กิ่งเพชร

ขอแนะนำวรรณกรรมอันหลากหลาย เถ้าแก่มืออาชีพ พี่สอนน้อง คมความคิด นวนิยายแนววิทยาศาสตร์เรื่องดีเอ็นเอสายพันธุ์สยอง 2059 และนิยายวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง โฮ้ง…ผู้เดียวดาย

Archive for พี่สองน้อง

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 15 การจัดการเงินทองในครอบครัว

การจัดการเงินทองในครอบครัว

  ความสุขในครอบครัวมีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยพื้นฐานคือเงินทองใช้จ่ายในครอบครัว เมื่อขัดสนเรื่องรายได้ ใช้จ่ายไม่เพียงพอ หรือธุรกิจขาดสภาพคล่อง หลายครอบครัวนิยมไปกู้หนี้มาเพิ่มเติมเป็นรายได้และทุนของตนเอง โดยคิดว่าเมื่อเงินเดือนออกหรือลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามาจะมีเงินไปชำระหนี้ได้ทันที เป็นการหมุนเงินจากแหล่งเงินทุน อาจเป็นเงินกู้นอกระบบ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง บัตรเครดิต และเบิกเงินสดจากธนาคารไปใช้ทันทีโดยผ่านเครดิตกับธนาคาร หลายคนมีความคิดแบบฉาบฉวยว่าเงินทองใช้ไป เดี๋ยวก็กลับคืนมาเอง เป็นการหวังบ่อน้ำที่ไม่แน่นอน ลูกค้าอาจไม่สั่งซื้อสินค้าเพิ่มเติมและจำหน่ายได้น้อยลง หรือเป็นมนุษย์เงินเดือน ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้จ่าย โดยหวังเงินเดือนถัดไปมาชำระหนี้ในปัจจุบัน อีกทั้งดอกเบี้ยสูงลิบลิ่ว ในที่สุดกลายเป็นดินพอกหางหมู เวลาผ่านไปเริ่มเป็นหนี้ก้อนใหญ่ เนื่องจากการใช้จ่ายเงินทองเกินตัว การกู้หนี้ยืมสิน ถ้าเป็นเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้อง ต้องสนิทสนมกันจริงๆ และไว้วางใจว่าได้เงินต้นคืนแน่นอน แต่ถ้าไม่มีวินัยเงินทองก็คงไม่มีใครกล้าหยิบยืน ยกเว้นแหล่งเงินทุนมหาโหด คิดดอกเบี้ยหลายสิบเปอร์เซ็นต์ถึงร้อยกว่าเปอร์เซ็นต์

เมื่อเป็นหนี้สินจำนวนมาก ทุกคนมีทางเลือกสองทางคือ พยายามหาเงินมาผ่อนชำระ หรือเบี้ยวหนี้ไม่ยอมจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย กรณีเป็นหนี้เครดิตของธนาคาร อาจทำเป็นเมินเฉย ทิ้งจดหมายทวงหนี้หรือคืนจดหมายกับบุรุษไปรษณีย์ ทำให้ลูกหนี้เสียเครดิต ถูกบันทึกในเครดิตบูโร กู้เงินกับธนาคารทั่วไปไม่ได้และขอทำบัตรเครดิตไม่ผ่านจนกว่าชำระหนี้สินหมดก่อน กรณีเป็นหนี้นอกระบบ พยายามหลบหนีด้วยการย้ายบ้านไปเรื่อยๆ ไม่ให้นักเลงทวงหนี้ตามพบ ถ้าเจอลูกหนี้อาจถูกทำร้ายร่างกายปางตาย การดำเนินชีวิตไม่มีความสุข เมื่อเป็นหนี้จึงควรเลือกวิธีการหาเงินมาผ่อนชำระหรือจ่ายหนี้สินทั้งหมด

ถ้าเป็นหนี้เงินกู้นอกระบบ ต้องหาเงินทุกวิถีทางมาชำระหนี้ให้หมดทีเดียว ไม่ควรผ่อนชำระในแต่ละวันหรือเป็นงวด เนื่องจากดอกเบี้ยสูงมาก ผ่อนเงินใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีทางลดเงินต้นและดอกเบี้ยได้ ถ้ามีทรัพย์สิน ของมีค่า  ที่ดินไร่นา หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นใด ต้องตัดใจขายเพื่อนำเงินมาชำระทันทีและเร็วที่สุด หากไม่มีทรัพย์สินมีค่า ต้องบากหน้าไปขอหยิบยืนจากพ่อแม่ ญาติพี่น้องและผู้ใจบุญทั้งหลาย ถ้ามีการคิดดอกเบี้ยต่ำหรือไม่สูงลิบลิ่วจนผ่อนชำระไม่ได้ หรือหาแหล่งเงินกู้อื่น อาทิ ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ โดยอาจมีการจำนองบ้านและที่ดินอยู่อาศัยก็ต้องยอม เนื่องจากการผ่อนชำระหนี้สินกับแหล่งเงินทุนมีดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบมาก มีโอกาสผ่อนจ่ายหมดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ถ้าหาแหล่งเงินกู้ไม่ได้จริงๆ ต้องเจรจากับเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบให้ลดดอกเบี้ยลงมากที่สุด การเจรจาต้องหาคนกลาง อาจเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือผู้ที่เจ้าหนี้เคารพนับถือมาช่วยเจรจาลดเงินต้นที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ยุติธรรม และลดดอกเบี้ยให้ต่ำลงพอที่จะผ่อนชำระได้ รวมทั้งมีการจัดการเงินทองในครอบครัวอย่างเข้มงวด

การเป็นหนี้บัตรเครดิตธนาคารหรือเบิกเงินสดจากบัตรเครดิต  ถูกคิดดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบ แต่พอเริ่มเป็นหนี้มีการคิดค่าธรรมเนียมอื่น ทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก ส่วนใหญ่มีบัตรหลัก (เจ้าของบัตร มีเงินเดือนแน่นอน ไม่เสียประวัติการชำระหนี้หรือถูกบันทึกอยู่ในเครดิตบูโร) และบัตรเสริม (เจ้าของบัตรหลักเป็นผู้ค้ำประกันเจ้าของบัตรเสริม กรณีไม่ผ่อนชำระหนี้สินจากการรูดบัตรเครดิตจ่ายสินค้าหรือเบิกเงินสด) ทั้งสองบัตรต้องอยู่ในวงเงินเครดิตที่ธนาคารอนุมัติ เช่น ไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อเดือน เป็นต้น บางคนไม่เคยเป็นหนี้สิน แถมหน้าที่การทำงานมั่นคง หลายธนาคารจึงให้เจ้าหน้าที่มาติดต่อทำบัตรเครดิต โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมรายปี เจ้าของบัตรหลักส่วนใหญ่มีหลายใบและมีบัตรเสริมหลายใบเช่นเดียวกัน เจ้าของบัตรเสริมมักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบัตรหลัก อาทิ เป็นสามีหรือภรรยา แฟน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ส่วนใหญ่เจ้าของบัตรเสริมไม่ยอมชำระหนี้ เนื่องจากทราบดีอยู่แล้วว่าเจ้าของบัตรหลักเป็นผู้รับผิดชอบและค้ำประกันหนี้แทนตนเอง จึงผลักภาระไปให้กับเจ้าของบัตรหลัก ฝ่ายบัตรหลักไม่ยอมชำระหนี้สิน ถือว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อหนี้ ในที่สุดดอกเบี้ยก็เพิ่มพูนขึ้นตามเวลาผ่านไป อีกกรณีหนึ่งคือเจ้าของบัตรหลักเป็นหนี้เสียเอง ไม่มีปัญญาหาเงินมาผ่อนชำระในแต่ละเดือน ใช้วิธีไปเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตอีกธนาคารหนึ่งที่ตนเองเป็นเจ้าของบัตรหลักเช่นเดียวกัน นำเงินมาผ่อนชำระหนี้ธนาคารที่ตนเองไม่มีปัญญาจ่าย ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หลายบัตรเครดิต หลายธนาคาร โดยไม่ทราบเลยว่าธนาคารได้คิดดอกเบี้ยเต็มร้อยละยี่สิบทุกเดือนจากยอดเงินหนี้ครั้งแรก ถึงแม้จะผ่อนชำระหนี้ในแต่ละเดือนก็ตาม หรือเหลือหนี้อยู่หนึ่งบาท ก็ถูกคิดดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยครั้งแรกของหนี้สิน ธนาคารได้คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินหนี้ครั้งแรกทุกเดือน ไม่มีการคิดจากเงินต้นที่ลดลง ถ้าเบิกเงินสดอีกเป็นครั้งที่สอง สาม สี่ ไปเรื่อยๆ ก็รวมดอกเบี้ยเต็มจากเงินต้นที่เป็นหนี้สินทุกครั้ง จนกว่าจะชำระหมดทั้งหนี้และดอกเบี้ย ส่วนใหญ่เจ้าของบัตรหลักไม่ทราบจึงเป็นหนี้สินท่วมตัวจากดอกเบี้ยมากมายของบัตรเครดิตหลายใบและหลายธนาคาร เมื่อเจ้าของบัตรเสริมเป็นหนี้ ไม่มีปัญญาจ่ายหรือไม่ยอมชำระเงิน สิ่งแรกคือตรวจสอบยอดเป็นหนี้ทั้งหมดของบัตรเสริม อาจมีหลายใบและหลายธนาคาร ทำการระงับการใช้เงินทุกใบของบัตรเสริม เพื่อป้องกันเจ้าของบัตรเสริมไปรูดบัตรหรือเบิกเงินสดอีก ทำให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นได้ ขั้นต่อไปคือวางแผนในการลดหนี้นั้นทันที สมมุติเป็นหนี้บัตรเครดิตสามใบ ให้ชำระหนี้ทั้งหมด หากเจ้าของบัตรหลักมีจำนวนเงินมากเพียงพอ แต่ถ้าไม่พอให้เลือกชำระทั้งหมดเพียงหนึ่งใบหรือสองใบ โดยดูความสามารถของรายได้หรือเงินเดือนตนเองว่า สามารถผ่อนชำระหนี้บัตรที่เหลือได้โดยไม่เดือดร้อนกับการใช้จ่ายในแต่ละเดือน ขั้นตอนสุดท้ายคือมีการจัดการเงินทองในครอบครัวอย่างเข้มงวด

การจัดการเงินทองในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญมาก ภายหลังการวางแผนลดเงินต้นยอดหนี้สินหรือเจรจาลดอัตราดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้ ไม่ว่าเป็นหนี้จากแหล่งเงินกู้ใด เงินกู้นอกระบบ หรือบัตรเครดิตก็ตาม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายได้และรายจ่าย เมื่อรายได้ไม่เพียงพอต้องหาทางเพิ่มรายรับในช่วงวันหยุดสัปดาห์หรือช่วงเย็นหลังเลิกงาน ทำงานล่วงเวลา งานหาอื่นทำ หรือขายสินค้าตลาดนัดช่วงกลางคืนและวันหยุดจากการทำงานปรกติ และตัดรายจ่ายให้น้อยลง ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าเงิน อาทิ ไม่พาครอบครัวออกไปกินอาหารนอกบ้าน ให้ทำอาหารกินเอง ถ้าทำไม่อร่อย อาจศึกษาวิธีการทำจากอินเตอร์เน้ต สอบถามผู้ทำอาหารเก่ง การจ่ายตลาดและซื้อสิ่งของจำเป็นควรเลือกจากห้างจัดแคมเปญโปรโมชั่น เช่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง วันที่ลดราคาสินค้า เลือกวัสดุดิบประกอบอาหารราคาถูกจากตลาดสด การดื่มเหล้าสูบบุหรี่และเที่ยวสถานบันเทิงควรหักดิบเลิกเสีย เป็นต้น นอกจากนี้สิ่งไม่จำเป็นก็ไม่ควรซื้อมาโดยเด็ดขาด ต้องทำความเข้าใจกับบุคคลในครอบครัวเรื่องการประหยัด เป็นภาวะวิกฤติต้องช่วยกันฝันฝ่าอุปสรรคด้วยกัน กำหนดเวลาที่ต้องปลดหนี้สินจนหมดสิ้น เพื่อไม่ให้ครอบครัวเครียดว่าต้องประหยัดตลอดไป ต้องคำนวณเงินอดออมในแต่ละเดือนให้ดี เหลือเงินอย่างน้อยไปผ่อนชำระหนี้แต่ละงวดและเผื่อไว้ใช้ยามเจ็บป่วยบ้าง

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 14 ขอบคุณพ่อแม่และตนเอง

ขอบคุณพ่อแม่และตนเอง

พ่อแม่คือพระอรหันต์ ในบ้าน ลูกคนใดไม่เคารพและรักเทิดทูนย่อมไม่มีความสุขความเจริญ บุญคุณของท่านยิ่งใหญ่เกินกว่าลูกทุกคนตอบแทนได้หมด การเลี้ยงดูเด็กทารกคนหนึ่งจนกระทั่งเจริญเติบโตขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ต้องอาศัยความใจเย็น อดทนทุกอย่าง ตั้งแต่ความเจ็บปวดในระหว่างตั้งครรภ์และคลอดลูก ความยากลำบากในการหาเงินทองเลี้ยงดูบุตร ส่งเสียให้เล่าเรียน การอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่เป็นภาระกับผู้อื่น เติบโตขึ้นอย่างมีคุณค่าทั้งต่อตนเองและสังคม ลูกทุกคนจึงต้องตระหนักถึงคุณงามความดีของท่าน มีความกตัญญูกตเวทีตอบแทนบุณคุณกลับคืนไป ทุกคุณค่าในสิ่งดีงามไม่จำเป็นต้องตีค่าเป็นตัวเลขเงินทองเสมอไป แม้แต่ทำเรื่องให้ถูกใจและสบายด้วยกันทั้งพ่อแม่และลูก ความสุขในครอบครัวไม่ไกลเกินเอื้อม การทะเลาะเบาะแว้งหยุดลงทันที ไม่จำเป็นต้องยกเหตุผลต่างๆ มาอ้างอิงความถูกต้องของตนเอง เพื่อลบล้างคุณงามความดีของท่าน เหมือนลูกอกตัญญูหลายคนที่ชอบกล่าวอ้างเป็นประจำ จึงต้องขอบคุณและสรรเสริญความดีของพ่อแม่ ขณะเดียวกันก็ขอบคุณตนเองที่ไม่หลงผิดไปกับความเป็นเหตุผลบางอย่างที่ตนเอง เข้าใจไปเอง อาทิ พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงลูก เพราะทำให้ตนเองเกิดมา ถ้าตนเองลำบาก หาเงินไม่ได้ พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูลูกคนนี้ตลอดไป หรือพ่อแม่ทำอาหารเลี้ยงลูกทุกวัน เมื่อตนเองเติบใหญ่ ไม่คุ้นเคยกับการทำอาหาร เนื่องจากไม่เคยถูกสอนจับตะหลิว เปิดแก๊สทำกับข้าวหรือหุงข้าว จึงจำเป็นที่พ่อแม่ต้องทำกับข้าวเลี้ยงตนเองตลอดไป หรือตนเองเกิดมาเป็นคนเอาแต่ใจตนเอง ไม่เคยเรียนรู้ความรับผิดชอบ ไม่รู้จักหน้าที่ กลายเป็นคนไม่มีวุฒิภาวะ พ่อแม่รักและตามใจมากเกินไป เลี้ยงดูแบบผิดๆ มาโดยตลอด ตนเองไม่สามารถเอาดีได้ ดังนั้นพ่อแม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องราวทั้งหมดของตนเอง ลูกไม่ควรใช้เหตุผลเชิงตรรกะเหล่านี้สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนกลับมาสู่ ครอบครัว ไม่ว่าในกรณีใดทั้งสิ้น

การขอบคุณพ่อแม่สิ่ง แรกคือ ไม่ทำแท้งตั้งแต่อยู่ในครรภ์เก้าเดือน อยู่เป็นเพื่อนในยามเราลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก อ้อมกอดแห่งความอบอุ่นช่วยให้ตนเองไม่รู้สึกว้าเหว่ โหยหาความรัก และขาดที่พึ่งความมั่นคงทางจิตใจ ไม่ทอดทิ้งเราให้ไปอยู่ในสถานเลี้ยงดูเด็กกำพร้า และเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ขอบคุณตนเองเมื่อยามพ่อแม่แก่เฒ่า ให้เงินทองไว้ใช้สอยจับจ่าย ช่วยดูแลปรนนิบัติ เป็นเพื่อนเวลาท่านรู้สึกเหงา และพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย เช่นเดียวกับตนเองเมื่อครั้งเป็นเด็กเล็ก

การขอบคุณประการที่ สองคือ ช่วยอบรมสั่งสอนให้รู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบและเอาตนเองรอดได้ มีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือผู้ที่สมควรช่วยเหลือ ไม่เป็นคนจิตใจหยาบกระด้าง เห็นแก่ตัว คิดแก้แค้นทำร้ายคนอื่น เป็นพวกนักเลงอันธพาล สิบแปดมงกุฎ หลอกลวง หรือคิดทำสิ่งชั่วร้ายตลอดเวลา ขอบคุณตนเองที่ไม่ดื้อดึง เชื่อฟังพ่อแม่จึงเติบโตขึ้นเป็นคนดี มีศีลธรรมและจรรยาบรรณ

การขอบคุณประการที่ สามคือ ช่วยส่งเสียให้เล่าเรียนหนังสือ รู้จักอ่าน เขียนหนังสือ เป็นคนมีความคิดกว้างไกล ใช้ความรู้มาประกอบอาชีพสุจริต ไม่ต้องเป็นคนลักขโมย ปล้นจี้ชิง วิ่งราว เข่นฆ่าผู้อื่น หรือทำร้ายสังคม ประเทศชาติ ขอบคุณตนเองในการตั้งใจและขยันเล่าเรียนศึกษา ชอบศึกษาหาความรู้ติดตัว ช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ไม่คบเพื่อนเกเร ชักชวนกันทำในสิ่งผิดทำนองคลองธรรม และนำความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัว

การขอบคุณประการที่ สี่คือ เป็นตัวอย่างให้ลูกได้เห็นสิ่งดีงาม ไม่ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่ทำสิ่งผิดศีลธรรม ดื่มเหล้าเมายา ติดอบายมุขทั้งหลาย อดทนและขยันทำมาหากินโดยสุจริต ขอบคุณตนเองที่มีภูมิคุ้มกันในครอบครัวดีเยี่ยม ไม่หลงใหลไปกับสิ่งแวดล้อม สังคมนอกบ้านซึ่งคอยชักชวนให้หลงผิด คิดว่าเป็นสิ่งโก้เก๋ จนลืมแบบอย่างที่ดีของพ่อแม่ตนเอง และเป็นต้นแบบในการสร้างครอบครัวอบอุ่นต่อไป

การขอบคุณประการที่ ห้าคือ สั่งสอนลูกเป็นคนประหยัดในเรื่องเงินทอง ไม่เป็นคนบ้าคลั่งสนุก หลงยึดติดในสุขนิยม ชอบเดินทางท่องเที่ยว หรือหลงใหลไปกับวัตถุนิยม ยกย่องสินค้าราคาแพงมากไปกว่าประโยชน์ใช้สอย ขอบคุณตนเองรู้จักคุณค่าในสิ่งที่พ่อแม่อบรมสั่งสอน กลายเป็นคนมีเหตุผลในเรื่องใช้จ่ายเงินทอง ไม่นำเงินไปสุรุ่ยสุร่ายกับความสนุกสนาน และการพักผ่อนท่องเที่ยวในราคาแพง ทำให้มีเงินอดออมในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง

การขอบคุณประการที่ หกคือ ไม่ตามใจลูกจนเหลิง อยากได้อะไรก็รีบหามาให้ทันที ฝึกสอนลูกช่วยเหลือตนเอง ไม่พึงพาพ่อแม่ตลอดเวลา เติบโตขึ้นอย่างมีคุณค่า เรียนรู้การใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์โกรธกริ้ว รู้จักรอคอยด้วยความอดทน ขยันขันแข็งในการทำงาน และหัดให้อภัยผู้อื่น ขอบคุณตนเองที่ไม่ดื้อดึง ไม่เป็นลูกเลี้ยงยาก เป็นคนมีวุฒิภาวะ และมองโลกด้วยสภาพความเป็นจริง

การขอบคุณประการสุด ท้ายคือ ให้อภัยลูกเสมอเมื่อพลั้งเผลอทำสิ่งไม่ดี ปลุกปลอบกำลังใจ กระตุ้นลูกให้ลุกขึ้นต่อสู้ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ยินดีสนับสนุนลูกทุกวิถีทาง เพื่อความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในชีวิต ขอบคุณตนเองที่เรียนรู้สิ่งผิดพลาด มีสติปัญญาแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ลุกขึ้นยืนและทำหน้าที่จนประสบความสำเร็จ

พ่อแม่มีบุญคุณต่อ ลูกมากมาย เกินกว่าคำอธิบายและบรรยายได้หมด คำขอบคุณและสรรเสริญดังกล่าวข้างต้นไม่เพียงพอสำหรับลูกทุกคน แต่ต้องกระทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ด้วยการตอบแทนบุญคุณของท่าน หากคิดว่าตนเองไม่ได้รับสิ่งดีครบถ้วนทั้งเจ็ดประการจากพ่อแม่ ก็ไม่ควรใช้ตรรกะเชิงเหตุผลดังที่เกริ่นมาตั้งแต่แรก ในการละเลยเป็นลูกที่ดี ไม่ปรับปรุงตนเองด้วยสติปัญญาอันสมบูรณ์ ในที่สุดต้องนำความเดือดเนื้อร้อนใจ ความทุกข์ยากมาสู่ตนเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และครอบครัวไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235  

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 13 การเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่คนไทย

การเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่คนไทย

การเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่คนไทย มักแตกต่างจากชาวตะวันตกที่เจริญแล้ว เป็นเพราะความคิดในเรื่องเลี้ยงลูกแตกต่างกันมาก วัฒนธรรมชาติตะวันตกนิยมให้คนพึ่งพาตนเอง รับผิดชอบและช่วยเหลือตนเอง เน้นไปทางปัจเจกนิยม (Individualism) ไม่เกิดความรู้สึกผูกพันแบบกลุ่ม เป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละบุคคล ส่วนคนไทยและชาติเอเซียนิยมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พ่อแม่ต้องการให้ลูกอยู่ในโอวาท เชื่อฟัง สามารถพึ่งพาได้ในยามชรา เป็นวัฒนธรรมแบบกลุ่ม (Collectivism) เกิดความรู้สึกผูกพันในลักษณะครอบครัวและเครือญาติ

ครอบครัวคนไทยเลี้ยงลูกชนิดไข่ในหิน รักและห่วงใยมากเกินไป คอยสอดส่องอยู่ในสายตาตลอดเวลา และห้ามปรามพฤติกรรมที่เห็นว่าไม่เหมาะสม อ้างว่าเป็นความหวังดีของพ่อแม่ ต้องการให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนดี ไม่ทำตัวเป็นคนพาลเกเร นอกลู่นอกทาง ถ้าลูกไม่เชื่อฟังต้องลงโทษ เฆี่ยนตีเพื่ออบรมสั่งสอนตั้งแต่เด็ก โดยมีความเชื่อตามคำโบราณว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ต้องทำโทษหลาบจำ เติบโตขึ้นจะได้ไม่ทำพฤติกรรมเช่นนั้นอีก ขณะเดียวกันคอยห้ามปรามทุกเรื่องที่ตนเองไม่ชอบใจด้วย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเหตุผลของพ่อแม่ทั้งสิ้น ไม่ได้สอบถามเด็กว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น เด็กถูกกดดันและเก็บกด ทำให้ขาดความเป็นอิสรภาพ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก ต้องคอยสอบถามความเห็นจากพ่อแม่อยู่ร่ำไป ลับหลังพ่อแม่ ลูกอาจแสดงพฤติกรรมเก็บกด ทำในสิ่งที่พ่อแม่ไม่ชอบและคอยห้ามปรามเสมอ อาทิ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ติดยาเสพติด แอบหนีเที่ยวเมื่อมีโอกาส ฝ่ายพ่อแม่คิดว่าลูกเป็นดี อยู่ในโอวาท เมื่อทราบความจริงก็แทบลมใส่ เป็นเพราะเข้มงวดลูกในบ้านมากเกินไป เด็กบางคนอาจต่อต้าน ยิ่งแสดงอาการดื้อดึงมากขึ้น กรณีที่รุนแรงพ่อแม่อาจติดกล้องวงจรปิดในห้องนอนลูก บริเวณทั่วบ้านทุกมุมห้อง เพื่อคอยสอดส่องดูพฤติกรรมลูก คิดว่าเด็กไม่เชื่อฟัง มีนิสัยอันธพาล ส่วนใหญ่เป็นเด็กโตวัยรุ่น พ่อแม่บางรายใช้อารมณ์ ด่ากราดลูก และประกาศตัดขาดความพ่อแม่ลูกทันที ส่วนลูกเกิดความเจ็บแค้นในใจ จ้างมือปืนมาสังหารพ่อแม่และบุคคลในครอบครัวตนเอง เคยเป็นข่าวโด่งดัง สร้างความสะเทือนใจ กระทบกับความรู้สึกคนทั่วไป

การเลี้ยงลูกจึงเป็นเรื่องพ่อแม่สมัยใหม่รู้สึกหนักใจ เลี้ยงแล้วไม่ได้พึ่งพายามชรา ลูกเอาตัวไม่รอดในทุกสถานการณ์ ยิ่งพ่อแม่รักห่วงใยลูกมาก ลูกยิ่งเป็นคนไม่เอาไหน การช่วยเหลืออย่างมากตามวัฒนธรรมแบบกลุ่มของคนไทย ส่งผลสะท้อนให้เด็กไทยไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีความอดทน ขาดวุฒิภาวะ เนื่องจากไม่มีอิสรภาพในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง พ่อแม่ควบคุมเอาไว้ทั้งหมด ลูกคนไทยเลี้ยงไม่รู้จักโตเสียที เมื่อออกไปเผชิญโลกภายนอก ทำงานไม่อดทน ไม่รู้จักความยากลำบาก ในบ้านมีคนคอยช่วยเหลือ ทำแทนและบงการชีวิตตลอดเวลา ส่วนในที่ทำงานต้องทำเองทั้งหมด แก้ไขปัญหาเรื่องงาน และมีปัญหาตลอดเวลา ไม่มีใครช่วยเหลือตลอดเวลาเหมือนอยู่ในบ้าน เมื่อทำผิดพลาด ถูกเจ้านายตำหนินิดหน่อย ก็พาลลาออกจากงานเสียเลย มาทำธุรกิจส่วนตัวเล็กน้อยก็ขาดทุนหรือรายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพ ต้องวนเวียนเป็นวัฏจักรมาให้พ่อแม่เลี้ยงดูเหมือนเดิม เป็นเรื่องหน้าเศร้าใจและทุกข์ใจสำหรับพ่อแม่คนไทย

การเลี้ยงดูลูกถูกต้อง ควรผสมผสานวัฒนธรรมปัจเจกบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง หัดให้ลูกรับผิดชอบในเรื่องหน้าที่ตนเองตั้งแต่เด็ก เช่น ล้างจานทันทีหลังกินข้าวเสร็จ ทำความสะอาดห้องนอน ห้องน้ำและถูบ้าน เมื่อเติบโตขึ้นบ้างต้องฝึกฝนเรื่องการทำอาหารเอง หัดช่วยเหลือและพึ่งพาตนเองมากที่สุด พ่อแม่ต้องไม่คิดว่าลูกยังเล็ก ทำเองไม่เป็น หรือสงสารลูกทำงานหนัก การฝึกฝนตั้งแต่เด็กช่วยให้ลูกมีความอดทน เรียนรู้การทำงานขั้นต้น มีวินัยและความรับผิดชอบเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เวลาเล่นอะไรด้วยตนเอง พ่อแม่ต้องไม่เข้าไปเล่นด้วย บอกให้เล่นอย่างโน้นอย่างนี้ ปล่อยให้เด็กเล่นเอง เขากำลังฝึกฝนการจิตนการสร้างสรรค์ อย่าไปขัดจังหวะการเล่นของลูก พ่อแม่คอยดูลูกอยู่ห่างๆ ไม่ให้เกิดอันตรายกับเขา เวลาลูกหกล้มและร้องไห้ พ่อแม่ต้องไม่เข้าไปปลอบใจและโอ๋เด็กตลอดเวลา บอกให้ลูกลุกขึ้นยืนเอง พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ในบ้านต้องไม่เลี้ยงดูในลักษณะตามใจหรือบังคับเด็กมากเกินไป ควรรับฟังความคิดเห็นและเหตุผลของลูก ปล่อยให้เด็กทำในสิ่งที่เขาต้องการเสียก่อน ถ้าเป็นสิ่งผิดก็ควรใจเย็น ใช้หลักเหตุผลอธิบายว่าทำไมลูกไม่ควรทำเช่นนั้นและเมื่อทำแล้วจะเกิดผลเช่นใด ดีกว่าห้ามปรามไปเสียทุกเรื่อง ลูกอาจไม่เข้าใจ เกิดการต่อต้านในใจ และดื้อดึงไม่เชื่อฟัง การใช้หลักเหตุผลช่วยให้ลูกตัดสินใจในเรื่องราวสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าการใช้อารมณ์ที่ปราศจากสติปัญญา ไม่กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์จากสิ่งที่พ่อแม่ห้ามปรามหรือขัดใจในสิ่งที่เขาต้องการ ยิ่งลูกได้ช่วยเหลือพ่อแม่ทำมาหากิน ร่วมทุกข์ร่วมสุข และเห็นความยากลำบากในการหาเงิน ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันและรักพ่อแม่มากขึ้น ลูกที่เติบโตเป็นวัยรุ่นอาจหางานทำในช่วงปิดเทอม หรือเสาร์อาทิตย์ไปขายของตามตลาดนัดและห้างสรรพสินค้า บางคนหาเงินส่งตัวเองเรียนหนังสือ ทำงานและเรียนควบคู่กันไป เป็นการฝึกฝนให้คุ้นเคยกับความยากลำบาก เด็กพวกนี้จะเฉลียวฉลาดและเก่งเป็นยอดคน เข้าใจวิถีชีวิตตนเองและผู้อื่น มองโลกในด้านความเป็นจริง ไม่เข้าใจในลักษณะแบบฉบับของตนเอง

พ่อแม่คนไทยสมัยใหม่ ต้องปรับตัววิธีการเลี้ยงลูก ไม่อิงกับวัฒนธรรมแบบกลุ่มมากเกินไป ต้องนำลักษณะปัจเจกบุคคลของชาติตะวันตกมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ต้องไม่ลืมรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยคือ สอนลูกรู้จักอ่อนน้อม ไม่ก้าวร้าว เคารพผู้อาวุโส และดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า พ่อแม่ที่ฉลาดต้องรู้จักปลูกฝังนิสัยความมีวินัย ความรับผิดชอบ การรู้จักหน้าที่ตนเอง การมีเหตุผล ความอดทน ไม่เอาแต่ใจตนเอง และช่วยเหลือตัวเองเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ไม่พึ่งพาพ่อแม่ตลอดไป อีกทั้งเป็นภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งในครอบครัว ป้องกันลูกไม่ให้ตกอยู่ในสิ่งที่เป็นอบายมุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การเลี้ยงลูกของคนไทยหรือคนชาติอื่น ต้องใช้แนวทางวิธีที่กล่าวไว้ข้างต้น พ่อแม่ต้องไม่ให้ความรักลูกมากมายมาปิดหูปิดตาตนเอง เลี้ยงดูและสอนลูกแบบผิดๆ ตามใจลูกหรือบังคับมากเกินไป ปล่อยให้เด็กมีอิสรภาพ ทำอะไรด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการลองผิดลองถูก เกิดความคิดสร้างสรรค์ ในไม่ช้าเด็กจะค้นพบตนเองว่าชอบสิ่งใด เกิดการเลือกอาชีพในสิ่งที่ตนเองรัก โดยมีพ่อแม่เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ลูกพลอยมีความสุขตลอดชั่วชีวิต ความเจริญรุ่งเรืองจึงตามมา ไม่ทิ้งภาระ ความทุกข์ยาก และปัญหาจากการเลี้ยงดูลูกผิดๆ ย้อนกลับมาสู่พ่อแม่ในบั้นปลายของชีวิต

……………………………………………………………………………………

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 12 คนหลงธรรมะ

คนหลงธรรมะ

คนหลงเป็นลักษณะหนึ่งของคนมัวเมา หมกมุ่นอยู่ในเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ จิตใจจดจ่อ ขาดสติสัมปชัญญะพิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุผล ตั้งอยู่บนความเชื่อศรัทธา หลงใหล และตัดสินใจด้วยอารมณ์ มากกว่าใช้ปัญญาเป็นเครื่องชี้นำ ส่วนธรรมะเป็นคำสั่งสอนให้คนทำความดี ประพฤติปฎิบัติอยู่ในกรอบแห่งความดีงาม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องศาสนา คำสั่งสอนของพระศาสดา เจ้าลัทธิ และนักบุญต่างๆ เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกันคือ คนหลงธรรมะ เป็นลักษณะของคนที่มัวเมายึดถือคำสั่งสอนในทางศาสนา หรือลัทธิความเชื่อต่างๆ มากเกินไป ใช้อารมณ์ความรู้สึกไปล่วงหน้า ใครมาเตือนสติก็ไม่ฟัง แสดงอาการเกี้ยวกราดและขัดแย้งกับผู้ไม่เห็นด้วย มักยึดตัวบุคคลที่สั่งสอนนั้น อาจเป็นพระภิกษุมีชื่อเสียงหรือเจ้าลัทธิ ผู้คนเลื่อมใสเข้ามาเป็นสาวกมากมาย คำพูดที่ออกจากปากคือคำสั่งสอน ส่วนใหญ่เป็นธรรมะทางศาสนา มีการชักชวนสาวกช่วยกันร่วมบริจาคทำบุญ อ้างว่าเป็นกุศลกรรมยิ่งใหญ่ เข้าสู่นิพพานรวดเร็วในชาตินี้ ขึ้นอยู่กับสาวกว่าบริจาคทำบุญบ่อยแค่ไหนและจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ อ้างชีวิตเป็นทุกข์ สามีภรรยาและลูกไม่มีตัวตน ถ้าปล่อยวางหรือตัดทิ้งได้ถือว่าเข้าถึงหลักการอนัตตา พูดถึงพระพุทธเจ้า สมัยท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนเสด็จออกผนวชได้ละทิ้งลูกเมียเช่นเดียวกัน (ลืมใช้ปัญญาวิเคราะห์ว่าท่านอยู่ในเชื้อพระวงศ์กษัตริย์ มีทรัพย์สมบัติมากมาย ไม่ได้ทำให้ภรรยาและบุตรเดือดร้อน) หากสาวกทำได้ก็ยิ่งเป็นสิ่งประเสริฐและบุญกุศลสูงสุด หรือชักชวนบุคคลในครอบครัวมาร่วมทำบุญ (เป็นสาวก) ด้วยก็ยิ่งเป็นมหากุศลใหญ่ เมื่อสิ้นบุญ อย่างน้อยก็ไปเกิดใหม่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รอคอยเข้าสู่นิพพานต่อไป

เจ้าลัทธิหรือผู้ที่อ้างหลักคำสั่งสอน มักมีการบิดเบือนให้สาวกคล้อยตาม พูดจาโน้มน้าวชักจูง อาทิ ทำบุญบริจาคเงิน ต่อต้านคนนอกศาสนา ปลุกระดมทำสงครามศาสนา เข็ญฆ่าผู้บริสุทธิ์ จับผู้เข้าไปช่วยเหลือเป็นตัวประกัน มีผู้เข้าร่วมขบวนการมากมาย เกิดอารมณ์ร่วมไปกับเจ้าลัทธิ โดยถูกปลุกปั่นหลงเชื่อว่า ทำเพื่อพระศาสดาตนเอง ไม่ให้คนนอกมารังแกพี่น้องร่วมศาสนาและอุดมการณ์เดียวกัน เป็นการปกป้องศัตรูเข้ามารุกราน ถือว่าไม่บาปกรรม แถมเป็นการทำบุญกุศลยิ่งใหญ่ ถ้าเสียชีวิตจะได้กลับไปอยู่กับพระเป็นเจ้าหรือศาสดาของตนเอง การปลูกฝังเช่นนี้ ขาดการไตร่ตรองด้วยเหตุผล ใช้อารมณ์ ความเชื่อและศรัทธาเป็นสิ่งชักนำพา จัดอยู่ในประเภทคนหลงธรรมะ

คนหลงธรรมะ เป็นเรื่องของความมัวเมา หลงใหลในหลักคำสั่งสอนของเจ้าลัทธิและศาสนา อยู่ไกลแค่ไหนก็ต้องดั้งด้นไปถึง เพื่อร่วมทำบุญบริจาคเงินทอง สวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนา แต่พอกลับมาถึงบ้านก็แสดงอาการโกรธกริ้วได้ง่าย โลภมากอยากได้บุญเยอะ พูดจาเรื่องธรรมะคล่องแคล่ว หากใครมาพูดขัดแย้ง มีความเห็นแตกต่าง เพียงสะกิดใจนิดเดียว ถึงกับโมโหเป็นฟืนไฟ โต้ตอบกลับอย่างรุนแรง จนไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่เคร่งครัดในทางศาสนา สามารถแสดงออกได้มากกว่าคนปรกติทั่วไป เป็นเพราะว่าพื้นฐานคนหลงธรรมะ ยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป ตั้งอยู่ในหลักการความเชื่อและอารมณ์เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ตรงกันข้ามกับผู้เข้าถึงปัญญา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน มีสติสัมปชัญญะกำกับตลอดเวลา สามารถหยั่งรู้ถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคอย่างแท้จริง ทำให้พ้นทุกข์และตัดกรรมในปัจจุบันได้ทันที

ผู้ที่หลงธรรมะ มักเป็นคนไม่มีความมั่นใจตนเอง จิตใจอ่อนไหว เชื่อคนอื่นง่าย หรือเป็นพวกวิตกกังวลในโลกภายหน้า หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว เกิดความหวาดกลัวในชีวิตไม่แน่นอน จึงต้องเสาะหาเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ ทำบุญบริจาคเต็มที่ พยายามเข้าถึงนิพพานในชาตินี้ แต่ดูเหมือนยิ่งห่างไกล เนื่องจากหลงใหลในคำสั่งสอนของพระภิกษุหรือเจ้าลัทธิที่ตนเองเคารพนับถือ ไม่อาจตัดขาดได้ ไปเน้นทางด้านวัตถุนิยม การสร้างโบถส์วิหาร พระพุทธรูป และการเรี่ยไรทำบุญมากเกินไป การถือศีลภาวนาก็ทำในลักษณะผิวเผิน หรือเป็นลักษณะบังหน้าว่าเคร่งครัดต่อศาสนา ได้เพียงกระพี้เปลือกนอก ไม่สามารถเข้าถึงแก่นพระธรรมอย่างแท้จริง เพื่อบรรลุเข้าสู่ตัวปัญญา เป็นเครื่องมือในการเอาชนะและตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง

……………………………………………………………………………………………………………

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 30 วิธีแก้ไขปัญหาง่ายเกินไป

วิธีแก้ไขปัญหาง่ายเกินไป

 

เด็กสมัยใหม่หลายคน มักแก้ไขปัญหาง่ายเกินไป ไม่มองสาเหตุปัญหารอบด้าน เมื่อเกิดปัญหาอย่างหนึ่งขึ้นมา ใช้วิธีแก้ไขเพื่อให้ไปเกิดอีกปัญหา พอแก้ไขอีกก็ไปเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา พัวพันกันเป็นลูกโซ่สืบทอดต่อไป ทำให้เกิดความทุกข์ทับถมไม่สิ้นสุด เนื่องจากชอบความสะดวกสบาย ขาดความอดทน และไม่มีสติปัญญาเพียงพอ มองปัญหาผิวเผินเกินไป หากไปพบเจอปัญหาซับซ้อน ยิ่งส่งผลความทุกข์ทรมาณแสนสาหัส ชีวิตเริ่มไม่มีความสุข เป็นปัญหาให้กับครอบครัว ญาติพี่น้อง และคนรอบข้างได้ เข้าทำนองทำให้ตนเองเดือดร้อนยังไม่พอ ส่งผลให้ผู้อื่นเดือดร้อนไปด้วย

เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คนหนึ่ง ให้เหตุผลของการไม่เลือกเรียนโปรแกรมวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ คือทำวิชาเลขแล้วคำตอบออกมาผิดทุกที ใช้วิธีการแก้ไขปัญหาง่าย โดยการเลิกเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เมื่อขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ได้เลือกโปรแกรมด้านภาษา คิดว่าเรียนง่ายกว่าโปรแกรมวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เมื่อเรียนจบต้องสอบ เอนทรานซ์ พบว่าวิชาในคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมีให้เลือกเรียนน้อยมาก ส่วนใหญ่เน้นไปทางด้านภาษาและสังคมศาสตร์ จึงได้เข้าศึกษาในคณะที่เรียนจบออกมาหางานยากและได้เงินเดือนน้อยกว่า แถมบัณฑิตจบใหม่มีจำนวนมหาศาล ต้องแข่งขันมาก และมีโอกาสตกงานสูง ถ้าใช้ปัญญาสักนิด พิจารณาให้ดี มักพบสาเหตุของปัญหาได้ง่ายดาย ปัญหาของการทำโจทย์คณิตศาสตร์ได้คำตอบผิด มาจากสาเหตุการทำแบบฝึกหัดน้อยไป มัวแต่ไปท่องจำสูตรคณิตศาสตร์ เมื่อถึงเวลาสอบจึงทำไม่ได้ ทำช้า และไม่ทันเวลา คะแนนออกมาต่ำหรือตกคณิตศาสตร์ หากทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ มักพบว่าโจทย์ในข้อสอบคล้ายคลึงกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก ทำข้อสอบได้ถูกต้อง รวดเร็วและทันเวลา คะแนนออกมาดี เมื่อเลือกเรียนโปรแกรมวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เวลาสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย มีคณะต่างๆ ให้เลือกมากมาย อาทิ แพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ เภสัช กายภาพบำบัด พยาบาล วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ ประมง วนศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ครุศาสตร์ บัญชี เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ จิตวิทยา นิเทศศาสตร์ ทำให้มีโอกาสเงินเดือนสูง แข่งขันน้อยกว่า เป็นอาชีพมีเกียรติ์ศักดิ์ศรี และโอกาสก้าวหน้ามากกว่าเรียนทางด้านภาษาที่เรียนจบออกมา อาจเป็นเลขานุการ แอร์โฮสเตส สจ๊วตบริการบนเครื่องบิน ครูหรืออาจารย์สอนภาษา นักทรัพยากรมนุษย์ตามออฟฟิศ เป็นต้น

บัณฑิตจบใหม่ เพิ่งเข้าทำงานไม่ถึงหนึ่งเดือน ใช้เวลาเดินทางหนึ่งถึงสองชั่วโมงจากบ้านพักถึงออฟฟิศ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเดินทางและการจราจรติดขัดบนท้องถนน การอาศัยรถเมล์และรถสาธารณะประจำทาง ทำให้รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความสุข ทุกข์ทรมานกับการเดินทางทุกครั้ง จึงใช้วิธีการแก้ไขปัญหาง่ายๆ โดยการซื้อรถคันใหม่ ไม่มีเงินก้อนมาจ่ายเป็นค่ารถยนต์ใช้วิธีซื้อเงินดาวน์และผ่อนทุกเดือน ลำพังเงินเดือนน้อยนิด ไม่เพียงพอ จึงต้องทำงานพิเศษหรือค้าขายเพิ่มเติมในช่วงวันหยุดสัปดาห์เมื่อออกรถไม่นาน ก็มีปัญหาที่จอดรถในที่พักคอนโดมิเนียม จอดรถกันคับคั่งและออกรถยากในช่วงเช้าที่ต้องออกไปทำงานในที่สุดใช้วิธี แก้ไขอย่างง่ายโดยการย้ายที่พักอาศัยและจบลงด้วยการไปซื้อและผ่อน คอนโดมิเนียมราคาล้านกว่าบาท ลืมนึกไปว่าเป็นการทำให้ตนเองเดือดร้อน ทำงานหนักขึ้นเพื่อนำเงินมาชำระหนี้สินผ่อนรถและคอนโดมิเนียม ต้องหาคนมาค้ำประกันกับธนาคาร มีโอกาสสูงในการผ่อนเงินไม่ได้ เพียงแค่ทำงานได้ไม่กี่เดือนก็สร้างหนี้สินมากมาย ด้วยการอยากสบาย ไม่อดทน มองวิธีแก้ไขปัญหาง่ายเกินไป ลงท้ายความทุกข์ได้ติดตามมาจนกระทั่งไม่มีความสุขในชีวิต หลายคนในชีวิตคนเมืองปฏิบัติเช่นนี้

คนรุ่นใหม่อีกคนหนึ่ง จบการศึกษาในวิชาชีพดี เป็นที่ต้องการของบริษัท ฐานะพ่อแม่ค่อนข้างดี มีรถยนต์ของตนเอง บ้านพักอาศัยอยู่แถวชานเมือง มีปัญหาการเดินทางนานหลายชั่วโมงบนท้องถนน ตื่นแต่เช้าและกลับถึงบ้านสามทุ่มทุกวัน ทำงานได้เพียงสี่เดือนก็ขอลาออก ไม่แก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี มาอยู่กับบ้านเฉยๆ ส่วนพ่อแม่ไม่ได้ห้ามปราม รักลูกมากเนื่องจากเป็นลูกคนเดียว แถมยังคะยั้นคะยอให้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทในต่างประเทศ ลองคิดดูว่าถ้าสำเร็จการศึกษาอีกใบหนึ่งเมื่อกลับมาทำงานและพบกับปัญหาซับ ซ้อนยิ่งกว่า อาจไม่พ้นขอลาออกมาเหมือนเดิม แล้วชีวิตนี้มีความสุขได้อย่างไร เมื่อไม่ทำงานและแก้ไขปัญหาง่ายเกินไป

พ่อแม่คู่หนึ่งอาชีพรับราชการ เป็นหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด มีฐานะดีเพียงพอและรักลูกมาก ต้องการให้ลูกสามคนเรียนจบอย่างน้อยปริญญาโท ไม่ว่าลูกจะชอบเรียนต่อหรือไม่ก็ตาม บังคับให้ลูกเรียนหนังสือต่อไป แม้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน มีค่าเทอมแพงเท่าใดก็พร้อมจ่ายจนกว่าเรียนจบ ปรากฎว่าลูกชายคนที่สอง ไม่ชอบเรียนหนังสือ ไปติดยาเสพติดและเรียนไม่จบปริญญาโท มาอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำงาน คนโตผู้ชายเรียนจนจบ ทำงานได้ไม่กี่ปีก็ลาออกจากงาน สาเหตุคือถูกหัวหน้าตำหนิเรื่องการทำงาน แทนที่ปรับปรุงการทำงานของตนเองให้ดีขึ้น ใช้วิธีแก้ไขง่ายๆ คือลาออกมาค้าขายเสื้อผ้าเล็กน้อย ส่วนลูกคนสุดท้องกำลังศึกษาต่อตามที่พ่อแม่ต้องการ ยังไม่ทราบชะตากรรมในอนาคตเป็นอย่างไร พ่อแม่ส่วนใหญ่รักลูกมาก ต้องการให้ทุกคนประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน มีความมั่นคง และเลี้ยงดูตนเองได้ แต่วิธีการอบรมและสอนลูกผิดพลาด มักแปรเปลี่ยนความรักไปในรูปของเงินทอง ไม่ฟังเสียงลูกว่าต้องการอะไรแท้จริง คิดง่ายๆ เอาเองว่าสิ่งที่ตนให้กับลูกเป็นสิ่งดีที่สุด ไม่ได้ฝึกฝนให้ลูกรับรู้ถึงความอดทน การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และการช่วยเหลือตนเอง เคยชินกับการให้เงินทองใช้จ่ายเสมอ อยากได้อะไรก็หามาให้ กรณีนี้ถ้าลูกต้องการเรียนต่อในระดับสูงหลังจบปริญญาตรี ต้องให้ลูกหางานทำและส่งตนเองเรียนต่อระดับปริญญาโท ลูกจะรับรู้ถึงคุณค่าของการศึกษา ถ้าอยากได้รถยนต์และสิ่งของมีค่าต้องมาผ่อนกับพ่อแม่เท่านั้น อย่าให้เงินทองลูกจนเคยตัว เขาจะไม่เรียนรู้ถึงความยากลำบากในการหาเงินทองด้วยตนเอง ลงท้ายเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชีวิต ก็ใช้วิธีการแก้ไขง่ายๆ เช่น ติดยาเสพติด ลาออกจากงาน เป็นต้น

เรื่องการเรียน การทำงาน ชีวิตครอบครัว การเลี้ยงดูลูก และการคบหาเป็นแฟนกัน  ไม่ควรรีบตัดสินใจบนพื้นฐานของอารมณ์เหนือเหตุผล ทำให้ขาดสติปัญญา ไม่อาจมองเห็นสาเหตุแท้จริงของปัญหา วิธีแก้ไขปัญหาจึงง่ายเกินไป เกิดความทุกข์และความเดือดร้อนตามมาในภายหลัง ปัญหาอย่างหนึ่งอาจจบไป แต่ไปก่อเกิดอีกปัญหาหนึ่งซับซ้อนต่อไป ยิ่งแก้ไขยิ่งพัวพันเหมือนกับวัวพันหลักอยู่ที่เดิม หลายคนมานั่งทุกข์ใจ ชีวิตไม่มีความสุข โทษคนอื่นว่าเป็นสาเหตุให้ตนเองเดือดร้อน ไม่หันมามองว่าเวลาเกิดปัญหาขึ้นมา ได้แก้ไขปัญหาอย่างง่ายๆ หรือไม่ บางคนทำไปด้วยอารมณ์โกรธกริ้ว โลภมาก และหลงใหลได้ปลื้ม แล้วจะไปโทษใคร ถ้าไม่ใช่สาเหตุจากตนเองทั้งสิ้น

 ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://writer.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

 

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 29 วิธีการสอนลูก

วิธีการสอนลูก

       เด็กทารกแรกเกิด เปรียบเสมือนผ้าขาว ใครต้องการแต่งแต้มอะไรลงบนผืนผ้าย่อมทำได้ทั้งนั้น คำพูดเหล่านี้เป็นเรื่องจริง พูดกันมาเนิ่นนาน บางคนกล่าวว่าใครมีนิสัยอย่างไร เป็นคนเช่นใด ขึ้นอยู่กับบุญทำกรรมแต่ง เป็นเรื่องเชื่อถือกันมา แต่สิ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือวิธีการสอนลูก อบรมลูกอย่างไรให้เป็นคนดี เฉลียวฉลาด เชื่อมั่นในตนเอง เป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ มีเหตุผล ไม่เอาแต่ใจตนเอง และมองโลกในแง่บวก

       เคยมีมนุษย์ที่เติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูของลิงในป่า ไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนเรียนรู้ และสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมของสังคมมนุษย์ การพูดภาษาคนทำไม่ได้ สติปัญญาและไอคิวต่ำ พฤติกรรมคล้ายสัตว์ป่า ทำด้วยสัญชาตญาณของจิตใต้สำนึก ขาดเหตุผลหรือการไตร่ตรอง ผลักดันด้วยอารมณ์เป็นใหญ่ ดำรงชีวิตให้อยู่รอดในป่าเท่านั้น จึงพิสูจน์ขั้นต้นได้ว่าวิธีการอบรมและการสั่งสอนสำคัญมากในมนุษย์ เริ่มแรกตั้งแต่เป็นทารกเรื่อยมา ต้องการได้ลูกมีนิสัยอย่างไร เป็นคนดีหรือไม่ดี มีเหตุผลหรือใช้อารมณ์เป็นหลัก มีจิตใจเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับวิธีการสอนลูกทั้งสิ้น

        ในหนังสือเรื่อง ยอดคุณแม่แน่กว่าครู เขียนโดยคุณแม่ชาวจีนชื่อ หยิน เจียนลี (Yin Jianli) มียอดขายทั่วโลกสิบล้านเล่ม แปลเป็นภาษาต่างประเทศนับสิบภาษา รวมทั้งภาษาไทยแปลโดย รำพรรณ รักศรีอักษร ลูกสาวคนแต่งหนังสือเล่มนี้เป็นคนดี เฉลียวฉลาด คิดและตัดสินใจด้วยเหตุผล วุฒิภาวะสูง สามารถสอบข้ามชั้นเรียนได้ถึงสองครั้ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน คุณแม่ชาวจีนท่านนี้เคยเป็นครูสอนมาก่อน ภายหลังเป็นนักพัฒนาวัยเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ เป็นนักพูดและนักอบรมมีชื่อเสียงในประเทศจีน เธอมีหลักการวิธีการสอนลูกง่ายๆ คือ ไม่เตือน ไม่ห้ามปราม ไม่ดุด่า ไม่ห้ามปราบ และไม่เฆี่ยนตี ส่วนใหญ่พ่อแม่มักใช้อารมณ์บังคับลูกตลอดเวลา ไม่อดทน และไม่ทำความเข้าใจด้วยเหตุผล การแสดงพฤติกรรมเชิงลบดังกล่าว ส่งผลให้การพัฒนาการของเด็กหยุดยั้งลงหรือพัฒนาจิตใจเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้ พ่อแม่อ้างว่าลูกยังเล็ก ไม่รู้เรื่องและไร้เดียงสา จึงต้องยัดเยียดความเห็นของตนเองลงในสมองลูก โดยอ้างถึงความรักลูก ผู้เขียนยกตัวอย่างมากมาย โดยเฉพาะปู่ที่มีลักษณะเผด็จการ สั่งสอนลูกสาวกลายเป็นคนเผด็จการเช่นเดียวกัน ลักษณะนิสัยเช่นนี้ได้ถ่ายทอดลงมาสู่หลานชายซึ่งเป็นลูกของลูกสาวอีกทอด หนึ่ง ความจริงเด็กเล็กมีความคิดอ่านตนเอง หากพ่อแม่ตั้งใจฟังลูก อดทนและอธิบายเหตุผลในสิ่งต่างๆ ลูกจะเข้าใจได้เอง ไม่ดื้อดึง เชื่อฟังอย่างง่ายดาย และภายหลังจะไม่ทำพฤติกรรมเช่นนั้นอีกต่อไป แต่บางครั้งลูกอาจยืนยันความคิดตนเอง และเชื่อว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อาทิ ชอบทำการบ้านและดูทีวีไปพร้อมกัน พ่อแม่อาจไม่ชอบใจ เกรงว่าลูกไม่มีสมาธิ อาจทำผิดและไม่ได้รับประโยชน์จากการฝึกฝนทำการบ้าน สายตาจ้องบนจอโทรทัศน์เพราะติดรายการงอมแงม ลูกมักอ้างเหตุผลว่าทำไปพร้อมกันได้ พ่อแม่ต้องไม่ตักเตือนว่ากล่าว ปล่อยให้ลูกเรียนรู้ไปเอง ถ้าหากยืนยันได้ว่าสามารถทำการบ้านเสร็จทัน มีเวลาไปอ่านหนังสือบทเรียนก่อนเข้านอน หรือเอาเวลาไปทำอย่างอื่น ลูกทำเช่นนี้บ่อยครั้ง พ่อแม่ได้แต่เฝ้าสังเกตอยู่ห่างๆ ต่อมาลูกอยากดูรายการทีวีให้สนุก จึงรีบทำการบ้านตั้งแต่พักกลางวันในโรงเรียนให้เสร็จเรียบร้อย หรือทำเพียงบางส่วนเพื่อมาทำต่อเล็กน้อยก่อนถึงเวลาชมรายการชื่นชอบ ลูกฝึกหัดตนเองให้รับผิดชอบและมีวินัยในการทำการบ้านไปโดยปริยาย หรือลูกชอบอ่านหนังสือเรียนไปพร้อมกับฟังเพลงใส่หูฟัง พ่อแม่อธิบายว่าการทำไปพร้อมกัน ลูกอาจไม่มีสมาธิในการทบทวนบทเรียน การพร่ำบ่นหรือสั่งสอนในเรื่องเดิม ทำให้ลูกเกิดความเบื่อหน่าย ดื้อดึง และไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เด็กอาจมีเหตุผลส่วนตัวหรือมีความเชื่อมั่นว่าทำได้ ผลการเรียนไม่เสียหาย พ่อแม่ควรอดทนรอ ตั้งฟังลูกให้มากขึ้น ไม่บีบบังคับมากเกินไป ใช้เวลาเป็นเครื่องตัดสินเพื่อพิสูจน์ลูกว่าทำตามที่พูดได้หรือไม่ ขณะเดียวกันก็สังเกตพฤติกรรมลูกไปด้วย ถ้าเด็กมีความรับผิดชอบ พบว่าลูกมีการปรับตัวในเรื่องการอ่านหนังสือ โดยเมื่อใกล้สอบลูกจะเลิกฟังเพลงหรือชมทีวีทันที ตั้งใจอ่านหนังสือมากขึ้น ปรากฏว่าผลการเรียนออกมาดี

ในหนังสือยังกล่าวถึงการอ่านหนังสือนอกเวลา เช่น นวนิยาย หนังสือความรู้ต่างๆ ที่ลูกชอบ ไม่ต้องเป็นห่วงหรือตักเตือนลูกในการอ่านหนังสือบทเรียนอยู่เสมอ บางครั้งเด็กต้องการผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนหนังสือ การบังคับลูกมากทำให้กลายเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ เกลียดการเรียนในชั้นเรียน ผลการเรียนตกต่ำ และสอบเข้าเรียนต่อไม่ได้ การอ่านหนังสือที่ลูกชอบ ช่วยให้เด็กรักการอ่าน สมองพัฒนาความคิดไปอย่างมากมาย มีความจำดี กลายเป็นคนเฉลียวฉลาด ไอคิวสูง ถึงแม้ว่าเป็นหนังสือประเภทนวนิยายก็ตาม ส่วนใหญ่พ่อแม่มองว่าเป็นหนังสือไร้สาระ ไม่มีประโยชน์อันใด เอาเวลาไปทบทวนบทเรียนดีกว่า การคิดเช่นนั้นเป็นสิ่งผิด เด็กต้องการเวลาผ่อนคลายบ้าง เมื่อถึงเวลาใกล้สอบ ลูกที่อ่านหนังสือนอกเวลาจะหันมาอ่านตำราเพื่อเตรียมสอบ พวกนี้มีสติปัญญาดีเลิศ สามารถอ่านหนังสือได้รวดเร็ว จำได้อย่างแม่นยำ และผลการเรียนดีมาก แต่ถ้าเป็นการอ่านการ์ตูน หนังสือภาพ และรับชมโทรทัศน์ไม่สามารถพัฒนาสมองให้มีสติปัญญาดีเลิศได้

ยอดคุณแม่หยิน เจียนลี (Yin Jianli) พูดถึงการลงโทษเด็กของครู โดยวิธีคัดลายมือในเรื่องทำผิดหลายสิบจบ ให้เป็นการบ้านมาส่งในวันรุ่งขึ้น ถือเป็นวิธีการไม่ถูกต้อง เด็กจะมีความรู้สึกเกลียดและเบื่อทำการบ้าน ส่งผลให้ไม่อยากเรียนหนังสือ ถ้าครูต้องการให้นักเรียนทำการบ้าน ฝึกฝนบทเรียน ต้องไม่ลงโทษโดยวิธีทำการบ้านมากมายซึ่งส่งผลเสียในภายหลัง

ผู้เขียนเคยเห็นครอบครัวคนจีน อาชีพค้าขาย สนับสนุนลูกตนเองได้รับการศึกษาเต็มที่ เรียนกวดวิชาตลอดเวลา ไม่ให้ทำอะไรทั้งสิ้น แม้แต่งานบ้านเล็กน้อย พ่อแม่ทำเองทั้งหมด ไม่มีทักษะการทำงานและความรู้ด้านอื่น ไม่มีสังคมกับเพื่อน ต้องอยู่กับบ้านอ่านหนังสือ กลายเป็นคนขี้อาย ไม่มีความมั่นใจตนเอง เดินก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าสบสายตาผู้คน อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ไม่มีความอดทน เพื่อนน้อย และมนุษยสัมพันธ์ไม่ดี ไม่ช่วยทำงานบ้าน เนื่องจากไม่เคยฝึกฝนตั้งแต่เด็ก อาจเป็นคนดี เรียนหนังสือเก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยในสาขาที่พ่อแม่ต้องการ แต่มีปัญหาการปรับตัวเข้ากับสังคมรอบข้าง พูดน้อย ไม่กล้าแสดงออก เป็นคนเก็บกด ฟุ้งซ่าน อาจส่งผลไม่มีสมาธิการเรียนหนังสือ ผลการสอบไม่ดีและถูกรีไทร์ได้ ถ้าเรียนจบมักอยู่เป็นโสด ไม่กล้าจีบใครเป็นแฟน ถ้าทำงานเป็นคนไม่เก่ง เข้ากับเจ้านายและเพื่อนร่วมงานไม่ได้ เมื่อมีปัญหามักใช้วิธีการลาออกจากงาน หรือเปลี่ยนบริษัทบ่อยครั้ง ในที่สุดต้องลาออกมาให้พ่อแม่เลี้ยงเหมือนเดิม หากโชคดีช่วงทำงาน มีเพื่อนคอยช่วยเหลือและเรียนรู้ทักษะด้านอื่นๆ นอกจากความรู้ในหน้าที่การงานหรือตำราเรียน อาจปรับตัวเข้ากับการทำงานได้ บุคลิกภาพในเชิงลบตั้งแต่เด็กจะหายไปเอง ถึงเวลานั้นต้องใช้เวลานับสิบปี

พ่อแม่มีอาชีพนายทหารชั้นสัญญาบัตร ตำแหน่งยศร้อยตรีขึ้นไป มักใช้ความเด็ดขาด เข้มงวดและวินัยทางทหารมาใช้กับครอบครัวและลูก โดยลืมนึกไปว่าครอบครัวไม่ใช่พลทหารในกองร้อยหรือกองพัน เมื่อลูกดื้อดึงไม่ยอมทำตามในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบและขัดความรู้สึกส่วนตัว ก็ดุด่าว่ากล่าว บีบบังคับต่างๆ นานา ต้องการให้อยู่ในคำสั่งและการบังคับบัญชา ในที่สุดด้วยความโกรธสุดขีด ต้องประการตัดความเป็นพ่อแม่กัน ลูกต้องระหกระเหินไปอยู่กับเพื่อน อาจไปก่ออาชญากรรมได้ หรือย้อนรอยกับมาสังหารพ่อแม่ตนเองเพื่อหวังมรดก ไม่เพียงพ่อแม่ที่อยู่ในอาชีพทหารเท่านั้น พ่อหรือแม่ที่บีบบังคับลูกมากเกินไป ใช้อารมณ์เป็นใหญ่เหนือเหตุผล ไม่มีวิธีการเลี้ยงลูกถูกต้อง มักสร้างปัญหาในระยะยาว ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับความจริง กล่าวโทษเด็กว่าไม่ดีเอง ดื้อดึง สอนไม่รู้จักจำ ความขัดแย้งสูงในครอบครัว อาจนำไปสู่โศกนาฎกรรมเป็นข่าวใหญ่โตซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

      ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านต่อได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235
 

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 28 การคัดเลือกคู่ครอง

การคัดเลือกคู่ครอง

การคัดเลือกคู่ครอง ส่วนใหญ่ต้องได้รับความเห็นชอบจากพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ สมัยก่อนจึงมีการหมั้นหมายตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาหรือเด็กเล็กในระหว่างเพื่อนสนิท เครือญาติห่างๆอาจมีผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกันและด้วยเหตุผลอื่นใดตามที่ยกขึ้นมาอ้าง พ่อแม่เป็นผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน มีประสบการณ์มากกว่าลูก ไม่อยากให้เจอคู่ครองไม่ดี ไม่เหมาะสมกัน เป็นภาระผูกพันให้เดือดร้อนและรับผิดชอบไม่มีที่สิ้นสุด ลูกที่ดีเชื่อฟังพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ แต่งงานไปกับคนที่ทางบ้านจัดหาและแนะนำให้ ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เลี้ยงมาไม่มีโอกาสได้เรียนรู้นิสัยใจคอซึ่งกันและกัน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการหย่าร้าง ทำมาหากินและอยู่ด้วยกันจนลูกหลานเต็มบ้านเมือง

ในยุคปัจจุบัน การคัดเลือกคู่ครองตั้งอยู่บนพื้นฐานความรัก ไม่ใช่การคลุมถุงชนที่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเห็นชอบเหมือนยุคก่อน ถ้ามีก็อาจค่อนข้างน้อยหรือเป็นการแนะนำให้ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรู้จักกัน ไปเรียนรู้นิสัยใจคอว่าไปด้วยกันได้เสียก่อน งานพิธีมงคลสมรสจึงเกิดขึ้น มักเกิดกับคู่บ่าวสาวเริ่มอายุมาก มีฐานะร่ำรวย พ่อแม่สองฝ่ายอาจเป็นนักธุรกิจเชื้อสายจีน นักการเมือง หรือชนชั้นสูง ไม่ต้องการให้ลูกหลานครองตัวเป็นโสด เป็นสาวทึนทึก ถูกวิพากวิจารณ์ในทางไม่ดีให้เสียชื่อวงศ์ตระกูล และมีความเป็นห่วงใยว่าเมื่อพ่อแม่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ลูกจะได้มีคนดูแลตลอดไป เป็นสิ่งน่ายินดีและชื่นชมกับผู้พบเห็นเป็นสักขีพยานในงานพิธีวิวาห์ เหมาะสมกันทั้งชื่อเสียง เกียรติยศ วงศ์ตระกูล ฐานะ และผลประโยชน์ร่วมกัน มักประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวและธุรกิจอย่างสูง คู่สมรสเป็นคนดี เชื่อฟังคำสั่งสอนพ่อแม่เป็นอย่างดี ไม่ใช่การคลุมถุงชนกันเสียทีเดียว ต่างฝ่ายต้องมีความเข้าใจและความรักต่อกันบ้าง ไม่เช่นนั้นคงปฏิเสธตั้งแต่เริ่มคบกัน ยุคปัจจุบันจึงมีความแตกต่างจากยุคสมัยก่อนเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา

นอกจากทัศนคติเรื่อง การจับคู่แบบคลุมถุงชนที่กลายเป็นการแนะนำรู้จักกัน ลองคบหาเรียนรู้จิตใจกันปัจจัยสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลงไปมาก วัฒนธรรมและประเพณีของประเทศตะวันตก เกาหลี ญี่ปุ่น จีน เข้ามามากมาย มีการเลียนแบบทั้งทรงผม หน้าตา อาหารการกิน ติดตามดาราและนักร้องต่างประเทศ การใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป การเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศที่ตนเองชื่นชอบ วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนแปลงไป กระแสการเปลี่ยนแปลงมาจากโลกาภิวัฒน์ เทคโนโลยีอินเตอร์เน้ต ผู้คนติดต่อกันง่ายขึ้น เรื่องราวจากอีกขั้วโลกหนึ่งสามารถสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียได้ทันที หรือผ่านทีวีดิจิลตอลทางโทรศัพท์สมาทโฟน แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มองเห็นภาพ การแสดงออก การใช้ชีวิตของประเทศเจริญกว่า ทำให้ค่านิยม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ศาสนา และวิถีชีวิตคล้อยตามไปในสิ่งที่เน้นวัตถุนิยม บูชาเงินทอง เห็นแก่ตัว ขาดความรับผิดชอบเกิดทัศนคติเอาอย่างในสิ่งที่ฉาบฉวย อยากได้สิ่งของมาง่ายดายโดยไม่ต้องทำงานหนักไม่มีความอดทน นิยมชื่นชอบในสินค้าหรูหรา ราคาแพง ติดแบรนด์เนม หากฐานะทางบ้านไม่ดี นิยมเอาร่างกายเข้าแลกเพื่อนำปัจจัยไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยหรือเลียนแบบค่า นิยมที่ล่อแหลมต่อวัฒนธรรมไทย เช่น เปลี่ยนคู่นอน มีเพศสัมพันธ์คืนเดียวโดยไม่รู้จักกันมาก่อน มีแฟนหลายคน อยู่ด้วยกันก่อนแต่ง หลังจากมีลูกค่อยจัดงานมงคล เป็นต้น

ถึงแม้ว่าปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก การคัดเลือกคู่ครองต้องได้รับความเห็นชอบจากพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ การแอบไปลักลอบได้เสียกันหรืออยู่ร่วมกัน โดยปกปิดไม่ให้ใครทราบเรื่อง ถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย ผิดทำนองคลองธรรม ส่วนใหญ่มักจบลงด้วยการทะเลาะวิวาท แยกทางกัน บางครั้งอาจทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหลายคู่ที่ทำเช่นนี้มีความเชื่อว่า ถ้าอยู่ด้วยกันไม่รอดก็แยกทางกันทันที ไม่ต้องนัดไปหย่าขาดกันและแบ่งสินสมรสให้ยุ่งยาก เป็นวิธีสะดวกด้วยกันทั้งสองฝ่าย การเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ก่อให้เกิดความประมาทในชีวิต เป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ความใคร่เหนือความรักและเหตุผลอื่นใดทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ต้องออกจากการศึกษากลางคัน ต้องอยู่แบบหลบซ่อนตัว เกรงพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่พบเจอ ผู้หญิงหลายคนตั้งครรภ์ ถูกฝ่ายชายทอดทิ้ง ต้องเป็นภาระกับหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีอาชีพและรายได้ บางรายคลอดลูกแล้วทิ้งตามโรงพยาบาลของรัฐ เป็นเรื่องน่าอเนจอนาถกับผู้พบเห็นทั่วไป การคัดเลือกคู่ครองดังกล่าวไม่ใช่เรื่องถูกต้อง ตัดสินใจบนพื้นฐานความโง่เขลา ปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบและกิเลสใฝ่ต่ำครอบงำจิตใจ ผลเสียหายย่อมตามมาอย่างคาดไม่ถึง

การคัดเลือกคู่ครองจึงเริ่มต้นด้วยการเป็นแฟน มีความรักต่อกัน ทำความรู้จักกันมากขึ้น เรียนรู้นิสัยใจคอว่าสามารถร่วมชีวิตได้หรือไม่ แต่คงไม่ใช่มีเพศสัมพันธ์ต่อกันโดยอ้างว่ารักกัน ต้องยินยอมเป็นของกันและกัน เป็นเรื่องที่ฝ่ายชายยกเป็นข้ออ้างด้วยความเห็นแก่ตัว อีกทั้งเมื่อยินยอมเสียตัวไปแล้ว ย่อมเป็นที่ดูถูกและมองไม่เห็นคุณค่าของฝ่ายหญิง ผู้ชายต้องมองว่าเป็นคนใจง่าย สำส่อน ไม่รักษาความบริสุทธิ์ตนเองซึ่งเป็นที่ระบาดกันมากในหมู่ชายหญิงวัยรุ่น เป็นความเสื่อมโทรมของสังคม ไม่ใช่การคัดเลือกคู่ครอง เป็นความสนุกสนานที่อาจติดต่อโรคร้ายและเกิดผลเสียดังที่กล่าวมาข้างต้น

การคบกับใครเป็นแฟนต้องมีวิจารณญาณให้ถ่องแท้ หลายรายเห็นอีกฝ่ายหนึ่งหน้าตาดี ฐานะร่ำรวย หรือมีแนวโน้มเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ เห็นว่าสนใจตนเองก็รีบใช้วิธีการอ่อยเหยื่อ สมัครเป็นแฟนด้วย เวลาไปไหนให้พาไปกินเลี้ยงอย่างดี ซื้อเสื้อผ้าราคาแพง ตนเองไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว ใช้วิธีการหลอกล่อให้สูญเสียทรัพย์สิน เป็นพวกไม่มีความจริงใจ ไม่มีความรักให้ฝ่ายตรงข้าม เข้าข่ายพวกหลอกลวง ถ้าเป็นผู้ชายมักเจ้าชู้ หวังพิชิตพรหมจารย์ของฝ่ายหญิงหรือต้องการมีเพศสัมพันธ์ด้วย ส่วนผู้หญิงต้องการเงินทองอย่างเดียว ไม่มีความรักให้ต่อกัน ดังนั้นจึงควรหลีกหนีให้ห่างไกล ไม่สมควรใกล้ชิดด้วย เป็นคนไม่ดี ใกล้เคียงกับพวกสิบแปดมงกุฏ มีแต่เรื่องสูญเสียตัว ทรัพย์สินเงินทอง และเดือดร้อนตลอดเวลา

บางรายเพิ่งเลิกกับแฟน อยู่ในสภาพเศร้าโศกและทำใจไม่ได้ ต้องหาใครสักคนมาปลอบใจตนเอง รักษาแผลหัวใจ ถ้าบังเอิญต้องมาพบเจอกัน เขาหรือเธออาจไม่ได้มีความรักกับอีกฝ่ายหนึ่ง เพียงแต่ต้องการเวลาคลายความเสียใจ เป็นคนเชื่อถือไม่ได้หลังจากทำใจได้สักพักหนึ่งไม่นานก็ตีจากไป จึงต้องหมั่นสังเกตว่าคนที่คบด้วย มีอาการเศร้าซึม เหม่อลอยหรือไม่ ถ้าทราบความจริงว่าไม่ได้รักจริง ต้องเลิกคบกันไป เพราะคนที่เสียใจต่อไปคือตัวเรานั่นเอง หรือถ้าคิดว่าตนเองเป็นนักบุญ มีความเมตตาสูง ต้องการปลอบใจอีกฝ่ายหนึ่งลืมอดีตเสีย กลับมาเป็นคนมีชีวิตชีวาเหมือนเดิม ถือว่าเป็นการทำบุญกุศล หากต้องการให้เขาหรือเธอเห็นความดีมารักตนเอง คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากไม่มีพื้นฐานความรักมาก่อน

แฟนบางคู่ทำตนชนิดลับลมคมใน การมาคบหากันอาจเนื่องจากความเห็นชอบของผู้ใหญ่สองฝ่ายฝ่ายหนึ่งมีความรักจริง แต่อีกฝ่ายอาจไม่มีใจให้กันหรือเป็นคนเจ้าชู้ ชอบโกหกไปตามสถานการณ์ ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่พ่อแม่ตนเอง ปากกับใจไม่ตรงกัน เมื่อจับได้มักไม่ยอมรับ อ้างโน้นนี่เป็นประจำจนกว่าเห็นคาหนังคาเขา อย่างนี้ไม่ควรคัดเลือกมาเป็นคู่ครอง มีโอกาสนอกใจและเป็นชู้ ในที่สุดต้องหย่าขาดกัน อย่าให้ความรักมาทำให้ตนเองต้องตาบอดเลย

การคัดเลือกคู่ครองไม่ใช่เรื่องการลบล้างความผิด ผู้หญิงบางคนถูกขมขื่นโดยผู้ชายที่กำลังสนใจเธออยู่พอดี หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์กันของคู่รักที่อีกฝ่ายไม่ยินยอมพร้อมใจ เป็นการละเมิดทางเพศ พ่อแม่ฝ่ายชายอาจเสนอจัดพิธีมงคลสมรส แทนที่การถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย การทำเช่นนี้ไม่เป็นผลดีในระยะยาว เป็นการหลบเลี่ยงและปกปิดความผิดของผู้ชาย ส่วนผู้หญิงคล้ายตกบันไดพลอยโจน ต้องทนทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิต ตลอดจนถูกใช้กำลังกดขี่ทางเพศและเอาเปรียบร่ำไป ชีวิตครอบครัวไม่เป็นสุข เพราะไม่ได้เกิดจากความรักต่อกัน แต่เป็นการได้มาด้วยวิธีการไม่ถูกต้อง มักเกิดกับวัยรุ่นที่ใช้กำลังข่มขื่นจิตใจและไม่มีความพร้อมในเรื่องแต่งงาน

เมื่อพบเจอใครสักคนต้องการเป็นคู่ครอง นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวข้างต้น มั่นใจเป็นคนดี สามารถอยู่ร่วมกันได้ตลอดไปจนชั่วชีวิต ต้องพิจารณาปัจจัย 4 ข้อดังต่อไปนี้

1.            มีศรัทธาเสมอกันหรือไม่ เป็นผู้มีความยึดมั่นเชื่อถือและเลื่อมใสคล้ายกันหรือไม่ อาทิ เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต แต่คู่หมั้นหมายเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยม หรือเป็นคนชอบสันโดษ แต่อีกฝ่ายชอบเข้าสังคม เพื่อนฝูงมากมาย ถือว่ามีความศรัทธาไม่เสมอกัน

2.            มีความประพฤติเสมอกันหรือไม่ อาทิ เป็นคนรักเดียวใจเดียว แต่คู่หมั้นหมายเจ้าชู้ ชอบเที่ยวกลางคืน หรือเป็นคนรักษาศีล แต่อีกฝ่ายผิดศีลเป็นประจำ ถือว่ามีความประพฤติไม่เสมอกัน

3.            มีความเสียสละเสมอกันหรือไม่ อาทิ เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวมและเมตตาสงสารผู้อื่น แต่คู่หมั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว หรือมีฐานะร่ำรวย ไม่ให้เกียรติ์คน แต่อีกฝ่ายเป็นคนจนกว่า ไม่ชอบการดูถูกเหยียดหยาม ถือว่ามีความเสียสละไม่เสมอกัน

4.            มีปัญญาเสมอกันหรือไม่ อาทิ เป็นคนเฉลียวฉลาด ไหวพริบปฏิภาณดี แต่คู่หมั้นเป็นคนโง่เขลา หรือเป็นคนมีการศึกษาสูง แต่อีกฝ่ายหนึ่งจบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ถือว่าไม่มีปัญญาเสมอกัน

ถ้า ท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=587235http://my.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 27 สติแตก

สติแตก

สติแปลว่าความระลึกได้ความนึกขึ้นได้ ความไม่เผลอฉุกคิดขึ้นได้ การคุมจิตไว้ในกิจ หมายถึงอาการที่จิตนึกถึงสิ่งที่จะทำจะพูดได้ นึกถึงสิ่งที่ทำคำที่พูดไว้แล้วได้เป็นอาการที่จิตไม่หลงลืม ระงับยับยั้งใจได้ ไม่ให้เลินเล่อพลั้งเผลอป้องกันความเสียหายเบื้องต้นยับยั้งชั่งใจไม่บุ่มบ่ามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าความไม่ประมาท

สติเป็นคุณธรรมที่เกิดเองไม่ได้ ต้อง ทำให้เกิดขึ้นด้วยการฝึกฝนรวบรวมจิตใจให้นิ่งแน่วด้วยวิธีต่างๆ เช่นการเจริญวิปัสสนาคือการฝึกตามมหาสติปัฏฐานสูตรทำสมาธิสวดมนต์ภาวนาคือให้มีความรู้สึกตัวผ่านอายตนะทั้ง 6(หู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ)

สติ มีใช้ในอีกหลายความหมาย เช่น กำหนดรู้ ตระหนักรู้ ระลึกรู้สัมผัสรู้ รู้สึกตัว และอื่นๆที่ใช้ในความหมายการทำความกำหนดรู้สึกตัวในปัจจุบันต่อผัสสะใดๆที่ เกิดขึ้นมาเพื่อให้กำหนดรู้เฉพาะหน้าให้เท่าทันต่อสัมผัสตามความเป็นจริงต่อ สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาให้จิตเป็นอิสระต่อสิ่งที่มากระทบในฐานะเป็นเพื่อผู้เฝ้า รู้เฉยด้วยการเพิ่มการรับรู้ทางประสาทสัมผัสโดยลดการคิดนึกปรุงแต่งความ รู้สึกอื่นๆ

สติใช้เพื่อที่จะรู้เท่าทันในสังขาร 3

1.       รู้เท่าทันในการเคลื่อนไหว(กายสังขาร) ในอันที่จะการสร้างกรรมใดๆ นั่นคือศีล

2.       รู้เท่าทันในอารมณ์ที่ปรุงแต่งจิต(จิตสังขาร) จนจิตเป็นอิสระจากอารมณ์ นี่คือสมาธิ

3.       รู้เท่าทันความคิดทั้งหลาย(วจีสังขาร) ว่าความคิดเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่(โยนิโสมนสิการ) นี้คือปัญญา

(วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี วันที่ 30 มีนาคม 2556)

สติแตก น่าจะหมายถึง การสูญเสียสติไปชั่วคราว ปล่อยให้กิเลสครอบงำจิตใจ จนต้องแสดงความโกรธอย่างเกรี้ยวกราด เผลอลืมตัวทำในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เช่น หน้าบึ้งตึง สายตาอาฆาตแค้น พูดจาข่มขู่ ด่าว่า ยกมือชี้หน้า ตรงเข้าทำร้ายร่างกาย ชกต่อย ลอบทำร้าย ฟันแทง ยิงปืน เป็นต้น ส่งผลให้ระบบการทำงานของร่างกายไม่สมดุล ทำงานมากกว่าปกติคือ หายใจถี่ หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อใบหน้าเครียดเกร็ง ฮอร์โมนบางอย่างหลั่งมากขึ้น เส้นเลือดตีบและแตกได้ถ้าสติแตกบ่อยๆ เป็นประจำ ทำให้เกิดความเครียดสูง กลายเป็นคนอมทุกข์ ไม่มีความสุข ส่งผลทางอารมณ์เป็นคนโกรธง่าย หายยาก เมื่อมีใครมาพูดกระตุ้นหรือปัจจัยอื่นมากระทบ จะรู้สึกระงับอารมณ์โกรธไม่อยู่ หุนหันพลันแล่น นานวันเข้าเป็นคนซึมเศร้า เป็นโรคจิตและโรคประสาท เป็นผู้ที่แก้ไขปัญหาตนเองไม่ได้ มองโลกในแง่ร้าย มักเป็นผู้ที่แก่ก่อนวัย เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นราวเดียวกัน ส่วนใหญ่พึ่งพาสิ่งอื่นมาช่วยให้ตนเองคลายทุกข์ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นไม่ต้องมีเวลามาคิดคำนึงถึงเรื่องความทุกข์ อาทิ ชมภาพยนตร์เกือบทุกวัน เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศไปมาเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เรื่องที่ชอบไปประเทศนั้น กินอาหารอร่อยเป็นประจำ กินเหล้าย้อมใจ เที่ยวราตรีทุกวัน ขึ้นอยู่กับตนเองว่านิยมชมชอบเรื่องไหนเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพื่อบรรเทาอาการเครียดในจิตใจ และคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำเป็นประจำคือความสุขแท้จริง จึงต้องไปแสวงหาความสุขจากวัตถุ ด้านนอกจิตใจ ทำให้สูญเสียเงินทองมากมาย ไม่อาจเก็บออมทรัพย์สินได้ รวมถึงเกิดการทะเลาะวิวาท อาจได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต เสียค่ารักษาพยาบาล สูญเสียเวลาโดยไม่จำเป็น หรือครอบครัวเดือดร้อนจากการที่หัวหน้าครอบครัวถูกจำคุกติดตะราง ชีวิตไม่มีความสุข เนื่องจากอาการสติแตก ทำไปด้วยอารมณ์ของกิเลสทั้งปวง

ตัวอย่างอาการสติแตกที่เห็นชัดเจนคือ การขับรถบนท้องถนน บางครั้งอาจมีปัญหาจราจรติดขัด ขับรถเบียดกัน หรือขับรถเร็วมาก ปาดกันไปมาด้วยความเร่งรีบ อีกฝ่ายหนึ่งโกรธจัดจึงขับปาดหน้าบ้าง เมื่อถึงทางแยกติดไฟแดง ทั้งสองฝ่ายลงมาชกต่อยกัน นำอาวุธที่หาได้มาต่อสู้ทำร้ายกัน บางคนหัวแตก ถูกตีจนน่วม ถูกไล่ยิงแทงฟันเกิดอาการบาดเจ็บและเสียชีวิต บางครั้งพยายามขับเบียดกันด้วยความเร็วสูง รถเสียหลักลงข้างทาง ชนขอบปูน หรือพลิกคว่ำกลางถนน เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้ เป็นเพราะความใจร้อน โกรธและโมโหง่าย ไม่รู้จักให้อภัย ยับยั้งจิตใจตนเองไม่โต้ตอบอย่างขาดสติ

อาการสติแตกต่อมาเกิดจากโมหะ เห็นเพศตรงข้ามรูปหล่อหรือสวยงาม มักทนไม่ได้ อยากเข้าไปมีเพศสัมพันธ์ด้วย ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นเรื่องความใจแตก สมัครใจ หรือเป็นชู้กับคนอื่น เป็นปัญหาครอบครัวรุนแรง หากเกิดกับผู้ชาย เป็นเรื่องของการข่มขื่น ความไม่ปลอดภัยในทรัพย์สิน เรื่องราวมักใหญ่โตในสังคมทั่วไป เมื่อเป็นการข่มขื่นและฆ่าผู้หญิงโดยเฉพาะเด็ก ส่วนใหญ่เป็นการดื่มเหล้าหรือเสพยาบ้า โดยอ้างว่าทำไปเพราะเกิดอารมณ์จากการดื่มหรือเสพความจริงตนเองนั่นแหละเป็นผู้ก่อเหตุ สติแตกได้อย่างง่ายดายแค่เห็นรูปภาพนอกเท่านั้น แม้แต่หญิงชราก็ไม่ยกเว้น มีข่าวเป็นประจำ ช่างน่าสลดใจว่ากระทำได้อย่างไร มีจิตใจโหดเหี้ยม คล้ายสัตว์ป่าในร่างกายมนุษย์

อาการสติแตกจากความโลภมาก อยากได้สิ่งของคนอื่น เป็นสาเหตุให้มิจฉาชีพนำไปใช้หลอกลวงทรัพย์สินของผู้อื่น อาทิ ถูกรางวัลใหญ่ ต้องเสียภาษีเป็นหลักแสนบาทก่อน จึงจะได้รางวัลไป ถ้าโอนมาช้าอาจให้ผู้อื่นได้รับรางวัลแทน หรือหลอกให้หวาดกลัวว่าคนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุ ต้องโอนมาให้ด่วนเป็นค่ารักษาพยาบาล โรงพยาบาลจึงสามารถรักษาช่วยชีวิตไว้ทันที อารามตกใจ ไม่ทันฉุกคิด ทำให้สูญเสียเงินทองมากมาย ส่วนใหญ่คนร้ายสุ่มโทรศัพท์ตามบ้านช่วงกลางวัน มีเฉพาะผู้สูงวัยเพียงคนเดียว ไม่มีลูกหลานอยู่บ้าน เนื่องจากเป็นเวลาปกติของการทำงาน

ผู้มีสติแตกได้ง่าย มักเป็นคนหงุดหงิด ใจร้อน บ่นจู้จี้จุกจิกในเรื่องราวต่างๆ ทนภาพที่เห็นหรือเสียงมากระทบถูกจิตใจไม่ได้ อ่อนไหวต่ออารมณ์และความรู้สึก ยิ่งเป็นเรื่องไม่พอใจ อาจระเบิดเป็นคำพูดด่าว่าทันที ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกับผู้คนรอบตัว ผลเสียคือมีความเครียดและวิตกกังวลสูง ส่งผลให้เกิดโรคร้ายในภายหลังได้ ใบหน้าเหี่ยวย่นก่อนวัย ไม่มีรอยยิ้มให้ผู้อื่น กลายเป็นคนมองโลกในแง่ลบ ความอดทนต่ำ ไม่มีความสุขในชีวิต บั้นปลายชีวิตอาจป่วยเป็นโรคซึมโศร้า เมื่อป่วยเป็นโรคร้ายหรือโรคเรื้อรัง มักรู้สึกทุกข์ทรมานมากกว่าคนปกติทั่วไป แก้ไขปัญหาตนเองไม่ได้ และตัดสินใจด้วยการฆ่าตัวตาย

ผู้ที่รู้สึกว่าตนเองขาดสติสัมปชัญญะบ่อย ประการแรกต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจ ไม่ไปมองดูภาพและฟังเสียงที่รู้สึกทนไม่ได้ อีกทั้งไม่ไปปรุงแต่งความคิดจนฟุ้งซ่าน ในเรื่องราวไม่พอใจต่างๆ โดยนำมาพูดซ้ำให้คนอื่นฟัง เช่น การบริการไม่ดีของพนักงานร้านอาหาร การวิพากษ์วิจารณ์ข่าวอาชาญกรรมดุเดือด เป็นต้น ประการที่สองคือ มีสติอยู่กับตนเองตลอดเวลา หมั่นถือศีล สวดมนต์ และนั่งสมาธิภาวนา บอกกับตนเองไม่ให้กิเลสเข้าครอบงำง่ายเกินไป ขอให้มีพลังกายและใจในการระงับความรู้สึกไม่พอใจทั้งหลาย จนนำไปสู่อาการสติแตก ประการที่สาม ต้องหัดเป็นคนให้อภัยและเมตตาผู้อื่น ไม่หาเหตุผลอื่นมาล้มล้างสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจ มองโลกให้สวยงามขึ้น หาเหตุผลในแง่บวกมาหักล้างความไม่พอใจตนเอง เป็นการยกระดับจิตใจสูงขึ้น ไม่เกิดอาการฉุนเฉียวง่าย ประการที่สี่ ต้องเป็นคนอยู่กับตนเองได้ หมายถึงอยู่กับบ้านได้ ไม่ออกไปไหนทุกวัน มีงานอดิเรกในบ้านก็ทำไป หลายคนอยู่กับบ้านตนเองไม่ได้ รู้สึกเบื่อหน่าย ต้องคอยออกนอกบ้านเป็นประจำ บางครั้งไปที่ไหนก็ได้เพื่อไม่ต้องอยู่บ้าน ไปดูชมภาพยนตร์ ฟังเพลงคอนเสิร์ตเป็นประจำ หรือไปห้างสรรพสินค้าเพื่อทานข้าวในวันหยุดทุกครั้ง ถ้ามีวันหยุดยาวต่อเนื่องก็ถือโอกาสหยุดไปทั้งสัปดาห์เพื่อไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ในรูปแบบแสวงบุญก็มี ราวกับไปหายาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการเครียดและความทุกข์ในจิตใจ บุคคลเหล่านี้เป็นผู้มีความเครียดสูง มีแนวโน้วเกิดอาการสติแตกได้ง่ายและบ่อย
 

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 26 บัวสี่เหล่า

บัวสี่เหล่า

ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงบัวสี่เหล่า คืออุปมาเปรียบบุคคลเหมือนดอกบัว 4 จำพวก ตามฐานะที่จะบรรลุนิพพานได้หรือไม่ได้ในชาตินั้น เมื่อแรกตรัสรู้ได้ทรงพิจารณาว่าพระธรรมที่บรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อนสุขม ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฎิบัติได้ แต่ต่อมาได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัวสี่เหล่าในน้ำที่ทรงเห็นในขณะนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมฝั่งน้ำ อธิบายบุคคล 4 จำพวกดังนี้

1.       อุคคฎิตัญญู พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลารวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที

2.       วิปจิตัญญู พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมและฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป

3.       เนยยะ พวกที่มีสติปัญญาน้อย เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมและฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง

4.       ปทปรมะ พวกที่ไร้สติปัญญาและยังเป็นมิจฉาทิฎฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธา ปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่ในโคลนตม ตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่พ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน

สามจำพวกแรกเรียกว่า เวไนยสัตว์ (ผู้แนะนำสั่งสอนได้) ส่วนพวกที่สี่เรียกว่า อเวไนยสัตว์ (ผู้ไม่อาจแนะนำสั่งสอนได้) (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557)

ในชีวิตประจำวัน ถ้าเปรียบเทียบบัวสี่เหล่ากับการศึกษาเล่นเรียน การมีคู่ครอง และการทำงาน อาจแบ่งออกเป็น 4 จำพวกเช่นเดียวกันคือ

พวกแรก เป็นคนดี มีศีลธรรม และสติปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถศึกษาเล่าเรียนได้เกรดดีเยี่ยม ไม่มีปัญหาเรื่องคู่ครอง ไม่มีเรื่องราวขึ้นเกิดขึ้นในครอบครัวจนเกิดการหย่าร้าง มีสติสัมปชัญญะตลอดเวลา สามารถพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นตลอดเวลา เข้าถึงตัวปัญญาได้ง่าย ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสได้ง่ายๆ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีความสุขทางจิตใจมากกว่าทางวัตถุ หากประกอบอาชีพส่วนตัวจะเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย สามารถเชื่อมโยงหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที มองเห็นภาพรวมทั้งหมด มีความคิด ตลอดจนวิสัยทัศน์

พวกที่สอง เป็นคนดีและศีลธรรมรองลงมาจากพวกแรก อาจมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แต่เป็นคนยึดมั่นถือมั่นในบางสิ่งบางอย่างที่ตนเองเชื่อถือ จึงถูกครอบงำจากกิเลสแห่งความตัวตนบ้าง หากได้รับฟังธรรมเทศนาก็อาจพัฒนาจิตใจและอารมณ์ขึ้นสู่พวกแรก อาจประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน อาชีพส่วนตัว หรือชีวิตครอบครัวอย่างใดอย่างหนึ่ง มีความสุขสมหวังรองลงมา สามารถหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาในเรื่องที่ตนเองประสบความสำเร็จเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ตนเองล้มเหลวไม่สามารถจัดการได้ ต้องพึงพาความช่วยเหลือจากผู้อื่น

พวกที่สาม เป็นคนมีสติปัญญาและยึดมั่นถือมั่นปานกลาง การเป็นคนดีหรือไม่ดีได้ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว อาจเป็นพวกค่อนข้างเห็นแก่ตัวหรือขี้สงสาร มักตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพจากความโลภ ถ้าหมั่นทำบุญ ฟังธรรมเทศนาบ่อยๆ นานวันอาจพัฒนาจิตใจขึ้นสู่พวกที่สอง

พวกสุดท้าย เป็นพวกโง่ขลาทางพุทธศาสนา มีกิเลสและอัตตาแห่งตัวตนสูง คิดว่าตนเองมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าผู้อื่น ไม่นับถือศาสนาใด ไม่เชื่อในเรื่องเวรกรรม เป็นผู้มีความดื้อรั้น ไม่ฟังความผู้ใด ส่วนใหญ่เป็นคนไม่ดี คิดเอาเปรียบตลอดเวลา แสดงความคิดเห็นแบบคนเห็นแก่ตัว หาเหตุผลเข้าข้างตนเองตลอดเวลา เป็นผู้ไม่น่าคบค้าเป็นมิตรด้วย เป็นลูกจ้างก็คดโกงนายจ้าง หากเป็นนักธุรกิจมักเสนอผลประโยชน์กับผู้มีอำนาจ เป็นพวกชอบอามิสสินจ้าง ถ้ามีตำแหน่งใหญ่โตก็มาจากการเลียแข้งเลียขา ไม่ใช่ความสามารถส่วนตัว หาผลประโยชน์ให้กับนักการเมือง อาจเป็นพวกนักต้มตุ๋นหรือมิจฉาชีพ ไม่สามารถอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดีได้ จึงควรหลีกหนีห่างไกล

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

พี่สอนน้อง: ตอนที่ 25 อาชีพของคนทั่วไป

อาชีพของคนทั่วไป

 

อาชีพของคนทั่วไป หมายถึงอาชีพสุจริตที่ทุกคนต้องทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพให้ดำรงชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ใช้ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และความชอบของตนเองประกอบอาชีพให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น ชุมชน สังคม และประเทศชาติสืบต่อไป สร้างความสุขและความเจริญรุ่งเรืองกับตนเอง โดยไม่ได้เบียดบังใครจนเดือดร้อนและเป็นทุกข์แสนสาหัสอันเกิดจากการประกอบอาชีพตนเอง

 

การจำแนกอาชีพทั่วไป ตามความรู้ ความสามารถ ความถนัด และความชอบของตนเอง อาจแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทดังนี้

 

1.            ประเภทวิชาการ

 

ส่วนใหญ่ได้ความรู้จากที่ร่ำเรียนมา หรือฝึกฝนจนเกิดความเชี่ยวชาญชำนาญงาน แต่ไม่ชอบงานด้านการตลาด การค้าขาย และพบปะสังสรรค์กับลูกค้า ชอบความมั่นคง อาทิ อาชีพข้าราชการ อาจารย์และครู พนักงานบริษัทฝ่ายวิชาการ พนักงานออฟฟิศ ผู้เชี่ยวชาญองค์กรในและต่างประเทศ พนักงานอยู่ในฝ่ายวิจัยและพัฒนาสินค้า ฝ่ายการอบรมและจัดสัมนา ฝ่ายผลิตสินค้าและบริการ ฝ่ายควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

 

2.            ประเภทการตลาด

 

กลุ่มนี้ชอบการค้าขาย พูดคุยเก่ง เข้าสังคมพบปะสังสรรค์กับลูกค้า เอาใจเก่ง การทำเป้าหมายยอดขายสินค้าในแต่ละเดือนหรือไตรมาสคือสิ่งท้าทาย ไม่นิยมอยู่ในออฟฟิศ ออกข้างนอกตลอด นานๆ ครั้งเข้าที่ทำงานเพื่อสรุปยอดตัวเลขการขาย การประชุมเพื่อปรับกลยุทธ์การตลาดถ้าเติบโตเป็นผู้บริหารจะเป็นผู้วางแผนและสร้างทีมงานการตลาด อาทิ นักการตลาด พนักงานขาย โบรกเกอร์ในตลาดหุ้น ผู้นำเข้าและส่งออกสินค้า พนักงานอยู่ในฝ่ายการตลาด ฝ่ายขายสินค้าประจำในร้านค้า ห้างสรรพสินค้า

 

3.            ประเภทเน้นวิชาการมากกว่าการตลาด

 

กลุ่มนี้ชื่นชอบวิชาการและความรู้มากกว่าการตลาด ต้องการอธิบายสินค้าในเชิงเเหตุผลมากกว่าโน้มน้าวจิตใจลูกค้าให้ซื้อสินค้าอย่างเดียว เน้นคุณภาพสินค้าและการบริการหลังการขาย ส่วนใหญ่ไม่ใช่นักการตลาด เป็นพวกสนับสนุนและส่งเสริมการตลาด อาทิ นักวิชาการที่ต้องไปเยี่ยมเยียนลูกค้าประจำเพื่อสนับสนุนสินค้าใหม่ การแก้ไขปัญหากับลูกค้าในเชิงวิชาการเพื่อให้มียอดขายเพิ่มขึ้น พนักงานอยู่ในฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า

 

4.            ประเภทเน้นการตลาดมากกว่าวิชาการ

 

กลุ่มนี้ชื่นชอบการตลาดมากกว่าวิชาการและความรู้ ต้องการโน้มน้าวผู้บริโภคมาเป็นลูกค้า ใช้สิ่งจูงใจมาชักจูงให้เกิดการซื้อขาย อาจมีการโยงหลักวิชาการเพื่อสนับสนุนการตลาดบ้างเป็นครั้งคราว อาทิ บอร์ดผู้บริหาร ผู้จัดการส่วนภูมิภาคจำหน่ายสินค้าและบริการ ผู้จัดการสร้างทีมการตลาด พนักงานอยู่ในฝ่ายโฆษณาและส่งเสริมการตลาด ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กร ฝ่ายการตลาดเพื่อสังคม ฝ่ายสร้างแบรนด์และดูแลภาพลักษณ์ขององค์กร

 

5.            ประเภทผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่

 

กลุ่มนี้มีความมั่นใจตนเองสูง มีความคิดสร้างสรรค์ รักความเป็นอิสระ ต้องการเป็นนายตนเอง ชอบการค้าขายและสิ่งท้ายทายในชีวิต อาทิ เจ้าของกิจการร้านค้า ห้างร้าน ห้างหุ้นส่วน บริษัท เจ้าของธุรกิจคนเดียว นักลงทุนในตลาดหุ้น ทองคำ กองทุน พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ฟรีแลนซ์ มักอยู่ในบอร์ดนักลงทุนของบริษัทในลักษณะถือหุ้นส่วน เป็นเจ้าของบริษัท กรรมการบริหาร (ถือหุ้นของบริษัท)

ถ้าท่านสนใจโปรดติดตามอ่านฟรีได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587235

Next entries »