กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

Archive for August, 2014

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 29 ความสำเร็จทางธุรกิจ

ความสำเร็จทางธุรกิจ

ความ สำเร็จทางธุรกิจไม่ใช่เกิดจากการเรียนหนังสือเก่ง โชคช่วย เก็งกำไรเรื่องหุ้นและทอง สัมปทานหรือประมูลกับหน่วยงานราชการ หรือความชำนาญเฉพาะด้าน บางคนพร่ำบ่นถึงโชคชะตาตนเอง ไม่เกิดมาเป็นลูกคนร่ำรวย จะได้มีเงินลงทุนธุรกิจจากพ่อแม่ มีหน้าตารูปหล่อและสวยงาม หุ่นดี อาจได้เป็นดาราซุปเปอร์สตาร์ มีน้ำเสียงไพเราะเป็นนักร้องชื่อดัง ไม่ต้องลำบากเกิดมาเป็นคนต่ำต้อย เป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่พอใช้จ่ายเมื่อสิ้นเดือน บางคนโทษไปถึงบุพการี เกิดมาหัวสมองไม่ดีและขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่ได้เรียนแพทยศาสตร์ อาชีพรายได้งดงาม มีเกียรติ์ศักดิ์ศรี เป็นที่เชิดหน้าชูตาในสังคมไทย มองไปรอบด้านไม่มีดีอะไรสักอย่างเดียว รอคอยโชคชะตา ซื้อหวยรัฐบาลทุกครั้งเพื่อให้ถูกรางวัลใหญ่ สมัยวัยรุ่นหน้าตาดีหน่อย ไปประกวดร้องเพลงและทดสอบหน้ากล้อง โชคไม่เคยเข้าตนเอง ตกรอบอยู่ร่ำไป รอคอยโอกาสเสมอว่าสักวันต้องมีวันนั้นเป็นของตนเอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ไหน เล่าลือกันว่าให้พรผู้ไปกราบไหว้กันถ้วนหน้าก็ดั้นด้นไปขอให้ช่วยตนเองมีโชค ลาภวาสนา สุดท้ายไม่ได้สิ่งสมดังปรารถนา เริ่มโทษว่าตนเองทำบุญมาไม่ดี ให้คนรอบข้างสงสาร หวังเพียงยื่นเศษเงินให้ประทังชีวิต หรือกู้หนี้ยืมสินไปทำในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ไม่เกิดผลตอบแทนกลับคืน สุดท้ายลงเอยเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นภาระทุกข์หนัก จินตนาการเรื่อยเปื่อย รอคอยความหวังลมแร้ง ไม่คิดลงมือทำอย่างจริงจัง เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นตลอดเวลา ไม่เคยคิดปรับเปลี่ยนความคิดในแง่บวกหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เข้าข่ายไม่ขยันแล้วยังโง่อีก กลายเป็นคนไม่มีความสุขกับชีวิต ค้นหาตัวตนไม่เจอ และอิจฉาคนอื่นที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

ก่อน อื่นต้องปรับทัศนคติตนเองใหม่ หัดรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบเบื้องต้น สิ่งใดไม่เคยทำต้องฝืนทำ บอกในใจให้มีพลังในการทำสิ่งนั้น ยิ่งสมัยนี้เกิดมาเป็นลูกโทนหรือลูกคนเล็ก พ่อแม่ทุ่มเทและตามใจเป็นอย่างมาก เด็กไม่เคยทำงานบ้าน ไม่เคยออกไปทำงานช่วงปิดเทอม มีแต่ความสบาย พ่อแม่ทำเองเสียหมด ให้ลูกเรียนหนังสืออย่างเดียว ความคิดอ่านไม่มี คอยให้ผู้ใหญ่พร่ำสั่งสอนอย่างเดียว เมื่อไม่ได้ดังใจปรารถนาก็เรียกร้องความสนใจ พูดให้น่าสงสาร น่าเห็นใจ สุดท้ายย้ำเตือนด้วยการร้องไห้กลายเป็นผู้ใหญ่แต่หัวใจเด็กเล็ก เลี้ยงไม่รู้จักโต เมื่อไม่มีจิตสามัญสำนึกของคนทั่วไป รับผิดชอบตนเองไม่ได้ ไม่มีวุฒิภาวะ แล้วจะไปทำธุรกิจได้อย่างไร ต้องไปรับผิดชอบชีวิตคนอื่นที่เป็นลูกน้อง และการบริหารกิจการให้เจริญรุ่งเรืองย่อมเป็นไปไม่ได้

ภาย หลังปรับเปลี่ยนความคิดตนเอง มองโลกในแง่บวก ฝึกวินัยตนเองมีนิสัยอดออมและทำด้วยตนเองทุกอย่าง ทั้งหน้าที่งานบ้านและรับผิดชอบต่อพ่อแม่ สิ่งที่กระทำคือหมั่นควบคุมอารมณ์ตนเอง ไม่ให้เป็นผู้โกรธง่าย หรือตัดสินใจด้วยอารมณ์เหนือเหตุผล เลิกใช้เหตุผลส่วนตัวมาทำให้ตนเองเป็นเด็กอีกต่อไป บอกพ่อแม่ว่าไม่ต้องดูแลตนเองเหมือนเด็กเล็ก คนที่ลาออกจากงานเนื่องจากความเบื่อหน่าย แก้ไขปัญหาในหน้าที่การงานไม่ได้จนเกิดความเครียดสะสม คิดลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ใช่วิธีการถูกต้อง การทำธุรกิจมีปัญหาหลายอย่างต้องแก้ไข ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีความสลับซับซ้อนและรับผิดชอบมากมาย เข้าทำนองหนีเสือปะจระเข้ ลองคิดดูปัญหาไม่กี่เรื่องในหน้าที่การงานตนเอง เปรียบเทียบไม่ได้เลยกับการแก้ไขปัญหาทุกเรื่องในฐานะผู้ประกอบการ อีกทั้งการเป็นเถ้าแก่ประกอบธุรกิจ ไม่ใช่เป็นกันได้ทุกคน แม้แต่ผู้จัดการด้านการตลาด เคยทำยอดขายได้ทะลุเป้าทุกเดือน เกิดไม่พอใจที่ถูกเจ้าของกิจการตำหนิติเตียนในเรื่องเล็กน้อย ลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีความเหมาะสมในตำแหน่งผู้จัดการมากกว่าเป็นนักธุรกิจและผู้ลงทุน เสียเอง ความถนัดและเชี่ยวชาญในแต่ละบุคคลจึงไม่เหมือนกัน ถ้าเรื่องใดไม่ตรงกับความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และจริตนิสัยตนเองก็อาจทำไม่ได้ ความมีจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการ(Entrepreneurial spirit) ย่อมแตกต่างเช่นเดียวกัน ไม่อาจมีกันได้ทุกคน จึงต้องหมั่นสำรวจรอบด้านว่าตนเองมีความเหมาะสมหรือไม่ มากน้อยเพียงใด การรู้จักตนเองย่อมทำให้ประสบความสำเร็จในเรื่องที่เชี่ยวชาญได้เช่นกัน บางคนเก่งด้านการบริหาร มีความเป็นผู้นำ (Leadership) มอง ภาพรวมขององค์กร และรู้จักเลือกใช้ผู้ที่มีความสามารถ ก็อาจมีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน ได้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief executive officer) ไม่จำเป็นต้องมาเป็นผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่เสียเองซึ่งอาจล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ และขาดทุนจนต้องปิดกิจการ

เมื่อ พัฒนาและปรับปรุงตนเองจนมีวุฒิภาวะรู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบ ฝึกวินัยเป็นอย่างดีมองโลกในแง่บวก และมีความเป็นผู้นำ ขั้นต่อไปต้องหมั่นสังเกตว่าตนเองเป็นคนอย่างไร มีบุคลิกภาพความเป็นผู้นำหรือไม่ ในการชักจูงคนอื่นให้คล้อยตาม ยึดหลักความคิดเห็นตนเองหรือจิตวิสัย/อัตวิสัย(Subjective personality)หรือเป็นคนยึดหลักความเป็นจริง ข้อเท็จจริงหรือวัตถุวิสัย/ปรวิสัย (Objective personality) ถ้า เป็นคนมีนิสัยเอาเหตุผลตนเองเป็นหลัก ไม่ฟังความเห็นคนอื่น และไม่สนใจข้อเท็จจริง ย่อมไม่อาจสร้างทีมงานได้ การทำธุรกิจจึงล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องทำการฝึกหัดตนเองเป็นคนที่ยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก คนที่ยินยอมฟังเหตุผลผู้อื่นโดยอิงกับข้อมูลเป็นจริง ไม่ใช่ผู้ที่ต้องสูญเสียความมั่นใจตนเอง แต่เป็นผู้ที่พร้อมปรับเปลี่ยนองค์กรเข้ากับสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ

การเป็นผู้ประกอบหรือเถ้าแก่มืออาชีพ นอกจากคุณสมบัติ ส่วนตัว (วุฒิภาวะรู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบ วินัย และความมัธยัสถ์)นิสัยใจคอ (มีความเป็นผู้นำและการมองโลกในแง่บวก) และบุคลิกภาพ (ยึดหลักข้อเท็จจริง หรือวัตถุวิสัย/ปรวิสัย)ดังกล่าวข้างต้น มุมมองก็เป็นสิ่งสำคัญ การมองแบบแยกย่อยโดยใช้สมองซีกซ้ายซึ่งใช้หลักตรรกะ (Logic)ส่วน ใหญ่เป็นพวกเรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์และการคำนวณไม่อาจมองสถานการณ์ในภาพรวม ของธุรกิจได้ หรือต่อจิ๊กซอให้เห็นภาพการทำงานและทิศทางขององค์กรว่าควรทำอย่างไร ผู้ประกอบการจึงต้องใช้สมองซีกขวา เกี่ยวกับอารมณ์ (Emotion)เป็นการมองในภาพรวม ส่วนใหญ่เป็นพวกศิลปะ นักตกแต่งและออกแบบที่ใช้สมองส่วนนี้ การเป็นนักธุรกิจจึงต้องใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้าย ส่วนพนักงานต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้าน ให้ใช้สมองซีกซ้ายมากกว่าซีกขวา ส่วนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์เชื่อมโยงเรื่องราวซับซ้อน ต้องใช้สมองทั้งสองซีกซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจการทำให้ธุรกิจเจริญ เติบโต การขยายธุรกิจ การเลือกใช้ผู้บริหารและทีมงาน การพัฒนาสินค้าและบริการ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และแผนงานตามสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อ สำรวจตนเองว่ามีคุณสมบัติส่วนตัว นิสัยใจคอ บุคลิกภาพ และมุมมองครบถ้วน เหมาะสำหรับจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการท่านก็พร้อมในการเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ก่อนอื่นต้องเอาตนเองเป็นที่ตั้งก่อน สนใจเรื่องอะไร มีไอเดียน่าสนใจอย่างไร ตลาดและคู่แข่งขันมีมากน้อยเพียงไร ยอดขายเท่าไหร่ บางตลาดมีลูกค้ามากมาย แต่คู่แข่งน้อยรายและไม่มีการสร้างแบรนด์ชัดเจน เช่น สาหร่ายทอดกรอบ ในอดีตสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีการสร้างแบรนด์แข็งแกร่งออกมา ปัจจุบันเกิดแบรนด์เถ้าแก่น้อย เป็นต้นหรือเป็นการสร้างนวัตกรรมออกมาใหม่ ดีกว่าสินค้าและบริการในท้องตลาด เช่น ไอพอด (Ipod) ไอแพค(Ipad) ไอโฟน(Iphone)เป็น ต้น หรือเป็นมุมมองที่เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคและตลาดเปลี่ยนแปลงไป เช่น ผู้ประกอบการบริษัทค่ายเพลง ผลิตนักร้องในสังกัดและเพลงออกมาจำหน่าย ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากระบบอนาล็อก (เทปเพลง แผ่นซีดี แผ่นดีวีดี) กลายมาเป็นระบบดิจิตอลจำหน่ายเพลงผ่านทางร้านค้าไอทูน (Itune store) และเว็บไซด์(Website)โดย ลูกค้าเลือกเพลงของศิลปินที่ชื่นชอบได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งชุดเพลงที่เคยจำหน่ายมาในอดีต และมีการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงค่อนข้างมาก มีการลักลอบปั๊มแผ่นเพลงปลอม ทำให้บริษัทค่ายเพลงสูญเสียรายได้มหาศาล เถ้าแก่ได้ประกาศนโยบายบริษัทใหม่จากดั้งเดิมผู้ผลิตเพลงมาเป็นบริษัทผู้ ผลิตความบันเทิง ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ เพลง เจ้าของลิขสิทธิ์ฟุตบอลต่างประเทศ เจ้าของทีวีดิจิตอล วิทยุ เป็นต้น นักขาย (Sale force) ที่เปิดบริษัทของตนเองในลักษณะบีทูบี (B2B, Business-to-Business)ติดต่อ กับบริษัทในลักษณะจำหน่ายสินค้าพรีเมี่ยมคือ เป็นตัวกลางในการรับสั่งทำสินค้าพิเศษที่ไม่มีขายในท้องตลาดทั่วไป บริษัทลูกค้าต้องการนำไปแจกกับลูกค้าของตนเองในงานกิจกรรมตลาด เช่น สัมมนา งานอีเว้นท์(Event marketing)การประชุมผู้ถือหุ้น ผู้แทนจำหน่าย การส่งเสริมการขาย เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าของใช้พวกกระเป๋า ปากกา สมุดโน้ตเล่มหนา มีโลโก้บริษัทลูกค้าติดไว้ โดยต้องมีการติดต่อลักษณะสเปคสินค้า เพื่อเสาะหาโรงงานผลิตให้ทันกับวันงานบริษัท เมื่อมีสินค้านำเข้าราคาถูกจากประเทศจีน และบริษัทลูกค้าสามารถเปิดเว็บไซด์ค้นหาโดยตรง จึงได้สินค้าคุณภาพเดียวกัน แต่ราคาประหยัดกว่า ธุรกิจสินค้าพรีเมี่ยมเริ่มมีปัญหา นักขายมีทักษะในการจูงใจคนให้ซื้อสินค้าและบริการ การผันตนเองไปขายสินค้าประเภทอื่นได้ไม่ยาก เช่น ประเภทอสังหาริมทรัพย์ ควบคู่ไปกับสินค้าพรีเมี่ยม หรือสินค้ามูลค่าสูงให้ผลตอบแทนงดงาม เป็นการขยายมุมมองตนเอง ไม่ใช่จำกัดอยู่ในสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง บริษัทค้าปลีกแห่งหนึ่ง ขยายสาขาออกไปทั่วประเทศและเกือบทุกชุมชน มีหน่วยงานในการซ่อมบำรุงร้านค้าทั้งห้องน้ำ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตกแต่งดีไซน์ และโรงเรียนฝึกอบรมเฉพาะพนักงาน ปัจจุบันหน่วยงานซ่อมบำรุงได้พัฒนาขึ้นเป็นบริษัทในเครือ ให้บริการในบริษัทตนเอง ในเครือบริษัท และนอกบริษัททั่วไป ส่วนโรงเรียนฝึกอบรมได้กลายเป็นมหาวิทยาลัย มีหลักสูตรปริญญาตรีและโท ให้ความรู้พนักงานเรียนและควบคู่การทำงานไปด้วย เปิดให้นักเรียนและนักศึกษาทั่วไปเข้าเรียนได้ เน้นการเรียนในห้องเรียนและการปฏิบัติงานเป็นการกระจายธุรกิจออกไป(Diversification)ทั้งนี้ขึ้นกับการบริหารทรัพยากร(Enterprise resource planing) และความสามารถหลักขององค์กร(Core competency) ของหน่วยงานนั้นด้วยเป็นการเพิ่มรายได้จากการขยายธุรกิจ

บัณฑิต ผู้จบใหม่หรือมนุษย์เงินเดือนมักถูกชักจูงให้ไปลงทุนในตลาดทุน เล่นหุ้นและเล่นทองคำ โดยโฆษณาชวนเชื่อว่าให้ผลตอบแทนดีกว่าฝากธนาคาร มีการสัมภาษณ์คนหนุ่มสาวอายุไม่มาก ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในหุ้น ถ้ามีการลงทุนที่ดีส่งผลต่อการลงทุนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว อาจกลายเป็นตัวเลขหลักสิบล้านบาท ในที่สุดเป็นผู้มีอิสรภาพทางการเงินได้ ไม่ต้องทำงานไปชั่วชีวิต มีเงินปันผลและรายได้จากการขายหุ้น เมื่อไปสอบถามพวกที่เคยเล่นหุ้น ส่วนใหญ่เจ็บตัวทั้งสิ้น หน้าเก่าเลิกเล่นกันหมด มีแต่คนหนุ่มสาวหน้าใหม่เข้ามาเล่น อยากรวยทางลัด โดยไม่ต้องทำงานที่น่าเบื่อหน่าย ในที่สุดกลายเป็นแมงเม่าเข้ากองไฟ หลายคนหมดเนื้อหมดตัว เงินออมก็หมดไป บางคนได้รับมรดกจากพ่อแม่หลายล้านบาท ไปเข้าคอร์สอบรมการเล่นหุ้นจากสถาบันมีชื่อเสียง ไม่นานก็ขาดทุนหมดตัว ต้องทำลายชีวิตตนเอง ไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายดาย ยิ่งเป็นธุรกิจเก็งกำไรตลาดหุ้น ไม่ว่าการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว ผลตอบแทนมาก ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น (High risk high return)

ผู้ ประกอบการหรือเถ้าแก่หลายคนมีความคิดในการทำธุรกิจง่ายเกินไป บางคนเป็นพ่อค้าคนกลาง อยู่ในธุรกิจซื้อมาขายไป เปิดบริษัทประมูลกับโครงการรัฐบาล รับสัปทานต่างๆ โดยคิดว่าเมื่อชนะบริษัทอื่น ตนเองสามารถจ้างคนอื่นทำแทนได้ เกิดการจ่ายเงินใต้โต๊ะกับผู้มีอำนาจเซ็นต์ใบอนุญาตบริษัทที่ไม่ชนะการ ประมูลต่างออกมาร้องเรียน ให้ข่าวสื่อมวลชนไปในแนวทางมีการสมรู้ร่วมคิด คอรัปชั่นกันจนเป็นเรื่องอื้อฉาว นโยบายของรัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ การคิดรวยทางลัดแบบเสือนอนกิน ไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติอาจเกิดความขัดแย้ง ฟ้องร้อง และถูกสอบสวนเอาความผิดได้

ความ เป็นผู้ประกอบการแท้จริงคือ การผลิตสินค้าและบริการขึ้นมา มีการจ้างพนักงานขึ้นมาตามความจำเป็นของลักษณะธุรกิจนั้น อาจเป็นตลาดใหม่หรือตลาดเดิมที่ส่วนแบ่งการตลาดมาก สามารถประกอบธุรกิจส่วนตัวได้ เมื่อมีคุณสมบัติ นิสัยใจคอ บุคลิกภาพ และมุมมองครบถ้วน เหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการ ต้องถามตนเองว่าชอบอะไรเป็นพิเศษ มีความรู้ในเรื่องนั้นดีหรือไม่ เสาะหาเรียนรู้เพิ่มเติมจากที่ใด ปัจจุบันความรู้อยู่แค่ปลายนิ้วสัมผัส สามารถเรียนรู้ค้นคว้าในกลูเกิ้ล ยูทูป เว็บไซด์ของผู้เชี่ยวชาญ บล็อกของนักวิชาการ ชั้นเรียนในออนไลน์ หนังสืออีบุ๊ค เปิดให้ดูฟรีมากมาย ขึ้นอยู่กับตนเองมีความสนใจและขวนขวายมากน้อยเท่าไหร่เรียนความรู้ทั่วไป เชิงธุรกิจด้วยตนเอง ด้วยการค้นหาเอกสารบทสรุปคำบรรยาย วิดีโอจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัย และนักบริหารมืออาชีพในกลูเกิ้ล ยูทูป เพื่อศึกษาทฤษฎีและเครื่องมือในการบริหารงาน เช่น การเงิน การตลาด ทรัพยากรมนุษย์ กลยุทธ์ เป็นต้น เกิดรูปจิ๊กซอต่อกันเป็นภาพรวมทางธุรกิจ(ใช้สมองซีกขวา) ถือว่าเป็นความรู้เชิงทฤษฏีและบริหาร (Explicit knowledge) เป็นการประหยัดเวลาและได้ความรู้บริหารธุรกิจอย่างรวดเร็ว(Learning by yourself) บางคนอาจเริ่มต้นลงทุนไปเรียนหลักสูตรบริหารธุรกิจ ปริญญาโท(MBA, Master of Business Administration) หรือเรียนคอร์สหลักสูตรหลายเดือน (Mini MBA) เพื่อเรียนรู้แต่ละวิชาของธุรกิจ (ใช้สมองซีกซ้าย) เป็นความรู้พื้นฐานเพื่อความเข้าใจและต่อยอดในธุรกิจตนเอง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากมีเงินทุนและเวลาเพียงพอ(Continuous learningin class) ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จหลังเรียนจบมาแล้ว ไปพิจารณารายละเอียดส่วนย่อยมากเกินไป เมื่อต้องตัดสินใจธุรกิจในบางเรื่อง ไม่สามารถมองเห็นภาพใหญ่ที่เชื่อมโยงกับส่วนย่อยเข้าด้วยกัน เนื่องจากเคยชินกับการเรียนรายวิชาในชั้นเรียนมากเกินไป ส่วนเถ้าแก่ความรู้ไม่สูง เขาเห็นภาพรวมมาตลอดชีวิต ล้มเหลวจากธุรกิจก็ลุกขึ้นยืนได้อีก เก็บเกี่ยวเป็นประสบการณ์ทางตรง สอนใจตนเองว่าไม่ทำผิดพลาดเช่นนั้นอีก เรียนรู้จากการทำงานก็สามารถสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้(Learning by doing)เมื่อท่านเรียนรู้ในภาพรวมจนเห็นชัดเจน ต่อไปคือการเรียนรู้เชิงลึกเฉพาะด้าน (ใช้สมองซีกซ้าย) อาจได้จากการทดลองในสินค้าและบริการที่ตนเองสนใจ หมั่นไปอบรมและฝึกฝนวิธีการผลิตขึ้นมา ไปดูงานของบริษัทอื่น หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในสถาบันและมหาวิทยาลัยต่างๆ จนกลายเป็นความสามารถหลักส่วนตัว(Personal core competency)เกิดความรู้เฉพาะตนเอง (Tacit knowledge)ขึ้นมาเพื่อนำไปผลิตสินค้าและบริการต้นแบบ (Prototype)หรือ เกิดจากการระดมสมองของทีมงานซึ่งมีความรู้เชี่ยวชาญหลายสาขา อายุมากน้อยต่างกัน ตั้งแต่พนักงานผู้ฏิบัติงาน ผู้จัดการระดับต้นถึงกลางและผู้บริหารระดับสูง เพื่อสร้างรูปแบบโมเดลธุรกิจใหม่(New business model)ทำให้เกิดการสร้างธุรกิจเป็นรูปธรรม ขั้นตอนต่อไปต้องคำนึงถึงเป้าหมายดังต่อไปนี้

  1. ช่องทางการจัดจำหน่าย (Channel distribution)

ผู้ ประกอบการหรือเถ้าแก่ต้องทราบลูกค้าเป้าหมายคือใคร อยู่ที่ไหน ติดต่อได้อย่างไร และช่องทางการจัดจำหน่ายใดเหมาะสมกับการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ(Cost benefit efficiency)เช่น ร้านอาหารเน้นทำเลสถานที่ประเภทตึกแถว ในห้างสรรพสินค้า สวนอาหาร ติดริมถนนใหญ่หรือแหล่งผู้คนพลุกพล่าน ขนมขบเคี้ยวฝากขายในร้านค้าปลีก หลายร้อยสาขาทั่วประเทศ ผลิตเพลงอาจนำไปจำหน่ายในเว็บไซด์ ไอทูน และโปรโมทผลงานลงในยูทูป ผลิตแอพพริเคชั่นไปจำหน่ายในแอปเปิ้ลสโตร์ของบริษัทแอปเปิ้ล เพลย์สโตร์ของบริษัทซัมซุง และกลูเกิ้ลเพลย์ของบริษัทกูลเกิ้ล ผลิตน้ำหอมสมุนไพรจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าหรูหรา อีคอมเมิร์ซในเว็บไซด์ของตนเอง และส่งออกไปต่างประเทศในแถบยุโรปโดยไปกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

ช่อง ทางการจัดจำหน่ายถือว่าสำคัญที่สุด ถ้าตรงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและมีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้ธุรกิจเจริญเติบโตรวดเร็ว เป็นช่องทางเพิ่มรายได้และสะสมทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต
ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875