง

นอกจากประชาชนภาคต่างๆ ส่วนใหญ่ของประเทศจะแตกแยกตามคะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่ตนเองนิยมชื่นชอบแล้ว กลุ่มเพื่อนเรียนมาด้วยกัน เพื่อนในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อนในที่ทำงานเกิดความแตกแยกทางความคิด ขัดแย้งและทะเลาะวิวาทกัน เคยมีกรณีนักท่องเที่ยวคนไทย ไม่รู้จักกัน เดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่เดียวกัน ถกเถียงกันเรื่องการเมืองสองขั้วที่แตกต่างกัน เมื่อเกิดอารมณ์โกรธถึงกับใช้กำลังชกต่อยกัน

ครอบครัวที่เป็น หน่วยเล็กสุดของสังคม ย่อมได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สมาชิกของครอบครัวเลือกแบ่งข้างเป็นฝักฝ่าย มีข้อถกเถียงกันทุกวัน ถ้าพ่อหรือแม่ พี่กับน้องไม่คุยกัน ทะเลาะวิวาทกัน แตกแยกและไม่อยู่ร่วมกัน อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าความอบอุ่นและความสุขที่เคยมีมาช้านานถึงคราวล่มสลาย ปัญหาไม่ว่าเริ่มต้นจากปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยภายในเองก็ตาม อย่างน้อยต้องมีสมาชิกของครอบครัวหนึ่งคนที่มองเห็นถึงสาเหตุของปัญหาและ วิธีการแก้ไข มีปัญญารับมือกับปัญหาที่อาจพัฒนาเป็นวิกฤติของครอบครัว ความเครียดที่ถูกสะสมขึ้นทุกวันจนหลายครอบครัวมองไม่เห็นทาง ใช้อารมณ์ดุด่าว่ากล่าวกับสมาชิกในครอบครัว ไม่ได้ใช้ความอดทนและความรักที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา บางครั้งไล่สมาชิกของครอบครัวออกจากบ้านด้วยความโกรธ ไม่ส่งเสียเลี้ยงดู ผลักไสให้ไปเผชิญกับความยากลำบากยิ่งขึ้น ซ้ำร้ายไปเปรียบเทียบกับพี่ชายหรือน้องชายว่ารักดี ไม่เกเร พฤติกรรมไม่เป็นที่เสื่อมเสียกับวงศ์ตระกูล โดยลืมนึกไปว่าสมาชิกของครอบครัวจะดีหรือไม่ เกิดจากการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กทั้งสิ้น ครอบครัวที่แข็งแกร่งต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่รักลูกและตามใจจนเหลิง เลี้ยงไม่รู้จักโตเสียที เอาแต่ใจตนเอง ไม่มีความรับผิดชอบชั่วดี นึกถึงตนเองเป็นหลักและใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ ก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเอง บุคคลใกล้ชิดคือพ่อแม่และญาติพี่น้องตามมา หนักที่สุดคือไปก่อคดีอาชาญกรรม ปล้น ชิง วิ่งราว ทำร้ายและฆ่าผู้อื่น แม้กระทั่งย้อนกลับมาสังหารพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวก็เคยเป็นข่าวใหญ่โตมา แล้ว ถ้าเป็นผู้หญิงอาจกลายเป็นโสเภณีเด็ก เด็กเร่ร่อนขอทาน เข้ากลุ่มแก๊งมิจฉาชีพเป็นภาระสังคมต่อไป ส่วนความรักที่น้อยเกินไปก็เกิดเป็นโทษเช่นเดียวกัน เด็กขาดความอบอุ่น ไปคบเพื่อนไม่ดี ติดยาเสพติคและก่อคดีได้ ทั้งนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ตนเอง ถ้าบุคคลในครอบครัวมองไม่เห็นหนทางแก้ไขปัญหา ต้องปรึกษาผู้รู้ มีประสบการณ์ นักจิตวิทยา และศูนย์ช่วยเหลือที่อาจให้คำแนะนำสิ่งดีได้ ถ้าเกิดปัญหากับสมาชิกในครอบครัวที่เป็นเด็ก การแก้ไขจะง่ายกว่าในเด็กโต วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว และวัยกลางคนตามลำดับ ยิ่งอายุมากขึ้น การพูดจาทำความเข้าใจยิ่งลำบากยากขึ้น ต้องอาศัยความอดทน ใจเย็น วิธีการพูดจาโน้มน้าวจิตใจให้คล้อยตามจนบางครั้งผู้เข้าไปแก้ไขปัญหาเกิด ความเครียดเสียเอง (ต้องไม่ปล่อยให้เกิดความเครียดขึ้นหรือมีวิธีคลายความเครียด) แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ปัญหาในครอบครัวบานปลายจนเกิดภาวะจิตใจเริ่มผิดปรกติ ร้องไห้เสียใจได้ง่าย หรือความเครียดสะสมทุกวันจนถึงสุดขีด กลายเป็นโรคประสาทซึมเศร้า และก่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมขึ้นได้

ครอบครัวแข็งแกร่ง หมายถึงสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคนมีปัญญา มองเห็นถึงปัญหา รู้แจ้งแทงตลอด มีศักยภาพเพียงพอในการทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปรกติ ไม่เกิดการทะเลาะวิวาท มีความอบอุ่นขึ้นในครอบครัว ช่วยเหลือในเรื่องที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่เกิดเรื่องทุกข์ร้อนจนกลายเป็นปัญหาสะสมหรือรู้สึกว่าไม่มีความสุขในชีวิต ครอบครัวในที่นี้อาจเป็นครอบครัวเดิมของพ่อแม่ตนเองตั้งแต่วัยเด็ก หรือครอบครัวใหม่ที่ตนเองแยกเรือนออกไปบางครอบครัวพ่อแม่รักลูกมากเกินไป พร่ำบอกกับลูกเสมอ เวลามีปัญหาเล็กน้อยก็คิดมากเกินไป เกิดความวิตกกังวลและความเครียด นึกน้อยใจในโชคชะตา โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่อารมณ์เริ่มผันแปรได้ง่าย สมาชิกในครอบครัวต้องหมั่นสังเกต ไม่ใช้อารมณ์เกรี้ยวกราด ประชดประชัน หรือนำปัญหามาให้กับพ่อแม่วัยชราต้องกลุ้มใจ คิดมาก หลายรายเกิดความน้อยใจกับลูกหลาน แอบร้องไห้คนเดียว และไม่อยากมีชีวิตอยู่ สมาชิกในครอบครัวต้องพูดคุยด้วยการปลอบประโลม ใจเย็น ไม่บ่นว่า ใช้เหตุผลให้คลายทุกข์กังวล และช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ จากพี่น้องคนอื่นที่นำความทุกข์เดือดร้อนมาให้พ่อแม่ สมาชิกในครอบครัวแข็งแกร่งต้องมีปัญญาและความรู้ทางด้านจิตวิทยาบ้าง เนื่องจากปัจจัยภายในและสิ่งแวดล้อมเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อคนมีความเครียดสะสมมากจิตใจขุ่นมัว มองไม่เห็นถึงปัญหาและวิธีการแก้ไข มักจบลงด้วยการใช้ความรุนแรงตามอารมณ์กิเลสความโกรธ

ถ้าท่านสนใจโปรดติตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://writer.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 25 เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

 

เศรษฐกิจ (Economy)มาจากภาษากรีกคำว่า Oikonomosหมายถึง บุคคลที่จัดการเกี่ยวกับกิจการงานบ้าน (One who manages a household)ในความเป็นจริงกิจการงานบ้านจะเหมือนกับเศรษฐกิจ กิจการงานบ้านต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจหลายอย่าง สมาชิกครอบครัวคนไหนทำหน้าที่อะไรบ้าง เช่น ใครทำอาหาร หุงข้าว ล้างจานชาม ทำขนม ปอกผลไม้ ซักเสื้อผ้า ทำความสะอาดบ้าน เลือกช่องรับชมทีวีโทรทัศน์ กิจการงานบ้านจึงต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัด(scarce resource)ตามความสามารถ ความพยายาม และความปรารถนา(abilities, efforts, desires) ของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวเช่นเดียวกับสังคมต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่างานอะไรถูกทำโดยใคร เช่น ต้องการบางคนทำเกษตรกรรม บางคนผลิตและออกแบบเสื้อผ้า บางคนผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น การผลิตสินค้าและบริการจากโรงงานอุตสาหกรรม (พื้นที่ อาคารโรงงาน และเครื่องจักร) มีการแบ่งปันหน้าที่กันทำตั้งแต่รับวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิตจนถึงการบรรจุ เก็บสินค้าเข้าคลังและขนส่งสินค้า นอกจากนั้นสังคมยังเป็นผู้ตัดสินใจว่า ใครเป็นคนขับรถหรูปอร์เช่ (คนรวย) ใครเป็นผู้ขึ้นรถสาธารณะ (คนจน)

 

การจัดการทรัพยากรของสังคมเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด ความจำกัด (Scarcity) หมายถึงสังคมไม่สามารถผลิตสินค้าและบริการทุกอย่างให้คนปรารถนาได้ แต่ละบุคคลในสังคมจึงไม่ได้รับมาตรฐานคุณภาพชีวิตสูงสุดด้วยกันทุกคน เช่นเดียวกับสมาชิกในครอบครัวย่อมไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการทุกอย่างจากกิจการงานบ้าน ต้องเลือกเอาบางสิ่งบางอย่างเพราะทรัพยากรมีอย่างจำกัดนั่นเอง

 

เศรษฐศาสตร์เป็นการศึกษาว่าสังคมจัดการทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างไร โดยผ่านการจัดสรรของกิจการงานบ้านและบริษัทหลายล้านแห่ง ดังนั้นนักเศรษฐศาสตร์ศึกษาคนในสังคมตัดสินใจอย่างไร ทำงานมากเท่าใด ซื้ออะไร เก็บเงินออมเท่าไหร่และลงทุนในเงินออมอย่างไร นอกจากนี้ยังศึกษาคนในสังคมมีปฏิกริยาต่อกัน เช่น จำนวนผู้ซื้อและผู้ขายมหาศาลร่วมกันกำหนดราคาและจำนวนสินค้าที่จำหน่าย สุดท้ายนักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์แรงขับเคลื่อนและแนวโน้มที่ส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจส่วนรวม รวมทั้งการเติบโตของรายได้เฉลี่ยประชากร สัดส่วนของประชากรที่ตกงาน และอัตราเงินเฟ้อ (อัตราสินค้าขึ้นราคา)

 

เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวันน่าเกี่ยวกับความคิดสำคัญหลายประการ โดยเป็นเรื่องของหลักเศรษฐศาสตร์ 10 ประการ (Ten Principles of Economics)

 

ผู้คนตัดสินใจอย่างไร (How people make decisions)

 

1.            หลักการที่ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือได้อย่างเสียอย่าง(People face trade-offs)

 

เวลาทุกคนในแต่ละวัน มีจำกัด ทำให้ทุกคนต้องเลือกตัดสินใจในสิ่งที่มีค่าสูงสุดของตนเอง เช่น การเลือกออกไปเดินช็อบปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าหรือออกกำลังกาย การเลือกเรียนแพทย์หรือวิศวะกร การทำงานส่วนตัวหรือเป็นลูกจ้างบริษัท การใช้เงินเพื่อเที่ยวพักผ่อนหรือเก็บเอาไว้เป็นเงินออม การนำเงินไปซื้ออาหาร เสื้อผ้าหรือรองเท้า ถ้าเป็นเรื่องการผลิตสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรมกฎหมายสิ่งแวดล้อมกำหนดให้ รักษาคุณภาพน้ำและอากาศเสีย บริษัทต้องลงทุนเครื่องบำบัดน้ำเสีย เครื่องกรองอากาศเพื่อทำให้สุขภาพคนดีขึ้น เกิดการเพิ่มต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ผลกำไรไปสู่ผู้ผลิต พนักงานและลูกค้าน้อยลง นั่นคือเงินเดือนพนักงานหรือการจ้างงานน้อยลง ผลักราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นไปให้กับลูกค้ากฎหมายสิ่งแวดล้อมทำให้ผู้ ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมมีตุ้นทุนสูงขึ้น ในการกำจัดของเสียส่งผลให้เจ้าของกิจการ ลูกจ้างและลูกค้าได้รับผลประโยชน์น้อยลง (ลดมาตรฐานค่าครองชีพทางวัตถุ) เนื่องจากนำไปชดเชยกับค่าต้นทุนในการกำจัดของเสียจากการผลิตสินค้าโรงงาน บ่อยครั้งเราจึงเห็นนายทุนผู้เห็นแก่ตัวทิ้งของเสียเป็นพิษลงในน้ำและอากาศ ก่อให้เกิดมลภาวะกับสุขภาพของคนในชุมชน หรือแอบนำไปทิ้งในที่ลับตาคนแต่ใกล้แหล่งชุมชนอื่น แถมยังเอาเปรียบกดค่าแรงงานพนักงาน ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา และทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยอ้างว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ไม่อาจอยู่รอดได้จากสภาพแข่งขันทางธุรกิจ โดยหลงลืมไปว่าการเอาเปรียบและทำลายสิ่งแวดล้อมจนผู้คนในชุมชนเจ็บป่วย ไม่ต่างกับการปล้นทรัพย์สินไปจากประเทศชาติอย่างประเมินค่าไม่ได้

 

ขณะ เดียวกันรัฐบาลนำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ป้องกัน ประเทศ จำนวนเงินที่จะไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตประชาชนยิ่งน้อยลงหรือรัฐบาลแบ่งเงินไป ใช้จ่ายเรื่องโครงการประชานิยมมากเกินไปในทุกภาคส่วนเพื่อหวังคะแนนเสียง เลือกตั้ง เมื่อได้เป็นรัฐบาลต้องทำตามนโยบายการหาเสียง เงินงบประมาณย่อมไม่เพียงพอมาใช้ในโครงการประชานิยม การพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (อาทิ รถไฟฟ้าความเร็วสูง โครงการป้องกันน้ำท่วม) และการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ตามที่กองทัพเสนอ (อาทิ เครื่องบินไอพ่น รถถัง เรือดำน้ำ เรือรบและลาดตระเวน) ทำให้ขาดวินัยทางการเงินของประเทศอย่างรุนแรง เป็นหนี้สินผูกพันกันหลายสิบปี อีกทั้งทำให้ประชาชนทั่วไปขาดแรงจูงใจในการทำงาน เนื่องจากรอคอยและคาดหวังจากประชานิยมของพรรคการเมืองเสนอผลประโยชน์มากที่ สุด

 

สิ่งที่ในสังคมของการได้อย่างเสียอย่างต้องเผชิญคือระหว่างการมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และความยุติธรรม(Equality)การมีประสิทธิภาพหมายถึง สังคมได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดหรือขนาดของเศรษฐกิจที่เป็นขนมเค็ก(The size of economic pie) ความยุติธรรมหมายถึง การกระจายผลประโยชน์เหล่านี้ให้เท่าเทียมกันในประชากรของสังคมหรือขนมเค็ก ถูกตัดแบ่งให้แต่ละคนในสังคมอย่างไรเมื่อนโยบายรัฐบาลออกมาอาจมีความขัดแย้ง กันในสองเป้าหมายข้างต้นเช่น ระบบสวัสดิการ (The welfare system)หลักประกันคนว่างงาน(unemployment insurance) รัฐพยายามกระจายความเท่าเทียมเทียมกันไปช่วยเหลือคนยากจน แต่ไม่มีประสิทธิภาพ(The pie gets smaller) เนื่องจากพยายามแบ่งปันให้ทุกคนได้เท่าๆ กัน เป็นการกระจายความมั่งคั่งจากคนร่ำรวยไปสู่คนจน ส่งผลให้คนขยันทำงานน้อยลง (บิดเบือนแรงจูงใจการทำงาน) การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายออกมาก็น้อยลงด้วย อย่างไรก็ตามกฏหมายสิ่งแวดล้อม ความยากจน ไม่ควรถูกละเลยแม้ว่าไปลดมาตรฐานค่าครองชีพทางวัตถุและบิดเบือนแรงจูงใจการ ทำงานก็ตามทีการศึกษาเศรษฐศาสตร์เป็นการให้คนในสังคมทราบถึงการตัดสินใจ เข้าใจเงื่อนไข และตระหนักรู้ถึงชีวิตของการได้อย่างเสียอย่าง

 

ผู้คนเผชิญหน้ากับได้อย่างเสียอย่าง (People face trade-offs) เมื่อคนตัดสินใจเลือกสิ่งหนึ่งที่ชอบก็จะไม่ได้อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบด้วยเช่นกัน แต่ปัจจุบันกิจกรรมทางการตลาดมีทางเลือกมากมาย ทำให้การได้อย่างเสียอย่างเริ่มไม่ทำงาน เช่น ถ้าเลือกเรียนวิศวกรหรือแพทยศาสตร์ก็เลือกเรียนสาขาอื่นควบคู่ไปด้วยกันได้ หากมหาวิทยาแห่งใดแห่งหนึ่งไม่มีการตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าชั้นเรียนและระยะเวลาการสอบปลายเทอมไม่ตรงกัน บางมหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ใช้วุฒิการศึกษามัธยมต้นปีที่สาม มาสมัครเข้าเรียนได้ทันทีควบคู่กับมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อจบได้วุฒิการศึกษามัธยมปลายปีที่หกก็มายื่นได้ในภายหลังทันที พร้อมกับสะสมหน่วยกิตก่อนหน้านั้นได้โดยไม่ผิดระเบียบแต่ประการใด

 

ไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้ (There ain’t no such thing as a free lunch) ก็เช่นเดียวกันเป็นปัจจัยในอดีตที่ทำให้คนเลือกตัดสินใจว่าจะทำอะไรให้คุ้มค่ากับเงินและเวลาที่สูญเสียไปให้คุ้มค่ามากสุด แต่การเกิดเทคโนโลยีดิจิตอลและระบบอินเทอร์เน้ต เกิดการดาวน์โหลดเพลง รูปภาพ อีบุ๊ควิดีโอ ฟรีผ่านเว็บไซด์ต่างๆ มีการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต มีการสื่อสารผ่านโลกโซเชี่ยลมีเดียออนไลน์แบบไม่มีค่าธรรมเนียม เช่น เฟซบุ๊ค ไลน์ ทวิตเตอร์ การเรียนรู้และเพิ่มเติมวิชาการสามารถค้นหาได้เพียงคลิกเดียวจากเสิร์ชเอนจิน เช่น กลูเกิ้ล ถึงแม้ว่าบริษัทโซเชี่ยลมีเดียออนไลน์มีรายได้จากการโฆษณาโดยตรงบนหน้าเว็บไซด์หรือจำหน่ายสินค้าบริการอื่น แต่ผู้ใช้(End user) ส่วนใหญ่เน้นไปทางสินค้าและบริการฟรีในรูปแบบดิจิตอลมากกว่า

 

2.            ต้นทุนของสิ่งหนึ่งคือสิ่งที่คุณยอมเสียไปเพื่อให้ได้ของสิ่งนั้นมา (The cost of something is what you give up to get it)

 

นักเศรษฐศาสตร์บอกว่าเราเผชิญหน้ากับการได้อย่างเสียงอย่าง การตัดสินใจทางเลือกโดยเปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ที่ได้กลับคืนมาในหลายกรณีต้นทุนไม่ปรากฏเห็นชัดเจนในครั้งแรก เช่น การตัดสินใจเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาปริญญาตรี ต้องเสียค่าเล่าเรียนในแต่ละเทอม ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าหนังสือ สมุด ปากกา ค่าทัศนศึกษา ค่าสัมมนา ค่าอื่นๆ หรือค่าเดินทางไปศึกษาต่างประเทศ เมื่อเลือกไปเรียนหนังสือเพื่อได้รับความรู้และโอกาสได้งานทำดีในอนาคต จึงไม่มีโอกาสไปทำงานได้ทันทีซึ่งอาจต้องไปขายแรงงานวันละไม่กี่ร้อยบาท นั่นคือต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) หมายถึงสิ่งที่คุณยอมเสียสิ่งหนึ่งไปเพื่อยอมให้ได้สิ่งหนึ่งกลับคืนมา

 

ชีวิต จริงในสังคมมีทั้งคนรวยและคนจน คนร่ำรวยมีสิทธิ์เลือกได้กับต้นทุนค่าเสียโอกาสในการไปศึกษาในมหาวิทยาลัย ชั้นนำของต่างประเทศ หรือคนที่ฉลาดปราดเปรื่องอาจสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนคนจนหรือคนโง่ย่อมไม่ได้รับโอกาสนั้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสแทบไม่มี มีทางเดียวคือไปทำงานอย่างเดียวหรือทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยในมหาวิทยาลัย เปิดบางแห่งหรือมหาวิทยาลัยไม่มีการเช็คชื่อผู้เข้าชั้นเรียน แม้ว่าได้รับโอกาสไปศึกษาเรียนต่อ บัณฑิตบางคนอาจตกงานหรือทำงานที่ไม่เกี่ยวกับความรู้สาขาที่เรียนมาโดยตรง เช่น มารับช่วงทำต่อธุรกิจของครอบครัว ยิ่งทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงมาก เพราะผลประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนและเวลาที่ผ่านมาแทบไม่คุ้มค่า คนจนมากและอยู่ในสิ่งแวดล้อมคนไม่ดี แทบไม่มีโอกาสเลือกใดๆ นอกจากทำงานหาเช้ากินค่ำหรือได้รับค่าแรงงานต่ำ ต้นทุนค่าเสียโอกาสจึงต่ำหรือแทบไม่มี จึงเสี่ยงในการก่อคดีอาชญากรรมตามมา เป็นโสเภณี ติดการพนันและยาเสพติด หรือทำสิ่งผิดกฏหมายต่างๆ ได้ง่ายกว่าคนที่มีโอกาสทางเลือกมากกว่า

 

3.            คนที่มีเหตุมีผลคิดแบบเพิ่มทีละหน่วย (Rational people think at the margin)

 

นัก เศรษฐศาสตร์มักเชื่อว่าคนมีเหตุผลโดยคิดเป็นระบบและตัดสินใจทำในสิ่งดีที่ สุดเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของตนเองและโอกาสที่เป็นไปได้ เมื่อศึกษาเกี่ยวกับวิชาเศรษฐศาสตร์ต้องตัดสินใจว่าบริษัทจะจ้างพนักงาน เท่าใด จำนวนสินค้าที่ต้องการผลิตและจำหน่ายให้ได้ผลกำไรมากที่สุด ต้องตัดสินใจด้วยตนเองว่าต้องการทำงานวันละกี่ชั่วโมง สินค้าและบริการอะไรที่ต้องซื้อเพื่อให้สอดคล้องกับรายได้สูงสุดที่เป็นได้ ซึ่งสร้างความพึงพอใจ

 

การตัดสินใจหลายๆครั้งในชีวิตเป็นการตัดสินใจบนสิ่งที่เพิ่มขึ้นจากฐานที่มีอยู่เดิม และเรียกการเปลี่ยนแปลงแบบเพิ่มทีละหน่วยว่า Marginal changeในหลายเหตุการณ์คนตัดสินใจโดยการเปรียบเทียบผลประโยชน์และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทีละหน่วย เช่น ต้นทุนในการบินของเครื่องบินขนาด 200 ที่นั่งเป็นเงิน 600,000 บาท ต้นทุนต่อหนึ่งที่นั่งคือ 600,000/200 ซึ่งเท่ากับ 3,000 บาท บางคนอาจคิดว่าบริษัทไม่ควรขายในราคาต่ำกว่า 3,000 บาท สายการบินอาจเพิ่มขึ้นโดยการคิดเพิ่มกำไรทีละหน่วยในกรณีเครื่องบินกำลังจะขึ้น เหลือที่นั่งว่าง 20 ที่นั่ง สายการบินอาจจำหน่ายในราคาตั๋วที่นั่งละ 2,000 บาท ต่ำกว่าต้นทุน 3,000 บาท ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของสายการบินคือถั่วหนึ่งถุงและน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง หรือการลดราคาของขนมปังไส้ต่างๆ หนึ่งชิ้นจากราคาปรกติชิ้นละ 20 บาท เหลือเพียงชิ้นละ 10 บาทในช่วงเย็น ถ้าขนมปังไส้ต่างๆ มีอายุเพียงหนึ่งวัน เจ้าของต้องการจำหน่ายให้หมดไปดีกว่าทิ้งเปล่าประโยชน์โดยไม่ได้มูลค่า เช่นเดียวกับการโปรโมชั่นสินค้าซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง เจ้าของกิจการต้องทำเพื่อให้จำหน่ายสินค้าหมดโดยเร็วท่ามกลางการแข่งขันของตลาดรุนแรง ได้กำไรน้อยหน่อยดีกว่าขาดทุน

 

ใน ชีวิตประจำวันมีเช่นนั้นจริงหรือไม่ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ได้กล่าวอ้างถึงผล ประโยชน์และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทีละหน่วย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงสายการบินเหลือที่นั่งจำนวนมาก ลูกค้าต้องมานั่งรอเพื่อให้ได้ที่นั่งเหลือก่อนขึ้นเครื่องบินโดยเฉพาะไม่ ใช่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้กระทบต่อราคาค่าตั๋วปรกติไปด้วย จึงไม่มีสายการบินลดราคาตั๋วในที่นั่งเหลือของแต่ละเที่ยวบิน แต่กับมีสายการบินราคาถูกเกิดขึ้น บินระยะใกล้ในระหว่างจังหวัดและประเทศใกล้เคียง ส่วนขนมปังไส้ต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ลูกค้าจะมาซื้อเพียงช่วงเย็นทำให้กระทบถูกยอดขายจริง ร้านขนมปังหลายแห่งจึงวิธีเททิ้งขนมปังลงในถังขยะเพื่อให้ลูกค้าเห็นว่าของ สดจริงในแต่ละวัน  ไม่กระทบถูกยอดขายในราคาปรกติของตนเอง การโปรโมชั่นสินค้าซื้อหนึ่งแถมหนึ่งก็เช่นเดียวกัน หากลูกค้าต้องการซื้อจริงก็จะรอช่วงที่มีการโปรโมชั่นจริงเท่านั้น ถ้าไม่มีก็จะไม่ซื้อเลย ลูกค้ามักคิดว่าสินค้านั้นอาจตั้งราคาสูงเกินจริง เนื่องจากสินค้าสองชิ้น (สินค้าซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง) จำหน่ายในราคาเท่ากับหนึ่งชิ้นตามปรกติ เจ้าของสินค้ายังมีกำไรอยู่ และอาจคิดไปว่าคุณภาพสินค้าไม่ดี เราจึงไม่พบสินค้าแบรนด์มีชื่อเสียงมากมีการจัดโปรโมชั่นดังกล่าว แต่เป็นในรูปแบบจำหน่ายสินค้าคู่กัน เช่น แชมพูและครีมนวดผมในราคาที่ถูกกว่าแยกซื้อเล็กน้อย ครีมโฟมล้างหน้าขนาดใหญ่และเล็กในราคาสูงกว่าเล็กน้อย

 

4.            คนตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ (People response to incentives)

 

นักเศรษฐศาสตร์อ้างว่าพฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปเมื่อโครงสร้างของต้นทุนและผลประโยชน์เปลี่ยนไป นั่นคือคนตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดสิ่งจูงใจซึ่งอาจส่งผลในการได้รับรางวัลหรือการลงโทษ เช่น การเก็บภาษีแอปเปิ้ลสูงขึ้นทำให้ลูกแอปเปิ้ลมีราคาแพงขึ้น คนจึงหันไปบริโภคลูกแพร์ที่มีราคาถูกกว่ามากขึ้น ราคาเนื้อสุกรมีราคาสูงขึ้นมากเนื่องจากเกิดโรคระบาด เนื้อสุกรมีราคาแพงและขาดแคลน คนจึงหันมาบริโภคเนื้อไก่เพิ่มขึ้นซึ่งแต่เดิมมีราคาถูกกว่าอยู่แล้ว หรือกฏหมายบังคับให้คาดเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ตอนหน้า ส่งผลให้ผู้ขับขี่ประมาทมากขึ้น ขับรถเร็วจนเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง แต่ลดจำนวนผู้เสียชีวิตที่อาจกระเด็นออกมานอกรถได้ ลดจำนวนผู้เสียชีวิตในรถ แต่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งกับไปเพิ่มผู้เสียชีวิตคนเดินทางเท้า หรือกฏหมายบังคับให้สวมหมวกกันน็อต ทำให้ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซด์ประมาท ขับรถเร็วขึ้นและทัศนียภาพจากการสวมมวกกันน็อตอาจมองเห็นในมุมแคบไป จึงเกิดอุบัติเหตุบ่อย แต่ลดอัตราการเสียชีวิต เป็นต้น

 

ใน ชีวิตประจำวันมีเช่นนั้นจริงหรือไม่ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ได้กล่าวอ้างถึง เรื่องคนตอบสนองแรงจูงใจ ถ้ามีการขึ้นภาษีแอปเปิ้ลคนจะหันมากินลูกแพร์เพิ่มขึ้น บางคนอาจไม่ชอบกินก็ได้ หรือหยุดการซื้อแอปเปิ้ลไปชั่วคราว โดยไม่เลือกซื้อสินค้าผลไม้อื่น หรือซื้อจำนวนลูกแอปเปิ้ลน้อยลงกว่าปรกติถ้าหากจำหน่ายไม่ได้ภายในตลาด ประเทศ เกษตรกรผู้ปลูกแอปเปิ้ลอาจรวมตัวกันประท้วงรัฐบาลให้ลดภาษีลงมา แต่ถ้าราคาลูกแอปเปิ้ลตกต่ำ ก็จะเรียกร้องรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือและพยุงราคาสินค้ายิ่งเป็นการเพิ่มภาษี นำเข้าของสินค้าต่างประเทศ การค้าเสรีของโลกจะผลักดันให้มีการเจรจาผลประโยชน์ร่วมกัน หรือนำไปสู่การฟ้องร้องเวทีโลกเพื่อลดกำแพงภาษีลงให้แข่งขันกันได้หรือราคา เนื้อสุกรแพงขึ้น ไม่ว่าสาเหตุใดก็ตาม ผู้บริโภคบางส่วนอาจลดการกินเนื้อสุกรลงหรือบางส่วนไปกินเนื้อไก่ที่เป็น แหล่งโปรตีนถูกกว่าก็ได้อีกทั้งภาครัฐต้องเข้ามาแก้ไขสาเหตุ ไม่ให้ขึ้นราคาได้ง่ายเพราะเป็นสินค้าต้องควบคุม และเรียกผู้ประกอบการเข้ามาสอบถามถึงสาเหตุในการขึ้นราคาเนื้อสุกร เมื่อได้ข้อสรุปก็จะประกาศราคาไม่ให้สูงเกินกว่าความจำเป็น รวมทั้งขอความร่วมมือห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดจำหน่ายเนื้อสุกรราคาถูก ให้กับประชาชน เป็นการบรรเทาความเดือดร้อน อีกทั้งกิจกรรมการตลาดมากมายและการแข่งขันสูง ทำให้คนตอบสนองต่อสิ่งจูงใจทางเศรษฐศาสตร์แบบเดิมไม่ได้ผลอีกต่อไปถ้าเป็น เรื่องของเงินเฟ้อ สินค้าทุกชนิดจะปรับราคาขึ้นสูงเกือบทุกชนิด เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องพยายามควบคุมเงินเฟ้อแต่ละปีไม่ให้สูงจนเกินไป

 

การเกิดจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตก็เช่นเดียวกัน กฏหมายบังคับรัดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกกันน็อค อาจช่วยได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้นในกรณีที่ป้องกันไม่ให้หน้าอกกระแทกหน้ารถหรือกระเด็นออกไปถูกรถทับเสียชีวิต หรือกรณีรถมอเตอร์ไซด์ล้มลงผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายเอาศรีษะฟาดกระแทกถูกพื้นนอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้อง เช่น ความคึกคะนองของวัยรุ่น การดื่มสุราหรือสิ่งของมึนเมา ยาเสพติด การขับขี่โดยผิดกฎจราจร ความไม่คุ้นเคยเส้นทาง การไม่บำรุงรักษาเครื่องยนต์จนเกิดปัญหาในระบบเบรค ก่อให้เกิดความประมาทและขาดสติสัมปชัญญะทั้งสิ้น บ่อยครั้งจึงเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก การทดลองเพื่อทดสอบการตอบสนองสิ่งจูงใจของคนทางเศรษฐศาสตร์ที่จำกัดจำนวนปัจจัยไม่กี่ตัว ถือว่าไม่อาจเป็นจริงได้ในชีวิตประจำวันนั่นเอง

 

นักเศรษฐศาสตร์ยังบอกว่าการตัดสินใจของคนในสี่ข้อแรก ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อพวกเราเท่านั้น ยังส่งผลต่อคนอื่นอีกด้วย บทบัญญัติสามข้อต่อไปนี้เกี่ยวกับคนในตลาดว่ามีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร

 

5.            การค้าทำให้ทุกฝ่ายดีขึ้น (Trade can made everyone better off)

 

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งขันสินค้าที่เหมือนกัน เช่น ฟอร์ดกับโตโยต้าแข่งขันกันในการตลาดรถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดที่แข่งขันกันอยู่ นักเศรษฐศาสตร์บอกว่าการค้าระหว่างสองประเทศหรือประเทศอื่นๆ ไม่เหมือนกับการแข่งขันกีฬาที่มีฝ่ายหนึ่งชนะและอีกฝ่ายหนึ่งแพ้ จริงๆ แล้วผลของการค้าทำให้ประเทศทั้งสองมีสวัสดิการที่ดีขึ้น โดยเปรียบเทียบประเทศเหมือนกับครอบครัว แต่ละครอบครัวมีสมาชิกที่ต้องแข่งขันกันหางานทำ แต่ละครอบครัวต้องการซื้อสินค้าและบริการมีคุณภาพสูง แต่ราคาต่ำสุด หากครอบครัวใครแยกตัวออกไปจากตลาดหรือสังคม ต้องปลูกข้าว พืชผัก และเลี้ยงสัตว์เอง แต่ถ้าอยู่ร่วมกันในสังคม แต่ละครอบครัวจะมีความเชี่ยวชาญของตนเอง ผลิตสินค้าดีที่สุด ในราคาถูกสุดออกมาแข่งขันในตลาด ก่อให้เกิดสินค้าหลากหลายชนิด ดังนั้นการค้าขายระหว่างประเทศจึงทำให้ทุกฝ่ายดีขึ้น

 

เรา ลองมาดูในสภาพปัจจุบันที่การแข่งขันดุเดือด ผู้บริโภคมีน้อยกว่าผู้ผลิตมาก ส่วนแบ่งการตลาดมีจำกัด บริษัทต่างๆ ต้องใช้กลยุทธ์มากมายเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งขนมเค็กชิ้นเดียวกัน บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่เคยมีผลประกอบการดี ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากไม่มีสินค้าใหม่ที่แตกต่างและคุณภาพดีจนเอาชนะเหนือคู่แข่งขัน ก็ต้องถึงคราวขาดทุนและรอวันขายกิจการของบริษัท สินค้าเห็นชัดเจนคือในกลุ่มของรถยนต์ ค่ายสหรัฐอเมริกันหลายรายต้องปลดคนงานจำนวนมากและปิดโรงงานหลายร้อยแห่งทั่ว โลก ประสบปัญหาขาดทุนจนต้องควบรวมกิจการ ยื่นล้มละลายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้สิน บริษัทในตลาดมือถือสมาทโฟนและแท็บเล็บก็เช่นเดียวกันมีเพียงสองรายเท่านั้น ที่ได้รับความนิยมสูงสุด รายอื่นประสบปัญหาขาดทุนเหมือนกัน ในตลาดแข่งขันเสรีจริงๆ ผู้ที่ได้ประโยชน์แท้จริงคือผู้บริโภค เนื่องจากได้รับสินค้าคุณภาพดีสุดและราคาต่ำสุด (ในตลาดที่มีผู้ผลิตสินค้าจำนวนมากมาย ขณะที่ผู้บริโภคมีจำนวนจำกัด)การค้าทำให้ทุกฝ่ายดีขึ้นก็ต่อเมื่อในตลาดมี ผู้ผลิตจำนวนมากเพียงพอในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค นั่นคือมีความสมดุลระหว่างอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ซึ่งปัจจุบันแทบไม่มีหมวดสินค้าชนิดใดที่เป็นเช่นนั้นได้

 

6.            ตลาดเป็นเครื่องมือที่ดีในการจัดการกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Markets are usually a good way to organize economic activity)

 

การล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกในช่วงปีคศ. 1980เป็นการสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดในโลกเพิ่งผ่านมา รัฐบาลกลางเป็นผู้ควบคุมปัจจัยการผลิต ใครเป็นผู้ผลิตสินค้าบริการ และจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้กับประชาชน การวางแผนเศรษฐกิจมาจากส่วนกลางเพื่อให้ประชาชนทุกคนมีความป็นอยู่เท่าเทียมกัน รัฐบาลเท่านั้นเป็นผู้สร้างและบริหารกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อยกฐานะความกินดีอยู่ดีกับประชาชนทุกคน แต่ประชาชนกับยากจนลง ความเป็นอยู่ไม่ได้ดีขึ้น รัฐบาลในพรรคคอมมิวนิสต์มีความเป็นอยู่ดีกว่า จึงออกมาต่อต้านจนกระทั่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นระบบประชาธิปไตยและใช้เศรษฐกิจการตลาด(Market economy)แทนที่การวางแผนเศรษฐกิจมาจากส่วนกลาง

 

เศรษฐกิจ แบบตลาด นักเศรษฐศาสตร์บอกว่าเป็นการตัดสินใจโดยหน่วยเศรษฐกิจระดับครัวเรือนและ บริษัทนับล้านๆ หน่วย บริษัทเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับการจ้างงานและการผลิตครัวเรือนตัดสินใจ เกี่ยวกับการเลือกทำงานและเลือกซื้อสินค้าภายใต้รายได้จำกัด ครัวเรือนและบริษัทเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กันในตลาดโดยมี ราคา และ ผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นเครื่องช่วยตัดสินใจ ภาวะเช่นนี้น่าจะนำมาซึ่งความไร้ระเบียบ แต่ระบบตลาดไม่เป็นเช่นนั้น ในหนังสือ “An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of  Nations” ของ Adam Smithตีพิมพ์ในปีคศ.1776ได้อธิบายว่าครัวเรือนและบริษัทถูกผลักดันจากมือที่มองไม่เห็น (Invisible hand)ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์พึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย ราคาของสินค้าและบริการในตลาดจึงสะท้อนถึงต้นทุนอย่างเต็มที่ อาจรวมถึงต้นทุนทางสังคมด้วย ดังนั้นการควบคุมราคาสินค้าและบริการ การขึ้นภาษีของภาครัฐ หรือการแทรกแซงกลไกทางตลาดของรัฐบาลทำให้มีการบิดเบือนราคาที่แท้จริง อาจนำไปสู่ผลเสียมากกว่า ความล้มเหลวของประเทศคอมมิวนิสต์มาจากราคาไม่ได้ถูกชี้นำจากตลาด แต่ได้รับการชี้นำมาจากผู้กำหนดนโยบายส่วนกลาง

 

ใน ชีวิตประจำวันเราพบว่าเศรษฐกิจแบบตลาด ทำให้คนในสังคมเห็นแก่ตัวมากขึ้นคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว กลายเป็นสังคมแห่งการบริโภคและสุขนิยม ทุนนิยมเจริญสูงสุด สภาพการแข่งขันในตลาดและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมทั้งสินค้าและบริการที่ถูกผลิตขึ้นมามีมากกว่าความต้องการของผู้บริโภค ผู้ผลิตมีมากมายล้นตลาด บริษัทใหญ่บางแห่งถึงคราวประสบปัญหาขาดทุนจำนวนมากจนถึงขั้นปิดกิจการลง รวมทั้งบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางเมื่อเจอกับภาวะวิกฤติต่างๆเช่น วิกฤติทางการเมือง วิกฤติทางการเงิน หรือปรับตัวไม่ทัน คู่แข่งขันมีสินค้าและบริการดีกว่ามาก อีกทั้งต้นทุนต่ำกว่า เมื่อบริษัททยอยปิดตัวลง การเลิกจ้างงานจึงเกิดขึ้น คนตกงานและบัณฑิตจบใหม่ส่วนใหญ่ไม่มีงานทำ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครัวเรือนกับบริษัทเกี่ยวกับ ราคา และ ผลประโยชน์ ในตลาดจึงไม่เกิดขึ้น ในขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นทุกปีทำให้วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตมีการปรับราคา ขึ้นสูงเรื่อยๆโดยเฉพาะสินค้าบริโภคและอุปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพทำให้ ครัวเรือนเริ่มไม่พอใช้จ่าย เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอหรือไม่มีเงินชำระสินค้าบริการ ทำให้เป็นหนี้สินนอกระบบมากขึ้น เป็นหนี้สินในการผ่อนชำระบ้าน รถยนต์และบัตรเครดิตมหาศาล ในอนาคตอาจส่งผลให้กลายเป็นบุคคลล้มละลายกันมากขึ้น บริษัทที่อยู่รอดต้องมีการปรับตัวมากมายเพื่อลดต้นทุนสินค้าและบริการ เริ่มตั้งแต่ให้งานลูกจ้างเพิ่มขึ้น แต่เงินเดือนเท่าเดิม (ไม่ต้องจ้างคนมากขึ้น) ใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน บีบพนักงานอายุมากแต่รายได้สูงออก ยุบโครงการหรือหน่วยงานที่ประสบปัญหาขาดทุน ขายกิจการทิ้งในส่วนที่บริษัทไม่มีความเชี่ยวชาญและไม่สร้างผลกำไร ลดสวัสดิการพนักงานตลอดจนปิดสาขาโรงงานในประเทศที่ต้นทุนการผลิตสูง

 

เศรษฐกิจแบบตลาดส่งผลให้บริษัทในประเทศตะวันตกย้ายโรงงานการผลิตมาประเทศตะวันออก หรือย้ายแหล่งฐานการผลิตจากประเทศโลกที่หนึ่งมาสู่ประเทศโลกที่สามเพื่อก่อให้เกิด ราคา(ลดต้นทุนการผลิต) และ ผลประโยชน์ส่วนตัว (พัฒนาและออกแบบสินค้าบริการให้ผู้บริโภคหรือครัวเรือนมีความพึงพอใจสูงสุด) ประเทศไทยเคยมีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามามากมาย เช่น ญี่ปุ่น มาสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยไทยให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีการค้าและการลงทุนเพื่อให้คนไทยมีงานทำ แต่ปัจจุบันการขึ้นวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต และค่าแรง ทำให้ไทยไม่ได้เปรียบในเรื่องของ ราคา (ลดต้นทุนการผลิต) อีกต่อไป ยิ่งมีวิกฤติน้ำท่วมและวิกฤติการเมือง ทำให้หลายบริษัทย้ายโรงงานการผลิตไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ได้ประโยชน์ในเรื่องของ ราคา (ลดต้นทุนการผลิต) อีกทั้งการค้าเสรีส่งผลให้สินค้าราคาถูกหลายชนิดของสาธารณรัฐจีนเข้ามาตีตลาดในไทย บริษัทไทยที่ผลิตสินค้าเหมือนกับสาธารณรัฐจีนจึงประสบปัญหาการขาดทุนได้ในระยะเวลาอันใกล้

 

วิกฤติเศรษฐกิจจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงระยะเวลาไม่กี่สิบปี เนื่องจากเศรษฐกิจแบบตลาดราคา และ ผลประโยชน์ส่วนตัว เกิดขึ้นในตลาดที่แข่งขันกันอย่างเสรี ส่งผลให้สาธารณรัฐจีนหรือประเทศที่มีปัจจัยการผลิตถูกกว่าได้เปรียบในการ ผลิตสินค้าบริการ ส่วนประเทศอื่นที่ไม่ได้เปรียบในแง่ของเศรษฐกิจแบบตลาดย่อมเกิดภาวะซบเซา หรือถดถอยทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่เกิดปฎิสัมพันธ์กันระหว่างครัวเรือน (สมาชิกในครอบครัวตกงาน) และบริษัท (ต้นทุนการผลิตสินค้าสูง จึงหลีกเลี่ยงไปผลิตสินค้าระดับพรีเมี่ยม ได้จำนวนสินค้าน้อยลง)ภาวะการตกงานของสมาชิกในครัวเรือนภาวะเงินเฟ้อ บริษัทล้มละลาย และการเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลไม่มีงบประมาณมาใช้จ่ายตามปรกติและกระตุ้นเศรษฐกิจ มือที่มองไม่เห็นจึงทำงานได้ยาก เราจึงเห็นวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นในหลายประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันและ อาจลุกลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจของโลกได้

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875