กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

Archive for April, 2015

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 15 การจัดการเงินทองในครอบครัว

การจัดการเงินทองในครอบครัว

  ความสุขในครอบครัวมีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยพื้นฐานคือเงินทองใช้จ่ายในครอบครัว เมื่อขัดสนเรื่องรายได้ ใช้จ่ายไม่เพียงพอ หรือธุรกิจขาดสภาพคล่อง หลายครอบครัวนิยมไปกู้หนี้มาเพิ่มเติมเป็นรายได้และทุนของตนเอง โดยคิดว่าเมื่อเงินเดือนออกหรือลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามาจะมีเงินไปชำระหนี้ได้ทันที เป็นการหมุนเงินจากแหล่งเงินทุน อาจเป็นเงินกู้นอกระบบ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง บัตรเครดิต และเบิกเงินสดจากธนาคารไปใช้ทันทีโดยผ่านเครดิตกับธนาคาร หลายคนมีความคิดแบบฉาบฉวยว่าเงินทองใช้ไป เดี๋ยวก็กลับคืนมาเอง เป็นการหวังบ่อน้ำที่ไม่แน่นอน ลูกค้าอาจไม่สั่งซื้อสินค้าเพิ่มเติมและจำหน่ายได้น้อยลง หรือเป็นมนุษย์เงินเดือน ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้จ่าย โดยหวังเงินเดือนถัดไปมาชำระหนี้ในปัจจุบัน อีกทั้งดอกเบี้ยสูงลิบลิ่ว ในที่สุดกลายเป็นดินพอกหางหมู เวลาผ่านไปเริ่มเป็นหนี้ก้อนใหญ่ เนื่องจากการใช้จ่ายเงินทองเกินตัว การกู้หนี้ยืมสิน ถ้าเป็นเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้อง ต้องสนิทสนมกันจริงๆ และไว้วางใจว่าได้เงินต้นคืนแน่นอน แต่ถ้าไม่มีวินัยเงินทองก็คงไม่มีใครกล้าหยิบยืน ยกเว้นแหล่งเงินทุนมหาโหด คิดดอกเบี้ยหลายสิบเปอร์เซ็นต์ถึงร้อยกว่าเปอร์เซ็นต์

เมื่อเป็นหนี้สินจำนวนมาก ทุกคนมีทางเลือกสองทางคือ พยายามหาเงินมาผ่อนชำระ หรือเบี้ยวหนี้ไม่ยอมจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย กรณีเป็นหนี้เครดิตของธนาคาร อาจทำเป็นเมินเฉย ทิ้งจดหมายทวงหนี้หรือคืนจดหมายกับบุรุษไปรษณีย์ ทำให้ลูกหนี้เสียเครดิต ถูกบันทึกในเครดิตบูโร กู้เงินกับธนาคารทั่วไปไม่ได้และขอทำบัตรเครดิตไม่ผ่านจนกว่าชำระหนี้สินหมดก่อน กรณีเป็นหนี้นอกระบบ พยายามหลบหนีด้วยการย้ายบ้านไปเรื่อยๆ ไม่ให้นักเลงทวงหนี้ตามพบ ถ้าเจอลูกหนี้อาจถูกทำร้ายร่างกายปางตาย การดำเนินชีวิตไม่มีความสุข เมื่อเป็นหนี้จึงควรเลือกวิธีการหาเงินมาผ่อนชำระหรือจ่ายหนี้สินทั้งหมด

ถ้าเป็นหนี้เงินกู้นอกระบบ ต้องหาเงินทุกวิถีทางมาชำระหนี้ให้หมดทีเดียว ไม่ควรผ่อนชำระในแต่ละวันหรือเป็นงวด เนื่องจากดอกเบี้ยสูงมาก ผ่อนเงินใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีทางลดเงินต้นและดอกเบี้ยได้ ถ้ามีทรัพย์สิน ของมีค่า  ที่ดินไร่นา หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นใด ต้องตัดใจขายเพื่อนำเงินมาชำระทันทีและเร็วที่สุด หากไม่มีทรัพย์สินมีค่า ต้องบากหน้าไปขอหยิบยืนจากพ่อแม่ ญาติพี่น้องและผู้ใจบุญทั้งหลาย ถ้ามีการคิดดอกเบี้ยต่ำหรือไม่สูงลิบลิ่วจนผ่อนชำระไม่ได้ หรือหาแหล่งเงินกู้อื่น อาทิ ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ โดยอาจมีการจำนองบ้านและที่ดินอยู่อาศัยก็ต้องยอม เนื่องจากการผ่อนชำระหนี้สินกับแหล่งเงินทุนมีดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบมาก มีโอกาสผ่อนจ่ายหมดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ถ้าหาแหล่งเงินกู้ไม่ได้จริงๆ ต้องเจรจากับเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบให้ลดดอกเบี้ยลงมากที่สุด การเจรจาต้องหาคนกลาง อาจเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือผู้ที่เจ้าหนี้เคารพนับถือมาช่วยเจรจาลดเงินต้นที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ยุติธรรม และลดดอกเบี้ยให้ต่ำลงพอที่จะผ่อนชำระได้ รวมทั้งมีการจัดการเงินทองในครอบครัวอย่างเข้มงวด

การเป็นหนี้บัตรเครดิตธนาคารหรือเบิกเงินสดจากบัตรเครดิต  ถูกคิดดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบ แต่พอเริ่มเป็นหนี้มีการคิดค่าธรรมเนียมอื่น ทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก ส่วนใหญ่มีบัตรหลัก (เจ้าของบัตร มีเงินเดือนแน่นอน ไม่เสียประวัติการชำระหนี้หรือถูกบันทึกอยู่ในเครดิตบูโร) และบัตรเสริม (เจ้าของบัตรหลักเป็นผู้ค้ำประกันเจ้าของบัตรเสริม กรณีไม่ผ่อนชำระหนี้สินจากการรูดบัตรเครดิตจ่ายสินค้าหรือเบิกเงินสด) ทั้งสองบัตรต้องอยู่ในวงเงินเครดิตที่ธนาคารอนุมัติ เช่น ไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อเดือน เป็นต้น บางคนไม่เคยเป็นหนี้สิน แถมหน้าที่การทำงานมั่นคง หลายธนาคารจึงให้เจ้าหน้าที่มาติดต่อทำบัตรเครดิต โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมรายปี เจ้าของบัตรหลักส่วนใหญ่มีหลายใบและมีบัตรเสริมหลายใบเช่นเดียวกัน เจ้าของบัตรเสริมมักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบัตรหลัก อาทิ เป็นสามีหรือภรรยา แฟน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ส่วนใหญ่เจ้าของบัตรเสริมไม่ยอมชำระหนี้ เนื่องจากทราบดีอยู่แล้วว่าเจ้าของบัตรหลักเป็นผู้รับผิดชอบและค้ำประกันหนี้แทนตนเอง จึงผลักภาระไปให้กับเจ้าของบัตรหลัก ฝ่ายบัตรหลักไม่ยอมชำระหนี้สิน ถือว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อหนี้ ในที่สุดดอกเบี้ยก็เพิ่มพูนขึ้นตามเวลาผ่านไป อีกกรณีหนึ่งคือเจ้าของบัตรหลักเป็นหนี้เสียเอง ไม่มีปัญญาหาเงินมาผ่อนชำระในแต่ละเดือน ใช้วิธีไปเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตอีกธนาคารหนึ่งที่ตนเองเป็นเจ้าของบัตรหลักเช่นเดียวกัน นำเงินมาผ่อนชำระหนี้ธนาคารที่ตนเองไม่มีปัญญาจ่าย ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หลายบัตรเครดิต หลายธนาคาร โดยไม่ทราบเลยว่าธนาคารได้คิดดอกเบี้ยเต็มร้อยละยี่สิบทุกเดือนจากยอดเงินหนี้ครั้งแรก ถึงแม้จะผ่อนชำระหนี้ในแต่ละเดือนก็ตาม หรือเหลือหนี้อยู่หนึ่งบาท ก็ถูกคิดดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยครั้งแรกของหนี้สิน ธนาคารได้คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินหนี้ครั้งแรกทุกเดือน ไม่มีการคิดจากเงินต้นที่ลดลง ถ้าเบิกเงินสดอีกเป็นครั้งที่สอง สาม สี่ ไปเรื่อยๆ ก็รวมดอกเบี้ยเต็มจากเงินต้นที่เป็นหนี้สินทุกครั้ง จนกว่าจะชำระหมดทั้งหนี้และดอกเบี้ย ส่วนใหญ่เจ้าของบัตรหลักไม่ทราบจึงเป็นหนี้สินท่วมตัวจากดอกเบี้ยมากมายของบัตรเครดิตหลายใบและหลายธนาคาร เมื่อเจ้าของบัตรเสริมเป็นหนี้ ไม่มีปัญญาจ่ายหรือไม่ยอมชำระเงิน สิ่งแรกคือตรวจสอบยอดเป็นหนี้ทั้งหมดของบัตรเสริม อาจมีหลายใบและหลายธนาคาร ทำการระงับการใช้เงินทุกใบของบัตรเสริม เพื่อป้องกันเจ้าของบัตรเสริมไปรูดบัตรหรือเบิกเงินสดอีก ทำให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นได้ ขั้นต่อไปคือวางแผนในการลดหนี้นั้นทันที สมมุติเป็นหนี้บัตรเครดิตสามใบ ให้ชำระหนี้ทั้งหมด หากเจ้าของบัตรหลักมีจำนวนเงินมากเพียงพอ แต่ถ้าไม่พอให้เลือกชำระทั้งหมดเพียงหนึ่งใบหรือสองใบ โดยดูความสามารถของรายได้หรือเงินเดือนตนเองว่า สามารถผ่อนชำระหนี้บัตรที่เหลือได้โดยไม่เดือดร้อนกับการใช้จ่ายในแต่ละเดือน ขั้นตอนสุดท้ายคือมีการจัดการเงินทองในครอบครัวอย่างเข้มงวด

การจัดการเงินทองในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญมาก ภายหลังการวางแผนลดเงินต้นยอดหนี้สินหรือเจรจาลดอัตราดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้ ไม่ว่าเป็นหนี้จากแหล่งเงินกู้ใด เงินกู้นอกระบบ หรือบัตรเครดิตก็ตาม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายได้และรายจ่าย เมื่อรายได้ไม่เพียงพอต้องหาทางเพิ่มรายรับในช่วงวันหยุดสัปดาห์หรือช่วงเย็นหลังเลิกงาน ทำงานล่วงเวลา งานหาอื่นทำ หรือขายสินค้าตลาดนัดช่วงกลางคืนและวันหยุดจากการทำงานปรกติ และตัดรายจ่ายให้น้อยลง ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าเงิน อาทิ ไม่พาครอบครัวออกไปกินอาหารนอกบ้าน ให้ทำอาหารกินเอง ถ้าทำไม่อร่อย อาจศึกษาวิธีการทำจากอินเตอร์เน้ต สอบถามผู้ทำอาหารเก่ง การจ่ายตลาดและซื้อสิ่งของจำเป็นควรเลือกจากห้างจัดแคมเปญโปรโมชั่น เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง วันที่ลดราคาสินค้า เลือกวัสดุดิบประกอบอาหารราคาถูกจากตลาดสด การดื่มเหล้าสูบบุหรี่และเที่ยวสถานบันเทิงควรหักดิบเลิกเสีย เป็นต้น นอกจากนี้สิ่งไม่จำเป็นก็ไม่ควรซื้อมาโดยเด็ดขาด ต้องทำความเข้าใจกับบุคคลในครอบครัวเรื่องการประหยัด เป็นภาวะวิกฤติต้องช่วยกันฝันฝ่าอุปสรรคด้วยกัน กำหนดเวลาที่ต้องปลดหนี้สินจนหมดสิ้น เพื่อไม่ให้ครอบครัวเครียดว่าต้องประหยัดตลอดไป ต้องคำนวณเงินอดออมในแต่ละเดือนให้ดี เหลือเงินอย่างน้อยไปผ่อนชำระหนี้แต่ละงวดและเผื่อไว้ใช้ยามเจ็บป่วยบ้าง

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 14 ขอบคุณพ่อแม่และตนเอง

ขอบคุณพ่อแม่และตนเอง

พ่อแม่คือพระอรหันต์ ในบ้าน ลูกคนใดไม่เคารพและรักเทิดทูนย่อมไม่มีความสุขความเจริญ บุญคุณของท่านยิ่งใหญ่เกินกว่าลูกทุกคนตอบแทนได้หมด การเลี้ยงดูเด็กทารกคนหนึ่งจนกระทั่งเจริญเติบโตขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ต้องอาศัยความใจเย็น อดทนทุกอย่าง ตั้งแต่ความเจ็บปวดในระหว่างตั้งครรภ์และคลอดลูก ความยากลำบากในการหาเงินทองเลี้ยงดูบุตร ส่งเสียให้เล่าเรียน การอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่เป็นภาระกับผู้อื่น เติบโตขึ้นอย่างมีคุณค่าทั้งต่อตนเองและสังคม ลูกทุกคนจึงต้องตระหนักถึงคุณงามความดีของท่าน มีความกตัญญูกตเวทีตอบแทนบุณคุณกลับคืนไป ทุกคุณค่าในสิ่งดีงามไม่จำเป็นต้องตีค่าเป็นตัวเลขเงินทองเสมอไป แม้แต่ทำเรื่องให้ถูกใจและสบายด้วยกันทั้งพ่อแม่และลูก ความสุขในครอบครัวไม่ไกลเกินเอื้อม การทะเลาะเบาะแว้งหยุดลงทันที ไม่จำเป็นต้องยกเหตุผลต่างๆ มาอ้างอิงความถูกต้องของตนเอง เพื่อลบล้างคุณงามความดีของท่าน เหมือนลูกอกตัญญูหลายคนที่ชอบกล่าวอ้างเป็นประจำ จึงต้องขอบคุณและสรรเสริญความดีของพ่อแม่ ขณะเดียวกันก็ขอบคุณตนเองที่ไม่หลงผิดไปกับความเป็นเหตุผลบางอย่างที่ตนเอง เข้าใจไปเอง อาทิ พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงลูก เพราะทำให้ตนเองเกิดมา ถ้าตนเองลำบาก หาเงินไม่ได้ พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูลูกคนนี้ตลอดไป หรือพ่อแม่ทำอาหารเลี้ยงลูกทุกวัน เมื่อตนเองเติบใหญ่ ไม่คุ้นเคยกับการทำอาหาร เนื่องจากไม่เคยถูกสอนจับตะหลิว เปิดแก๊สทำกับข้าวหรือหุงข้าว จึงจำเป็นที่พ่อแม่ต้องทำกับข้าวเลี้ยงตนเองตลอดไป หรือตนเองเกิดมาเป็นคนเอาแต่ใจตนเอง ไม่เคยเรียนรู้ความรับผิดชอบ ไม่รู้จักหน้าที่ กลายเป็นคนไม่มีวุฒิภาวะ พ่อแม่รักและตามใจมากเกินไป เลี้ยงดูแบบผิดๆ มาโดยตลอด ตนเองไม่สามารถเอาดีได้ ดังนั้นพ่อแม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องราวทั้งหมดของตนเอง ลูกไม่ควรใช้เหตุผลเชิงตรรกะเหล่านี้สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนกลับมาสู่ ครอบครัว ไม่ว่าในกรณีใดทั้งสิ้น

การขอบคุณพ่อแม่สิ่ง แรกคือ ไม่ทำแท้งตั้งแต่อยู่ในครรภ์เก้าเดือน อยู่เป็นเพื่อนในยามเราลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก อ้อมกอดแห่งความอบอุ่นช่วยให้ตนเองไม่รู้สึกว้าเหว่ โหยหาความรัก และขาดที่พึ่งความมั่นคงทางจิตใจ ไม่ทอดทิ้งเราให้ไปอยู่ในสถานเลี้ยงดูเด็กกำพร้า และเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ขอบคุณตนเองเมื่อยามพ่อแม่แก่เฒ่า ให้เงินทองไว้ใช้สอยจับจ่าย ช่วยดูแลปรนนิบัติ เป็นเพื่อนเวลาท่านรู้สึกเหงา และพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย เช่นเดียวกับตนเองเมื่อครั้งเป็นเด็กเล็ก

การขอบคุณประการที่ สองคือ ช่วยอบรมสั่งสอนให้รู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบและเอาตนเองรอดได้ มีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือผู้ที่สมควรช่วยเหลือ ไม่เป็นคนจิตใจหยาบกระด้าง เห็นแก่ตัว คิดแก้แค้นทำร้ายคนอื่น เป็นพวกนักเลงอันธพาล สิบแปดมงกุฎ หลอกลวง หรือคิดทำสิ่งชั่วร้ายตลอดเวลา ขอบคุณตนเองที่ไม่ดื้อดึง เชื่อฟังพ่อแม่จึงเติบโตขึ้นเป็นคนดี มีศีลธรรมและจรรยาบรรณ

การขอบคุณประการที่ สามคือ ช่วยส่งเสียให้เล่าเรียนหนังสือ รู้จักอ่าน เขียนหนังสือ เป็นคนมีความคิดกว้างไกล ใช้ความรู้มาประกอบอาชีพสุจริต ไม่ต้องเป็นคนลักขโมย ปล้นจี้ชิง วิ่งราว เข่นฆ่าผู้อื่น หรือทำร้ายสังคม ประเทศชาติ ขอบคุณตนเองในการตั้งใจและขยันเล่าเรียนศึกษา ชอบศึกษาหาความรู้ติดตัว ช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ไม่คบเพื่อนเกเร ชักชวนกันทำในสิ่งผิดทำนองคลองธรรม และนำความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัว

การขอบคุณประการที่ สี่คือ เป็นตัวอย่างให้ลูกได้เห็นสิ่งดีงาม ไม่ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่ทำสิ่งผิดศีลธรรม ดื่มเหล้าเมายา ติดอบายมุขทั้งหลาย อดทนและขยันทำมาหากินโดยสุจริต ขอบคุณตนเองที่มีภูมิคุ้มกันในครอบครัวดีเยี่ยม ไม่หลงใหลไปกับสิ่งแวดล้อม สังคมนอกบ้านซึ่งคอยชักชวนให้หลงผิด คิดว่าเป็นสิ่งโก้เก๋ จนลืมแบบอย่างที่ดีของพ่อแม่ตนเอง และเป็นต้นแบบในการสร้างครอบครัวอบอุ่นต่อไป

การขอบคุณประการที่ ห้าคือ สั่งสอนลูกเป็นคนประหยัดในเรื่องเงินทอง ไม่เป็นคนบ้าคลั่งสนุก หลงยึดติดในสุขนิยม ชอบเดินทางท่องเที่ยว หรือหลงใหลไปกับวัตถุนิยม ยกย่องสินค้าราคาแพงมากไปกว่าประโยชน์ใช้สอย ขอบคุณตนเองรู้จักคุณค่าในสิ่งที่พ่อแม่อบรมสั่งสอน กลายเป็นคนมีเหตุผลในเรื่องใช้จ่ายเงินทอง ไม่นำเงินไปสุรุ่ยสุร่ายกับความสนุกสนาน และการพักผ่อนท่องเที่ยวในราคาแพง ทำให้มีเงินอดออมในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง

การขอบคุณประการที่ หกคือ ไม่ตามใจลูกจนเหลิง อยากได้อะไรก็รีบหามาให้ทันที ฝึกสอนลูกช่วยเหลือตนเอง ไม่พึงพาพ่อแม่ตลอดเวลา เติบโตขึ้นอย่างมีคุณค่า เรียนรู้การใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์โกรธกริ้ว รู้จักรอคอยด้วยความอดทน ขยันขันแข็งในการทำงาน และหัดให้อภัยผู้อื่น ขอบคุณตนเองที่ไม่ดื้อดึง ไม่เป็นลูกเลี้ยงยาก เป็นคนมีวุฒิภาวะ และมองโลกด้วยสภาพความเป็นจริง

การขอบคุณประการสุด ท้ายคือ ให้อภัยลูกเสมอเมื่อพลั้งเผลอทำสิ่งไม่ดี ปลุกปลอบกำลังใจ กระตุ้นลูกให้ลุกขึ้นต่อสู้ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ยินดีสนับสนุนลูกทุกวิถีทาง เพื่อความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในชีวิต ขอบคุณตนเองที่เรียนรู้สิ่งผิดพลาด มีสติปัญญาแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ลุกขึ้นยืนและทำหน้าที่จนประสบความสำเร็จ

พ่อแม่มีบุญคุณต่อ ลูกมากมาย เกินกว่าคำอธิบายและบรรยายได้หมด คำขอบคุณและสรรเสริญดังกล่าวข้างต้นไม่เพียงพอสำหรับลูกทุกคน แต่ต้องกระทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ด้วยการตอบแทนบุญคุณของท่าน หากคิดว่าตนเองไม่ได้รับสิ่งดีครบถ้วนทั้งเจ็ดประการจากพ่อแม่ ก็ไม่ควรใช้ตรรกะเชิงเหตุผลดังที่เกริ่นมาตั้งแต่แรก ในการละเลยเป็นลูกที่ดี ไม่ปรับปรุงตนเองด้วยสติปัญญาอันสมบูรณ์ ในที่สุดต้องนำความเดือดเนื้อร้อนใจ ความทุกข์ยากมาสู่ตนเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และครอบครัวไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235  

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 21 การสร้างความมั่งคั่ง

การสร้างความมั่งคั่ง

 การสร้างความมั่งคั่งของเถ้าแก่มีวิธีการหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถ มันสมอง การมองเห็นโอกาสเอื้ออำนวย และการงลงทุน ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องของกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และหลักเกณฑ์ ไม่ใช้เทคนิคซับซ้อน หลอกหลวง สร้างหลักฐานเท็จ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการฉ้อฉล ขาดจรรยาบรรณ คิดผูกขาดการตลาดไว้แต่เพียงผู้เดียว (Monopoly) หรือร่วมมือกับเจ้าตลาดไม่กี่ราย (Oligopoly) เพื่อผูกขาดธุรกิจเป็นตลาดเดียว

วิธีสร้างความร่ำรวย มีหลายประการ อาทิ การทำธุรกิจที่เชี่ยวชาญ การเข้าในตลาดหลักทรัพย์ การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ การขยายและลงทุนในธุรกิจ การสัมปทาน ขึ้นอยู่กับความถนัดของเถ้าแก่แต่ละคน บางคนตลอดชีวิตใช้เพียงวิธีเดียว หลายวิธี หรือเครื่องมือทั้งหมดของการทำธุรกิจ ขอเพียงได้ผลกำไรงดงาม เถ้าแก่ประเภทหลังสุดต้องกระโดดเข้าไปทำทันที อาจเป็นเพราะมีหนี้สินจากการลงทุนมากมาย และต้องการทำตลาดแบบผูกขาด เพื่อสร้างความยั่งยืนของธุรกิจตนเอง มีความละโมบอยู่ในใจไม่สิ้นสุด มองทุกเรื่องเป็นธุรกิจทั้งหมด ขาดคุณธรรมและจิตสาธารณะส่วนรวม จึงไม่สมควรสนับสนุนเถ้าแก่ประเภทหวังผลประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไป

การทำธุรกิจที่เชี่ยวชาญ เน้นความแตกต่าง มีคุณค่ากับลูกค้า ราคาถูกกว่าคู่แข่งขันในท้องตลาดทั่วไป เถ้าแก่รายใหญ่ระดับประเทศ ส่วนใหญ่ครอบครองปัจจัย 4 ของประเทศ (อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค) เถ้าแก่รายใหม่ไม่ควรไปทำแข่งขันด้วย เนื่องจากศักยภาพตนเอง ความพร้อม ทรัพยากร และเงินทุนสู้ไม่ได้ ยกเว้นทำในสิ่งที่แตกต่างมากๆ สร้างคุณค่ามากมายกับลูกค้า อาจเป็นตลาดบนสินค้าพรีเมี่ยม ราคาเหมาะสม หรือตลาดล่างสินค้าราคาถูก สินค้าคุณลักษณะดังกล่าว เถ้าแก่รายใหญ่ไม่ลงมาทำเอง เช่น เสื้อผ้าสำหรับหญิงสาวประเภททอม น้ำหอมสมุนไพรระดับสากล เป็นต้น ไม่ควรทำสินค้าประเภทคุณภาพและราคากลาง เนื่องจากคนชั้นกลางมีเงินเดือนสูงพอ ในการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีมาบริโภคและอุปโภคได้ สิ่งสำคัญคือเถ้าแก่ต้องมีใจรักในสิ่งที่ทำ เพื่ออดทนในการหมั่นศึกษา ทดลองทำจนเกิดความเชี่ยวชาญ มองเห็นโอกาสในการทำเป็นธุรกิจ และประสบความสำเร็จ เถ้าแก่บางรายอาจต่อยอดธุรกิจมาจากรุ่นปู่ย่าตายาย หรือรุ่นพ่อแม่ เคยฝึกฝนเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ช่วยเหลือการค้ามาโดยตลอด เมื่อสำเร็จการศึกษาเข้ามารับกิจการขยายธุรกิจเติบโตขึ้น หรือเป็นพนักงานบริษัทมาก่อน เรียนรู้ตลาดและกิจกรรมทุกแผนก มองเห็นว่าตนเองสามารถทำธุรกิจนั้นได้ มีความเชี่ยวชาญการผลิตและบริหารธุรกิจ ก็ลาออกมาทำเสียเอง เป็นเถ้าแก่เริ่มต้น เมื่อผลประกอบการดี จึงขยายธุรกิจเติบโตมีชื่อเสียง

การเข้าในตลาดหลักทรัพย์ เป็นการเข้าในรูปแบบบริษัทมหาชน เพื่อระดมเงินในตลาดทุน โดยออกเป็นหุ้นไอพีโอ (IPO, Initial Public Offering) คือหุ้นจำนวนหนึ่งที่ถูกเสนอขายกับประชาชนทั่วไปในครั้งแรกก่อนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เป็นหุ้นบริษัทใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดทุนนั่นเอง เถ้าแก่ทำธุรกิจเชี่ยวชาญมักมองเห็นว่าแนวโน้มตลาดมักไม่ค่อยดี คู่แข่งขันต่างประเทศมากมาย เงินทุนหนากว่า การขยายธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนสูง อาจประสบปัญหาธุรกิจล้มเหลว จึงติดต่อบริษัทรายใหญ่เพื่อขายกิจการ มักเป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน ทำการควบรวมกิจการ ในขณะที่ธุรกิจตนเองยังมีผลประกอบการดี บริษัทใหญ่มีข้อแม้ว่าต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ก่อน จึงเข้าซื้อควบรวมกิจการเกือบทั้งหมด ส่วนเถ้าแก่เดิมต้องบริหารกิจการต่อไปอีก 5 ปีในฐานะกรรมการบริษัท และถือหุ้นเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงเถ้าแก่เดิมได้ขายกิจการให้กับบริษัทรายใหญ่ ลดตัวเองจากเจ้าของกิจการมาเป็นลูกจ้าง ถ้ามีผู้เข้ามาซื้อจำนวนหุ้นมาก ในราคาหุ้นแพงกว่าหุ้นเจ้าของเดิมหลายสิบเท่า (ราคาพาร์ เท่ากับทุนจดทะเบียน/จำนวนหุ้น หรือราคาที่เถ้าแก่ทำธุรกิจไปจดทะเบียนกับภาครัฐว่ามีทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ แบ่งออกมากี่หุ้นๆ ละเท่าไหร่ ก่อนเข้าสู่ตลาดทุนหรือตลาดหลักทรัพย์) เถ้าแก่ผู้ทำธุรกิจเชี่ยวชาญย่อมร่ำรวยขึ้นนับสิบเท่า ส่วนบริษัทรายใหญ่ได้เงินทุนมากมายจากการเข้าตลาดทุนเช่นกัน ตราบใดผลประกอบการบริษัทมหาชนงดงาม หุ้นก็มีราคาพุ่งสูงขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ปีอาจขึ้นไปหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับราคาหุ้นหลังจากเข้าตลาดทรัพย์ในระยะแรก

การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเถ้าแก่ผู้เชี่ยวชาญได้ขายกิจการเดิมไปแล้ว ได้นำเงินจำนวนมากไปซื้อที่ดินราคาแพง สถานที่ทำเลงดงาม เป็นแหล่งใจกลางเมืองทำธุรกิจ ความต้องการสูง และราคาที่ดินสูงขึ้นตลอดเวลาทุกปี ในขณะที่เถ้าแก่ทำหน้าที่เป็นลูกจ้างบริหารธุรกิจเดิมเป็นเวลาห้าปี ราคาที่ดินสูงขึ้นอีกนับเท่าตัว หลังจากผ่านเวลาไปห้าปี เถ้าแก่ผู้เชี่ยวชาญแบ่งขายที่ดินทำเลทองไปจำนวนหนึ่ง นำเงินจำนวนมหาศาลไปลงทุนในธุรกิจที่ตนเองเชี่ยวชาญและนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมเงินทุนมาขยายธุรกิจต่อไป สร้างความร่ำรวยมั่งคั่งหลายสิบเท่าตัว

การขยายและลงทุนในธุรกิจ เถ้าแก่ได้นำเงินมาลงทุนในธุรกิจที่เชี่ยวชาญ ขยายธุรกิจให้ครบวงจรไปจนถึงการผูกขาดตลาด ตั้งบริษัทในเครือขึ้นจำนวนมาก มีการบริหารความเสี่ยง บริหารการลงทุนและการเงิน การจัดการบัญชี การจัดการภาษี อัตราการแลกเปลี่ยน (ถ้าทำธุรกิจนำเข้าและส่งออก) และอัตราดอกเบี้ยจากเงินกู้ เถ้าแก่ทำธุรกิจมาจนกระทั่งเติบโตขึ้นอีกหลายสิบเท่าตัว คู่แข่งขันมีทั้งระดับชาติและยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ มีการขยายธุรกิจโดยการเข้าไปซื้อกิจการคู่แข่งขันบางราย เป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เถ้าแก่อาจระดมเงินทุนบางส่วนจากการเพิ่มจำนวนหุ้นขายในตลาดหลักทรัพย์ กู้เงินจากธนาคาร (เรียกนายแบงค์มาเจรจาเรื่องลดอัตราดอกเบี้ย) ปล่อยหุ้นกู้ระดมเงินทุนจากประชาชนทั่วไป โดยเถ้าแก่ต้องตัดสินใจกู้เงินจากแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสุด ระยะเวลายาวนานเพียงพอ ผลกำไรจากธุรกิจที่เข้าไปซื้อกิจการ ระยะเวลาคืนทุน และผลประกอบการบริษัทตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้การขยายลงทุนกระทบถูกธุรกิจตนเองให้ประสบปัญหาไปด้วย  

การสัมปทาน เถ้าแก่ที่ขยายและลงทุนในธุรกิจมากมายทั้งธุรกิจเชี่ยวชาญ อสังหาริมทรัพย์ การเงินธนาคาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ธุรกิจขายส่งและค้าปลีก ธุรกิจโทรคมนาคม ย่อมมีหนี้สินจำนวนมหาศาล ต้องการลดความเสี่ยงของการทำธุรกิจที่แบกหนี้จำนวนมาก เข้าไปร่วมประมูลจากโครงการสัมปทานภาครัฐ ผลกำไรมหาศาลอาจได้จากการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ต้องอาศัยเส้นสายกลไกภายในจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ กลายเป็นธุรกิจการเมือง เมื่อมีโครงการสัมปทานใหม่ๆ เถ้าแก่ประเภทนี้มักเข้าไปร่วมด้วยทุกครั้ง

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875

เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 20 กับดักช่องทางการจัดจำหน่าย

กับดักช่องทางการจัดจำหน่าย

ในปัจจุบันสินค้าและบริการเกิดขึ้นมากมายในท้องตลาด มีทั้งเถ้าแก่รายเดิมและรายใหม่ช่วยกันออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ สินค้าติดตลาดอันดับหนึ่งและสองต้องคอยปกป้องไม่ให้ลูกค้าภักดีของตนเองหันไปซื้อสินค้าคู่แข่งขัน ในบรรดาสินค้าและบริการล้วนเกิดจากผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น ผ่านประสบการณ์การทดลองมานาน ลองผิดลองถูกจนผู้บริโภคเป้าหมายเกิดความนิยมชื่นชอบ แต่การมองหาช่องทางจัดจำหน่ายเพื่อกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค เป็นเรื่องที่เถ้าแก่หลายคนรู้สึกหนักใจ มีตั้งแต่ค่าโสหุ้ยต่างๆ ค่าขนส่ง ค่าเช่าสถานที่ ขายเองหรือจ้างพนักงาน ค่าก่อสร้างและออกแบบหน้าร้าน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเถ้าแก่ผู้ประกอบการต้องการสินค้าและบริการตนเองไปอยู่ในตลาดใดบ้าง เช่น ตลาดสด รถเข็น มอร์เตอไซด์หรือรถยนต์พ่วงสินค้าไปขาย ตึกแถว ห้างโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้าหรูหรา คอมมูนิตี้มอลล์ การทำธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรืออี-คอมเมิรซ์ เป็นต้น

การนำสินค้าและบริการไปวางจำหน่ายในตลาดใด เถ้าแก่ต้องตัดสินใจให้ดี นั่นหมายถึงการวางตำแหน่งสินค้าและลูกค้าเป้าหมายของตนเอง บางรายอาจเน้นตลาดส่งออกต่างประเทศด้วย การกำหนดตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถ้าเป็นสินค้าใหม่ ตราสินค้าหรือแบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้า ต้นทุนการสื่อสารและโฆษณาย่อมสูงไปด้วย เถ้าแก่หน้าใหม่หรือเงินทุนน้อยต้องเลือกอีกเช่นเดียวกันว่าต้องการเน้นตลาดไหนก่อน ถ้าเน้นตลาดส่งออก ต้องเลือกว่าเป็นประเทศใด หากเป็นตลาดล่าง สินค้าและบริการต้องมีราคาถูก ส่งออกไปจำหน่ายในประเทศแถบอาเซียน หากเป็นตลาดบน สินค้าและบริการเป็นระดับพรีเมี่ยม ต้องส่งออกไปจำหน่ายประเทศแถบยุโรป ควรกำหนดเฉพาะเป็นประเทศไหน ผู้บริโภคของประเทศนั้นมีรสนิยมและชื่นชอบสินค้าหมวดตนเองมากหรือไม่ เถ้าแก่ต้องโฟกัสตลาดให้ถูกต้องตามชนิดสินค้าและเงินลงทุนของตนเอง เมื่อสินค้าตนเองมีคุณภาพดีและแตกต่างเหนือกว่าคู่แข่งขัน รายได้และผลกำไรย่อมนำมาหล่อเลี้ยงบริษัทให้มีเงินลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อขยายยอดขายไปผู้บริโภคประเทศอื่น รวมทั้งหันมาขยายตลาดในประเทศอีกช่องทางหนึ่ง การกำหนดตลาดที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นการทำธุรกิจ ช่วยให้เถ้าแก่ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จได้ง่ายดาย ไม่กลายเป็นกับดักช่องทางการจัดจำหน่ายจนเถ้าแก่ไม่สามารถเพิ่มยอดขายได้

กับดักช่องทางการจัดจำหน่าย ในที่นี้หมายถึงเถ้าแก่ผู้ประกอบการผลิตสินค้าและบริการออกมาดีเลิศ สามารถแข่งขันในท้องตลาดได้ แต่กำหนดวางตลาดหรือช่องทางจัดจำหน่ายผิดพลาด ส่งผลให้การวางตำแหน่งสินค้า (Positioning) และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Target group) ผิดพลาดไปด้วย ทำให้สูญเสียโอกาสในการทำยอดขาย ธุรกิจตนเองจึงไม่เจริญเติบโต กลายเป็นธุรกิจเจ้าของคนเดียว ใช้แรงงานภายในครอบครัวเท่านั้น

สาเหตุหลักของกับดักช่องทางการจัดจำหน่าย ทำให้เถ้าแก่ผู้ประกอบการมีรายได้ไม่เพิ่มขึ้น วนเวียนอยู่กับการจำหน่ายสินค้าและบริการเดิม ในช่องทางการตลาดของตนเอง มีดังนี้คือ

คุณสมบัติส่วนตัวของเถ้าแก่ มีลักษณะเป็นคนเก่งทำ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการทดลองจนมีความรู้เชิงลึก ประสบการณ์นับไม่ถ้วนในการผลิตสินค้าตนเอง สามารถผลิตสินค้าและบริการในระดับดีเยี่ยม ทราบรายละเอียดทุกขั้นตอน แต่ขาดทักษะเชิงเก่งคนและเก่งคิด ไม่อาจจ้างพนักงานมาผลิตสินค้าแทนตนเอง เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องบริหารคน ขาดความเป็นผู้นำ ไม่ไว้วางใจผู้อื่น จึงต้องใช้แรงงานภายในครอบครัวหรือญาติพี่น้อง เถ้าแก่บางรายอาจจ้างพนักงานไม่กี่คน เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ไม่มีความคิดความอ่านในการขยายสาขา การวางเป้าหมาย และทักษะการบริหารเชิงกลยุทธ์ จึงติดอยู่กับดักช่องทางการตลาดดั้งเดิมของตนเอง รู้สึกคุ้นเคยและปลอดภัยมากกว่าขยายสาขาไปอยู่ตลาดใหม่
การขยายสาขาหรือช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ จำเป็นต้องจ้างพนักงานเพิ่มเติม มีการฝึกอบรมและวิธีการผลิตสินค้าให้ทำแทนเถ้าแก่ สูตรความลับของวงศ์ตระกูลอาจรั่วไหลไปสู่คนอื่นที่ไม่ใช่บุคคลในครอบครัว เถ้าแก่มีความกังวลใจ จึงตัดสินใจอยู่ในตลาดดั้งเดิมหรือร้านค้าเดียวของตนเอง

เถ้าแก่มีความหวาดกลัว ไม่กล้าตัดสินใจในการขยายกิจการ เกรงว่าไปอยู่ตลาดอื่นอาจประสบปัญหาการขาดทุน ดูแลกิจการไม่ทั่วถึง ค้าขายอยู่ตลาดเดิมก็มียอดขายมากอยู่แล้ว เพียงพอเลี้ยงชีพครอบครัวให้อยู่รอดได้ ไม่เห็นมีความจำเป็นในการต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อมองหาตลาดใหม่ การขยายสาขาในระยะแรกอาจมียอดขายไม่มาก ทำให้เป็นภาระกับร้านค้าแห่งแรกหรือตลาดเดิมของตนเอง เถ้าแก่จึงไม่กล้าตัดสินใจและติดอยู่กับดักช่องทางการจัดจำหน่าย
เถ้าแก่มีเงินลงทุนน้อย การขยายสาขาหรือไปอยู่ในตลาดใหม่ ต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติม เป็นภาระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่มีความมั่นใจในการทำธุรกิจของตนเอง และไม่อยากเสี่ยงกับการไปเปิดช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ ขออยู่ในตลาดเดิมไปก่อน

การที่เถ้าแก่เลือกช่องทางการจัดจำหน่ายใด ต้องจัดรูปแบบลักษณะสินค้า การบรรจุหีบห่อ ฉลาก และรูปแบบโมเดลของธุรกิจให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Lifestyle) รวมทั้งการตบแต่งร้านค้าและการดีไซน์ต่างๆ เป็นที่นิยมชื่นชอบ สบายตา รู้สึกผ่อนคลาย เสริมสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า เพื่อดึงดูดมาซื้อสินค้าและบริการ นอกจากนี้การขยายไปสู่สาขาหรือช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ต้องคำนึงถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นสำคัญ ต้องมีคุณสมบัติ อาชีพ และรายได้คล้ายคลึงกับตลาดเดิมของตนเอง อาทิ การส่งสินค้าน้ำหอมไปตลาดพรีเมี่ยมในแถบยุโรป ยอดขายดีมาก เมื่อต้องการขยายธุรกิจภายในประเทศต้องเข้าไปวางขายในห้างสรรพสินค้าหรูหรา

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=588875